หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 831 ได้รับความตกใจทว่าไร้อันตราย
เล่มที่ 28 ตอนที่ 831 ได้รับความตกใจทว่าไร้อันตราย
ฮองเฮาทอดพระเนตรไปทางตำหนักชิงเหอ ดวงเนตรมืดครึ้มหาใดเปรียบ
“เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง ในช่วงสำคัญเช่นนี้เปิ่นกงต้องกระตือรือร้นเสียหน่อย ในพิธีหมั้นหมายกล่าวว่ากงซุนซูเป็นดาวหายนะ ทว่าไม่มีผู้ใดเชื่อ เช่นนั้นหากแท้งครรภ์มังกรคงทำให้เห็นชัดเจนแล้วกระมัง?” ปลอกเล็บสีทองกรีดลงบนโต๊ะ เกิดเป็นเสียงเสียดหู
ในใจของแม่นมหนักอึ้ง “ความหมายของเหนียงเหนียงก็คือ…”
“ไท่ซ่างหวงไม่อยากให้กงซุนซูเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ เปิ่นกงก็เช่นกัน หากกงซุนซูกดข่มครรภ์มังกรจนแท้ง เจ้าว่าไท่ซ่างหวงจะปล่อยนางไปหรือไม่? ฝ่าบาทจะปล่อยนางไปหรือไม่? ขุนนางในราชสำนักจะปล่อยนางไปหรือไม่?” มุมพระโอษฐ์ของฮองเฮายกขึ้นเป็นวงโค้ง แม่นมรู้ว่าพระนางตัดสินใจแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเกรงว่าจะมีแผนในใจแล้วด้วย
แม่นมไม่ได้กล่าวโน้มน้าวให้ฮองเฮาละทิ้งความคิดที่จะแตะต้องอิงจือกุ้ยเฟยอีก แต่กลับเปลี่ยนความคิดแล้ว หากโยนเรื่องนี้ไปไว้บนร่างของคุณหนูกงซุนโดยไม่มีผู้ใดรู้ได้จริงๆ มิใช่ว่าเป็นการยิงเกาทัณฑ์ดอกเดียวได้วิหคสองตัวหรือ? ตอนนี้การสงบความไม่พอพระทัยที่ไท่ซ่างหวงมีต่อฮองเฮาเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนเหมยเฟย…คนถูกช่วยออกไปแล้ว เกรงว่าทำได้เพียงตำหนิที่องค์ชายใหญ่เจ้าเล่ห์เกินไป
“ไป เรียกนางข้าหลวงที่เปิ่นกงวางตัวไว้ในตำหนักชิงเหอมา”
เพียงไม่นานนางข้าหลวงผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวเบื้องพระพักตร์ฮองเฮา “บ่าวถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
“ระยะนี้กุ้ยเฟยมีการเคลื่อนไหวใดหรือไม่”
“ตอบเหนียงเหนียง ระยะนี้กุ้ยเฟยมักไปชมดอกเหมยที่ป่าเหมยเพคะ”
“ชมดอกเหมย? นางกลับมีอารมณ์สุนทรีย์จริงๆ มีผู้ใดไปเยี่ยมเยียนนางบ้าง?” ฮองเฮาหลุบพระเนตรลงราวกับกำลังชื่นชมปลอกเล็บสีทองบริสุทธิ์ของตน ตอนนี้มีนางสนมในวังหลังหลายคนรอดูเรื่องขบขันของพระนาง ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้จะต้องมีคนมากมายไปประจบประแจงกุ้ยเฟยผู้ตั้งครรภ์มังกรเป็นแน่ ฮองเฮาลอบตัดสินใจกับตัวเองแล้วว่าจะจดจำคนเหล่านี้ไว้ในใจ วันหน้าค่อยจัดการพวกนางไปช้าๆ
