หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 820 ว้าวุ่นใจ
เล่มที่ 28 ตอนที่ 820 ว้าวุ่นใจ
เมื่อกล่าวคำนี้ออกไป อู๋ฮุ่ยอวิ๋นพลันรู้สึกจุกในอก จะอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าตนจะกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้ กระทั่งนางเองยังรู้สึกว่าคำพูดเช่นนี้ทำร้ายผู้คนยิ่งนัก เพียงแต่…บุรุษเบื้องหน้าผู้นี้คงไม่ใส่ใจว่าตนจะพูดอะไรกระมัง? เดิมทีเขาก็เป็นคนโหดเหี้ยมอยู่แล้ว หลังจากได้ยินคำพูดจากใจของตน เกรงว่าเขาคงทรมานตนโหดร้ายยิ่งขึ้นกระมัง?
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นเบนสายตาออกโดยไม่รู้ตัวด้วยเกรงว่าจะเห็นความโกรธเกรี้ยวในดวงตาของตงฟางรุ่ย นางเตรียมใจไว้แล้วว่าชั่วขณะต่อไปอาจมีมือมีเท้าปะทะเข้ามาเหมือนกับก่อนหน้านี้ ฝันร้ายที่ไม่อาจหลุดพ้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ภายในลานเรือนกลับจมลงสู่ความเงียบสงบ บุรุษเบื้องหน้าไม่มีการเคลื่อนไหวอยู่นาน
ตงฟางรุ่ยรู้สึกลำคอแห้งผาก กระทั่งเขาก็คิดไม่ถึงว่าเมื่อตนได้ยินคำพูดของนางแล้วจะรู้สึกเช่นนี้ ราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ในใจของเขา
“ที่แท้…เจ้ามองข้าเช่นไรกันแน่”
นางรู้สึกไปเองหรือ? เหตุใดจึงรู้สึกว่าในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ้างว้างอันเข้มข้น?
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นปฏิเสธความคิดนี้ของตนอย่างรวดเร็ว องค์ชายรองจะรู้สึกอ้างว้างได้อย่างไร คนที่ไม่มีความสำคัญอย่างตนคงไม่อาจก่อคลื่นกระเพื่อมในใจของเขาได้แม้แต่น้อย
ฝ่ามือใหญ่ที่จับอยู่บนข้อมือค่อยๆ คลายออก อู๋ฮุ่ยอวิ๋นไม่อาจทนบรรยากาศเช่นนี้ได้อีก กำลังหมุนตัวคิดจะเดินหนีไป ไม่นึกว่าตงฟางรุ่ยกลับจับนางแน่นอีกครั้ง
“ถูกต้อง! ตอนแรกเจ้าคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้ว! ส่วนเจ้า อยู่ก็เป็นคนของข้าตายก็เป็นผีของข้า! อย่าได้ลืมเสียเล่า ข้าแต่งเจ้าเข้าวังมาอย่างเปิดเผย ต่อให้เจ้าจะไม่ยินยอมอย่างไรเจ้าก็เป็นพระชายาของข้า!” คำพูดนี้ของตงฟางรุ่ยราวกับจะตะโกนออกมา ทำให้อู๋ฮุ่ยอวิ๋นตกใจจนท่าทีแข็งทื่อ หางตามีน้ำตาแขวนลอย
เสียงตะโกนที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธเช่นนี้ทำให้อวิ๋นซูที่อยู่ในห้องต้องขมวดคิ้ว นางค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ประตู มองไปยังเงาคนทั้งสองที่ปรากฏเลือนรางด้านนอก นี่องค์ชายรองเป็นอะไรไป ท่าทีดุดันเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็รับไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นบาดแผลที่เขาสร้างให้พระชายาลึกมากเกินไป หากคิดจะชดเชยให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ไม่ค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับคงไม่ได้ แต่เหตุใดเขาจึงไม่เข้าใจเหตุผลนี้เล่า?
