หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 832 กุ้ยเฟยแท้งบุตร
เล่มที่ 28 ตอนที่ 832 กุ้ยเฟยแท้งบุตร
สายพระเนตรของฮองเฮาเย็นยะเยือก ทอดพระเนตรไปยังแม่นมผู้มีความสงสัยเต็มใบหน้า “นางข้าหลวงนั่นเชื่อถือได้หรือไม่?” ปฏิกิริยาแรกของพระนางก็คือนางข้าหลวงผู้นั้นทรยศพวกนางแล้ว อาจถูกเฉินอิงจือซื้อตัวไปจึงเปิดเผยแผนการของตน ทำให้อีกฝ่ายมาตบหน้าตนในวันนี้
อยู่ในวังหลังที่เต็มไปด้วยอุบายมากมายมาหลายปี ในพระทัยของฮองเฮาย่อมคิดถึงความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่านางข้าหลวงผู้นั้นเป็นคนของเฉินอิงจือไปแล้ว
ใช่แล้ว คนที่จู่ๆ ก็ถูกรับเข้าวังมาเป็นกุ้ยเฟยจะอย่างไรก็ไม่ใช่บุคคลเรียบง่ายแน่นอน เชื่อว่าต้องมีวิธีการเหนือผู้อื่นอยู่บ้าง ไม่อาจใช้สายตาปกติมองเฉินอิงจือได้เด็ดขาด
แม่นมใคร่ครวญอย่างละเอียด “เยี่ยนหลิงนั่นคงไม่มีความกล้าพอที่จะทรยศเหนียงเหนียงหรอกเพคะ เกรงว่าเรื่องนี้คงมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง อีกสักครู่บ่าวจะให้นางมามอบคำอธิบายให้เหนียงเหนียง”
ภายในตำหนักชิงเหอ
สายตาของเฉินอิงจือหยุดอยู่บนร่างของนางข้าหลวงที่ดูกระสับกระส่ายอย่างชัดเจน “เยี่ยนหลิง เจ้าไม่สบายหรือ?”
“เอ๋? บ่าว บ่าวไม่ได้…”
“อ้อ เช่นนั้นหรือ เปิ่นกงคิดว่าเจ้าไม่สบายเสียอีก จะได้ให้ออกไปไม่ต้องปรนนิบัติข้างกายเปิ่นกง ที่นี่มีคนมาก ขาดเจ้าไปคนเดียวคงไม่เป็นไร” เมื่อกล่าวเช่นนี้นางข้าหลวงผู้นั้นพลันคุกเข่าลง “บ่าว บ่าวปวดท้องจนทนไม่ไหว เหนียงเหนียงโปรดระงับโทสะด้วยเพคะ”
เฉินอิงจือแย้มยิ้มเล็กน้อย “อยู่กับเปิ่นกง มีที่ใดไม่สบายสามารถบอกได้ตามตรง ออกไปเถิด พักผ่อนให้ดี”
“ขอบพระทัยเหนียงเหนียง!”