“ตอบเหนียงเหนียง ฝ่าบาททรงมีรับสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดรบกวนกุ้ยเฟย ด้วยเหตุนี้ยามปกติเหนียงเหนียงจึงมักอยู่เพียงลำพัง มีอิสระยิ่งนัก”
ไม่อนุญาตให้ผู้ใดรบกวน? นี่เป็นการคุ้มครองอย่างระมัดระวังกระมัง กลัวว่าผู้มีใจคิดไม่ซื่อจะหาโอกาสลงมือ
ครรภ์มังกรนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นหนามตำตาของตน กระทั่งสนมในวังที่ไม่มีทายาททั้งหมด จะมากจะน้อยล้วนอยากให้กุ้ยเฟยเกิดเรื่องทั้งสิ้น ฮองเฮาเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยเอ่ยพระโอษฐ์ “ดูแล้วกระทั่งเปิ่นกงก็ไม่อาจไปพบกุ้ยเฟยสูงศักดิ์ท่านนี้ได้ตามใจกระมัง เจ้าจดบันทึกสวนที่นางผ่านเป็นประจำและเวลาที่นางไปป่าเหมยมาเสีย เปิ่นกงต้องการอย่างละเอียดที่สุด”
“เพคะ”
อีกด้านหนึ่ง
“องค์ชาย ท่านทราบได้อย่างไรว่าฮองเฮาวางหูตาไว้ในตำหนักชิงเหอ?” หลานอวิ๋นนั่งพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ทว่ามิใช่อยู่ในวังแล้วเขาจะว่างปานนั้น ก่อนหน้านี้เฟิ่งหลิงมอบหมายให้เขาจับตาดูการเคลื่อนไหวในตำหนักฮองเฮาทั้งหมด วันนี้จึงพบว่านางข้าหลวงในตำหนักชิงเหอไปหาฮองเฮาด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ
เฟิ่งหลิงก้มหน้าลงศึกษาแผนที่ในมือ ตอบกลับไปอย่างเรียบเฉยว่า “ซูเอ๋อร์บอกมา” ประโยคง่ายๆ เพียงไม่กี่คำ ทว่ามุมปากของเขากลับยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เผยท่าทีภาคภูมิใจ
“อ้อ? คุณหนูกงซุนเข้าใจความคิดของสตรีในวังหลังพวกนี้จริงๆ” หลานอวิ๋นหนุนแขนของตน ความนับถือในใจที่มีต่ออวิ๋นซูเพิ่มมากขึ้นหลายส่วน มักจะรู้สึกว่าหลายเรื่องอยู่ในการควบคุมของคุณหนูกงซุน
ดวงตาของเฟิ่งหลิงสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะรีบปกปิดความผิดปกตินี้ไว้อย่างรวดเร็ว เขาจะไม่ให้นางเป็นหนึ่งในสตรีนับไม่ถ้วนท่ามกลางวังหลังแห่งนี้โดยเด็ดขาด ก่อนหน้านี้นางอ้างว้างเพียงนั้น ทว่าชีวิตนี้เขาจะมอบความสุขและความปลอดภัยอันไร้ที่สิ้นสุดให้นางแน่นอน อีกไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างนี้จะมาถึงแล้ว
…
เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอากาศอบอุ่น แสงอาทิตย์อ่อนโยนสาดส่องลงมาในตำหนักสีทองอร่ามงามตา
“เหนียงเหนียง วันนี้ท่านก็จะเสด็จไปป่าเหมยหรือเพคะ?” ในดวงตาของนางข้าหลวงมีประกายพาดผ่าน กล่าวราวกับถามไปตามใจ
