หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 807 เริ่มเคลื่อนไหว
เล่มที่ 27 ตอนที่ 807 เริ่มเคลื่อนไหว
ภายในเรือนอันเงียบสงบมีเสียงร้องไห้อันโศกเศร้าดังแว่วมา เติ้งซื่อโถมตัวไปบนร่างลู่เซิ่งอวิ๋น กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เซิ่งอวิ๋นเจ้าฟื้นขึ้นมาเถิด แม่มาดูเจ้าแล้ว เซิ่งอวิ๋น…”
ใต้เท้าลู่เม้มปาก ทำเพียงยืนอย่างสงบอยู่ด้านข้างไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไรอยู่ มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น สั่นระริกเล็กน้อย
ไม่ว่าผู้อื่นจะโน้มน้าวอย่างไร เติ้งซื่อก็ไม่ยอมผละจากร่างลู่เซิ่งอวิ๋น ขันทีใหญ่ที่อยู่ด้านข้างทนมองไม่ได้จริงๆ เดินมากล่าวเตือนข้างกายใต้เท้าลู่ “ใต้เท้า ผู้ตายจากไปแล้ว รีบนำร่างนายน้อยลู่กลับจวนไปจัดงานศพดีหรือไม่ขอรับ?”
ใต้เท้าลู่ค่อยๆ หันมา เพียงแต่แววตากลับเปิดเผยความคิดในใจของเขาจนสิ้น เดิมทีคิดจะเข้าใกล้บุตรชายเพียงคนเดียวของตน แต่กลับพบว่ากระทั่งเรี่ยวแรงจะก้าวเดินก็ยังไม่มี
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดจนถึงขั้วหัวใจเช่นนี้ กระทั่งใต้เท้าลู่ก็ยากจะควบคุมตนเอง เขาทำได้เพียงตำหนิที่ก่อนหน้านี้ตนมิได้สั่งสอนลู่เซิ่งอวิ๋นให้ดี ปล่อยให้เขาก่อเรื่องไปทั่ว ตอนนี้อีกฝ่ายจากไปจริงๆ แล้ว เขารู้สึกเสียใจมากจริงๆ
“โธ่ ใต้เท้าลู่โปรดระวัง!”
ใต้เท้าลู่ยกเท้าถอยหลังจนเกือบล้มลงกับพื้น โชคดีที่ขันทีใหญ่ข้างกายเข้ามาประคองได้ทันเวลา จึงยับยั้งมิให้เกิดสภาพน่าอับอายไว้ได้
“ไม่เป็นไร ข้าไปเอง” เมื่อใต้เท้าลู่กล่าวเช่นนี้ ขันทีใหญ่พลันตกใจ น้ำเสียงของเขาแหบต่ำราวมิได้เอ่ยออกจากปากของเขาอย่างไรอย่างนั้น
อีกด้านหนึ่ง ในห้องทรงพระอักษร
“ทูลฝ่าบาท ใต้เท้าลู่นำร่างนายน้อยลู่กลับจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเหลียนผงกพระพักตร์เล็กน้อย “ให้คนดูแลให้ดี หากจวนลู่ต้องการสิ่งใด ต้องช่วยพวกเขาทันที”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีน้อยถอยออกไป ภายในห้องทรงพระอักษรเหลือเพียงอวิ๋นซู เฟิ่งหลิง และจักรพรรดิเหลียนสามคน
เรื่องในคราวนี้มากเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาเห็นความสำคัญ แผนการรัดกุม เกี่ยวพันกับผู้คนมากมายจนไม่สามารถแก้ไขอย่างสุกเอาเผากินได้อีก
“เจิ้นคิดไม่ถึงจริงๆ กระทั่งเสียเอ๋อร์ก็ยังถูกผู้อื่นหลอกใช้ หรือจะเป็นเสียนเฟย?”
