หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 829 ร่วมแรงร่วมใจ
เล่มที่ 28 ตอนที่ 829 ร่วมแรงร่วมใจ
หัวหน้าหมู่บ้านกลิ้งตัวไปมาบนพื้นด้วยความเจ็บปวด กางเกงผ้าฝ้ายของเขาขาดเป็นรู มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
“ท่านพ่อ!” ชุ่ยเอ๋อร์อุทานด้วยความตกใจก่อนจะวิ่งเข้าไปประคอง “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไร? นี่พวกท่านทำอะไร เหตุใดต้องทำร้ายพ่อข้า?”
“ทำอะไรหรือ? หึ หมู่บ้านของพวกเราไปล่วงเกินพวกเจ้าเมื่อใดกันเล่า เหตุใดจึงต้องบงการให้เจ้าอ้วนหลิวขายผักมีพิษให้พวกเราด้วย?!” พี่ใหญ่เฉินกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่เห็นใจชายชราปลิ้นปล้อนที่ทรุดอยู่กับพื้นแม้แต่น้อย
หัวหน้าหมู่บ้านเจ็บจนมีเหงื่อซึมออกมาบนศีรษะ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น พูดจาเล่นลิ้น “พวกเจ้ากล่าวอันใด ข้า ข้าฟังไม่เข้าใจ…”
“ไม่เข้าใจหรือ? เช่นนั้นก็เป็นเจ้าอ้วนหลิวหลอกพวกเรา ข้าจะให้เจ้าใช้ชีวิตแลกชีวิต!” พี่ใหญ่เฉินหยิบเคียวที่วางอยู่ข้างประตูขึ้นมาตามใจ ทำท่าจะฟันเจ้าอ้วนหลิวที่มีใบหน้าเขียวช้ำ อีกฝ่ายร้องขอชีวิต “พี่ใหญ่เฉิน ไว้ชีวิตด้วย! เป็นหัวหน้าหมู่บ้านให้ข้าทำเช่นนี้จริงๆ! เพราะต้องการรวมสองหมู่บ้านเข้าด้วยกัน ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าเองก็ถูกบังคับ!”
“เจ้าอ้วนหลิว! เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! ยามปกติข้าปฏิบัติต่อเจ้าไม่เลว เหตุใดเจ้าจึงใส่ร้ายข้าเช่นนี้?”
“หะ หะ หะ หัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้ท่านจะมาปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นะขอรับ หากไม่มีคำอนุญาตจากท่าน ข้าจะกระทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ท่านกล่าวว่าเกลียดที่หมู่บ้านข้างๆ ล่าสัตว์ได้มากกว่าพวกเรา เนื้อที่นำมาแลกเปลี่ยนก็มีค่ามากกว่า ดังนั้นจึงต้องการขายผักพิษให้พวกเขาและทำการรวมสองหมู่บ้านให้สำเร็จมิใช่หรือ? ข้าล้วนทำตามที่ท่านสั่ง!” เจ้าอ้วนหลิวจะสนใจน้ำใจไมตรีที่ไหนกัน ในความคิดของเขามีเพียงผลประโยชน์และชีวิตตนเท่านั้นที่สำคัญที่สุด
“ท่านพ่อ ท่าน ท่านคงไม่…” จะอย่างไรชุ่ยเอ๋อร์ก็ไม่เชื่อว่าพ่อของตนจะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้ หัวหน้าหมู่บ้านรีบจับมือนางไว้ “ชุ่ยเอ๋อร์ เจ้าต้องเชื่อพ่อ พ่อจะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร!”