สตรีในอาภรณ์เรียบง่ายยืนพิงอยู่ข้างรั้วสีแดง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบนผิวหนัง “อีกไม่กี่วัน เกรงว่าดอกเหมยคงร่วงโรยหมดแล้ว” ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความโศกเศร้าอันไร้ก้นบึ้ง ขณะนั้นเอง นางข้าหลวงนำเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งออกมาจากในห้อง คลุมให้นางราวกับเตรียมตัวเดินทาง
อิงจือกระชับคอเสื้อ ยื่นมือไปสัมผัสท้องของตนเบาๆ “ในตำหนักน่าเบื่อยิ่งนัก ออกไปเดินเล่นเสียหน่อยเถิดเพคะ”
“อืม” เดิมทีเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาใด นางข้าหลวงยังรู้สึกกังวล ยามนี้จึงค่อยผ่อนคลายขึ้นมาได้ หากวันนี้กุ้ยเฟยไม่ไปป่าเหมย นางก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายกับฮองเฮาเช่นไรจริงๆ
ขณะเดียวกัน ในศาลาข้างป่าเหมย ฮองเฮารออยู่ที่นั่นนานแล้ว
แม่นมวิ่งเหยาะๆ มากระซิบข้างพระกรรณ ดวงเนตรของฮองเฮามีประกายไหลผ่าน จากนั้นจึงยื่นมือออกไปยกชาขึ้นจิบ รู้สึกป่าเหมยวันนี้งดงามเป็นพิเศษ ดวงเนตรของพระนางหยุดอยู่บนบันไดไกลออกไป มุมพระโอษฐ์ยกขึ้นเป็นรอยสรวลลึกลับ
“เหนียงเหนียง ระวังเพคะ” นางข้าหลวงประคองสตรีข้างกายอย่างระมัดระวัง อิงจือยกชายกระโปรงพลางเงยหน้ามองไปยังป่าเหมยสีขาวโพลน คนกลุ่มนั้นเดินใกล้เข้า ปรากฎสู่สายพระเนตรของฮองเฮาที่อยู่ในศาลา พระนางรู้สึกว่าฝ่ามือของตนมีเหงื่อซึมออกมาชั้นหนึ่ง อดรนทนไม่ไหวต้องการเห็นภาพที่จะเกิดขึ้นต่อไปทันที
“อีกหลายวันก็ไม่เห็นดอกเหมยเหล่านี้แล้ว น่าเสียดายจริงๆ” ในดวงตาของอิงจือเต็มไปด้วยความโศกเศร้า นางข้าหลวงข้างกายยกมือขึ้นชี้ไปเบื้องหน้า “เหนียงเหนียงทอดพระเนตรดูเถิดเพคะ ดอกเหมยทางด้านนั้นออกดอกงามเป็นพิเศษ มิสู้เสด็จไปชมดูเสียหน่อยเป็นอย่างไร”
“ก็ดี”
ไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็นเลยว่ามีดวงตาที่เต็มไปด้วยความเฝ้ารอคู่หนึ่งจับจ้องการเคลื่อนไหวของพวกนางอยู่ พวกนางเข้าไปใกล้สถานที่นั้นเรื่อยๆ ฮองเฮารู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของตน
นางข้าหลวงข้างกายอิงจือเห็นเงาร่างสูงศักดิ์ที่ประทับอยู่ในศาลาไกลออกไปนั้นแล้ว นางปล่อยมือสตรีข้างกายโดยพลัน “บ่าวจะไปเก็บกิ่งเหมยมาให้เหนียงเหนียงนะเพคะ” กล่าวจบก็เดินไปเบื้องหน้า
พบว่านางข้าหลวงผู้นั้นยืนอยู่ใต้ต้นเหมยต้นหนึ่ง หันมามองอิงจือ “เหนียงเหนียงลองทอดพระเนตรดูเถิดเพคะ กิ่งนี้ดีหรือไม่?”
