หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 830 พบเบาะแส
เล่มที่ 28 ตอนที่ 830 พบเบาะแส
ฮูหยินอวิ๋นมองเห็นความเฝ้ารอและคาดหวังในดวงตาแม่นางซูอีกครั้ง ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “แม่นางซู มีบางคำอาจนับว่าข้าพูดมากก็ได้ ก่อนหน้านี้คิดอยากถามท่านนานแล้ว ด้วยความงามเช่นนี้ของแม่นางซู เหตุใดจึงมาใช้ชีวิตยากลำบากอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เล่า แม่นางอายุน้อยเพียงนี้ อยู่บนเขาเพียงลำพัง จะอย่างไรก็ไม่ปลอดภัย”
สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยทั้งสองยืดตัวขึ้นด้วยท่าทีเฉลียวฉลาด ราวกับต้องการบอกฮูหยินอวิ๋นว่าอยู่บนเขามีพวกมันคอยปกป้องเจ้านาย
สตรีเบื้องหน้าย่อมรู้ว่าฮูหยินอวิ๋นถามเพราะความเป็นห่วงจากใจ นางแย้มยิ้มบางเบา “ข้ารอคนอยู่”
รอคน? ในเมื่อแม่นางซูมิได้กล่าวมากความ ฮูหยินอวิ๋นจึงรู้ว่านี่เป็นขีดจำกัดที่อีกฝ่ายขีดให้ตน เพียงแต่ในใจกลับสงสัยฐานะของสตรีเบื้องหน้ามากขึ้น คำพูดคำจาและบรรยากาศของนางไม่เหมือนดรุณีน้อยจากครอบครัวธรรมดาโดยสิ้นเชิง เพียงแต่สิ่งเหล่านี้มิใช่อะไรที่ตนจะถามได้
“ตอนนี้บนภูเขาถูกไฟไหม้ ทำลายค่ายกลกลไกของแม่นางไปไม่น้อย หากแม่นางซูไม่รังเกียจ มิสู้อยู่กับพวกเราที่นี่ก่อนเป็นอย่างไร รอให้เรื่องสงบค่อยจัดการไปช้าๆ หากเป็นเช่นนี้ย่อมไม่ทำให้แม่นางซูพลาดคนที่รอ”
สตรีเบื้องหน้าใคร่ครวญอย่างละเอียดครู่หนึ่งแต่กลับมิได้รับปาก ฮูหยินอวิ๋นกลัวว่าอีกฝ่ายจะกังวลว่าตัวนางจะนำความยุ่งยากมาให้พวกตนจึงยื่นมือไปตบหลังมือนางเบาๆ “เอาเช่นนี้เถิด รอให้แม่นางซูซ่อมแซมค่ายกลเสร็จก่อนค่อยกลับไปก็ยังไม่สาย หากมีวาสนา มิแน่ว่าแม่นางซูอาจพบบุตรีของข้าก็เป็นได้”
สตรีดวงตาสว่างวาบ “บุตรีของฮูหยินอวิ๋น?”
บนใบหน้าของฮูหยินอวิ๋นเผยรอยยิ้มเมตตาออกมา “ใช่แล้ว ดูผิวเผินแม่นางซูอายุมากกว่าบุตรีของข้าเล็กน้อย เชื่อว่าหากได้พบกันจะต้องคุยถูกคอเป็นแน่ บุตรีของข้าเชี่ยวชาญการแพทย์เช่นกัน เมื่อถึงตอนนั้นคงต้องขอให้แม่นางซูสั่งสอนให้มากเสียหน่อย”
…
อีกด้านหนึ่ง
รถม้าคันหนึ่งแล่นเข้าสู่พระราชวังอย่างเชื่องช้า จอดอยู่นอกตำหนักองค์ชายใหญ่
“คุณหนูกงซุนโปรดรอสักครู่ บ่าวจะไปแจ้งเดี๋ยวนี้” ขันทีน้อยในตำหนักนำชาและขนมมาให้ด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม อวิ๋นซูถอดผ้าคลุมออก “องค์ชายใหญ่ไม่อยู่ที่ตำหนักหรือ?”