พี่ใหญ่เฉินแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “พูดจาไร้สาระให้มันน้อยหน่อย ไปกับพวกเราเสีย มอบคำอธิบายให้หมู่บ้านของพวกเรา!” เขาเดินก้าวใหญ่ๆ เข้ามา ตอนนี้เอง จู่ๆ หัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่บนพื้นก็ผลักบุตรีของตนออกไป ชนเข้ากับอกพี่ใหญ่เฉินอย่างแรง
“อา! ท่านพ่อ…”
หัวหน้าหมู่บ้านเจ้าเล่ห์ถือโอกาสนี้อดกลั้นความเจ็บปวดที่ขา วิ่งเข้าไปในพุ่มไม้ด้านข้าง
เจ้าอ้วนหลิวตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว “หัวหน้าหมู่บ้าน อย่าทิ้งข้า!” เขาดิ้น ทว่าถูกพี่ใหญ่สวีที่อยู่ด้านหลังกดลงกับพื้นอย่างแรง
แม้ในยามฝันชุ่ยเอ๋อร์ก็คิดไม่ถึงว่าท่านพ่อที่ยามปกติรักใคร่นางมากจะใช้นางเป็นโล่รับเกาทัณฑ์ ตอนนี้ในสมองว่างเปล่าขาวโพลน
“ตามไป! อย่าให้มันหนีไปได้!”
ไม่นานข่าวนี้ก็แพร่ไปทั้งหมู่บ้าน อย่างไรก็ตามหลายคนเลือกจะเชื่อว่าหัวหน้าหมู่บ้านที่ปกติพยายามทำงานเต็มที่ต้องไม่ทำเรื่องโหดเหี้ยมเช่นนี้ออกมาแน่ ทุกคนพากันออกตามหา คิดจะให้คำอธิบายแก่หมู่บ้านข้างๆ
“พี่ใหญ่ พวกท่านปล่อยข้าเถิด! ข้าทำตามคำสั่ง…” อย่างไรก็ตามกลับไม่มีผู้ใดสนใจเขา เจ้าอ้วนหลิวถูกมัดไปตลอดทาง ถูกลากตามทุกคนไปหาตัวหัวหน้าหมู่บ้านที่หนีไป
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเริ่มมาเยือน ท่ามกลางป่าเขามีประกายไฟลุกโชน
“หัวหน้าหมู่บ้าน!” เสียงนี้สะท้อนก้องอยู่ในภูเขา
บริเวณมุมหนึ่ง เงาดำลับๆ ล่อๆ หมอบอยู่กับพื้น เงยหน้าขึ้นมองไปยังคบเพลิงที่ปรากฏรอบด้าน ในใจรู้สึกเกลียดชังความโง่งมของชาวบ้านเหล่านี้นัก เดิมทีตนยังมีโอกาสหนี ตอนนี้มีคนมากมายมาขวางทางตนไว้ ทำให้ป่าที่เดิมทีมืดสนิทมีแสงไฟขึ้นมา เช่นนี้จะให้เขาหนีไปที่ใดเล่า?
หัวหน้าหมู่บ้านเงยหน้ามองไป เบื้องหน้านั้นเป็นเส้นทางเล็กๆ ที่ยามปกติไม่มีผู้ใดใช้ เมื่อคิดถึงตรงนี้จึงหยิบคบเพลิงเล็กๆ จากแขนเสื้อออกมาจุด อดกลั้นความเจ็บปวดที่เข่าคลานไปตามเส้นทางนั้น
“สมควรตาย มิใช่ว่าปล่อยให้มันหนีไม่ได้จริงๆ กระมัง?” พี่ใหญ่เฉินสบถออกมาอย่างไม่พอใจ หากมิอาจทวงคำอธิบายอันใดได้ มิใช่ว่าชาวบ้านบริสุทธิ์ในหมู่บ้านต้องตายเปล่าหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นคนไม่รู้จะคิดว่าพวกเขารังแกผู้ชรา! ตอนนี้สองหมู่บ้านขัดแย้งกันจนถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจพบความสงบสุขได้อีกตลอดกาล
“พี่ใหญ่เฉิน ท่าน ท่านปล่อยข้าไปเถิด ข้าช่วยพวกท่านหาหัวหน้าหมู่บ้านได้…” เจ้าอ้วนหลิวถูกมัดจนรู้สึกไม่สบายไปทั้งร่าง กลัวว่าถ้าหัวหน้าหมู่บ้านหนีไปได้ ทิ้งเขารับความผิดอยู่ผู้เดียว มิแน่ว่าเมื่อถึงตอนนั้นอาจถูกจับใส่ชะลอมหมูถ่วงน้ำก็เป็นได้
“หุบปาก! พวกเจ้าอย่าคิดจะหนีไปแม้แต่คนเดียว!”
