หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 812 พิธีหมั้นหมาย
เล่มที่ 28 ตอนที่ 812 พิธีหมั้นหมาย
บุรุษในชุดขุนนางสีแดงสองคนถือจดหมายสีแดงสองฉบับอยู่ในมือ เดินมุ่งหน้าไปยังบริเวณงานพิธีการท่ามกลางฝูงชน
ในจดหมายบรรจุเวลาตกฟากขององค์ชายใหญ่และคุณหนูกงซุนเอาไว้ ตามประเพณีของแคว้นเหลียน หากองค์ชายอภิเษกต้องนำเวลาตกฟากของสองฝ่ายมาใส่ไว้ในเตาบูชายันต์ที่แท่นพิธีการสามวันสามคืน วันนี้เป็นวันนำออกมา โดยขุนนางกรมพิธีการจะผูกชะตาให้ทั้งสองและเลือกฤกษ์มงคล พรุ่งนี้จึงจะให้จักรพรรดิเหลียนกำหนดวันอภิเษกที่แท่นพิธีจึงนับว่าเสร็จสิ้นพิธีการ
ชะตาตกฟากของทั้งสองสำคัญยิ่ง ขุนนางกรมพิธีการทั้งสองระมัดระวังเป็นอย่างมาก บริเวณตำหนักพิธีการเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความมงคล หลังผ่านวันเลือกสนมมาแล้ว ในเวลาสั้นๆ เพียงวันเดียวทั่วทั้งพระราชวังก็ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟมังกรและผ้าแพรสีแดง
ขุนนางกรมพิธีการยืนอยู่บริเวณประตูนานแล้ว ใต้เท้าสามท่านคารวะกัน หลังจากมอบชะตาตกฝากแล้วประตูใหญ่สีแดงจึงถูกปิดลง มีองครักษ์หลายคนคอยเฝ้า ไม่ว่าใครก็เข้าไปรบกวนด้านในไม่ได้
การผูกดวงชะตานับเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง บุคคลในราชวงศ์ทั้งหมดต่างให้ความสำคัญกับมันมาก และเนื่องจากกลัวจะเกิดช่องโหว่อันใดจึงเตรียมการป้องกันอย่างแน่นหนา
ภายใต้ดวงดาวพร่างฟ้า เหนือทะเลสาบกระจ่างใส ขุนนางกรมพิธีการสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน เปิดชะตาตกฝากของทั้งสอง เทียบอักษรด้านบนอย่างละเอียด
สองชั่วยามผ่านไปจึงเลือกฤกษ์มงคลที่เหมาะสมและเขียนลงไปในสมุดสีทองก่อนจะปิดผนึกและวางไว้
ขุนนางกรมพิธีการท่านหนึ่งทอดถอนใจยาวๆ ทั้งสองสบตากัน แย้มยิ้มอย่างผ่อนคลาย ยังดีที่ผลการผูกชะตาออกมาสมบูรณ์ยิ่งนัก ต้องทราบว่า ก่อนหน้านี้เคยปรากฏผลการผูกดวงชะตาว่ามากวิบัติครอบครัวแตกแยก ไม่มีฤกษ์มงคลอันใดที่สามารถเลือกสรรได้ สถานการณ์เช่นนี้น่ากระอักกระอ่วนยิ่งนัก ทำให้ภายหลังครอบครัวฝั่งสตรีต้องเข้าวังมาประจบประแจงต่อรองกับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงหวังว่าชะตาที่ผูกออกมาจากมือของตนจะเป็นคู่สมพงษ์
“ฮ่าๆๆ ใต้เท้าเฉิง นับว่างานใหญ่เสร็จไปอีกหนึ่งงานแล้ว”
“ใช่แล้วๆ สมบูรณ์พูนสุข สมบูรณ์พูนสุข!”
“เช่นนั้น…มิสู้พวกเราไปดื่มสุราฉลองกันที่ฝูหม่านโหลวเสียหน่อยเป็นอย่างไร?”
“อืม ตรงใจข้าพอดี!”