คนแรกที่จักรพรรดิเหลียนสงสัยย่อมเป็นเสียนเฟย นางมีเหตุผลมากพอที่จะเกลียดอวิ๋นซูเข้ากระดูกดำ ด้วยเหตุนี้จึงให้นางข้าหลวงของตนตลอดจนองค์หญิงเก้าสร้างละครฉากนี้ขึ้นมา ทั้งยังใช้ชีวิตบุตรชายคนสำคัญของขุนนางในราชสำนักมาบีบบังคับให้จักรพรรดิเหลียนจำต้องลงโทษอวิ๋นซูอย่างหนัก วิธีการโหดเหี้ยมทำให้ผู้คนต้องขนลุกจริงๆ!
“เป็นไปได้” สีหน้าของเฟิ่งหลิงหนักอึ้ง คราวนี้เกือบทำให้อวิ๋นซูตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแล้ว เขาไม่เชื่อคำพูดประเภทที่ว่าผู้บริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องแก้ต่างอันใดนั่นอีกต่อไป การที่หลุดออกจากการเป็นผู้ต้องสงสัยได้นั้นล้วนเป็นเพราะความสามารถของอวิ๋นซูทั้งหมด ยามนั้นกระทั่งเฟิ่งหลิงก็จะคิดใช้แข็งชนแข็ง ต่อให้อวิ๋นซูสังหารคนแล้วอย่างไร เขาจะต้องปกป้องนางจนถึงที่สุด
“เรื่องนี้เจิ้นจะต้องตรวจสอบจนถึงที่สุด เพียงแต่คราวนี้ลำบากคุณหนูกงซุนแล้ว”
อวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงย่อมฟังความหมายในคำพูดของพระองค์ออก จะอย่างไรยามนั้นจักรพรรดิเหลียนก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกสั่นคลอนความคิด ถึงอย่างไรพระองค์ก็มิใช่เฟิ่งหลิง ไม่สามารถทำได้ถึงขั้นเชื่อใจอวิ๋นซูโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ เขาเป็นห่วงเรื่องการแต่งงานของโอรสตนมากกว่า กลัวว่าโอรสที่ตนรักใคร่จะเลือกภรรยาผิด
“ฝ่าบาททรงตัดสินเป็นกลาง หม่อมฉันมิได้รู้สึกอยุติธรรมอันใดเพคะ”
จักรพรรดิเหลียนสวรล โชคดีที่สตรีผู้นี้รู้จักเหตุผล รู้ว่าเมื่ออยู่ในตำแหน่งเช่นพระองค์จะต้องถูกบีบบังคับมากมายจนมีความคิดต่างๆ นานา ย่อมต้องมองภาพรวมเป็นสำคัญ “พิธีหมั้นหมายใกล้มาถึงแล้ว เจิ้นจะสั่งให้เพิ่มการคุ้มกันในวังให้เข้มงวดมากขึ้น จะมิให้ผู้อื่นใช้ช่องโหว่มาขัดขวางการอภิเษกของพวกเจ้าอีก”
อวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงสบตากัน บุรุษรูปงามถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ก่อนหน้านั้น ลูกอยากให้เสด็จพ่อพบกับคนผู้หนึ่ง”
อะไรนะ? จักรพรรดิเหลียนรู้สึกสงสัย ไม่นานเฟิ่งหลิงจึงเดินไปที่ประตูห้องทรงอักษร ยื่นมือออกไปเปิดประตูช้าๆ เงาร่างงดงามร่างหนึ่งพลันปรากฏเบื้องหน้าพวกเขา
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
สตรีผู้มีใบหน้างดงามทรงเสน่ห์ยืนอยู่เบื้องหน้าจักรพรรดิเหลียนด้วยท่าทีเปิดเผยใจกว้าง นางคารวะครั้งหนึ่ง บรรยากาศทั่วทั้งร่างทำให้จักรพรรดิเหลียนดวงตาสว่างวาบ นางไม่เหมือนสาวงามอ่อนโยนประหนึ่งสายน้ำ คิ้วตรงเข้มมีกลิ่นอายของความคล่องแคล่วปราดเปรียว เครื่องหน้าทั้งห้าโดดเด่นทำให้ผู้คนเห็นแล้วมิอาจลืมเลือน ร่างกายสูงโปร่งมีเอกลักษณ์ คนงามเช่นนี้เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนย่อมแย่งชิงสายตาไปได้ไม่น้อย
“ลุกขึ้นเถิด” จักรพรรดิเหลียนทอดพระเนตรไปทางเฟิ่งหลิงโดยพลัน บุรุษรูปงามแย้มยิ้มเล็กน้อย “นี่คือของขวัญที่ลูกมอบให้เสด็จพ่อ”
อะไรนะ?! จักรพรรดิเหลียนขมวดขนง เจ้าเด็กหน้าเหม็นนี่กำลังเล่นลูกไม้อันใด เวลาเช่นนี้แล้วยังคิดจะยัดเยียดสตรีเหล่านี้เข้ามาในวังหลังของตนอีกหรือ?