“ตอนนี้องค์ชายใหญ่อยู่กับฝ่าบาทขอรับ ทรงรับสั่งไว้แล้วว่าหากคุณหนูกงซุนเข้าวังให้รีบไปแจ้งทันที”
อวิ๋นซูเข้าใจดี ระยะนี้เกรงว่าเฟิ่งหลิงคงรอจนร้อนใจแล้ว
จริงดังคาด เวลาประมาณหนึ่งก้านธูป บุรุษรูปงามเป็นเอกก็เดินเข้ามาราวกับสายลม
ในยามที่สายตาของเขาหยุดอยู่บนเงาร่างสุขุมเยือกเย็นข้างโต๊ะ อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไป “ซูเอ๋อร์ รู้ความหมายของหญ้าแห้งกำนั้นแล้วหรือไม่?”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา “ทางด้านฝ่าบาทเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” เมื่อครู่อวิ๋นซูเห็นประกายความเหนื่อยล้าในดวงตาของเฟิ่งหลิง
เขาทอดถอนใจเบาๆ “เป็นเพราะเรื่องเสด็จแม่เช่นกัน”
สองพ่อลูกต่างร้อนอกร้อนใจเช่นเดียวกัน เดิมทีจักรพรรดิเหลียนคิดว่าเมื่อรวบรวมเบาะแสทั้งหมดได้แล้วจะหาสถานที่ซ่อนตัวของฮองเฮาพระองค์ก่อนพบ ไหนเลยจะรู้ว่ากระทั่งพระองค์ก็ไม่อาจคาดเดาความหมายของพวกมันได้ เมื่อเทียบกับเฟิ่งหลิงยังรู้สึกล้มเหลวเสียยิ่งกว่า ในฐานะที่เป็นคนข้างหมอนถึงกับไม่อาจเข้าใจความคิดของคนที่ตนรัก ระยะนี้จักรพรรดิเหลียนรู้สึกโกรธตนเองยิ่งนัก คนในวังไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำเช่นไร วันนี้จึงทำได้เพียงขอให้เฟิ่งหลิงไปหาเพื่อสงบอารมณ์โกรธเกรี้ยวของจักรพรรดิเหลียนเสียหน่อย
อวิ๋นซูส่งสายตาครั้งหนึ่ง เฟิ่งหลิงจึงบอกให้ทุกคนถอยไป นางนำตำราสมุนไพรเล่มหนึ่งออกมาจากด้านหลังก่อนจะเปิดออก
“ระยะนี้ข้าพลิกตำราหลายเล่ม พบว่าหญ้าชนิดนี้ยังไม่ถูกจดบันทึก ดูแล้วคงยังไม่ถูกใช้อย่างกว้างขวาง”
ยังไม่ถูกจดบันทึก? ในดวงตาของเฟิ่งหลิงมีประกายความผิดหวังอันยากจะปกปิด อวิ๋นซูย่อมมองเห็นความคาดหวังที่เลือนหายไปของเขา พลันนั้นจึงชี้ไปยังตัวอักษรสองแถวในตำรา “แม้จะไม่รู้ว่านี่คือหหญ้าอะไร แต่ข้ากลับพบว่ามันมีจุดเหมือนกับพืชน้ำจำนวนมาก ใบกว้างโปร่งใส ส่วนรากคดเคี้ยว หลังจากตากแห้งใบจะปรากฏสีเขียวคล้ำ เห็นได้ว่าเป็นลักษณะของหญ้ามีพิษ”
เมื่อกล่าวจบในห้องพลันจมลงสู่ความเงียบงัน เฟิ่งหลิงมองไปที่อวิ๋นซูด้วยความสงสัย “แม้จะรู้ข้อมูลมากมายเพียงนี้ ทว่ายังคงไม่รู้ว่าเสด็จแม่อยู่ที่ใด”
บนใบหน้าของอวิ๋นซูเผยประกายบางอย่าง “ท่านนำแผนที่แคว้นเหลียนออกมาได้หรือไม่? ขอเพียงรู้สภาพภูมิประเทศและสภาพพูมิอากาศ บางทีพวกเราอาจหาขอบเขตที่ฮองเฮาพระองค์ก่อนอาศัยอยู่ออกมาได้”
“ซูเอ๋อร์ นี่หมายความว่าอย่างไร?”