เมื่อเห็นแผ่นหลังกระสับกระส่ายของนางข้าหลวงผู้นั้น เฉินอิงจือจึงค่อยๆ เก็บรอยยิ้มบนใบหน้า “พวกเจ้าออกไปให้หมด”
“เพคะ”
เมื่อกันทุกคนออกไปหมด สตรีนางนี้จึงเดินไปหลังฉากบังลม ภายในศาลากลางน้ำที่อยู่ด้านหลังมีคนรออยู่แล้ว
“องค์ชายใหญ่ เยี่ยนหลิงหาข้ออ้างออกไปแล้วเพคะ”
บุรุษรูปงามเป็นเอกยื่นมือออกไปรินน้ำชาให้เฉินอิงจือ “ฮองเฮาต้องสงสัยแน่จึงได้เรียกนางไปสอบถามให้กระจ่าง ลำบากท่านแล้วจริงๆ”
สตรีที่อยู่ตรงข้ามนั่งลง ส่ายศีรษะเล็กน้อย “ได้ทำเรื่องเล็กน้อยเพื่อองค์ชาย อิงจือไม่กล้ากล่าวว่าลำบาก หวังเพียงว่าคราวนี้จะทำให้ฮองเฮาไม่อาจพลิกฐานะกลับมาได้อีกครั้งจริงๆ” ราวกับนางคิดถึงอะไรบางอย่าง มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น เฟิ่งหลิงเข้าใจโดยพลัน นางกำลังคิดถึงสามีของตนที่ลาโลกนี้ไปแล้ว
“เพียงแต่น่าเสียดายที่ไม่อาจลงมือสังหารฮองเฮากับมือเพื่อแก้แค้นให้จวิ้นเฟิง แต่เชื่อข้าเถิด จุดจบของฮองเฮาต้องไม่ดีเป็นแน่”
“อิงจือเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม กระทำชั่วย่อมได้รับผลตอบแทน บนมือของฮองเฮาเปื้อนโลหิตมากมาย สวรรค์ต้องลงทัณฑ์นางแน่”
“ท่านวางใจเถิด ข้ารับปากจวิ้นเฟิงแล้วว่าจะดูแลพวกท่านให้ดี หลังจากจบเรื่องนี้ ข้าจะสั่งให้คนส่งพวกท่านไปยังสถานที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น รับประกันเลยว่าพวกท่านจะไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารเสื้อผ้าอีกต่อไป”
สตรีตรงข้ามดวงตาแดงระเรื่อ ค่อยๆ ก้มหน้าลงลูบท้องของตน “ขอบพระทัยองค์ชายใหญ่เพคะ สามีเคยกล่าวกับอิงจือว่า ชีวิตนี้ได้ติดตามทำงานข้างกายองค์ชายใหญ่ ไม่เคยคิดเสียใจมาก่อน ก่อนหน้านี้องค์ชายใหญ่ดูแลสามี อิงจือย่อมซาบซึ้งอยู่ในใจ”
เฟิ่งหลิงทอดถอนใจเบาๆ “การเสียจวิ้นเฟิงนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของข้าจริงๆ หากตอนนั้นระมัดระวังให้มากขึ้นเสียหน่อย เขาคงไม่ถูกคนของฮองเฮาทำร้าย…”
“ไม่ เป็นเพราะฮองเฮาโหดเหี้ยมเกินไป…” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้น้ำเสียงของเฉินอิงจือพลันเจือไปด้วยเสียงสะอึกสะอื้น เฟิ่งหลิงไม่อยากให้นางคิดถึงอดีตอันเจ็บปวดอีกต่อไป “เรื่องต่อจากนี้มอบให้ท่านแล้ว”
นางเช็ดน้ำตาที่หางตา สูดหายใจลึก “อิงจือทราบแล้ว”
…
อีกด้านหนึ่ง
ภายในตำหนักฮองเฮา นางข้าหลวงผู้นั้นคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยท่าทีหวาดกลัว นางรับรู้ถึงสายตาอันเย็นยะเยือกสองคู่ที่กำลังจับจ้องมาบนร่างนางได้อย่างชัดเจน
“พูดมา! เจ้าได้รับผลประโยชน์อันใดจากเฉินอิงจือนั่นกันแน่ ถึงช่วยนางแสดงละครตบตาเปิ่นกง!” ฮองเฮากริ้วยิ่งนัก นางข้าหลวงรีบโขกศีรษะด้วยความหวาดกลัว “บ่าวมิกล้าเพคะ! บ่าวมิกล้า!”
