หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 816 เบาะแสสุดท้าย
เล่มที่ 28 ตอนที่ 816 เบาะแสสุดท้าย
ตงฟางรุ่ยค่อยๆ ขยับเข้ามา ดึงกระบี่ยาวบนร่างบุรุษชุดดำผู้นั้นออก ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายเย็นชา “เป็นความโอหังของเจ้าที่ทำร้ายตัวเจ้าเอง”
“ท่าน…”
“รุ่ยเอ๋อร์…” ในดวงตาของเหมยเฟยเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ตงฟางรุ่ยรีบถีบบุรุษไปด้านข้างแล้วแบกนางขึ้นจากพื้น “หมู่เฟย ที่นี่ไม่อาจอยู่นานได้!”
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้อง อู๋ฮุ่ยอวิ๋นกำลังรอการกลับมาของคนทั้งสองด้วยความร้อนใจ เลยเวลานัดหมายแล้ว คงมิใช่ว่าองค์ชายรองและเหนียงเหนียงเกิดเรื่องเหนือคาดอันใดขึ้นกระมัง?
“เหตุใดเจ้ายังอยู่ที่นี่?” ด้านหลังมีเสียงหนึ่งดังขึ้น อู๋ฮุ่ยอวิ๋นหันกลับไปพบบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน “ขบวนส่งของหมั้นหมายใกล้จะออกเดินทางแล้ว เหตุใดเจ้ายังไม่เตรียมตัวอีก?”
“ข้า…แต่พวกเหนียงเหนียงยังไม่กลับมา…”
หลานอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น “หากยังเสียเวลาต่อไป เกรงว่ากระทั่งเจ้าก็คงออกจากวังไม่ได้ ส่งเจ้าออกไปก่อน หากไม่ได้จริงๆ ค่อยคิดหาวิธีอื่น…”
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นเข้าใจความหมายของเขาได้โดยพลัน “ไม่ หากเหนียงเหนียงและองค์ชายรองไม่ไป ข้าก็ไม่ไป!” นางจับของที่อยู่ในมือแน่น กระทั่งตัวนางเองก็ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงต้องยืนหยัดเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เดิมทีเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนาง แต่เพราะตงฟางรุ่ยและเหมยเฟยนางจึงถูกลากเข้ามาพัวพัน ตอนนี้มีโอกาสหนีจากความตายแล้ว สมควรคว้าโอกาสไว้ถึงจะถูก
หลานอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองขึ้นลงสำรวจอู๋ฮุ่ยอวิ๋นครั้งหนึ่ง ดวงตาหยุดอยู่บนใบหน้างดงามไร้เครื่องประทินโฉมของนาง เขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสตรีนางนี้มาจากเฟิ่งหลิงบ้างแล้ว ในฐานะที่เป็นพระชายาองค์ชายรอง นางจึงถูกม้วนตลบเข้าสู่การแย่งชิง กลายเป็นเครื่องสังเวยขอราชวงศ์ สุดท้ายจึงเดินเข้าสู่ประตูแห่งความว่างเปล่าตัดขาดโลกภายนอก เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางควรต้องการหนีไปจากทุกสิ่งให้เร็วถึงจะถูก “พระชายาอาลัยอาวรณ์องค์ชายรองหรือ?”
