หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 821 รวมตัวอีกครั้ง
เล่มที่ 28 ตอนที่ 821 รวมตัวอีกครั้ง
นางเหมือนกับคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางทางสามแยก สับสนว่าตนควรเดินมุ่งหน้าไปทางใด และสำหรับนางแล้ว ทุกเส้นทางล้วนทำให้นางหวาดกลัว
“ในความคิดของอวิ๋นซู วันนี้พระชายามาหาหม่อมฉัน ความจริงในใจคงหวั่นไหวอยู่หลายส่วนแล้วกระมัง?”
อวิ๋นซูเพิ่งพูดจบ อู๋ฮุ่ยอวิ๋นก็เบนสายตาขึ้นโดยพลัน “ข้า…”
ใช่แล้ว นางหวั่นไหวแล้วจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากความหวั่นไหวของตนทำให้รู้สึกอับอาย ในความคิดของอู๋ฮุ่ยอวิ๋น ตนเป็นผู้เดินบนเส้นทางพุทธ ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับทางโลกอีก แต่การปรากฏตัวของตงฟางรุ่ยกลับทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสับสน นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงมีความคิดเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ตอนแรกเขาทรมานตนจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่แท้ๆ
อวิ๋นซูรู้สึกว่าอู๋ฮุ่ยอวิ๋นอึดอัดจึงเดินไปข้างกระถางต้นไม้ สัมผัสใบไม้สีเขียวด้านบนหวังให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเล็กน้อย “อวิ๋นซูคิดว่า ระหว่างองค์ชายรองและพระชายา ไม่ว่าเคยเกิดอะไรขึ้นล้วนเป็นสามีภรรยากันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่พระชายาคิดว่าองค์ชายรองไม่อยู่บนโลกนี้แล้วก็ไม่ได้เลือกแต่งงานอีกครั้ง แต่เลือกที่จะเข้าสู่เส้นทางธรรม ในความผิดของอวิ๋นซู นี่คือสิ่งที่เรียกว่ามนุษยธรรม สูงส่งกว่าคนที่ทำตัวเป็นเรือเล่นตามลมเหล่านั้นมากนัก”
สายตาของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นที่เดิมที่ล่อกแล่กไปมาค่อยๆ เกิดประกายสว่างวาบ อวิ๋นซูรู้ว่าจุดประสงค์ของตนสำเร็จแล้ว ความจริงนางเพียงต้องการความกล้าจากตนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังอยากทดสอบดูเสียหน่อยว่าผู้อื่นมีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร เชื่อว่าในใจของนางกว่าครึ่งคงต้องการไปกับตงฟางรุ่ยแล้วกระมัง เพียงแต่ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องมากมาย นางกลัวว่าตนทำเช่นนี้ผู้อื่นจะคิดว่านางไม่มีความหยิ่งทนงในตัวเอง หรือหากหนักหนายิ่งกว่านั้น ผู้อื่นอาจคิดว่านางต่ำต้อย แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่ทำลายความภาคภูมิใจในตัวเองของอู๋ฮุ่ยอวิ๋น
“ในอดีตมีพระชายาบางคนปลงผมบวชชีและถูกจักรพรรดิรับออกจากอารามอีกครั้งเป็นตัวอย่างแล้ว นี่มิใช่เรื่องแปลกใหม่อันใด ทั้งยังไม่ค่อยมีคนวิพากษ์วิจารณ์ กลับกัน หากคนทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคีกลมเกลียวไปตลอด เชื่อว่าองค์พระพุทธคงอวยพรเป็นแน่ ดังนั้นพระชายาองค์ชายรองไม่จำเป็นต้องคิดหมกมุ่นกับเรื่องนี้”
ทุกคำพูดของอวิ๋นซูโจมตีไปยังส่วนลึกในใจของอู๋ฮุ่ยอวิ๋น ค่อยๆ สลายหมอกหนาในใจของนาง