“เสด็จพ่อ อิงจือคือส่วนสำคัญที่พวกเราจะถอนรากถอนโคนฮองเฮาได้”
“…”
ภายในตำหนักฮองเฮา
“เหนียงเหนียง เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!” แม่นมเดินมาข้างพระวรกายฮองเฮาด้วยท่าทีอดรนทนไม่ไหว สตรีผู้มีใบหน้าสง่างามกลับไม่แม้แต่จะลืมตา “มีเรื่องอันใดจึงกระวนกระวายเช่นนี้”
“บุตรชายของใต้เท้าลู่ ลู่เซิ่งอวิ๋นที่มีชื่อเสียงเหม็นเน่าผู้นั้นตายอยู่ในวังเพคะ!”
ฮองเฮาเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง “แล้วอย่างไรเล่า?”
“เหนียงเหนียง พระนางทราบหรือไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น? องค์หญิงเก้าออกหน้าชี้ตัวว่ากงซุนซูเป็นผู้สังหารลู่เซิ่งอวิ๋น ทั้งยังกล่าวว่าระหว่างกงซูและลู่เซิ่งอวิ๋นมีความสัมพันธ์ที่ไม่อาจบอกผู้อื่นได้ด้วยเพคะ!”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ฮองเฮาเหลียนพลันเบิกพระเนตร อย่างไรก็ตามราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงปลายพระเนตรมองไปทางแม่นมอีกครั้ง “ผลเป็นอย่างไรเล่า กงซุนซูถูกประหารหรือไม่?”
“นี่…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว นางหนีรอดไปได้อีกกระมัง?” ฮองเฮาเหลียนคาดเดาผลลัพธ์ได้แล้ว หากกงซุนซูล้มเพราะเรื่องนี้จริงๆ แม่นมจะอ้ำๆ อึ้งๆ เช่นนั้นได้อย่างไร
จริงดังคาด แม่นมแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “บ่าวก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก ว่ากันว่ายามนั้นฝ่าบาทคิดจะจัดการกงซุนซูแล้ว ไม่ทราบว่าภายหลังเกิดอะไรขึ้น เห็นใต้เท้าลู่และฮูหยินลู่เดินออกมาจากสวนบุปผาหลวงด้วยสีหน้าโศกเศร้า รับศพนายน้อยลู่กลับไป ส่วนกงซุนซูกลับเดินตามองค์ชายใหญ่ไปที่ห้องทรงอักษรของฝ่าบาทอย่างปลอดภัยไร้เรื่องราว”
“นังเด็กนั่นก็มีความสามารถเช่นนี้มาโดยตลอด”
แม่นมสังเกตสีหน้าฮองเฮาเหลียนก่อนกล่าวขึ้นว่า “เหนียงเหนียง เหตุใดพระนางจึงดูไม่ดีนัก? ให้บ่าวตาหมอหลวงมาตรวจรักษาให้เหนียงเหนียงดีหรือไม่เพคะ?”
“ไม่ต้อง เพียงแค่หงุดหงิดใจเท่านั้น”
แม่นมราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เหนียงเหนียงคงหงุดหงิดใจจริงๆ เนื่องจากงานหมั้นหมายขององค์ชายใหญ่ใกล้มาถึงแล้ว และก่อนหน้านั้นหนึ่งวันก็คือวันรับสนมของฝ่าบาท จะมีคนงามมากมายถูกส่งเข้าวังมา กลายเป็นหนามตำตาของฮองเฮา
“เหนียงเหนียงโปรดอย่าลืม หลายปีนี้มิใช่ว่าฝ่าบาทไม่เคยพลิกป้ายหรือ? วังหลังมีสตรีมากมายเพียงนั้น ความจริงเป็นเพียงของประดับเท่านั้น”
ใช่แล้ว ล้วนเป็นเพียงของประดับ แล้วตนมิใช่หรือไรเล่า?