“ท่าน…อย่าได้พูดจาเหลวไหล ข้าเพียงแค่…” อู๋ฮุ่ยอวิ๋นตื่นตระหนกขึ้นมาโดยพลัน ท่าทีเช่นนี้ไม่ควรออกมาจากผู้ที่กินเจสวดมนต์อย่างยิ่ง กระทั่งนางก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลังจากตงฟางรุ่ยปรากฏตัว อารมณ์ของตนจึงวุ่นวายเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ตอนอยู่ในวัดนางมองทุกสิ่งจนทะลุปรุโปร่งแล้วแท้ๆ อู๋ฮุ่ยอวิ๋นรู้สึกถึงความสับสนวุ่นวายในใจ เพียงแต่ตลอดมานางไม่อยากเผชิญหน้ากับมันตรงๆ
“แม่ทัพหลานมีอารมณ์หยอกล้อผู้อื่นที่นี่ เชื่อว่าคงเตรียมการทุกอย่างดีแล้วกระมัง?” จู่ๆ ด้านหลังพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น อู๋ฮุ่ยอวิ๋นหันกลับไปด้วยความยินดี พบว่าตงฟางรุ่ยแบกเหมยเฟยไว้บนหลัง ยืนอยู่บริเวณไม่ไกล “องค์ชายรอง…” อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะต่อมาสีหน้าของนางกลับปรากฏความย่ำแย่ หรือบทสนทนาเมื่อครู่ของพวกนางจะถูกองค์ชายรองได้ยินแล้ว?
หลานอวิ๋นไหวไหล่ “ข้าเพียงสนทนาเรื่องในใจกับพระชายา บอกให้นางไม่ต้องกังวล”
“ข้า…ข้าไม่ใช่พระชายาแล้ว…” อู๋ฮุ่ยอวิ๋นคิดจะทำให้เรื่องราวชัดเจน ทว่าตงฟางรุ่ยกลับเดินเข้ามาใกล้ สายตาเย็นชามองไปยังหลานอวิ๋นผู้มีท่าทางเหลาะแหละ “อย่าถือโอกาสที่ข้าไม่อยู่รังแกนาง!”
รังแก?! หัวใจของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเต้นตึกตัก ไม่กล้าคิดให้ลึกซึ้ง บางทีองค์ชายรองเพียงกล่าวไปตามปากเท่านั้นกระมัง
“อืม เรื่องในบ้านขององค์ชายรองข้าไม่กล้าวุ่นวาย แต่เวลาไม่เช้าแล้ว หากไม่ไปอีกคงไม่ทัน!” หลานอวิ๋นรีบเปิดกล่องสีแดงด้านข้าง ด้านในบรรจุอาภรณ์งดงามอยู่เต็มกล่อง
เสียงครางอันเจ็บปวดดังแว่วมา ตงฟางรุ่ยขมวดคิ้ว “หมู่เฟย ท่านเป็นอะไร?”
สีหน้าของเหมยเฟยซีดขาวจนผิดปกติ นางพยายามฝืนยิ้ม “ไม่เป็นไร หมู่เฟยคุ้นชินกับความเจ็บปวดเช่นนี้แล้ว” เมื่อครู่นางถูกบุรุษชุดดำสะบัดออก ทำให้นางเจ็บปวดมากจริงๆ ทว่าเมื่อได้เห็นตงฟางรุ่ย ความยินดีจึงบดบังความเจ็บปวดไปจนสิ้น ตอนนี้คิดเพียงอยากไปจากที่นี่ให้เร็วเสียหน่อย สิ้นสุดฝันร้ายอันยาวนานเสียที
หลานอวิ๋นมองไปยังขาทั้งสองของเหมยเฟย เขาเคยได้ยินเรื่องสถานการณ์ของสาวงามอันดับหนึ่งผู้นี้มาบ้าง ตอนนี้เมื่อได้เห็นขาผิดรูปของนาง ในใจยังคงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ “องค์ชายทรงใคร่ครวญถึงสภาพของเหนียงเหนียงจึงบรรจุเบาะนุ่มๆ เอาไว้เพื่อป้องกัน ต้องให้เหนียงเหนียงลำบากเล็กน้อย”