อวิ๋นซูหยิบหญ้าแห้งที่เฟิ่งหลิงมอบให้นางออกมาจากแขนเสื้อ “ท่านลองดู หญ้านี้มีลักษณะพิเศษอันใด?”
ลักษณะพิเศษ? สายตาของเฟิ่งหลิงหยุดอยู่บนหญ้าแห้งที่เป็นความหวังทั้งหมดของเขา มองสำรวจอย่างละเอียด อวิ๋นซูขยับมือเล็กน้อยเพื่อให้เขาเห็นชัดยิ่งขึ้น ในที่สุดบุรุษก็พบเบาะแสบางอย่าง “หญ้านี้ใบด้านหนึ่งมีลักษณะกว้าง ส่วนใบอีกด้านหนึ่งมีลักษณะแคบเล็ก” อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือเหตุใดจึงโตมามีลักษณะเช่นนี้ได้
อวิ๋นซูมองท่าทีของเขา รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“หญ้านี้เกิดในที่ที่มีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกัน”
“ลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกัน? นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?”
มือของอวิ๋นซูวาดเส้นโค้งหนึ่งสูงหนึ่งต่ำกลางอากาศ “ถ้าหากมันเกิดระหว่างยอดเขาสองแห่งเล่า?”
ในสมองของเฟิ่งหลิงพลันปรากฏความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมา ยอดเขาที่มีความสูงแตกต่างกันอาจมีลักษณะภูมิอากาศที่แตกต่างกันไปเพราะลมภูเขาก็เป็นได้ พืชชนิดนี้เติบโตอยู่ตรงกลางระหว่างภูมิประเทศสองลักษณะ แสงอาทิตย์ที่ได้รับย่อมแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ใบทั้งสองจึงไม่เหมือนกัน
ในที่สุดสีหน้าของบุรุษรูปงามเป็นเอดกพลันอ่อนโยนลง เขารับรู้ได้แล้วว่าอวิ๋นซูต้องการบอกอะไรแก่ตน
“ดังนั้นหญ้าต้นนี้เติบโตอยู่ในลำธารซึ่งอยู่ระหว่างยอดเขาสองแห่ง หากหาตามขอบเขตนี้จะง่ายขึ้นมาก”
“ซูเอ๋อร์ เจ้าเป็นดาวนำโชคของข้าจริงๆ!” ยามนี้เฟิ่งหลิงดีใจจนสงบอารมณ์ของตนไม่ได้ ดึงอวิ๋นซูเข้ามากอดและจุมพิตลงบนหน้าผากเบาๆ ราวกับเด็กน้อยผู้หนึ่งก็มิปาน “ข้าจะสั่งให้คนไปหาสถานที่ที่มีหมู่บ้านภูเขาและลำธารเดี๋ยวนี้!”