“ยิ่งไปกว่านั้น อวิ๋นซูคิดว่านี่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับพระชายา”
“โอกาสหรือ?!” อู๋ฮุ่ยอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก อย่างไรก็ตามไม่นานก็แย้มยิ้มเขินอาย
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวโดยไม่ปกปิดความคิดของตนแม้แต่น้อย “ก่อนหน้านี้ ทุกเรื่องที่องค์ชายรองกระทำต่อพระชายาทำให้เขารู้สึกผิด คราวนี้ผ่านเรื่องต่างๆ มามากมาย พระชายาถูกลากเข้ามาพัวพันโดยไม่มีความผิด แต่กลับดูแลเหมยเฟยอย่างดีเยี่ยม ในจุดนี้องค์ชายรองจะต้องซาบซึ้งใจเป็นแน่ และยิ่งทำให้เขาเสียใจที่เมื่อก่อนปฏิบัติต่อพระชายาของตนเองเช่นนั้น”
ใบหน้าของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเริ่มปรากฏร่องรอยอารมณ์ อวิ๋นซูเอ่ยปากต่อไป “เพื่อที่จะชดเชยความผิดที่ตนเคยก่อในกาลก่อน วันหน้าองค์ชายรองจะต้องปฏิบัติต่อท่านอย่างดีเป็นแน่ ความรู้สึกระหว่างสามีภรรยาสามารถผสานใหม่ได้ สำหรับสตรี การมีสามีเดียวชั่วชีวิตนับเป็นคุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง หากเทียบกับการใช้อีกครึ่งชีวิตที่เหลือจุดเทียนไหว้พระ เหตุใดจึงไม่ท่องเที่ยวไปกับบุรุษที่ตนรัก สร้างความทรงจำดีๆ เสียหน่อยเล่า?”
อวิ๋นซูบรรยายอนาคตอันงดงามให้อู๋ฮุ่ยอวิ๋นได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ฟังแล้วย่อมอดหวั่นไหวไม่ได้
“พวกเรา…เป็นเช่นนั้นได้จริงหรือ?”
“พระชายาไม่เคยได้ยินประโยคหนึ่งหรือ เขาว่ากันว่าเมื่อผ่านความลำบากยากเข็ญมาแล้วย่อมมีความสุขรออยู่ พระชายาองค์ชายรอง ความสุขของท่านมาถึงแล้ว” อวิ๋นซูยื่นมือออกไปกุมมืออู๋ฮุ่ยอวิ๋นเบาๆ ราวกับมีพลังบางอย่างแล่นเข้าไปในใจนางไม่หยุด อู๋ฮุ่ยอวิ๋นค่อยๆ ก้มหน้าลงราวกับกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง
“นิสัยขององค์ชายรองยากควบคุม บางครั้งจึงใจร้อนบุ่มบ่ามไปบ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยายังต้องค่อยๆ ดำเนินไปตามลำดับ หากเขาทำความผิดอันใดหรือบุ่มบ่ามไปบ้าง พระชายารองควรให้อภัยจึงจะผ่านไปได้ วันหน้าพวกท่านจะประคับประคองซึ่งกันและกัน เดินทางไปสุดขอบฟ้าของโลกใบนี้ด้วยกัน แต่ตอนนี้หากพระชายาถอย เช่นนั้นก็มีผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว”
คำพูดนี้ดังก้องอยู่ในสมองอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเนิ่นนานยากจะสลายทิ้ง ไม่ทราบว่ายามใด อวิ๋นซูไปจากบริเวณนี้นานแล้ว ทิ้งไว้เพียงสตรีที่กำลังใคร่ครวญกับตนเอง
ภายในห้องอันเงียบสงบ
ตงฟางรุ่ยเห็นว่าอู๋ฮุ่ยอวิ๋นไม่ได้เก็บสัมภาระ ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดโทสะ เขากำลังคิดจะก้าวออกไปตามหาสตรีไม่รู้จักดีชั่วผู้นั้น แต่จู่ๆ กลับหยุดฝีเท้าไว้
บางทีนางอาจไม่อยากไปกับตนจริงๆ เช่นนั้นเหตุใดต้องบีบบังคับนางเล่า? ตอนแรกที่ตนแสร้งตายในแคว้นเฉิน นับว่านางได้อิสระแล้ว มิแน่ว่าในใจอาจจะยินดียิ่งกว่าผู้ใดก็เป็นได้? แต่ตอนนี้พบตนแล้วทำราวกับเห็นผีก็มิปาน จะไปกับเขาได้อย่างไร คงเคียดแค้นชิงชังมากกระมัง?