เรียกได้ว่าเพื่อจะผูกดวงชะตาให้องค์ชายใหญ่ ทั้งสองได้รับความกดดันสูงมาก ก่อนหน้านี้จักรพรรดิเหลียนเรียกพวกเขาไปพบเป็นการส่วนตัว ทำเพียงตรัสอย่างเรียบง่ายประโยคหนึ่ง “องค์ชายใหญ่เป็นโอรสที่เจิ้นให้ความสำคัญ คุณหนูกงซุนก็เป็นลูกสะใภ้ที่เจิ้นถูกใจ พวกท่านดูเองเถิดว่าจะทำเช่นไร”
คำที่ว่าให้เขาพวกเขาดูเองว่าจะทำเช่นไรนั้นแฝงไปด้วยเจตนาข่มขู่อันเข้มข้น เมื่อทั้งสองออกมาจากการเข้าเฝ้าจักรพรรดิเหลียนอย่างระแวดระวังยังพบแม่ทัพกงซุนอีกครั้ง ราวกับยืนรอพวกเขาอยู่นานแล้วก็มิปาน
“ซูเอ๋อร์เป็นไข่มุกกลางฝ่ามือของแม่ทัพเช่นข้า ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่นาง ผู้ใดกล้ารังแกนางหรือทำให้นางไม่พอใจ ข้าแม่ทัพจะทำให้มันผู้นั้นอยู่ไม่สุขไปทั้งตระกูล!”
ฮ่าๆ กระทั่งคำทักทายปราศรัยก็ไม่จำเป็น นับว่าเป็นนิสัยของแม่ทัพกงซุนโดยแท้
ใต้เท้าทั้งสองท่านย้อนนึก รู้สึกแผ่นหลังมีเหงื่อซึมออกมาชั้นหนึ่ง
คนทั้งสองที่ปลดปล่อยความกดดันไปได้แล้วค่อยๆ เดินหายไปจากกรมพิธีการ กล่องไหมกล่องนั้นนอนอยู่บนโต๊ะกลมอย่างสงบนิ่ง ลมเย็นสายหนึ่งพัดมา เงาร่างในอาภรณ์สีดำปรากฏข้างโต๊ะอย่างไร้เสียง เปิดกล่องไหมออกอย่างรวดเร็ว นำดวงชะตาที่ผูกเรียบร้อยแล้วออกมา ยัดจดหมายในอกเสื้อของตนเข้าไปแทน
คนผู้นี้ปิดผนึกกล่องไหมอีกครั้งด้วยท่าทีชำนาญ เพียงพริบตาเดียวก็หายไปไม่เหลือร่องรอย ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานก็มีบุรุษในอาภรณ์ชุดดำอีกผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา เปิดกล่องไหมนั้นออกเช่นเดียวกับคนเมื่อครู่นี้ นำจดหมายที่ตนเตรียมไว้ยัดใส่เข้าไปแทน
“คู่สุนัขจิ้งจอกและพยัคฆ์ มีดวงล่มแคว้นครอบครัวแตกแยก” เฟิ่งหลิงอ่านของที่องครักษ์เงานำออกมาจากกรมพิธีการ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
กล้าเขียนของเช่นนี้ออกมา ขุนนางกรมพิธีการทั้งสองไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร? แน่นอน เขาไม่คิดว่าสองคนนั้นจะมีความกล้าเพียงนี้ เป็นเช่นที่เขาคาดจริงๆ นี่คือผลการผูกดวงชะตาที่ผู้อื่นทำขึ้น แม้ตนจะไม่ใส่ใจว่าผลการผูกดวงจะออกมาเป็นเช่นไร แต่พรุ่งนี้ต่อหน้าสายตามากมายที่จับจ้อง ทุกคนต่างต้องการให้ผลการผูกดวงเป็นมงคล
“องค์ชาย ทางเหมยเฟยเตรียมการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิ่งหลิงพยักหน้าเล็กน้อย ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง หากไม่เคลื่อนไหวอีกเขาคงถูกตงฟางรุ่ยผู้ร้อนอกร้อนใจก่อกวนจนเกิดผลกระทบเป็นแน่
…
วันต่อมา
บนถนนแห่งเมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักเป็นมงคล วันนี้เป็นวันจัดพิธีหมั้นหมายขององค์ชายใหญ่ จักรพรรดิเหลียนนิรโทษกรรมทั่วแผ่นดิน ทั่วหล้าร่วมยินดี