อวิ๋นซูรู้ดีว่าเรื่องระหว่างสามีภรรยาไม่ใช่อะไรที่คนนอกอย่างนางจะสอดมือได้ ทำได้เพียงรออยู่ในห้องอย่างสงบ
“ข้า…” ลมหายใจของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นกระชั้นถี่ ตงฟางรุ่ยพบว่าร่างกายของนางสั่นอย่างรุนแรง ราวกับลูกแมวตัวน้อยที่ตื่นตระหนกจนรับมือไม่ทัน
เขา…เหตุใดจึงคุมอารมณ์ไม่ได้เช่นนี้! ตงฟางรุ่ยอารมณ์เสียยิ่งนัก นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เขาต้องการ นางหวาดกลัวเขา เขาควรเปลี่ยนท่าทีในใจนางไปช้าๆ ถึงจะถูก แต่ว่า…เมื่อเห็นท่าทีดิ้นรนอยากหนีไปจากตนเช่นนั้นของนาง ตงฟางรุ่ยกลับโกรธจนทนไม่ไหว ระงับอารมณ์ไม่อยู่ไปชั่วขณะ…
“ขออภัย ข้ากล่าวหนักไปแล้ว”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงโดยพลัน “ข้าจับเจ้าจนเจ็บหรือไม่?” เขาค่อยๆ ปล่อยข้อมือแบบบางของสตรีนางนั้น ตงฟางรุ่ยกระอักกระอ่วนอยู่ครู่หนึ่ง “หมู่เฟยกล่าวกับข้าแล้ว ช่วงที่อยู่ในวังเจ้าดูแลนางโดยไม่บ่นว่า หากไม่ใช่เพราะมีเจ้าอยู่เกรงว่านางคงยืนหยัดไม่ได้จนถึงตอนนี้ วันหน้าต้องหนีไปไกลสุดขอบฟ้า นางต้องการเจ้าจริงๆ…”
ข้างหูของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเริ่มได้ยินชัดเจน ที่แท้องค์ชายรองเพียงต้องการให้ตนดูแลเหมยเฟยเท่านั้นจริงๆ
“บางที…พวกเราอาจเริ่มใหม่ได้กระมัง?”
ประโยคนี้ทำให้ใจของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นที่เดิมที่สงบนิ่งเกิดคลื่นกระเพื่อมอย่างรุนแรงขึ้นโดยพลัน นางเบนสายตาขึ้นอย่างยากจะเชื่อ ในดวงตาตงฟางรุ่ยมีเพียงความจริงใจและความกังวล ไม่มีท่าทีล้อเล่นแม้แต่ครึ่งส่วน
บริเวณแก้มเห่อร้อนอย่างยากจะควบคุม อู๋ฮุ่ยอวิ๋นถอยหลังไปหลายก้าว กุมหัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งของตน พยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน ประโยคนี้ขององค์ชายรองจะต้องไม่มีความหมายอื่นเป็นแน่ จะเป็นไปได้อย่างไร? ใช่แล้ว เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
“เจ้า…” ตงฟางรุ่ยเดินไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง ตอนนี้เองในที่สุดอู๋ฮุ่ยอวิ๋นก็ทนไม่ไหว หมุนตัววิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงบุรุษผู้มีสีหน้าสับสน
ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก อวิ๋นซูเดินออกมาอย่างสงบเงียบ
“องค์ชายรอง ร้อนใจเกินไปแล้ว”
ตงฟางรุ่ยทอดถอนใจเบาๆ “ข้าเพียงไม่คุ้นชินที่นางหลบเลี่ยงข้าเช่นนี้” ทั้งๆ ที่เป็นพระชายาของตนแต่กลับตั้งแง่ป้องกันเขาราวกับสัตว์ประหลาด ใช่ ก่อนหน้านี้ตนหนีออกจากแคว้นเฉิน ทิ้งนางไว้ที่นั่นเพียงลำพัง แต่เมื่อได้พบหน้าอีกครั้งตงฟางรุ่ยกลับอดคิดถึงอดีตไม่ได้
หากจะกล่าวว่ารู้สึกติดค้างนับว่ามีอยู่บ้างจริงๆ ตงฟางรุ่ยยิ้มขืน “นางเกลียดข้าก็สมควรแล้ว” เขาไม่เคยลืมว่าเมื่อก่อนตนปฏิบัติกับสตรีนางนั้นเช่นไร ยิ่งไปกว่านั้นยังทำร้ายบุตรคนแรกของพวกเขาอีกด้วย
“สิ่งที่พระชายามีต่อองค์ชายคงมิได้เพียงความเกลียดชัง”
ประโยคนี้ทำให้ตงฟางรุ่ยดวงตาสว่างวาบ อวิ๋นซูมองไปเบื้องหน้าอย่างเรียบเฉย “อย่างน้อยในสายตาของพระชายา ข้าก็ไม่เห็นความเกลียดชังอันใด มีเพียงความหวาดกลัวและความลังเลอันไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น บางทีนางคงกลัวว่าตัวเองจะจมลงสู่ชีวิตอันน่าหวาดผวาอีกครั้ง หากองค์ชายรองต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงใจมิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้กระมัง?”