“น่ารังเกียจ!” ตงฟางรุ่ยยากจะควบคุมความหงุดหงิดในใจตน ใช้เท้าถีบไปยังเก้าอี้ด้านข้างเพื่อระบายอารมณ์
เสียงสุขุมเยือกเย็นเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านนอก “องค์ชายรอง หากยังรุนแรงเช่นนี้ เกรงว่าคงทำให้พระชายาองค์ชายรองตกใจจนหนีไปอีก”
“พระชายาองค์ชายรอง พระชายาองค์ชายรองอันใด! ผู้อื่นเขาไม่อยากเป็นแล้ว!”
ตงฟางรุ่ยคิดไม่ถึงว่าจะหลุดปากออกมา ความโกรธเกรี้ยวอันเข้มข้นเช่นนี้ทำให้ในใจของอวิ๋นซูผ่อนคลายลงไม่น้อย ดูท่าทางการคาดเดาของตนจะถูกต้อง เพียงแต่บุรุษผู้นี้ยังมองความคิดของตัวเองไม่ชัดเจน
“เหตุใดองค์ชายรองจึงไม่ช่วยเก็บสัมภาระให้พระชายาเสียหน่อยเล่า?” อวิ๋นซูเดินมาด้านข้าง ชี้ไปยังของที่วางอยู่บนเตียง
ตงฟางรุ่ยแค่นเสียงครั้งหนึ่ง พูดพึมพำกับตนเอง “เก็บอะไรกันเล่า”
เมื่อเห็นว่าบุรุษมีท่าทีไม่สบอารมณ์ถึงเพียงนี้ จู่ๆ อวิ๋นซูกลับรู้สึกสนุกยิ่งนัก คู่ยวนยางที่สับสนคู่นี้ หากเดินด้วยกันจริงๆ บางทีอาจเป็นลิขิตสวรรค์ก็เป็นได้
“อาภรณ์เหล่านี้คงเป็นพระชายาองค์ชายรองพับวางไว้ที่นี่ด้วยตัวเอง มีหลายชุดเพียงนี้ ระหว่างทางคงพอใช้” อวิ๋นซูกล่าวประโยคแฝงความหมายเช่นนี้ทิ้งไว้ ตงฟางรุ่ยพลันลุกขึ้นยืนด้วยความเคร่งเครียด “ระหว่างทาง? นางจะไปที่ใด? นางจะกลับแคว้นเฉินจริงหรือ?! สมควรตาย! แคว้นเฉินยังกลับไปได้อีกหรือ นางไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือไร?!”