บริเวณประตูวังหลวงคึกคักเช่นเดียวกับเมื่อวาน เพียงแต่คราวนี้ล้วนเป็นขบวนเกี้ยวอันหรูหรา
ขุนนางทั้งหลายสวมชุดฮว๋าฝู เข้าสู่วังหลวงตามลำดับ
ภายในจวนแม่ทัพกงซุน
แม่ทัพกงซุนมีรัศมีเปล่งปลั่ง ได้ยินเสียงเบิกบานของเขาดังก้องในอากาศตั้งแต่เช้าตรู่
อีกด้านหนึ่ง
ผมดำขลับถูกมวนเป็นทรงเมฆา สตรีสวมชุดฮว๋าฝูสีแดงมีท่าทีสุขุมเยือกเย็นเฉกเช่นปกติ ริมฝีปากแดงขับเน้นความโดดเด่นงดงาม เอวแบบบางดุจผ้าไหมทรงเสน่ห์ ชุนเซียงได้เห็นพลันอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความชื่นชม
“วันนี้คุณหนูงดงามจริงๆ เจ้าค่ะ องค์ชายใหญ่ต้องหลงใหลคุณหนูเป็นแน่”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา เดิมทีคิดว่าวันเช่นนี้ตนจะสงบนิ่งหาใดเปรียบ ทว่าในใจกลับฟุ้งกระจายไปด้วยความยินดี ความสงบสุขท่ามกลางอันตราย ความสุขท่ามกลางความมืดมน นางคุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้แล้ว อย่างไรก็ตามอวิ๋นซูสัมผัสได้อย่างลึกล้ำว่าหลังจากวันนี้ไป นางและเฟิ่งหลิงจะก้าวไปอีกขั้น เป็นอีกท่านที่จะมีกันและกันเคียงข้าง
ในยามที่อวิ๋นซูปรากฏตัวเบื้องหน้าแม่ทัพกงซุน บุรุษร่างกำยำพลันชะงักไป ไม่นานก็เผยสีหน้าเปี่ยมความสุขออกมา
“ดีๆๆ!” เขากล่าวคำว่าดีติดต่อกันสามครั้ง นอกจากคำนี้แล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะแสดงความชื่นชมของตนออกมาอย่างไร
วันนี้พ่อบ้านจัดเตรียมรถม้าหรูหราเป็นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จวนแม่ทัพของพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ ไม่อาจทำให้ท่านแม่ทัพและคุณหนูขายหน้าเป็นอันขาด
รถม้าฉลุลายทองค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูวัง ตลอดทางดึงดูดสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน ชาวบ้านบริเวณสองข้างถนนมองเพียงปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็นขบวนของจวนแม่ทัพ คนด้านในจะต้องเป็นคุณหนูกงซุนที่เคยช่วยเหลือพวกเขาไว้ไม่น้อยเป็นแน่ ทุกคนตะโกนคำพูดมงคลใส่รถม้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มีพระชายาองค์ชายใหญ่เช่นนี้นับว่าเป็นวาสนาของพวกเขาแล้ว
ชื่อเสียงของอวิ๋นซูในหมู่ประชาชนนับว่าดีงามมาก ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในวังระยะนี้ชาวบ้านมิได้รับรู้แม้แต่น้อย การสนับสนุนเช่นนี้ขัดแย้งกับข่าวลือในวังอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนของชาวประชากลายเป็นกเกราะป้องกันที่ทรงพลังเบื้องหลังอวิ๋นซูไปแล้ว
นอกแท่นพิธี ขุนนางยืนอยู่ทั้งสองฝั่ง ไม่นานแม่ทัพร่างสูงกำยำก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขา บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
“แม่ทัพกงซุน ยินดีด้วยขอรับ!”
“ใช่ๆ ยินดีด้วยแม่ทัพกงซุน!”