ตงฟางรุ่ยมองฝ่ามือหยาบกร้านของตน เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าตนควรจะคลายปมในใจของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเช่นไร
ภายในห้อง เหมยเฟยที่กำลังพักผ่อนได้ยินเสียงเคลื่อนไหว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นเห็น อู๋ฮุ่ยอวิ๋นพิงอยู่ข้างประตูด้วยใบหน้าขาวซีด สีหน้าเหม่อยลอย
“รุ่ยเอ๋อร์เล่า? เขาไม่ได้ไปหาเจ้าหรือ?”
จู่ๆ เสียงนี้ก็ดังขึ้นกะทันหันทำให้อู๋ฮุ่ยอวิ๋นตกใจ นางเงยหน้าขึ้น เห็นเหมยเฟยกำลังมองตนด้วยสายตาลึกล้ำ
“อะ องค์ชายรอง? ไม่ ข้าไม่เห็นเขา…”
ทว่าดวงตาที่เปล่งประกายลุกโชนเปิดโปงสตรีเยาว์วัยนางนี้จนหมดสิ้นแล้ว เหมยเฟยเข้าใจกระจ่าง กล่าวอย่างเรียบเฉยประโยคหนึ่ง “อ้อ? เช่นนั้นหรือ เปิ่นกงเห็นเขาร้อนใจเพียงนั้น ยังคิดว่าไปตามหาเจ้าเสียอีก…”
องค์ชายรองร้อนใจหรือ? ในสมองอดไม่ได้ที่จะปรากฏคำพูดประโยคนั้นของตงฟางรุ่ย เริ่มใหม่อีกครั้ง? ไม่ นางไม่กล้าคิด นี่เป็นไปไม่ได้ พวกเขาจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้อย่างไร เดิมทีคนทั้งสองก็ไม่ยินยอมเดินด้วยกันอยู่แล้ว ตอนนี้สถานการณ์ยากลำบากยิ่งเป็นไปไม่ได้…
“เปิ่นกงหิวน้ำ…”
ในที่สุดอู๋ฮุ่ยอวิ๋นก็ได้สติกลับมา รีบรินน้ำชาอุ่นส่งให้เหมยเฟย
สตรีอ่อนแอลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ค่อยๆ ดื่มชาอึกหนึ่ง “อีกสองวันเปิ่นกงคงมีแรงไปจากที่นี่แล้ว เพียงแต่ขาทั้งสองเป็นเช่นนี้ วันหน้ายังต้องให้เจ้าดูแล” ความหมายของประโยคนี้ก็คือต้องการให้นางติดตามไปตลอดหรือ?