บุรุษไม่สนใจสิ่งอื่นใด หมุนตัวจะเดินจากไป จู่ๆ กลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แล้วของที่อยู่กับเสด็จพ่อเหล่านั้น…”
“ข้อมูลอื่นๆ ต้องให้ฝ่าบาทคิดด้วยพระองค์เองแล้ว”
“ได้ ข้าจะไปบอกเสด็จพ่อเดี๋ยวนี้!” เฟิ่งหลิงสูดหายใจลึก พยายามทำให้ตนใจเย็นลง ตอนนี้มีสายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องทุกการกระทำของเขา หากแสดงออกชัดเจนเกินไป เกรงว่าฮองเฮาจะต้องรู้ว่าพวกเขาหาร่องรอยของฮองเฮาพระองค์ก่อนพบแล้วเป็นแน่ ถึงตอนนั้นจะกลายเป็นอุปสรรคของพวกเขาได้
อวิ๋นซูรีบกล่าวเตือนประโยคหนึ่ง “ระยะนี้ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง ให้พระองค์รักษาท่าทีเดิมนี้ไว้ เช่นนี้จะได้ทำให้ผู้อื่นสับสน”
เฟิ่งหลิงพยักหน้าเล็กน้อย “เด็กๆ ส่งคุณหนูกงซุนกลับจวน”
เมื่อเห็นบุรุษจากไปด้วยความหวังที่อัดแน่นเต็มหัวใจ เส้นประสาทที่ขึงตึงมาโดยตลอดของอวิ๋นซูจึงผ่อนคลายลงได้ในที่สุด เมื่อสลัดภาระหนักอึ้งบนร่างออกแล้ว นางพลับพบว่าการที่ตนช่วยเฟิ่งหลิงนับเป็นเรื่องที่มีความสุขที่สุด การอดหลับอดนอนในสองวันมานี้คุ้มค่าแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ในตำหนักฮองเฮา
“เหนียงเหนียง คุณหนูกงซุนออกมาจากตำหนักองค์ชายใหญ่แล้วเพคะ”
แม่นมกล่าวข้างพระกรรณฮองเฮา อย่างไรก็ตามสตรีสง่างามกลับทำราวไม่ได้ยิน มีท่าทีเหม่อลอย
“เหนียงเหนียงเพคะ? เหนียงเหนียง?”
หลังจากเรียกหลายครั้ง ในที่สุดฮองเฮาก็ได้สติกลับมา “ผู้ใด?”
เมื่อเห็นท่าทีจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของฮองเฮา แม่นมถึงทอดถอนใจเบาๆ “เหนียงเหนียง พระนางเป็นอะไรไปเพคะ? เหมยเฟยถูกช่วยออกไปแล้ว ไท่ซ่างหวงย่อมโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก การจับตามององค์ชายใหญ่ในระยะนี้ก็ยังไม่มีผลใด พระนางต้องตั้งใจเสียหน่อยนะเพคะ!”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแม่นมจะร้อนใจเพียงไร ฮองเฮากลับมีเพียงท่าทีโศกเศร้าที่มิอาจปกปิด “เมื่อวานฝ่าบาทเสด็จไปหาอิงจือกุ้ยเฟยอีกแล้ว”
“โธ่เหนียงเหนียง พระนางจะตรัสถึงเรื่องนี้ทำไมเพคะ! ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดก็คือรีบตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อน ทำให้ความโกรธเกรี้ยวของไท่ซ่างหวงสงบลง และต้องขัดขวางการอภิเษกขององค์ชายใหญ่และคุณหนูกงซุน มิฉะนั้นคงไม่อาจมอบคำอธิบายให้ทางไท่ซ่างหวงได้แน่!”
ฮองเฮาหลุบพระเนตรลงเล็กน้อย ท่าทีราวกับฟังไม่เข้าหู
แม่นมร้อนใจยิ่งนัก รีบจึงเอ่ยเสียงต่ำ “เหนียงเหนียง พระนางอย่าได้ลืมหน้าที่ของตนในเวลาสำคัญเช่นนี้เป็นอันขาด! ระยะนี้ไท่ซ่างหวงไม่พอพระทัยเหนียงเหนียงแล้ว หากไม่กระตือรือร้นอีก บ่าวเกรงว่าไท่ซ่างหวงจะลงโทษเหนียงเหนียงจริงๆ!”
ฮองเฮาชะงักไป ทว่าบนพระพักตร์กลับปรากฏรอยสรวลขมขื่น “ลงโทษ? ยังมีอะไรแย่ไปกว่าตอนนี้อีกหรือ?”
“นี่…”
ทันใดนั้น ในดวงตาของฮองเฮาพลันมีประกายมืดครึ้มลง “ไม่ได้ ข้าไม่อาจปล่อยให้นางคลอดลูกออกมาได้!”
อะไรนะ?! แม่นมใจเต้นรัว รีบดึงฮองเฮาที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนเอาไว้ “เหนียงเหนียง พระนางคงไม่…คิดจะแตะต้องโอรสมังกรในท้องของกุ้ยเฟยกระมัง? จะทำเช่นนี้ไม่ได้เป็นอันขาด! หากไท่ซ่างหวงทรงทราบ เหนียงเหนียงจะทำเช่นไร!”
