หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 814 ปะทะซึ่งหน้า
เล่มที่ 28 ตอนที่ 814 ปะทะซึ่งหน้า
ชานกงกงเดินมาเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเหลียน คิ้วสีขาวเจือไปด้วยความขบขัน “บ่าวถวายพระพรฝ่าบาทและฮองเฮา ฝ่าบาท ไม่พบกันหลายปี พระองค์ยังมีชีวิตชีวาเพียงนี้”
ไม่เสียทีที่เป็นคนข้างกายไท่ซ่างหวง ลักษณะคำพูดและสีหน้าท่าทางแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เหมือนกับขันทีผู้หนึ่ง แต่ดูคล้ายผู้สูงศักดิ์ที่ตัดขาดจากโลกภายนอก มีบรรยากาศของเทพเซียนเจืออยู่
ตั้งแต่คนกลุ่มนี้ปรากฏตัว สีหน้าของจักรพรรดิเหลียนพลันแปรเปลี่ยนไปน่าหวาดกลัวจนผิดปกติ ราวกับอีกฝ่ายเป็นสัตว์ร้ายอันใดก็มิปาน
อย่างไรก็ตามชานกงกงทำราวไม่เห็นเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนในดวงเนตรของพระองค์ บนใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม “พระพักตร์ฝ่าบาทไม่ค่อยดีนัก ดูแล้วระยะนี้ในวังคงเกิดเรื่องให้หงุดหงิดพระทัยมากมาย ไท่ซ่างหวงทรงคิดใคร่ครวญเพื่อฝ่าบาทมาโดยตลอด คราวนี้สั่งให้บ่าวเดินทางจากภูเขาเก้าเซียนเป็นพิเศษ เพื่อช่วยฝ่าบาทแก้ไขเรื่องกังวลพระทัย”
แก้ไขเรื่องกังวลใจ? พระหัตถ์ที่อยู่ในแขนเสื้อของจักรพรรดิเหลียนกำแน่น อวิ๋นซูที่อยู่ด้านข้างระมัดระวังตัวขึ้นหลายส่วน นี่ไม่เหมือนจักรพรรดิเหลียนที่นางเคยพบเห็น จักรพรรดิเหลียนที่มักมีท่าทีสงบนิ่งดุจปุยเมฆมาโดยตลอดถึงกับเผยท่าทีเช่นนี้ออกมา อวิ๋นซูพบว่าทั่วทั้งพระวรกายเต็มไปด้วยเส้นประสาทอันขึงตึง ราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
“ไท่ซ่างหวงคาดเดาเรื่องราวได้แม่นยำประหนึ่งเทพเซียนจริงๆ รู้ว่าวันนี้เจิ้นจะมีเรื่องหงุดหงิดใจ”
ประโยคนี้ของจักรพรรดิเหลียนเตือนสติอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิง หรือว่านี่จะมีการเตรียมการมาก่อนแล้ว? สายตาของเฟิ่งหลิงหยุดบนกล่องไหมกล่องนั้น ไท่ซ่างหวงเป็นผู้ลงมือครั้งสุดท้ายหรือ? ในยามนี้เขาเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งแล้วว่าเหตุใดเสด็จพ่อถึงต้องอดทนมานานหลายปีเพียงนี้ นั่นเป็นเพราะไท่ซ่างหวงเป็นศัตรูที่น่าหวาดกลัวจริงๆ ดูแล้วผลการผูกดวงชะตาที่อยู่ในมือตนเป็นสิ่งที่ฮองเฮากระทำขึ้น ส่วนไท่ซ่างหวงก็คาดเดาได้ว่าตนจะขัดขวางแผนการร้ายของฮองเฮาจึงสับเปลี่ยนผลการผูกดวงชะตาหลังจากที่ลูกน้องของตนทำภารกิจเสร็จสิ้นโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เป็นตนที่ไม่ระมัดระวังมากพอ ไม่ได้ให้คนไปตรวจสอบให้มั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย หรือเป็นเพราะตนประสบการณ์น้อยและเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปกันแน่