อิงจือเบนสายตาขึ้นมอง ตอนนี้ยังยืนอยู่นอกขั้นบันได
มีเพียงนางข้าหลวงที่รู้ว่าตอนนี้ฝ่ามือในแขนเสื้อของตนมีเหงื่อเย็นซึมออกมาแล้ว “เหนียงเหนียง ท่านเข้ามาดูหน่อยเถิด” อย่างไรก็ตาม สายตาของนางกลับจ้องอยู่ที่เท้าของอิงจือ
สตรีเบื้องหน้าค่อยๆ ยกเท้าขึ้น ฮองเฮาหรี่พระเนตรเล็กน้อย มองตรงไปที่เท้าของอิงจือ
ตึกตัก…
เวลาราวกับหยุดลงเพียงเท่านี้ ด้านหลังอิงจือ นางข้าหลวงผู้หนึ่งขยับเล็กน้อย เหยียบชายกระโปรงด้านหลังนางไว้อย่างไร้เสียง
ได้ยินเสียงหนึ่งอุทาน สตรีนางนั้นร่างกายโอนเอน เซล้มลงไปที่พื้น อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาของนางเฉียบคมยิ่งนัก ถึงกับใช้มือยันไว้ได้ ปกป้องท้องของตนไม่ให้กระทบขั้นบันได หลบการลื่นล้มกระแทกอย่างรุนแรงนี้ไปได้โดยปลอดภัย
“อา เหนียงเหนียง!”
นางข้าหลวงด้านหลังรีบเข้ามาประคองนาง ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงนี้ ทว่าสำหรับฮองเฮากลับยาวนานประดุจหนึ่งชาติภพ
“เกิดอะไรขึ้น?!”
พระนางหันไปจ้องแม่นมด้านหลังอย่างโหดเหี้ยม บันไดไม้นั้นพระนางสั่งคนไปจัดการแล้วแท้ๆ ขอเพียงอีกฝ่ายเหยียบลงไปก็จะหักทันที หากล้มลงในมุมนี้ เด็กในท้องคงรักษาไว้ไม่ได้แน่นอน! เพียงแต่…บันไดนั้นกลับมิได้หัก
“บ่าวสั่งให้คนไปหักแผ่นไม้ไว้แล้วแท้ๆ เหตุใดจึงได้…” กระทั่งแม่นมยังมีท่าทียากจะเชื่อ
“เหนียงเหนียง ท่านได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่?” การเคลื่อนไหวเช่นนี้ของอิงจือกุ้ยเฟยทำให้ทุกคนตกใจ นางข้าหลวงทั้งหลายห้อมล้อมเข้ามา สตรีนางนี้กุมหน้าอกของตน มีท่าทีใจสั่น “โชคดีที่มีพวกเจ้าประคองเปิ่นกง มิเช่นนั้นเปิ่นกงไม่รู้จริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“เร็ว รีบไปเรียกหมอหลวงมาจับชีพจรให้เหนียงเหนียง!”
ทุกคนประคองนางขึ้นจากขั้นบันได ยามนี้เอง สตรีที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของทุกคนกลับเบนสายตาขึ้นมองไปยังทิศทางที่ฮองเฮาประทับอยู่
“เหนียงเหนียง ดูเหมือนกุ้ยเฟยจะเห็นพวกเราแล้ว!”