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นเผยสีหน้าลำบากใจ “เหนียงเหนียง…ฮุ่ยอวิ๋นคิดว่า…”
“จะกลับแคว้นเฉินหรือ? เจ้ากลับไปได้หรือไร?” ในคำพูดของเหมยเฟยแฝงไปด้วยความหมาย นางเบนหน้าออกเล็กน้อย มองท่าทีสับสนของอู๋ฮุ่ยอวิ๋น “ใต้หล้ากว้างใหญ่ เจ้าจะไปที่ใดเล่า? ยิ่งไปกว่านั้นหากไม่มีเจ้า เปิ่นกงก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้นานเพียงใด”
“ไม่! เหนียงเหนียงต้องมีอายุยืนยาวนับร้อยปี!” นางจับมือเหมยเฟยโดยพลัน ไม่อยากได้ยินคำพูดโศกเศร้าเช่นนี้ออกจากปากของนาง ได้ใกล้ชิดกันช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ไหนก็ต้องเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจบ้าง อู๋ฮุ่ยอวิ๋นจะไม่เห็นใจเหมยเฟยได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นนางคิดว่าความยากลำบากมากมายผ่านไปแล้ว วันหน้าเหมยเฟยควรมีความสุข
สตรีซูบเซียวแย้มยิ้มเล็กน้อย “เปิ่นกงมีขาเช่นนี้ยังจะมีชีวิตยืนยาวร้อยปีได้อีกหรือ? เปิ่นกงไม่กลัวตายจริงๆ กลัวก็แต่ว่าวันหน้ารุ่ยเอ๋อร์จะโดดเดี่ยว รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง”
องค์ชายรองอีกแล้ว! เมื่อกล่าวถึงตงฟางรุ่ย มือของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นพลันกำแน่น
“เปิ่นกงมองออก รุ่ยเอ๋อร์ยังกังวลเรื่องของเจ้า”
“ไม่ ไม่ใช่” อู๋ฮุ่ยอวิ๋นส่ายหน้าเล็กน้อย ปฏิเสธเหมยเฟยโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าคือพระชายาที่เปิ่นกงเลือกให้เขา นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเจ้ามีวาสนาต่อกัน วันที่เจ้านั่งเกี้ยวเข้าวังหลวง นอกจากเปิ่นกงเจ้าก็มีรุ่ยเอ๋อร์เป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดที่สุด เขาอายุน้อยยังไม่รู้ความ แต่เจ้าควรรู้ตัวว่ารุ่ยเอ๋อร์ในตอนนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนมากแล้ว หากเจ้าให้โอกาสเขาอีกครั้ง เชื่อว่าพวกเจ้าต้องอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าเป็นแน่ ส่วนเปิ่นกงเขาจะจากไปอย่างสงบใจ” น้ำเสียงของเหมยเฟยฟังดูเมตตา ยามนี้นางเห็นตนเป็นแม่สามีของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นอย่าแท้จริง ให้คำชี้แนะนางอย่างจริงใจ
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น ไม่ได้กล่าวคำใด อย่างไรก็ตามมือทั้งสองที่กำแน่นของนางเปิดโปงความสับสนอันไร้ที่สิ้นสุดในใจของนางจนสิ้นแล้ว นางเองก็ไม่รู้ว่าตนรู้สึกอย่างไรกับตงฟางรุ่ยกันแน่
“องค์ชายรองเขา…เกรงว่าคงขัดตาฮุ่ยอวิ๋น” ประโยคนี้ไม่ทราบว่าพูดให้เหมยเฟยฟังหรือพูดให้ตัวเองฟังกันแน่
“อ้อ? หากเป็นเช่นนี้จริง มิสู้เปิ่นกงไปถามเขาให้กระจ่างชัดเป็นอย่างไร หากเขาไม่ยอมให้เจ้าอยู่ข้างกาย เปิ่นกงก็จะไม่ฝืน หากเขายินยอม เจ้าจะฟังเปิ่นกงสักครั้งได้หรือไม่?”