“เช่นนั้นเจ้าพูดมา เหตุใดเฉินอิงจือจึงไม่ล้มจนแท้ง? หากมิใช่ว่าเจ้าบอกนางเรื่องที่บันไดมีอุบายอยู่ก่อน เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้!” สายตาของแม่นมราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน อดรนทนไม่ไหว แทบอยากกลืนนางข้าหลวงผู้นี้ทั้งเป็น
นางข้าหลวงน้ำตาไหล ร้องขอชีวิตไม่หยุด “บ่าวไม่ทราบจริงๆ เพคะ ต่อให้บ่าวมีความกล้ามากกว่านี้นับหมื่นเท่าก็มิกล้าทรยศเหนียงเหนียง กุ้ยเฟยอาจโชคดีไม่เหยียบลงไปจริงๆ ก็เป็นได้ บ่าวซื่อสัตย์กับเหนียงเหนียง ฟ้าดินเป็นพยานได้เพคะ!”
“หึ ดูแล้วหากไม่ทรมานเจ้าคงไม่ยอมพูดแม้แต่คำเดียว…” แม่นมเดินมาเบื้องหน้า ในมือปรากฏเข็มเล็กละเอียดเล่มหนึ่ง ทิ่มแทงลงไปบนแขนของนางข้าหลวงผู้นั้นอย่างโหดเหี้ยม พริบตาเดียวก็มีเสียงกรีดร้องดังมา “กรี้ด! แม่นมโปรดไว้ชีวิตด้วย! แม่นมโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
“ยังไม่ยอมสารภาพความจริงอีกหรือ!”
บริเวณแขนถูกเข็มทิ่มแทงไปหลายครั้ง นางข้าหลวงเจ็บปวดจนน้ำตาไหลเป็นสาย “บ่าวไม่ได้…บอก…ผู้อื่น…จริงๆ…”
ฮองเฮาขมวดขนงพลางโบกพระหัตถ์ ในที่สุดแม่นมก็หยุดการเคลื่อนไหว “ดูแล้วเจ้าคงไม่มีความกล้าเพียงนั้น ท่าทางวาสนาของนางคงไม่เลวจริงๆ ”
“เหนียงเหนียงทรงพระปรีชา เหนียงเหนียงทรงพระปรีชา…” นางข้าหลวงใบหน้าขาวซีด ท่าทางหวาดกลัวยิ่งนัก
“ถอยไปเถิด คราวนี้นับว่านางโชคดี แต่หากครั้งต่อไปยังปล่อยนางหนีไปได้อีก เปิ่นกงจะมาทวงถามกับเจ้า! ถอยไปเถิด”
“ขอบพระทัยเหนียงเหนียงที่ไว้ชีวิต…”
นางข้าหลวงกุมแขนของตน รีบร้อนถอยออกไปด้วยกลัวว่าของเฮาจะเปลี่ยนใจเอาชีวิตของนาง ไม่นานก็หายไปไม่เหลือร่องรอย
แม่นมเดินถอยมาข้างกายฮองเฮา “เหนียงเหนียง เยี่ยนหลิงผู้นี้คงมิได้พูดโกหก”
“เปิ่นกงรู้” แต่ในใจยังคงรู้สึกไม่ยินยอม อย่างไรก็ตามตอนนี้ทำได้เพียงคิดวิธีอื่นแล้ว
ทางด้านนางข้าหลวงที่คิดว่าตนหนีพ้นแล้ว ไม่นึกเลยว่าเมื่อมาถึงตำหนักชิงเหอ เพิ่งจะเหยียบย่างเข้าไปในประตูห้องของตน กลับมีองครักษ์สองนายยืนรออยู่ที่นั่นนานแล้ว นางถูกพวกเขาอุดปากมัดแขนมัดขาส่งไปถึงเบื้องหน้าเฉินอิงจือ
นางถูกโยนลงบนพื้นอย่างแรง ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าสตรีในอาภรณ์เรียบง่ายตามปกตินั่งอยู่บนเก้าอี้ สองข้างมีองครักษ์และข้าราชบริพารสีหน้าไร้อารมณ์ยืนอยู่
“หนะ เหนียงเหนียง?”
เฉินอิงจือเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแต่กลับมิได้ตอบ
“บ่าว…ไม่ทราบว่าบ่าวทำอะไรผิดหรือเพคะ?” ความไม่สงบในใจขยายใหญ่ยิ่งขึ้น นางข้าหลวงไม่กล้ากระทั่งจะสบตาเฉินอิงจือ
“พูดมา เมื่อครูเจ้าไปที่ใด?”