พบว่านางกล่าวอะไรบางอย่างข้างหูนางข้าหลวง ไม่นานก็มีคนวิ่งมาทางฮองเฮา
“บ่าวถวายพระพรฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
ในพระทัยของฮองเฮาโกรธเกรี้ยวหาใดเปรียบ พระพักตร์ย่อมไม่อาจดีไปได้ “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงเอะอะเพียงนี้ เจ้านายของพวกเจ้ามิได้สั่งสอนหรือว่าไม่อนุญาตให้เอะอะโวยวายในป่าเหมย?!” พระนางหาเหตุผลมาสั่งสอนไปตามใจ ขันทีน้อยผู้นั้นมีท่าทีไม่ยินยอมพลางอธิบายการมาเยือนของตนให้ชัดเจน “บ่าวสมควรตาย เมื่อครู่กุ้ยเฟยได้รับความตกพระทัย เห็นว่าฮองเฮากำลังเสวยชาอยู่ที่นี่ ขอให้ฮองเฮาโปรดอนุญาตให้กุ้ยเฟยมาจิบชาคลายความตกพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
อะไรนะ?! ดวงเนตรของฮองเฮาเย็นยะเยือก “กุ้ยเฟยกล่าวเช่นนี้หรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หึ โอหังยิ่งนัก ถึงกับกล้ามาแย่งชาดื่มกับตนเชียว! เฉินอิงจือผู้นั้นเห็นตัวเองเป็นของล้ำค่าไปแล้วกระมัง! โทสะที่อัดแน่นเต็มท้องของฮองเฮาไม่มีที่ระบาย เมื่อเงยพระพักตร์ขึ้น พบว่ากลุ่มคนตรงข้ามเดินมาทางพวกนางแล้ว
เฉินอิงจือเดินมาคารวะเบื้องพระพักตร์ฮองเฮาภายใต้การประคองของทุกคน “ขอบพระทัยเหนียงเหนียงที่ประทานชาเพคะ”
ฮองเฮายังไม่ทันรับปาก เฉินอิงจือก็ชิงเอ่ยขอบคุณก่อนแล้ว ไม่มีโอกาสให้พระนางปฏิเสธโดยสิ้นเชิง หากฮองเฮาผู้สง่างามไม่ยินยอมให้แม้แต่ชาจอกเดียว ถ้าแพร่ออกไปคงเป็นจุดด่างพร้อยนับร้อยปีของพระนางแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อครู่เฉินอิงจือยังเกิดเรื่องเช่นนั้นด้วย
ฮองเฮาพยายามฝืนทนความไม่พอพระทัย มุมพระโอษฐ์ฉีกยิ้มอย่างแข็งขืน “เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่? เมื่อครู่นับว่าตกใจแล้ว”
“โชคดีที่มีฮองเฮาอยู่ที่นี่ หม่อมฉันต้องได้รับบารมีจากเหนียงเหนียงเป็นแน่จึงไม่เกิดเรื่องเหนือคาดอันใด”
ฮองเฮาเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย ทว่าในดวงเนตรกลับไม่ปกปิดความไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย พระนางส่งสายตาครั้งหนึ่ง แม่นมด้านหลังจึงรินชาให้ด้วยตัวเอง ส่งไปเบื้องหน้าเฉินอิงจืออย่างไม่เต็มใจ “กุ้ยเฟยเชิญดื่มชาเพคะ”
“ลำบากแม่นมแล้ว”
สายตาของฮองเฮาราวกับงูพิษที่กัดฉกไปบนใบหน้าเฉินอิงจืออย่างโหดเหี้ยม อย่างไรก็ตามสตรีตรงข้ามกลับจิบชาทั้งจอกโดยไม่สะทกสะท้าน ทอดถอนใจเบาๆ “หม่อมฉันรู้สึกดีขึ้นแล้ว ไม่อยู่รบกวนความสุนทรีย์ของฮองเฮาที่นี่แล้วเพคะ หม่อมฉันทูลลา”
เมื่อเห็นกลุ่มคนค่อยๆ ไกลออกไป พระหัตถ์ของฮองเฮาจึงกำแน่น ปลอกเล็บจิกลงบนฝ่ามือของพระนางจนเกิดความเจ็บปวดเสียดแทงหัวใจ
“ยังมัวตะลึงอะไรอยู่อีก รีบตามไปดูเสีย!” พระนางกลับอยากรู้เสียจริง เหตุใดวาสนาของเฉินอิงจือจึงได้ดีปานนี้!
แม่นมรีบวิ่งไปก้มตัวลงข้างขั้นบันไดเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่นานก็กลับมาด้วยสีหน้าสงสัย
“ทูลเหนียงเหนียง นี่…แปลกจริงๆ เพคะ ขั้นบันไดนั้นถูกลงมือไปแล้วจริงๆ เมื่อครู่ก็เห็นนางเหยีบไปแล้ว เหตุใดจึงไม่หัก?”
Venus36
นางเอกรู้ดีในวัง เพราะชาติก่อนนางคือซูฮองเฮาไงล่ะ