“พูดได้ดี พูดได้ดี! ฮ่าๆๆ…”
ภายในตำหนักข้าง ข้าราชบริพารทั้งหลายกำลังจัดแต่งอาภรณ์ให้อวิ๋นซู อีกสักครู่นางและเฟิ่งหลิงต้องขึ้นไปจุดธูปสามดอกบนแท่นพิธี จากนั้นค่อยรับราชโองการหมั้นหมายจึงจะนับได้ว่านางทำภารกิจในวันนี้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ต่อไปจึงจะเป็นละครฉากใหญ่ที่พวกนางเตรียมตัวมาหลายวัน
“คุณหนู บ่าวรู้สึกตื่นเต้นจริงๆ เจ้าค่ะ”
ชุนเซียงที่อยู่ด้านข้างกุมหน้าอกของตน อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าดวงตาของอีกฝ่ายเปียกชื้นแดงก่ำ
ชุนเซียงฝ่าคลื่นลมอุปสรรคนานัปการมาด้วยกันกับอวิ๋นซู เมื่อได้เห็นอวิ๋นซูในวันนี้ ในใจจึงมีรสชาตินับร้อยผสมปนเป คุณหนูพานพบอุปสรรคมากมาย ในที่สุดก็เดินมาถึงก้าวนี้ ขอเพียงทุกอย่างผ่านไปด้วยดี วันหน้าคุณหนูและองค์ชายใหญ่จะได้เป็นคู่ยวนยางที่โผบินไปด้วยกัน ไม่ต้องรับความลำบากมากมายเฉกเช่นก่อนหน้านี้อีก
“เด็กโง่ ติดตามอยู่ข้างกายข้านับว่าลำบากเจ้าแล้วจริงๆ”
“ไม่เจ้าค่ะ ได้อยู่ข้างกายคุณหนูนับเป็นวาสนาของชุนเซียงแล้ว!” ตั้งแต่ออกมาจากจวนชางชิ่งโหวไปยังแคว้นอี้ สุดท้ายมาจบที่แคว้นเหลียน ชุนเซียงไม่เคยคิดเลยว่าตนจะข้ามผ่านทุกอย่างมาได้อย่างหวาดเสียวและสง่างามเช่นนี้ เดิมทีนางควรเป็นสาวใช้ตัวเล็กๆ ที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก แต่เมื่อได้ติดตามข้างกายอวิ๋นซู นางได้พบเรื่องมากมายที่ตัวเองในเมื่อก่อนไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ อวิ๋นซูเป็นดั่งความใฝ่ฝันของนาง หรืออาจกล่าวว่าเป็นความใฝ่ฝันของสตรีทั้งหมด ในแคว้นเฉินไม่มีผู้ใดไม่รู้จักชื่อของอวิ๋นซู เมื่อออกมาจากแคว้นเฉินเดินทางมาถึงแคว้นอี้ชุนเซียงก็ไม่สงสัยอะไรอีก และคราวนี้นางจะสร้างคำเล่าลืออีกครั้งภายในแว่นแคว้นที่เต็มไปด้วยความลึกลับและไม่คุ้นเคยแห่งนี้
“คุณหนู ฤกษ์มงคลมงคลมาถึงแล้วขอรับ” ด้านนอกขันทีใหญ่พาคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ
สตรีงดงามสง่าค่อยๆ หันมา กระทั่งขันที่ใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะดวงตาสว่างวาบ นี่คือคุณหนูกงซุนที่เรียบง่ายในยามปกติจริงหรือ? เมื่อแต่งกายเช่นนี้นับว่ามีกลิ่นอายของมารดาแห่งแคว้นในอนาคตจริงๆ!