“เหนียงเหนียง พิธีหมั้นหมายขององค์ชายใหญ่ใกล้มาถึงแล้ว!” แม่นมย่อตัวลง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความลึกล้ำราวกับคิดจะกล่าวเตือนฮองเฮาบางอย่าง
ต้องทราบว่าสิ่งที่พวกเขาไม่อยากเห็นที่สุดก็คือคุณหนูกงซุนได้เป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ หากไม่รีบคิดหาวิธี สุดท้ายคงยุ่งยาก!
ฮองเฮาเหลียนแค่นเสียงเบาๆ “ในพระราชวังแห่งนี้มีผู้คนมากน้อยเพียงใดที่เห็นกงซุนซูเป็นหนามตำตา เปิ่นกงเองก็ไม่รู้ เพียงแต่ความสามารถของนางไม่อาจดูเบาได้จริงๆ เรื่องต่างๆ ถูกนางแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า”
“แต่เหนียงเหนียงเพคะ ของเหล่านี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจควบคุม” แม่นมคิดถึงจุดสำคัญบางอย่าง “พิธีการหมั้นหมายจะต้องผูกดวงชะตาด้วยเพคะ!”
ชะตา? ดวงเนตรฮองเฮาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยามนี้จึงเงยพระพักตร์เผยรอยสรวลกระตือรือร้นขึ้นมาบ้าง ระยะนี้ข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องที่ชะตาของกงซุนซูขัดต่อคนในวังยังแพร่ออกไปมิสร่างซา ทว่าครั้งนี้จะเป็นการกำหนดชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง!
ยามนี้เอง ขันทีน้อยผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยท่าทีร้อนรน “บ่าวขอเข้าเฝ้าเหนียงเหนียง!”
ทั้งสองที่อยู่ในตำหนักใหญ่สบตากัน จากนั้นจึงเรียกขันทีน้อยผู้นี้เข้ามา
“ทูลเหนียงเหนียง เมื่อครู่บ่าวเพิ่งได้ข่าวมาเรื่องหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“พูดมา”
“ฝ่าบาท…พาสตรีผู้หนึ่งเข้าวัง”
สตรีผู้หนึ่ง? ตอนแรกฮองเฮามมิได้มีปฏิกิริยาอันใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าขันทีน้อยจึงตรัสถาม “นี่หมายความว่าอย่างไร?”
“คือ…บ่าวได้ยินว่าสตรีนางนั้นถูกพาเข้าตำหนักชิงเหอพ่ะย่ะค่ะ”
ตำหนักชิงเหอ นั่นเป็นสถานที่ประหนึ่งสรวงสวรรค์ในพระราชวัง ก่อนหน้านี้หากมีนางสนมตั้งครรภ์จะได้เข้าพักชั่วคราว จนกระทั่งคลอดบุตรจึงกลับไปพักที่ตำหนักของตน ตอนนี้ฝ่าบาทถึงกับให้สตรีจากนอกวังผู้หนึ่งเข้าพัก…ฮองเฮาพลันรับรู้ได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องราว เพียงแต่ชั่วขณะต่อมากลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เหลวไหล! นี่เป็นไปไม่ได้!”
ฮองเฮาทราบดีว่าจักรพรรดิเหลียนคำนึงถึงฮองเฮาพระองค์ก่อนไม่เสื่อมคลาย หากมิใช่ว่าไท่ซ่างหวงบีบบังคับ เขาจะไม่แตะต้องนางสนมในวังเป็นอันขาด ตอนนี้จักรพรรดิเหลียนมีเจตนาเป็นศัตรูกับไท่ซ่างหวง เขามิได้พลิกป้ายนานแล้ว จะพัวพันกับสตรีนอกวังได้อย่างไร…
“ประเดี๋ยวก่อน สตรีนางนี้เป็นใคร?” เป็นไปไม่ได้กระมัง? หรือว่า…พระองค์จะหานางเจอจริงๆ?