“ไท่ซ่างหวงทรงเข้าใจฝ่าบาทเป็นที่สุด ย่อมรู้ว่าฝ่าบาทจะพบกับความกังวลพระทัยเมื่อใด” ชานกงกงยิ้ม ไม่สนใจเลยว่าในสุรเสียงของจักรพรรดิเหลียนจะอัดแน่นไปด้วยความไม่พอพระทัยอันเข้มข้น มีเพียงจักรพรรดิเหลียนที่ฟังออกว่าไท่ซ่างหวงให้ชานกงกงมามอบคำกล่าวเตือนให้แก่ตน
เขาเข้าใจตน รู้ทุกการเคลื่อนไหวของตนหรือ? ดังนั้นคราวนี้เขาคิดจะมอบบทลงโทษให้ตน! ความตึงเครียดในพระทัยจักรพรรดิเหลียนอัดแน่นยิ่งขึ้น ฮองเฮาพลันรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก เรื่องราวถูกกำหนดไว้แล้ว วันนี้ไท่ซ่างหวงลงมือ ต่อให้ฝ่าบาทต้องการรับคุณหนูกงซุนมาเป็นลูกสะใภ้ของตนมากเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์
“ชานกงกง ทุกคนกำลังรออยู่” ฮองเฮาเลิกขนง ส่งสายตาเป็นสัญญาณ ชานกงกงแย้มยิ้ม เดินมาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง กระแอ่มลำคอให้โล่ง “ความยิ่งใหญ่ของแคว้นเหลียนมีการสั่งสอนคุณธรรมเป็นรากฐาน ลูกหลานรุ่นหลังควรจดจำการอบรมของบรรพบุรุษ สายเลือดราชวงศ์อันบริสุทธิ์นับเป็นรากฐานของความเจริญรุ่งเรือง ลูกหลานรุ่นหลังจำเป็นต้องรับผิดชอบ ไม่เว้นแม้แต่ผู้เดียว เส้นทางสวรรค์ไม่อาจต่อต้าน หากมีคนชั่วช้าเลวทรามต้องถูกลงโทษ ผู้นำต้องกระทำตัวเป็นแบบอย่าง มิเช่นนั้นแผ่นดินจะวุ่นวาย แว่นแคว้นจะล่มสลาย จำเป็นต้องรับผิดชอบ”
การอบรมของบรรพบุรุษอีกแล้ว! ความรับผิดชอบของราชวงศ์อีกแล้ว! เขาฟังจนเอียนแล้ว! จักรพรรดิเหลียนสูดพระอัสสาสะลึก “พระดำรัสของไท่ซ่างหวงซับซ้อนเพียงนี้ เจิ้นฟังไม่เข้าใจ!”
ชานกงกงมองไปยังจักรพรรดิเหลียนด้วยสายตาแฝงความหมาย ยามนี้เอง ฮองเฮาก้าวออกมา “ฝ่าบาทเพคะ ไท่ซ่างหวงทรงมีพระปรีชา ในพระทัยทราบว่าแคว้นเหลียนของพวกเรามีคนชั่วช้าต้องการทำให้สายเลือดแคว้นเหลียนของพวกเราวุ่นวาย ไม่อาจให้อภัยได้เป็นอันขาด!”
“คนชั่วช้า? มิใช่ว่ามีอยู่นานแล้วหรือ?” จักรพรรดิเหลียนทรงสรวล อย่างไรก็ตามอารมณ์ของฮองเฮายังคงดียิ่งนัก ไม่ใส่ใจสุรเสียงถากถางของพระองค์แม้แต่น้อย ดวงเนตรของพระนางทอดตรงไปยังใบหน้าของอวิ๋นซู ในพระทัยมีเพียงความคิดเดียว นังเด็กนี่ยังจะมีความสามารถอันใดมาพลิกร้ายให้เป็นดีได้อีก? ไท่ซ่างหวงลงมือแล้ว คราวนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าขวางงานใหญ่ของพวกเขา เช่นนั้นมีเพียงเส้นทางเดียวให้เลือกเดิน นั่นก็คืออยู่ไม่สู้ตาย!
“ฝ่าบาท ไท่ซ่างหวงทรงทำเพื่ออำนาจรัฐของแว่นแคว้น ขอฝ่าบาทโปรดใคร่ครวญ” ชานกงกงเดินใกล้เข้ามา ในดวงตาเปล่งประกาย ในนั้นมีข้อความที่มีเพียงจักรพรรดิเหลียนจะเข้าใจ เพียงแต่คำพูดของเขาดังแว่วมาตามลมกระทั่งเข้าหูอวิ๋นซู อำนาจรัฐ? แว่นแคว้นที่ใหญ่โตและลึกลับเฉกเช่นแคว้นเหลียน ปกปิดตัวตนไม่ไปมาหาสู่กับคนอื่นมาโดยตลอด ยังต้องคิดถึงเรื่องอำนาจรัฐอันใดอีก?