ตงฟางรุ่ยมองไปยังเบาะหนาที่รองอยู่ในกล่องสีแดง พยักหน้าเล็กน้อย วางเหมยเฟยเข้าไปอย่างระมัดระวัง
“รอก่อน” เหมยเฟยราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางมองไปยังอู๋ฮุ่ยอวิ๋นด้วยสายตาลึกล้ำ อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาขึ้นมาโดยพลัน รีบหยิบถุงหอมสีอ่อนออกมาจากแขนเสื้อ “ลำบากท่านแม่ทัพนำของสิ่งนี้ไปมอบให้องค์ชายใหญ่ด้วย หากพวกเราออกจากวังไม่ได้ ของจะได้ไม่ตกอยู่ในมือของฮองเฮา”
สายตาของหลานอวิ๋นหยุดอยู่บนถุงใบนั้น นี่คือของของฮองเฮาพระองค์ก่อนที่ฮองเฮาตามหาหรือ? และเป็นของอย่างสุดท้ายที่องค์ชายใหญ่ขาดไป
“ได้ กระหม่อมจะส่งให้ถึงมือองค์ชายใหญ่แน่นอน เหนียงเหนียงโปรดวางพระทัย”
เหมยเฟยพยักหน้าอย่างหนักแน่น มองไปยังถุงในมือหลานอวิ๋น รู้สึกราวกับก้อนหินที่กดทับอยู่ในใจมาโดยตลอดหายไปในที่สุด บุญคุณนี้นับว่านางตอบแทนคืนให้พี่สะใภ้แล้ว ไม่ทำให้ความดีที่พี่สะใภ้มีต่อนางในกาลก่อนต้องเสียเปล่า
“ทั้งสามท่านรีบหน่อยเถิด หากฮองเฮาหาที่นี่พบคงลำบากแล้ว!” หลานอวิ๋นกล่าวเตือน เขาซ่อนเหมยเฟยอย่างระมัดระวัง ส่วนตงฟางรุ่ยกระโดดเข้าไปในกล่องใบหนึ่ง
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นยืนอยู่ที่นั่นเนิ่นนาน หลานอวิ๋นจึงมองไปด้วยความสงสัย “พระชายามีเรื่องลำบากใจอันใดหรือ?”
“ไม่ ไม่ใช่…” นางมองไปยังกล่องสีแดงที่ตงฟางรุ่ยอยู่ หรือตนกับเขาต้องอยู่กันตามลำพัง…
หลานอวิ๋นจับจุดบางอย่างได้ “ลำบากทั้งสองท่านแล้ว กล่องสองใบนี้จัดเตรียมมาเป็นพิเศษ ต้องมีกุญแจเฉพาะจึงจะไขเปิดได้ ซึ่งกุญแจนั้นอยู่ในมือคุณหนูกงซุน ต่อให้องครักษ์ต้องการตรวจสอบก็ไม่อาจลงมือ”
ตงฟางรุ่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย “วางใจเถิด ข้าไม่ใส่ใจถ้าจะต้องเบียดเสียหน่อย” ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความหยอกล้ออยู่หลายส่วน อู๋ฮุ่ยอวิ๋นเม้มปากเบาๆ รับรู้ได้ว่าตนไม่เป็นธรรมชาตินัก แม้เมื่อก่อนทั้งสองจะเป็นสามีภรรยา แต่ว่า…ตอนนี้หากต้องอยู่ในกล่องแคบๆ ด้วยกันเพียงลำพัง จะให้นางผ่อนคลายได้อย่างไร?
เวลากระชั้นชิด เมื่อถูกหลานอวิ๋นเร่งรัดอู๋ฮุ่ยอวิ๋นจึงเดินเข้าไปในกล่อง ด้านบนถูกผ้าวางปิดไว้ สายตามืดลง กล่องถูกปิดจากด้านนอก
ไม่นานกล่องก็โอนเอน อู๋ฮุ่ยอวิ๋นครางเสียงต่ำ ร่างกายปะทะเข้ากับแผงอกอุ่นของบุรุษข้างกาย “ระวัง!”