ประตูหนาหนักสีแดงถูกเปิดออกพร้อมเสียงหนักอึ้ง บนแท่นพิธี จักรพรรดิเหลียนและฮองเฮาเหลียนยืนอยู่บนปรัมพิธีใหญ่สีขาวบริสุทธิ์ ขุนนางทั้งหลายสงบกริยาวาจาให้เรียบร้อย พากันคุกเข่าลง “ทรงพระเจริญหมื่นปี”
จักรพรรดิเหลียนโบกพระหัตถ์ครั้งหนึ่งทุกคนพากันลุกขึ้นยืน
เสียงดนตรียิ่งใหญ่ดังขึ้น ทั่วทั้งท้องฟ้ามีผ้าแพรสีแดงโบกสะบัด บุรุษรูปงามเป็นเอกสวมชุดฮว๋าฝูสีแดง ครอบกวานหยกงานบนผมที่กำลังโบกสะบัดดูประหนึ่งเทพเซียน อีกด้านหนึ่ง สตรีงามเดินเข้ามาท่ามกลางการคุ้มครองของทุกคน ทั้งสองเดินหากันท่ามกลางการจับจ้องมากมาย มองใบหน้าเปื้อนยิ้มของกันและกัน มีความเข้าใจกันโดยมิต้องเอ่ยป่าก
“ซูเอ๋อร์”
เฟิ่งหลิงมองไปยังบุคคลที่ตนรักเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ ค่อยๆ ยื่นมือออกไป
จู่ๆ อวิ๋นซูพลันรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มือใหญ่อันอบอุ่นอยู่เบื้องหน้านาง ราวกับมีพลังบางอย่างที่ยากต่อต้าน กำลังผลักให้ตนนำอนาคตทั้งหมดของตนไปมอบให้เขา
มือขาวนวลวางลงกลางฝ่ามืออีกฝ่าย คู่บุรุษสตรีงามเดินเข้าไปที่แท่นพิธีการท่ามกลางสายตาของทุกคน
พระเนตรของจักรพรรดิเหลียนเต็มไปด้วยความเมตตา บุรุษเยาว์วัยที่กำลังเดินมาหาตนคือโอรสของพระองค์และคนที่พระองค์รัก คิดไม่ถึงว่าเวลาเพียงชั่วพริบตาก็เติบโตเสียแล้ว พระองค์ยังจำภาพที่อีกฝ่ายอยู่ในห่อผ้าอ้อมได้ดี หากว่า…นางได้เห็นก็คงดี
ฮองเฮาที่อยู่ด้านข้างสังเกตสีพระพักตร์ของจักรพรรดิเหลียน จากนั้นจึงเบนพระเนตรทอดมองไปบนใบหน้าเฟิ่งหลิง ในดวงตามีประกายอำมหิตพาดผ่าน
บุรุษสตรีในอาภรณ์สีแดงเดินใกล้เข้ามา เสียงแตรดังไปทั่วชั้นฟ้า
“หลิงเอ๋อร์ จุดธูปเถิด”
กระถางธูปใบใหญ่สีทองตั้งอยู่กลางแท่นพิธี เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูรับธูปสามดอกมาจากขุนนางกรมพิธีการ จุดธูปแล้วจึงปักลงไปในกระถางธูป
จักรพรรดิเหลียนพยักพระพักตร์เล็กน้อย ยามนี้เอง ขุนนางกรมพิธีการนำกล่องไหมออกมาจากกรมพิธีการ ส่งมอบให้เบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเหลียน
“เปิดผนึก”
เฟิ่งหลิงสังเกตุเห็นดวงเนตรของฮองเฮาเปล่งประกายความคาดหวัง เขาพลันเข้าใจกระจ่าง
ยามที่จักรพรรดิเหลียนหยิบกระดาษสีแดงออกมาจากด้านใน รอยสรวลบนพระพักตร์พลันแปรเปลี่ยนไปในชั่วขณะที่เปิดผนึก พระองค์ทอดพระเนตรไปยังขุนนางกรมพิธีการทั้งสองที่อยู่ด้านข้างด้วยดวงเนตรคมกริบ ราวกับต้องการถามว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น
“ฝ่าบาท นี่คือดวงชะตาที่กรมพิธีการผูกดวงออกมาหรือ? ขุนนางทั้งหลายรอผลอยู่เพคะ” สุรเสียงที่เจือไปด้วยแววขบขันของฮองเฮาดังขึ้นข้างพระกรรณ
Venus36
ต้องมีเรื่องแน่ๆ