ตงฟางรุ่ยเดินไปเดินมาด้วยความเคร่งเครียดหาใดเปรียบ ไม่สนใจสายตาสนุกสนานของอวิ๋นซูแม้แต่น้อย ปากก็พึมพำไม่ทราบว่ากำลังก่นด่าอันใด
“องค์ชายรองไม่มีความมั่นใจในตนเองถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ตงฟางรุ่ยในยามนี้ไหนเลยจะฟังคำพูดของอวิ๋นซู ในสมองมีแต่เรื่องที่อู๋ฮุ่ยอวิ๋นต้องการจะจากไป “องค์ชายเช่นข้าไม่ดีกับนางหรือไร? เสี่ยงตายเข้าวังมาช่วยนาง คิดไม่ถึงว่านางยังจะ…”
“องค์ชายรอง วันหน้าหากไม่ยอมฟังคำพูดของผู้อื่นอีก แม้แต่เทพเซียนบนสวรรค์ก็ช่วยพวกท่านไม่ได้แล้ว” จู่ๆ อวิ๋นซูพลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมา นิสัยเช่นนี้จะใจร้อนเกินไปหรือไม่ ดูแล้วตงฟางรุ่ยไม่เข้าใจอารมณ์ระหว่างชายหญิงเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ไม่รู้ว่าต้องจัดการอย่างไร
“ความหมายของท่านหมอก็คือจะช่วยข้าหรือ?!” ในที่สุดตงฟางรุ่ยก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันมามอง อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นท่าทีของอวิ๋นซูจึงคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ท่าน ความหมายของท่านก็คือ…”
อวิ๋นซูทอดถอนใจเบาๆ “องค์ชายรอง วันหน้าต้องดีกับพระชายาเสียหน่อย สตรีทุกคนล้วนทนความอ่อนโยนไม่ไหว ขอเพียงเอาใจใส่มากพอ ไม่ว่าเมื่อก่อนจะมีความขัดแย้งเช่นไรย่อมไม่นับเป็นอะไรได้”
“นาง นาง…”
“ตอนนี้พระชายาองค์ชายรองยังรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ต้องดูว่าองค์ชายรองจะจัดการเช่นไร จำไว้ ทุกเรื่องอย่าได้ใจร้อนเกินไป สามารถเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ได้ หากให้พระชายาเห็นภาพเมื่อครู่นี้ขององค์ชาย” อวิ๋นซูมองไปยังเก้าอี้ที่โดนถีบจนพลิกคว่ำ บนใบหน้าตงฟางรุ่ยพลันปรากฏความยุ่งยากอยู่หลายส่วน “เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็คงตกใจกระมัง? วันหน้าองค์ชายรองต้องใส่ใจให้มาก”
ตงฟางรุ่ยแสร้งไออย่างกระอักกระอ่วนสองครั้ง “ข้าเพียงร้อนรนไปเสียหน่อย โกรธเล็กน้อยเท่านั้น” ไม่นานเขาก็ได้สติกลับมา “นางเต็มใจไปกับข้าจริงหรือ?”
“ตอนแรกคนที่ทิ้งนางไว้ผู้เดียวก็คือท่าน ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว ความจริงนางไม่มีหน้าที่ต้องติดตามท่านอีก” จู่ๆ น้ำเสียงของอวิ๋นซูพลันเย็นชา ตงฟางรุ่ยชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกว่าสตรีตรงข้ามเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
“ท่านมั่นใจว่าจะมอบความสุขให้นางได้หรือไม่? หากมั่นใจก็พานางไป หากไม่มั่นใจข้าจะสั่งให้คนพานางไปส่งที่ยังสถานที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง”
“ไม่! ข้า…ข้าไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร แต่…ข้าจะพยายามเต็มที่”
ตงฟางรุ่ยในสมัยก่อนเป็นคนที่จะไม่พูดคำพูดเช่นนี้เป็นอันขาด ตอนนี้มีคำสาบานของเขา บนใบหน้าของอวิ๋นซูจึงปรากฎรอยยิ้มออกมา บุรุษผู้นี้ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเข้าแล้วจริงๆ ตอนแรกนางเป็นเพียงสตรีที่เหมยเฟยบีบบังคับยัดเยียดให้เขาจึงมีความรู้สึกต่อต้านเพียงนั้นกระมัง? ตอนนี้เวลาผ่านไปนานแล้ว เขาคงมองเห็นข้อดีและความน่ารักบนร่างอู๋ฮุ่ยอวิ๋นได้ชัดเจนแล้ว
“ยังไม่รีบเก็บสัมภาระอีก!” อวิ๋นซูเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีการเคลื่อนไหวจึงกล่าวเตือนประโยคหนึ่ง ตงฟางรุ่ยเข้าใจกระจ่าง รีบเก็บอาภรณ์ของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นจนมือเท้าพันกันมั่ว
ในตอนที่สตรีนางนั้นเดินกลับมาจากระเบียงทางเดิน เมื่อเหยียบย่างเข้ามาในห้องของตนพลันเห็นบุรุษที่เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วอยู่ด้านใน นางคิดจะหมุนตัวหนีไปตามสัญชาตญาณ แต่จู่ๆ ในสมองกลับปรากฏคำพูดนั้นของอวิ๋นซูจึงระงับความหวาดกลัวของตนไว้
“เจ้า เจ้ากลับมาแล้ว”
ตงฟางรุ่ยได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงหันมา เห็นอู๋ฮุ่ยอวิ๋นยืนอยู่บริเวณประตู ในมือของเขาถือห่อสัมภาระไว้ จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มไม่เป็นธรรมชาติ “ไปเถิด หมู่เฟยยังรอพวกเราอยู่!”