ตงฟางรุ่ยถือโอกาสโอบไหล่นาง “หมอบต่ำเสียหน่อย อีกครู่จะโคลงเคลงแล้ว”
ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ามาบนแก้ม ดีที่อยู่ในความมืดทำให้มองไม่เห็นสภาพของนาง อู๋ฮุ่ยอวิ๋นร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง ตอบรับเสียงเบา
สมบัติของล้ำค่าจำนวนนับไม่ถ้วนเรียงแถวเกิดเป็นขบวนอันยิ่งใหญ่ กลายเป็นทิวทัศน์อันสง่างามบนถนนของวังหลวง
หลานอวิ๋นอยู่หน้าสุดของขบวน เห็นประตูวังอยู่ด้านหน้า นี่เป็นระยะร้อยหมี่สุดท้ายที่สำคัญที่สุด ขอเพียงไปจากที่นี่ได้ พวกเหมยเฟยก็มีอิสระแล้ว
ยามนี้เอง องครักษ์กลุ่มหนึ่งมายังหน้าประตูด้วยท่าทีเร่งร้อน กล่าวอะไรบางอย่างกับผู้เฝ้าประตู หลานอวิ๋นหรี่ตาลง หรือฮองเฮาจะเคลื่อนไหวแล้ว?
จริงดังคาด ขบวนถูกองครักษ์หยุดไว้
“โอหัง! ของเหล่านี้เป็นของหมั้นหมายพระราชทาน ต้องส่งไปที่จวนแม่ทัพกงซุน หากเสียเวลาจนเสียฤกษ์ พวกเจ้ารับผิดชอบไหวหรือ?!” หลานอวิ๋นที่อยู่บนหลังม้าตะโกนอย่างดุดัน
องครักษ์ที่ตามมาเมื่อครู่นี้คารวะครั้งหนึ่ง “แม่ทัพหลาน ในวังเกิดเหตุการณ์เหนือคาด หากจะออกไปจากวังต้องได้รับการตรวจสอบเสียก่อน!”
“วันนี้เป็นวันหมั้นหมายขององค์ชายใหญ่ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่อาจเสียเวลาได้อีก!”
“ในตำหนักฮองเฮามีมือสังหาร ผู้น้อยได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบ เกรงว่ามือสังหารจะปะปนเข้ามาในขบวนเพื่อหลบหนีออกจากวัง ขอท่านแม่ทัพโปรดอภัย!”
มือสังหาร? จุดประสงค์ของฮองเฮาก็คือต้องการตรวจสอบของหมั้นหมายที่พวกเขานำมาเท่านั้น เหตุใดหลานอวิ๋นจะไม่รู้
“ของหมั้นหมายเหล่านี้ไม่ต้องพูดถึงพวกเจ้าเลย กระทั่งแม่ทัพเช่นข้าก็แตะต้องไม่ได้!”
องครักษ์ทั้งหลายสบตากัน “ผู้น้อยมีพระบัญชาจากฮองเฮา ล่วงเกินแล้ว!” พวกเขาทำท่าจะเข้ามาตรวจสอบ ด้านหลังพลันมีเสียงอาวุธดังแว่วมา องครักษ์ทั้งหมดชักอาวุธกระบี่ออกจากเอว สถานการณ์เคร่งเครียดยิ่งนัก
มุมปากของหลานอวิ๋นยกขึ้นเล็กน้อย “หากต้องการตรวจสอบของหมั้นหมายเหล่านี้ย่อมได้ นำราชโองการของฝ่าบาทออกมาก่อน! มิเช่นนั้นหากฝ่าบาทตำนิ ข้าแม่ทัพคงได้แต่หัวหลุดจากบ่าแล้ว!”
องครักษ์เหล่านั้นมองไปยังกองทัพที่สวมชุดเกราะสีแดงบนร่าง จากสายตาและท่าทางของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าเป็นทหารชั้นยอดที่ถูกเลือกออกมาอย่างพิถีพิถัน ดูแล้วคงเป็นทหารที่ถูกแบ่งมาจากฝ่าบาท หากจะฝืนแตกหักคงเป็นไปไม่ได้ องครักษ์ส่งสายตาครั้งหนึ่งพลันมีคนวิ่งเหยาะๆ ออกไป เตรียมไปขอคำแนะนำจากฮองเฮา
หลานอวิ๋นสังเกตุเห็นแผนการของอีกฝ่ายได้โดยพลัน เขาชักกระบี่ออกมาจากเอว ชี้ไปยังหัวหน้าองครักษ์ “หากไม่หลีกทางอีกข้าแม่ทัพจะไม่เกรงใจแล้ว!”