ฮูหยินอวิ๋นอาศัยแสงไฟสำรวจ ก้มตัวลงพบร่องรอยเล็กๆ บนพื้น “เขายังไปได้ไม่ไกล” ยาานี้เอง ฮูหยินอวิ๋นราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เงยหน้าขึ้นมองไปยังสตรีงามที่มาช่วยพวกนางในวันนี้ “แม่นางซู เวลาไม่เช้าแล้ว ที่นี่มอบให้พวกเราเถิด”
กริ๊งๆๆ…
ตอนนี้เอง มีเสียงกระดิ่งเงินแผ่วเบาดังแว่วออกมาจากสตรีที่สวมผ้าปิดหน้าผู้นั้น นางขมวดคิ้ว ก้มหน้าลงหยิบกระดิ่งเงินอันเล็กออกมาจากเอว ทั้งๆ ที่ไม่มีลมมันกลับส่งเสียงออกมาได้
“มีคนบุกเข้าไปในค่ายกลของข้า” นางกล่าวเสียงเบา มีเพียงฮูหยินอวิ๋นที่ได้ยิน
“นี่…”
ในดวงตาแม่นางซูมีประกายไหลผ่าน ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากด้านหลังค่ายกล คงมิใช่ว่า…
“หัวหน้าหมู่บ้านอาจอยู่ที่นั่น” นางรู้ดี ตั้งแต่ตนวางค่ายกลลวงตาก็มีชาวบ้านเลือกใช้เส้นทางนั้นน้อยมาก และเป็นเพราะเหตุนี้หัวหน้าหมู่บ้านอาจคิดหนีไปทางนั้นก็เป็นได้
หลายคนสบตากัน รีบเดินตามแม่นางซูไป
ทะ ที่นี่มันที่ใด?!
“โฮก!”
“อา! ใคร? อะ ออกมาเดี๋ยวนี้!” หัวหน้าหมู่บ้านชราจุดคบเพลิง หมุนตัวไปมาอยู่ในป่าที่มีบรรยากาศมืดมิด เขาเดินวนเวียนอยู่ที่เดิมนานแล้ว หลังจากเดินวนครบรอบหนึ่งก็พบว่าตนเดินกลับมาใต้ต้นไม้นี้อีกครั้ง นี่มันเรื่องอะไรกัน? ต่อให้ป่าจะใหญ่โตเพียงใด แต่หากเดินตรงไปตลอดก็ควรพบทางออกถึงจะถูก
ตอนนี้เอง ประกายสีเงินสายหนึ่งวูบไหวไปมารวดเร็ว ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านตกใจจนทำคบเพลิงในมือตก จากนั้นจึงมีเสียงชี่ๆๆ…
พบว่ามีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาจากพุ่มไม้ด้วยท่าทีระมัดระวัง ภายในความมืด ดวงตาทั้งสองของมันส่องประกายสีเหลืองแววาว หัวหน้าหมู่บ้านกลั้นหายใจถอยหลังไปก้าวหนึ่ง คบเพลิงที่ตกอยู่บนพื้นส่งควันไฟออกมา พุ่งโถมเข้าสู่จมูก อย่างไรก็ตาม ที่แปลกก็คือควันเหล่านี้กลับเปลี่ยนไปฟุ้งกระจายสลายไปรอบด้านในเวลาเพียงชั่วพริบตา
“อา! ไฟไหม้แล้ว! ไฟไหม้แล้ว!”
สภาพอากาศในภูเขาค่อนข้างแห้ง เปลวเพลิงแพร่กระจายออกไปด้วยระดับความเร็วที่ยากจะจินตนาการ หัวหน้าหมู่บ้านลากเข่าที่มีเลือดไหลหนีไปด้านข้าง ในยามที่เขาใช้พลังกายจนแทบหมดกลับพบว่าตนย้อนกลับมาท่ามกลางทะเลเพิ่มอีกครั้ง
“มีคนแตะต้องกลไกค่ายกล” ดวงตาของแม่นางซูเคร่งขรึมลง พลันนั้นมีเสียงอุทานดังมาจากชาวบ้านด้านหลัง “ไฟไหม้แล้ว! ด้านหน้าไฟไหม้แล้ว!”