“…บ่าว บ่าวไม่สบาย จึง จึงไป ไป…” นางคิดข้ออ้างไม่ออกชั่วขณะ “ไปรับยาเพคะ”
“รับยา? ไปรับยาที่ใด? มีผู้ใดเห็นเจ้าหรือไม่?”
ดวงตานางข้าหลวงสว่างวาบ “ไม่ ไม่มีเพคะ…ตอนบ่าวไปไม่มีคนอยู่…”
เฉินอิงจือน้ำเสียงเคร่งขรึมลงโดยพลัน “กล่าวเช่นนี้ เจ้าไปขโมยของที่ห้องยาหรือ!”
“ไม่ๆๆ บ่าวไม่ได้ขโมยเพคะ!”
“เช่นนั้นเจ้าไปรับยาที่ใด?” เฉินอิงจือบีบบังคับทุกคำ นางข้าหลวงผู้นั้นรู้สึกจนตรอก “บ่าว…บ่าวไหว้วานผู้อื่นไปซื้อยาจากนอกวังมาให้เพคะ ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นบ่าว…”
พลันเกิดเสียงตะโกนที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธเกรี้ยวดังขึ้น “โอหังยิ่งนัก ถึงกับกล้าหลอกเจ้านายเชียวหรือ! เด็กๆ ทรมาน!”
อะไรนะ?! นางข้าหลวงเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้เองมีองครักษ์สองนายเดินเข้ามากดนางลงกับพื้น พริบตาเดียวด้านหลังพลันมีความเจ็บปวดแพร่ออกมา แผ่นไม้ขนาดใหญ่ทั้งสองฟาดลงมาอย่างไร้ปราณี
“กรี้ด!”
“ยังไม่ยอมพูดอีกหรือ? เจ้ารับคำสั่งจากฮองเฮามาเช่นไรจึงได้คิดทำร้ายบุตรของเปิ่นกง?”
มุมปากของนางข้าหลวงมีโลหิตไหลออกมา การโบยเมื่อครู่นี้ทำให้นางรับไม่ไหว “บ่าว…”
ประตูหน้าต่างในห้องโถงถูกปิดลง เฉินอิงจือค่อยๆ ลุกขึ้นยืน “โบย โบยจนกว่านางจะยอมรับ เดิมทีการทำร้ายหน่อเชื้อพระวงศ์ย่อมมีโทษตายเท่านั้น”
ตาย?! ขณะนี้นางข้าหลวงเข้าใจกระจ่างแล้วว่าเดิมทีกุ้ยเฟยรู้ตัวนานแล้ว มิน่าเล่าวันนี้จึงไม่เป็นไปตามที่ฮองเฮาคาดคิด ตอนนี้หากไม่พูดจะต้องถูกโบยตายเป็นแน่… “บ่าว บ่าวเองก็ถูกบีบบังคับเพคะ! มารดาของบ่าวถูกแม่นมจับตัวไว้ นางข่มขู่บ่าว ให้ทำงานเพื่อของเฮา บ่าวไม่อาจทนเห็นมารดาได้รับความลำบาก ดังนั้น…เหนียงเหนียงโปรดไว้ชีวิตด้วยเพคะ…”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปเมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาทจะกล่าวเช่นไร รู้หรือไม่?”
นางข้าหลวงเงยหน้าขึ้นโดยพลัน “แต่มารดาของบ่าว…”
“วางใจเถิด ขอเพียงเจ้าชี้ตัวฮองเฮา เปิ่นกงย่อมมีวิธีช่วยมารดาของเจ้าออกมา” เฉินอิงจือค่อยๆ ก้มตัวลง มอบคำสัญญาหนักแน่น
…
ภายในห้องทรงอักษร
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท!” ด้านนอกมีเสียงร้อนรนของขันทีใหญ่ดังเเว่วมา “ฝ่าบาท จู่ๆ กุ้ยเฟยก็แท้งบุตรไปแล้วพ่ะย่ะคะ่…”
บุรุษหน้าโต๊ะยืนขึ้นโดยพลัน “เจ้ากล่าวอันใด?!”