“ใคร่ครวญ? เจิ้นคิดกระจ่างชัดแล้ว”
สุรเสียงของจักรพรรดิเหลียนชัดเจนหาใดเปรียบ พระหัตถ์ของพระองค์ยื่นออกไปยังสมุดสีแดงเล่มนั้นอย่างเชื่องช้า ฮองเฮารู้สึกตื่นตะลึง “ฝ่าบาทเพคะ พระองค์คิดจะต่อต้านไท่ซ่างหวงหรือ?!” ฮองเฮาคิดไม่ถึงจริงๆ ชานกงกงออกหน้าแล้ว จักรพรรดิเหลียนยังดื้อรั้นเพียงนี้ หากครานี้พระองค์ต่อต้านไท่ซ่างหวง ไม่ทราบว่าจะเกิดเรื่องน่าหวาดกลัวเช่นไรขึ้นบ้าง
“ฮองเฮา ผู้ใดเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนกันแน่ ในจุดนี้เจ้าควรเข้าใจให้ชัดเจน! ไท่ซ่างหวงลงจากตำแหน่งแล้ว นี่เป็นเพียงข้อเสนอแนะของเขาเท่านั้น เจิ้นมีอำนาจในการตัดสินใจ!” พระดำรัสของจักรพรรดิเหลียนทำให้ทุกคนใจสั่น ความจริงทุกคนล้วนรู้ดีว่าผู้ที่จะตัดสินใจในเรื่องของแว่นแคว้นเป็นคนสุดท้ายก็คือไท่ซ่างหวง ในราชสำนักมีผู้คนมากน้อยเพียงใดที่ไท่ซ่างหวงผลักดัน พวกเขาล้วนฟังคำสั่งของไท่ซ่างหวง ตอนนี้ฝ่าบาทตรัสเช่นนี้ เรียกได้ว่าคิดจะต่อสู้แตกหักกับจักรพรรดิเหลียนโดยตรง!
ฮองเฮาทอดพระเนตรไปทางชานกงกงโดยพลัน หวังว่าเขาจะกล่าวให้มากอีกสักหลายประโยคเพื่อหยุดยั้งการกระทำอันบ้าคลั่งของจักรพรรดิเหลียน
จริงดังคาด ขันทีผมขาวผู้นี้แย้มยิ้ม “ยังจำได้ว่าปีนั้นงานหมั้นหมายของฝ่าบาทก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น บ่าวยังคิดไปว่าเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง”
ประโยคนี้ของชานกงกงทำให้ดวงเนตรของจักรพรรดิเหลียนเปล่งประกาย
เนื่องจากตอนนั้นเมื่อผูกดวงชะตาของบุตรีคนโตแห่งตระกูลมหาราชครูและจักรพรรดิเหลียนออกมาแล้วก็มีผลลัพธ์อันน่าหวาดกลัวเช่นกัน ยามนั้นจักรพรรดิเหลียนไม่สนใจคำสั่งของบรรพบุรุษและการห้ามปรามของไท่ซ่างหวง ยังคงดื้อรั้นที่จะอภิเษกให้สำเร็จ สิ่งที่ชานกงกงคิดจะเตือนพระองค์ก็คือ ไม่ว่าพระองค์จะต่อต้านเช่นไร ความคิดของไท่ซ่างหวงก็ไม่มีผู้ใดขัดขวางได้ ต่อให้ได้รับความสุขชั่วคราวย่อมต้องแลกมากับความเจ็บปวดตลอดไป เฉกเช่นการพรากจากฮองเฮาพระองค์ก่อนในวันนี้ สิ่งที่ชานกงกงอยากจะบอกจักรพรรดิเหลียนก็คือ หากวันนี้พระองค์ยังดื้อรั้น เช่นนั้น อวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงจะเดินตามรอยพวกเขา
“เจิ้นก็คิดว่าเป็นความฝันตื่นหนึ่งเช่นกัน แต่หากย้อนกลับไปอีกครั้ง เจิ้นยังคงเลือกเช่นนั้น! เชิญชานกงกงกลับไปบอกไท่ซ่างหวงด้วยว่า พระองค์จะต้องเสด็จมาร่วมดื่มชามงคลของหลานสะใภ้คนนี้ให้ได้!”