“ข้า…” อู๋ฮุ่ยอวิ๋นเงยหน้าขึ้น “ไม่ นี่…” หลังจากผ่านเรื่องเมื่อครู่นี้มา นางไม่รู้ว่าตนควรเผชิญหน้ากับตงฟางรุ่ยอย่างไร หัวใจอันเย็นเยียบเริ่มสั่นคลอน
เหมยเฟยมองปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ในใจเข้าใจกระจ่างอยู่หลายส่วน นางค่อยๆ ยื่นมือออกไปตบหลังมืออู๋ฮุ่ยอวิ๋นเบาๆ จากนั้นจึงนอนลง หลับไปอย่างสงบ
…
สองวันต่อมา
“พลังกายของเหนียงเหนียงฟื้นฟูขึ้นบ้างแล้ว แคว้นเหลียนไม่ใช่สถานที่ที่สมควรอยู่นาน วันนี้ควรส่งพวกท่านออกจากแคว้นแล้ว”
“ลำบากคุณหนูกงซุนแล้ว” เหมยเฟยแย้มยิ้ม จากนั้นจึงมองไปยังสตรีสุขุมเยือกเย็นเบื้องหน้าอย่างสงบ
อวิ๋นซูมองกลับไปด้วยความสงสัย เหมยเฟยเอ่ยอย่างแผ่วเบาประโยคหนึ่ง “ถ้าหาก…เป็นพี่สะใภ้คงชอบเจ้า”
พี่สะใภ้? นางกล่าวถึงฮองเฮาองค์ก่อนหรือ? อวิ๋นซูยังไม่ทันคิดความหมายในคำพูดนี้ให้ถี่ถ้วน อู๋ฮุ่ยอวิ๋นก็เดินเข้ามาจากด้านนอก “เหนียงเหนียง เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว” แต่มือของนางมีเพียงสัมภาระห่อเดียว เหมยเฟยขมวดคิ้ว “แล้วเจ้าเล่า?”
“ข้า…”
ท่าทีลังเลเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ายังมิได้ใคร่ครวญให้ชัดเจน
“คุณหนูกงซุน ไปเดินสนทนากันสักครู่ได้หรือไม่?”
บนระเบียงทางเดินที่ไร้ซึ่งผู้คน อู๋ฮุ่ยอวิ๋นเดินอยู่ด้านหน้า อวิ๋นซูตามอยู่ด้านหลัง ทว่าสตรีเบื้องหน้ากลับไม่กล่าวคำใด
“พระชายาต้องการถามหม่อมฉันว่าควรไปกับพวกองค์ชายรองหรือไม่กระมัง?”
อวิ๋นซูเอ่ยปากก่อน ในที่สุดอู๋ฮุ่ยอวิ๋นก็หยุดฝีเท้าลง ค่อยๆ หันมา ในดวงตาคู่นั้นปรากฏความหวาดกลัวและความสับสนอันมากล้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “ถึงแม้…คุณหนูกงซุนจะไม่ยอมช่วยฮุ่ยอวิ๋น แต่ฮุ่ยอวิ๋นยังอยากถามความคิดของคุณหนูกงซุนเสียหน่อย” นางรู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก สองวันนี้ตงฟางรุ่ยมักมาเฝ้าอยู่นอกห้องของตน ทำให้อู๋ฮุ่ยอวิ๋นไม่อาจถอย
Pennybull
ตงฟารุ่ย คุณทำร้ายชายาตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัส พระชายาเจ็บปวดยิ่งนัก และจนกระทั่งชายารองต้องไปบวชชี
มาพบกับชายาตัวเองอีกครั้ง เคยสำนึกผิดบ้างมั้ย ?
อยากจะได้ชายาคืน คุณต้องพิจารณาตัวเอง ว่า ตัวเองทำ ตัวเองทำผิดกับชายาตัวเองอย่างไรถ้าคุณยังรักเธอและต้องการเธอ ควรจะมีหัวสมองคิดว่าการเริ่มต้นสิ่งแรกคือ ต้องบอกเธอว่า ยังรักเธอและต้องการเธอ และกราบ ขอโทษเธอในความผิดก่อนมาและสัญญากับเธอว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงจะเป็นสามีที่รักเธอ และจะป้องกันเธอไปตลอดชีวิต
Venus36
ตลกในอดีตเคยฟาดฟัดใส่อวิ๋นซู เพราะนางรักองค์รัชทายาท ตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเชียว อย่งน้อยต้องได้คู่กันแน่ๆ สามคนคงได้อยู่ด้วยกัน