“กุ้ยเฟยแท้งบุตรพ่ะย่ะค่ะ…”
เพียงไม่นานข่าวนี้ก็แพร่ไปถึงพระกรรณฮองเฮา ดวงเนตรของพระนางเปล่งประกายตื่นเต้น “เจ้ากล่าวจริงหรือ?”
“เหนียงเหนียง จริงแท้แน่นอนเพคะ ตอนนี้ฝ่าบาทเสด็จไปที่ตำหนักชิงเหอแล้ว ลือกันไปทั่ววังหลวงแล้วเพคะ”
ฮองเฮายินดียิ่งนัก อย่างไรก็ตามชั่วขณะต่อมากลับรู้สึกมีบางอย่างไม่ถูกต้อง “เหตุใดจู่ๆ นางจึงแท้งได้เล่า?”
แม่นมแย้มยิ้ม “บางทีอาจเป็นเพราะการล้มวันนี้จริงๆ เพคะ แต่กลับไปจึงค่อยออกอาการกระมัง? บ่าวว่าแล้ว นางจะมีวาสนาดีเพียงนั้นที่ไหนกัน”
เช่นนี้ย่อมดี แต่ฮองเฮากลับรู้สึกไม่สบายใจ
“ช่างเถิด เปิ่นกงจะไปดูเสียหน่อย กุ้ยเฟยแท้งบุตรย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กอันใด เปิ่นกงควรไปปลอบใจเสียหน่อยถึงจะถูก”
นอกตำหนักชิงเหอมีคนมากมายมารวมตัวกัน ในยามที่ฮองเฮาปรากฏตัว รอบด้านพลันเงียบลง
เมื่อเห็นสีหน้าหนักอึ้งของทุกคน ฮองเฮากลับรู้สึกวางใจขึ้นหลายส่วน ท่าทางเด็กในท้องของเฉินอิงจือจะรักษาไว้ไม่ได้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม ในยามที่ฮองเฮาเหยียบย่างเข้าสู่ตำหนักชิงเหอ รอบด้านพลันมีสายตาแปลกประหลาดมองมา ในอากาศฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศหนักอึ้งอันเข้มข้น
“ฮองเฮาเสด็จ!”
เสียงเล็กแหลมทำลายบรรยากาศเช่นนี้ นอกตำหนักอันกว้างใหญ่ คนกลุ่มหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่บริเวณนั้น
“ฝ่าบาท ได้ยินว่าน้องอิงจือเกิดเรื่อง ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่เพคะ?” เงาร่างของฮองเฮายังไม่ทันปรากฏ สุรเสียงเคร่งเครียดและใส่ใจหาใดเปรียบของพระนางก็แว่วมาแล้ว พระพักตร์ของฮองเฮามีท่าทีโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่งยวด แต่ในใจกลับตื่นเต้นยินดีจนทนไม่ไหว พระนางเดินก้าวใหญ่ๆ เข้ามา มองปราดเดียวก็เห็นสตรีสีหน้าขาวซีดที่กำลังนอนอยู่บนเตียง
“น้องสาว นี่เจ้าเป็นอะไรไป? มิใช่ว่าวันนี้ยังดีๆ อยู่หรือ?” ฮองเฮาเดินมาหน้าเตียงเฉินอิงจือ จักรพรรดิเหลียนนั่งลงด้านข้าง พระพักตร์เย็นชาหาใดเปรียบ
ทุกคนกลั้นใจ มีเพียงสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังก้องอยู่เพียงผู้เดียว
“ฮองเฮา เจ้าไม่มีคำใดจะกล่าวหรือ?” ยามนี้เอง จักรพรรดิเหลียนตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงมืดครึ้ม
Venus36
อวิ๋นซูใช้แผนนี้นี่เอง เหลื่อมใส