จักรพรรดิเหลียนดึงพระหัตถ์ของฮองเฮาออกอย่างแรง จากนั้นจึงเปิดสมุดสีแดงนั้นออก
เสียงหัวเราะอันเบิกบานบดบังบรรยากาศอึมครึมเมื่อครู่นี้จนสิ้น “ฮ่าๆๆ เจิ้นกล่าวไปเช่นไร? หากมีไอชั่วร้ายน่าหวาดกลัวเพียงนั้น คงไม่มีวันมงคลที่สามารถกดข่มได้มากมายเพียงนี้กระมัง?” ดวงเนตรของพระองค์ปลายมองไป “อืม หลังวันที่เจ็ดเป็นวันดีที่หาได้ยากยิ่ง เป็นวันนี้เถิด! ชานกงกงจะต้องรั้งอยู่ด้วยเล่า มอบชามงคลของลูกสะใภ้ของเจิ้นกลับไปให้ไท่ซ่างหวงเสียหน่อยเป็นอย่างไร?”
ชานกงกงคารวะเล็กน้อย “บ่าวได้รับพระบัญชาจากไท่ซ่างหวง ตอนนี้คำพูดถูกส่งต่อแล้ว บ่าวต้องกลับไปปรนนิบัติข้างกายไท่ซ่างหวงพ่ะย่ะค่ะ”
“ชานกงกง…” ฮองเฮาต้องการหยุดยั้ง ความไม่สงบในพระทัยแผ่ขยายยิ่งขึ้น พระนางยากจะจินตนาการจริงๆ หลังจากชานกงกงกลับไปและไท่ซ่างหวงทรงทราบว่าฝ่าบาทต่อต้านคำสั่งของพระองค์ต่อหน้าคนมากมายเพียงนี้จะทำให้เกิดความคิดสังหารหรือไม่?
ใช่แล้ว สังหาร ในภาพจำของฮองเฮา ไท่ซ่างหวงเป็นคนโหดเหี้ยมที่ทำเพื่ออำนาจรัฐของแคว้นเหลียนโดยไม่เสียดายที่จะต้องกำจัดหินขวางเท้า ต่อให้เป็นโอรสของพระองค์ก็ตาม…
องค์ชายเมื่อปีนั้นจะไม่ใช่จักรพรรดิในวันนี้หากมิใช่ว่าไท่ซ่างหวงถูกใจความเชื่อฟังของจักรพรรดิเหลียนท่ามกลางหมู่องค์ชายทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความสามารถวาสนาจึงเลือกรัชทายาทขึ้นมาใหม่ ส่วนองค์ชายที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับไท่ซ่างหวง วันนี้ล้วนไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว… องค์ชายที่เหลือ เนื่องจากความสามารถไม่เข้าตาไท่ซ่างหวงจึงถูกแต่งตั้งเป็นอ๋อง ได้รับพระราชทานที่ดินศักดินา เพียงแต่มิอาจกุมอำนาจในราชสำนัก ใช้ชีวิตเป็นอ๋องว่างาน
แม้ฮองเฮาจะทำงานให้ไท่ซ่างหวง ทว่าพระนางไม่อยากให้จักรพรรดิเหลียนถูกม้วนตลบเข้าไปอยู่ท่ามกลางอันตรายเพียงเพราะความดื้อรั้นของพระองค์เอง พระนางเชื่อว่าขอเพียงไท่ซ่างหวงยินยอม ย่อมสามารถเดินออกมาจากภูเขาเก้าเซียนเพื่อนั่งอยู่เหนือท้องพระโรงแห่งแคว้นเหลียนได้อีกครั้ง ทั้งยังไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้าน
ครั้งนี้ฝ่าบาททรงร้อนพระทัยเกินไปแล้วจริงๆ!