“ผู้ใดกัน ถึงกับกล้าขวางขบวนหมั้นหมายเช่นนี้?!” เสียงอันดุดันเสียงหนึ่งแว่วมา ทุกคนมองไป พบว่าแม่ทัพกงซุนพาทหารม้ากลุ่มใหญ่เดินเข้ามาด้วยบรรยากาศหนักอึ้ง “อ้อ? นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ใกล้เลยฤกษ์มงคลแล้ว เหตุใดพวกเจ้ายังอยู่ที่นี่!”
“ท่านแม่ทัพโกรธระงับโทสะ! ในตำหนักฮองเฮามีมือสังหาร พวกเขาคิดจะตรวจสอบของหมั้นหมายเหล่านี้ขอรับ”
“ฮ่าๆๆ น่าขัน วังมงคลเช่นนี้ แม่ทัพเช่นข้าต้องมาฟังวาจาไร้สาระเหล่านี้หรือไร?!” แม่ทัพกงซุนถลึงตามองหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้น อีกฝ่ายสั่นไปทั้งตัว ในสมองเหลือเพียงความคิดเดียว สายตาของแม่ทัพกงซุนผู้นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ! ราวกับชั่วขณะต่อมาตนจะต้องหัวหลุดจากบ่าก็มิปาน
“ทะ ท่านแม่ทัพ…” มือของหัวหน้าองครักษ์สั่นเล็กน้อย เวลาเช่นนี้ยังมาเจอแม่ทัพกงซุนผู้ดื้อรั้นเสียได้ “ฮองเฮาทรงมีรับสั่ง…”
“ไสหัวไป!” ไหนเลยจะรู้ว่าแม่ทัพกงซุนกลับเข้ามาถีบไปบนร่างของหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นโดยพลัน ลูกถีบนี้ไม่เบาเลย องครักษ์ผู้นั้นถึงกับกระอักเลือดออกมา “อั่ก…”
เสียงชิ้งดังขึ้น แม่ทัพกงซุนชักกระบี่ออกมาจากเอว “ผู้ใดกล้าปากมากอีก เข้าถามกระบี่ของแม่ทัพเช่นข้าเสียก่อนค่อยว่ากัน!”
“หึ!” ทหารม้าทัพใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเดินมาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายความป่าเถื่อนแผ่พุ่งออกมา ทุกคนรู้สึกราวกับพื้นดินสั่นสะเทือนคล้ายอยู่ในสงคราม
ตอนนี้เอง หลานอวิ๋นถือโอกาสส่งสายตาครั้งหนึ่ง ขบวนส่งของรีบถือโอกาสเดินยืดอกผ่านหน้าองครักษ์ผู้มีท่าทีตื่นตะลึงเหล่านั้นไป
“ไม่ นี่…ฮองเฮา…”
เสียงเคร้งดังขึ้น เหนือศีรษะองครักษ์ผู้นั้นสั่นไหว ชั่วขณะต่อมาหมวกเกราะของเขาพลันตกลงพื้น ขาดเป็นสองท่อน “…”
แม่ทัพกงซุนเก็บกระบี่ของตนด้วยท่าทางคล่องแคล่ว “อืม ไม่ได้ออกกำลังมานาน มือตกหมดแล้ว”
มะ มือตก…
องครักษ์ผู้นั้นเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง พบว่าสายตาเปี่ยมไอสังหารของแม่ทัพกงซุนกำลังมองมาที่คอของเขา รู้สึกเย็นวาบที่สันหลังโดยพลัน
Venus36
โอ๊ย แอบเชียร์พระชายากับองค์ชายรอง แต่ๆๆๆ รอดตลอดฝั่งนะ ฮองเฮาเจอกับแม่ทัพกงซุน สู้ไม่ได้แน่