อะไรนะ? ทุกคนเงยหน้ามองไปพบ ว่าท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดราวน้ำหมึกมีกลุ่มควันเข้มข้นพุ่งขึ้นไป ดูแล้วเปลวเพลิงคงไม่เบา
“เร็ว รีบดับไฟ! มิเช่นนั้นภูเขาจะไหม้หมด!” ชาวบ้านด้านหลังสับสนวุ่นวายขึ้นมา
ในหมู่บ้านมีเสียงเคาะฆ้องดังขึ้น ชาวบ้านทุกคนหยิบถังน้ำในบ้านตนมุ่งหน้ามาทางป่า ป่าแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นทรัพยากรของพวกเขา หากเกิดไฟไหม้ใหญ่ ผลลัพธ์ย่อมมิอาจคาดเดา
อย่างไรก็ตาม ไฟกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พริบตาเดียวก็ลามไปถึงยอดเขาสองลูกแล้ว
ประกายแสงสีเงินวูบไหว สุนัขจิ้งจอกที่มีร่างกายค่อนข้างใหญ่ปรากฏตัวข้างกายฮูหยินอวิ๋น แม่นางซูสังเกตุเห็นขนสีขาวเงินท่ามกลางความมืดมิดได้ทันควัน
“เขาอยู่นั่น”
ทุกคนเดินตามแม่นางซูไปยังเส้นทางเล็กๆ อันลึกลับ อากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นไหม้อันเข้มข้น เบื้องหน้าคือทะเลเพลิง
“อย่าเข้าไป อันตราย!”
เปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ต่อให้ชาวบ้านทั้งหมดจะช่วยกันดับไฟเต็มที่ก็ดูเหมือนไม่มีประโยชน์อันใด ความร้อนรอบด้านทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
“อา!”
เสียงอันคุ้นเคยดังแว่วออกมาจากทะเลเพลิงมีคนอุทานออกมา “อา! เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน! หัวหน้าหมู่บ้านอยู่ด้านใน!”
ทุกคนรีบตามหาในทะเลเพลิงอย่างละเอียด พบเงาร่างที่มีไฟลุกเต็มตัวกำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่กลางเปลวเพลิงดังคาด “ช่วยด้วย! เร็ว รีบช่วยข้าออกไป!”
เมื่อติดอยู่ในค่ายกล หัวหน้าหมู่บ้านไม่รู้จริงๆ ว่าทางออกอยู่ที่ใด กลับกัน ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกค่ายกลสามารถมองเห็นอย่างชัดเจน
“หึ ใจคอโหดเหี้ยมยิ่งนัก! รู้ชัดว่าหนีไม่พ้นจึงคิดจะวางเพลิงเผาภูเขาทั้งลูกกระมัง? หมู่บ้านของพวกเรามีความแค้นลึกล้ำอันใดกับเจ้ากันแน่?” ประโยคนี้ของพี่ใหญ่เฉินทำให้ทุกคนคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้วางเพลิงจริงๆ ใช่แล้ว ทุกคนที่ขึ้นเขามักจะระมัดระวังไฟเป็นอย่างยิ่ง พวกเขายังไม่ทันหาที่นี่พบก็เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่แล้ว อีกทั้งหัวหน้าหมู่บ้านยังอยู่ด้านใน หากเขาไม่ใช่ผู้วางเพลิงแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า? คนไม่น้อยเริ่มเปลี่ยนความคิด มิแน่ว่าอาจเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่บงการเจ้าอ้วนหลิวให้วางยาพิษทำร้ายคนหมู่บ้านข้างๆ จริงๆ ก็เป็นได้ ตอนนี้เรื่องราวถูกเปิดเผย เขาเองก็หนีไม่พ้น ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้นชั่วณะจึงคิดวางเพลิงแก้แค้น ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ หมู่บ้านของพวกเขาก็ถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย!
ในยามที่ผลประโยชน์ของตนได้รับผลกระทบ ชาวบ้านล้วนลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างที่หัวหน้าหมู่บ้านกระทำเพื่อพวกเขาในกาลก่อนไปจนสิ้น เริ่มพากันชี้นิ้วด่าขึ้นมา
“ดับไฟ! รีบดับไฟเร็ว!”