ชานกงกงทำเพียงมองไปทางฮองเฮาอย่างเรียบเฉย ราวกับอ่านความหมายที่แฝงอยู่ในดวงเนตรของพระนางไม่ออก
ขันทีผู้มีผมขาวเดินไปจากแท่นพิธีท่ามกลางสายตาเคารพยำเกรงของทุกคน สถานการณ์ถูกกำหนดไว้แล้ว ทว่าทุกคนยังคงยากจะกำจัดความไม่สงบในใจ มีความรู้สึกราวกับคลื่นลมกำลังมาเยือน
ฮองเฮารู้สึกหัวใจหนักอึ้ง พระนางพลันทอดพระเนตรไปทางอวิ๋นซูที่ยืนเงียบมาโดยตลอด สายตาเช่นนั้นทั้งเย็นเยียบและคมกริบ พระนางนำความผิดทุกอย่างไปโยนไว้บนร่างของอวิ๋นซู หากมิใช่เพราะเด็กคนนี้ ฝ่าบาทคงไม่ปะทะซึ่งหน้ากับไท่ซ่างหวง ทำให้พระองค์ตกอยู่ในอันตราย
หากเด็กคนนี้ตายไปย่อมไม่เสียดาย เพียงแต่ฝ่าบาท…จะถูกลากเข้าไปพัวพันกับนางด้วย!
“กำหนดให้วันที่แปดเดือนสามจัดพิธีอภิเษกระหว่างองค์ชายใหญ่และคุณหนูกงซุน เสร็จสิ้นพิธีการ!”
สุรเสียงของจักรพรรดิเหลียนดังก้องอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าเหนือแท่นพิธีเนิ่นนาน ทุกคนไม่มีอารมณ์เฉกเช่นตอนแรกอีกต่อไป การปรากฏตัวของชานกงกงทำให้เกิดคลื่นกระเพื่อมในใจของทุกคนโดยไม่ต้องสงสัยเลย เนิ่นนานผ่านไปยังไม่อาจสงบนิ่ง
อีกด้านหนึ่ง
ภายในห้องฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศอันเคร่งเครียด ด้านนอกมีเสียงเบาๆ ดังแว่วมา เหมยเฟยรีบเงยหน้าขึ้น “พวกเขามาแล้วหรือ?!”
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นยืดคอมองไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงส่ายหน้า
ยามนี้แล้วเหตุใดจึงไม่มีคนมารับพวกนางอีก? หรือจะเกิดอะไรขึ้น?
เหมยเฟยรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นเร็วจนแทบกระเด็นออกมา หากยังไม่มีคนมาอีก พิธีหมั้นหมายจะเสร็จสิ้นแล้ว!
ยามนี้เอง เงาดำสายหนึ่งไหววูบวาบอยู่ด้านนอก “ผู้ใด?!” องครักษ์ด้านนอกแค่นเสียงเย็น สตรีทั้งสองที่อยู่ในห้องรู้สึกเส้นประสาทขึงตึง จากนั้นมีเสียงหนักๆ สองเสียงดังมาก่อนประตูจะถูกเปิดออก “เหนียงเหนียง กระหม่อมมาสาย! เชิญเหนียงเหนียงผลัดเปลี่ยนอาภรณ์พ่ะย่ะค่ะ!”
คนผู้นั้นโยนห่อสัมภาระเข้ามา ดวงตาของเหมยเฟยเปล่งประกาย ไม่นานคนทั้งสองในห้องก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดขันทีสีฟ้า
“รุ่ยเอ๋อร์เล่า? เขามากับพวกเจ้าหรือไม่?”
บุรุษในอาภรณ์ชุดดำพาเหมยเฟยออกมาจากห้อง บนระเบียงทางเดินมีคนของฮองเฮานอนล้มระเนระนาด
“เหนียงเหนียง เรื่องราวเร่งด่วน ออกไปจากตำหนักก่อนค่อยว่ากัน!”
เหมยเฟยมองไปรอบด้านครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบรับ บุรุษเบื้องหน้าส่งเสียงถามออกมาราวกับไม่ใส่ใจ “ไม่ทราบว่าเหนียงเหนียงนำของมาด้วยหรือไม่? อย่าได้ทำหล่นเชียว”
“นำมาแล้ว!” เหมยเฟยตอบออกไปโดยไม่แม้แต่จะคิด ยามนี้พวกนางมาถึงป่าที่ไร้ซึ่งผู้คนแห่งหนึ่ง
“เพื่อความปลอดภัยของเหนียงเหนียงโปรดมอบของให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ อีกครู่จะมีคนมารับพวกเรา เพื่อป้องกันไม่ให้คนของฮองเฮาตามมา!”
Pennybull
Oh oh 😱, เหมยเฟย อย่ามอบของที่ตัวเก็บนำมาให้ผู้ที่ขอ อย่าไว้ใจใครทั้งนั้น!!!!