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นรู้สึกลำคอฝาดเผื่อน ไม่ทราบว่าควรจะพูดอะไรดี บุรุษผู้นั้นเดินมาข้างกายนาง “สัมภาระนี้ค่อนข้างหนัก ข้าช่วยเจ้าถือเองดีกว่า!”
องค์ชายรองจะช่วยนางถือสัมภาระ… “ไม่ ข้าถือเองเถิด…”
อย่างไรก็ตามตงฟางรุ่ยกลับเอี้ยวตัวหลบมือของนางที่ยื่นเข้ามา “ไปเถิด”
บุรุษผู้นั้นเดินก้าวใหญ่ไปเบื้องหน้า ก่อนจะหันกลับมาภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง แย้มยิ้มให้สตรีในห้องที่ยังคงไม่มีปฏิกิริยากลับมา “ต่อไปนี้หากมีของหนัก ข้าจะช่วยถือเอง!” ฟันขาวของเขาปรากฏสู่สายตาอู๋ฮุ่ยอวิ๋น ภาพนี้ราวกับอยู่ในความฝัน ราวกับมีความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ นางกำมือแน่น จากนั้นจึงเดินตามไปอย่างสงบ
มีเพียงตงฟางรุ่ยที่รู้ว่าเมื่อครู่ตนกลัวว่านางจะเกิดเสียใจกะทันหันมากเพียงใดจึงเดินไปก่อน
ภายในห้อง เหมยเฟยรออยู่ที่นั่นนานแล้ว สตรีซูบเซียวผู้นี้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม ความรู้สึกภาระหนักอึ้งถูกปลดเปลื้องฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งร่าง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเช่นนี้จึงนับว่ามีชีวิตอยู่
“หมู่เฟย ออกเดินทางได้แล้ว!”
ด้านหลังมีเสียงเบิกบานใจดังแว่วมา เหมยเฟยหันไป ราวกับได้เห็นบุรุษที่ตนรักกำลังเดินมาหานาง พริบตาต่อมาจึงค่อยมองเห็นกระจ่างชัด บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเมตตาหาใดเปรียบ สายตาหยุดอยู่บนร่างของอู๋ฮุ่ยอวิ๋น “ดี”
Venus36
ในที่สุดก็ได้คู่กันนน อวิ๋นซูเอาความใันตัวเองมาพูด อย่างน้อยสามคนก็ได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบเสียที สิ่งที่เหมยเฟยปรารถนามานานไม่สมหวังในบัลลังก์ แต่ได้ความสงบสุขของครอบครัวมาแทน ดีกว่าฮองเฮาที่ปลึกปั่นให้องค์รัขทายาทครองบัลลังก์ สุดท้ายก็คิดสังหารอวิ๋นซู แช้วเป็นไงล่ะ ตัวเองตายไปทั้งอย่างน้้น องค์รัขทายาทเองก็บ้ารักอวิ๋นซูไร้สติ ฮองเฮาเดินหมากผิดคิดกำจัดอวิ๋นซู