“นั่นมันชาวบ้านหมู่บ้านข้างๆ!”
พบว่าเนินเขาฝั่งตรงข้ามมีแสงจากคบเพลิงขยับใกล้เข้ามา เงาร่างอันคุ้นเคยทั้งหลายถือถังน้ำมาด้วย
“นั่นพี่ใหญ่ซู พวกท่านมาได้อย่างไร?”
“เห็นว่าเกิดเพลิงไหม้บนภูเขา คนในหมู่บ้านถึงมากันหมด รีบดับไฟก่อนเถิด!”
ตอนนี้ระหว่างคนจากสองหมู่บ้านไม่มีการตั้งแง่อันใดให้เห็นอีก เริ่มสาดน้ำดับไฟโดยไม่แบ่งแยกเราท่าน ทว่าเงาร่างที่กำลังส่งเสียงกรีดร้องกลางทะเลเพลิงกลับค่อยๆ ไร้เสียง
ป่าเขากว้างใหญ่เพียงนี้ ต่อให้ชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจเพียงใดก็ไม่อาจเทียบอำนาจของเพลิงที่ประทุรุนแรงเช่นนี้ได้
แม่นางซูกล่าวอะไรบางอย่างข้างหูฮูหยินอวิ๋น ไม่นานก็เลือนหายไปท่ามกลางเสียงอันสับสนวุ่นวาย
“อา! มีน้ำ! มีน้ำมากเชียว!”
ไม่ทราบว่าผู้ใดตะโกนขึ้นมา พบว่ามีน้ำจำนวนนับไม่ถ้วนไหลลงมาจากยอดเขา ทำให้ผืนดินชุ่มชื้น รอบด้านส่งเสียงชี่ๆ ๆ ไม่หยุด ไฟค่อยๆ แผ่วลง เวลาประมาณหนึ่งก้านธูป เปลวเพลิงที่เดิมทีโหมกระหน่ำส่องสว่างไปครึ่งฟ้า ยามนี้ค่อยๆ ดับลงท่ามกลางสายน้ำอันลึกลับ
เงาร่างแต่ละร่างยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เงยหน้าขึ้นมองไปยังควันไฟที่เลือนหายไปเหนือศีรษะ มีคนพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “พระโพธิสัตว์ปรากฏแล้ว…”
ชาวบ้านจากหมู่บ้านทั้งสองค่อยๆ เดินไปเบื้องหน้า หยุดอยู่ข้างศพที่ถูกไฟคลอกตาย ตอนนี้ไฟดับแล้ว เพียงแต่หัวหน้าหมู่บ้านกลับไม่อาจรอด
ชาวบ้านจากหมู่บ้านทั้งสองรวมตัวกัน เจ้าอ้วนหลิวเล่าความเป็นมาเป็นไปทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์ ทว่าหัวหน้าหมู่บ้านรับผลกรรมที่ตนก่อไปแล้ว คนจากหมู่บ้านทั้งสองปรับความเข้าใจกัน ตัดสินใจลืมความทรงจำไม่ดีเหล่านี้ไปเสีย
“แม่นางซู เพราะกลไกของท่านจึงดับไฟนี้ได้” ภายในเรือนเล็กๆ สตรีทั้งสองนั่งตรงกันข้าม พูดคุยสนทนาถึงเรื่องในคราวนี้ “แต่ค่ายกลถูกทำลายแล้ว แม่นางซูคิดจะเปลี่ยนสถานที่หรือไม่?”
สตรีงดงามหลุบตาลงเล็กน้อย การเคลื่อนไหวในมือชะงักไป “ไม่ ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่ต่อ”
ด้านข้าง สุนัขจิ้งจกสองตัวที่กำลังเล่นซุกซนพากันเงยหน้าขึ้น มองไปที่เจ้านายของพวกมันอย่างเงียบงัน
Venus36
สนิทใกล้ชิดขึ้นอีกสองแม่ แต่จะใจอ่อนอยู่ร่วมขายคาเดียวกันไหม