ตอนนี้โอรสมังกรที่อยู่ในท้องกุ้ยเฟยกลายเป็นจุดศูนย์รวมความสนใจในวังหลัง กระทั่งไท่ซ่างหวงยังสนใจอยู่หลายส่วน นี่จะแตะต้องไม่ได้เป็นอันขาด เพียงแต่ตอนนี้ฮองเฮาถูกความริษยาบดบังสายตา ถึงกับคิดจะแตะต้องสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องที่สุด ในใจของแม่นมจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร
“หากมีเด็กคนนั้นอยู่ข้าย่อมไม่มีอารมณ์ใคร่ครวญ ยิ่งไม่ต้องคิดถึงเรื่องตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อนอันใดนั่นเลย! จิตวิญญาณของฝ่าบาทถูกช่วงชิงไปแล้ว ไหนเลยจะจดจำฮองเฮาพระองค์ก่อนอันใดนั่นได้อีก!” สุรเสียงของฮองเฮาเต็มไปด้วยความถากถางอันเข้มข้น ไม่ทราบว่ากำลังกล่าวโทษจักรพรรดิเหลียนหรือกำลังกล่าวโทษตนเอง
แม่นมรู้ถึงความขมขื่นในพระทัยฮองเฮา ทว่าทั้งๆ ที่ยืนหยัดมาได้หลายปีเพียงนี้แล้ว นางย่อมไม่อยากเห็นฮองเฮาเดินเข้าสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนคืน
“ตอนนี้เหนียงเหนียงต้องทำความเข้าใจเรื่องสำคัญที่สุดให้ชัดเจนนะเพคะ! ยามนี้มีกุ้ยเฟยเพียงผู้เดียว หากปล่อยให้ฝ่าบาทหาตัวฮองเฮาพระองค์ก่อนกลับมาได้ ถึงตอนนั้นวังหลังจะไม่มีที่ให้เหนียงเหนียงอีก!”
“ไม่มีที่ให้ข้าหรือ?” ฮองเฮาพลันใช้สายตาแปลกประหลาดทอดพระเนตรไปยังแม่นม “กระทั่งเจ้ายังหัวเราะเยาะเปิ่นกงหรือ?”
ในใจของแม่นมเกิดเสียงดังสนั่น “เหนียงเหนียง เหตุใดจึงตรัสเช่นนี้…”
พบว่าอีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ “เปิ่นกงเป็นเจ้านายแห่งหกตำหนัก แต่กระทั่งบุตรคนเดียวก็ยังไม่มี นอกจากมงกุฎหงส์นี้แล้วเปิ่นกงยังมีอะไรอีก? ยังจะพูดเรื่องไม่มีที่ให้ข้าอันใดนั้นอีกหรือ? ในพระทัยของฝ่าบาทไม่มีข้าอยู่เลย! ในสายตาของพระองค์ไม่มีข้าอยู่เลย! ข้าที่เป็นฮองเฮา…จะเป็นหรือไม่เป็นก็ไม่มีความแตกต่างอันใด!”
สุรเสียงอันโกรธเกรี้ยวราวกับเป็นการระบายความน้อยเนื้อต่ำใจในพระทัยของพระนางออกมาทั้งหมด แม่นมตื่นตะลึงจนหน้าถอดสี เดิมทีนางคิดว่าฮองเฮาคิดได้กระจ่างแล้ว ไหนเลยจะรู้ว่าจู่ๆ ก็…
Venus36
ฮองเฮาเสียงการควบคุมไปแล้ววว แผนอวิ๋นซุใข้ได้ผลเกิดคาด ไทซ่างหวงก็นะ จิตใจทำก้วยอะไร เหมยเฟยคือลูกสาว น่ากลัวจริงๆ จะว่าไปแม่นางซูดูหน้าอ่อนจัง อย่างว่าตระกูลมหาราชครูว่ากันตามเรื่องสืบเชื้อจากเซียน ทั้งที่อายุน่าจะพอกับแม่นางเอก