“บ่าวได้ยินว่าเป็นสาวงามที่มีร่างกายสูงโปร่งพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่ฮองเฮาพระองค์ก่อนหรือ? ก็ถูก หากหาคนพบจริงๆ ฝ่าบาทจะพานางกลับวังมาอย่างเปิดเผยได้อย่างไร ไท่ซ่างหวงย่อมไม่อนุญาตให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด!
“ไม่ได้ เปิ่นกงจะไปดูเสียหน่อย”
แม่นมข้างกายตกใจ “เหนียงเหนียง ไม่ได้เป็นอันขาดเพคะ! เชื่อว่าสตรีนางนี้จะต้องมีฐานะพิเศษ หากเหนียงเหนียงคิดสอดมือเข้าไปคงทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วเป็นแน่!”
“เปิ่นกงเป็นเจ้านายของวังหลังแห่งนี้ ตำหนักชิงเหอเป็นสถานที่ที่ผู้อื่นเข้าพักได้ตามใจหรือไร? นี่เป็นอำนาจควบคุมของเปิ่นกง!” ฮองเฮาไหนเลยจะฟังคำพูดของแม่นมอีก ก่อนหน้านี้พระนางยังปลอบใจตนเองได้ จะอย่างไรผู้ที่ต้องโอบกอดความเปล่าเปลี่ยวในวังหลังแห่งนี้ก็มิได้มีพระนางเพียงผู้เดียว ทว่ายามนี้ถึงกับถูกสตรีไม่รู้ที่มาที่ไปนางหนึ่งแย่งชิงความโปรดปราน นี่เป็นเรื่องที่พระนางไม่อนุญาตให้เกิดขึ้นเป็นอันขาด!
ยังไม่ทันเลือกสนม ฝ่าบาทก็พาสตรีเขาวังก่อนแล้ว อดรนทนไม่ไหวเพียงนี้เชียวหรือ? พระนางจะไม่ทนให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด!
เพียงไม่นานฮองเฮาก็พาคนกลุ่มหนึ่งไปยังตำหนักชิงเหออย่างยิ่งใหญ่ พบว่าบริเวณประตูของตำหนักงดงามแห่งนั้นมีข้าราชบริพารสิบกว่าคนกำลังย้ายของอย่างวุ่นวาย
“นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร?!”
“เอ๋? บ่าวถวายพระพรฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีทั้งหลายรีบหยุดการเคลื่อนไหวในมือ ดวงเนตรอันคมกริบของฮองเฮาหยุดอยู่บนกล่องสีแดงเหล่านั้น “ของเหล่านี้คืออะไร?”
ขันทีน้อยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย “ตอบฮองเฮา ของเหล่านี้ฝ่าบาททรงประทานให้แม่นางในตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่นางอันใด? เจ้ากำลังกล่าววาจาเหลวไหลอันใดอยู่!”
เมื่อฮองเฮาได้ฟังพลันรู้สึกโกรธจนถึงสมอง พระนางสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง ก้าวเดินไปยังตำหนักงดงามแห่งนั้น แต่กลับถูกองครักษ์บริเวณประตูขวางเอาไว้
“โอหัง พวกเจ้าถึงกับกล้าขวางเปิ่นกงเชียวหรือ!”
องครักษ์ทั้งสองมิได้ถูกคำพูดของอีกฝ่ายทำให้ตกใจแม้แต่น้อย “ฮองเฮาได้รับอนุญาตจากฝ่าบาทแล้วหรือไม่?”
Venus36
น่าจะลงโทษเสียนเฟยและองค์หญิงสักหน่อย หาเรื่องอวิ๋นซูไม่รู้กี่ครั้งแล้วว เริ่มแล้วสินะ แผนการของอวิ๋นซู หากไม่มีนางคงไม่ง่ายถึงเพียงนั้นจะดึงหมากของปู่พระเอกลงมาได้