หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 844 มีการเคลื่อนไหว
เล่มที่ 29 ตอนที่ 844 มีการเคลื่อนไหว
พบว่าขันทีชราผมขาวโพลนมีรอยยิ้มเต็มดวงตา รับการคารวะจากองค์ชายอย่างใจกว้าง “องค์ชายรองมิจำเป็นต้องเกรงใจเพียงนี้ ยังจำได้ว่าเมื่อปีนั้นยามที่บ่าวเห็นองค์ชาย พระองค์ยังเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่ง ยามนี้เติบโตมาโดดเด่นเพียงนี้ บ่าวรู้สึกยินดีกับองค์ชายจริงๆ”
หวงฝู่อวี้กำลังคิดไตร่ตรองถึงเจตนาที่ชานกงกงมาเยือนในวันนี้ คงมิง่ายดายเพียงเพื่อมาสนทนาปราศรัยทั่วไปเป็นแน่ ผู้ใดล้วนทราบว่ายามนี้ในวังหลวงกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง กลุ่มอำนาจของเสด็จพ่อและไท่ซ่างหวงแก่งแย่งชิงดีกันไม่หยุด การมาเยือนของชานกงกงในยามนี้จะต้องเป็นราชโองการจากพระอัยกาเป็นแน่ นี่เป็นแขกสูงศักดิ์ที่ร้อยวันพันปีจะได้พบ หวงฝู่อวี้ย่อมต้องลดมาดองค์ชายเพื่อต้อนรับขับสู้
“องค์ชายเช่นข้าก็คิดถึงพระอัยกาเช่นกัน ขอให้ชานกงกงถามไถ่สารทุกข์สุขดิบพระอัยกาแทนอวี้เอ๋อร์ด้วย”
ชานกงกงแย้มยิ้ม “องค์ชายรองมีใจกตัญญูเพียงนี้ มิเสียทีที่ไท่ซ่างหวงทรงระลึกถึงองค์ชาย ตรัสว่าองค์ชายเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่องค์ชายทุกพระองค์”
ดวงตาของหวงฝู่อวี้สว่างวาบ มีความสุขเบ่งบานอัดแน่น ต้องทราบว่าเขาจดจำพระพักตร์ของไท่ซ่างหวงไม่ได้เสียด้วยซ้ำ วันนี้สวรรค์เป็นใจ ถึงกับบันดาลให้พระอัยกาจดจำเขาได้ นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่ายามนี้พระอัยกายืนอยู่ข้างตนแล้วใช่หรือไม่?
“ได้รับความโปรดปรานโดยไม่คาดคิดเช่นนี้ เกรงว่าอวี้เอ๋อร์จะทำให้พระอัยกาผิดหวังแล้ว”
“เหตุใดองค์ชายรองจึงตรัสเช่นนี้ หรือองค์ชายไม่เชื่อในสายพระเนตรของไท่ซ่างหวง?” ชานกงกงกล่าวพลางเดินก้าวมาเบื้องหน้า ราวกับไท่ซ่างหวงควบคุมทุกการเคลื่อนไหวในวังหลวงอยู่ที่นั่นก็มีปาน
บนใบหน้าของหวงฝู่อวี้พลันปรากฏความรู้สึกผิดขึ้นมา “อวี้เอ๋อร์มีความสามารถอยู่บ้าง แต่กลับมิได้รับการสนับสนุนจากเสด็จพ่อ บางทีคงเป็นเพราะความสามารถไม่พอจริงๆ”
ในดวงตาของชานกงกงปรากฏความเข้าใจกระจ่าง ในใจคิดว่าองค์ชายรองท่านนี้ร้อนพระทัยเกินไปแล้วจริงๆ ไม่ทันไรก็อยากลองเชิงท่าทีที่ไท่ซ่างหวงมีต่อเขาผ่านทางตน อย่างไรก็ตาม เป็นเช่นที่ไท่ซ่างหวงคาดเดา นิสัยขององค์ชายรองพระองค์นี้ควบคุมง่ายจริงๆ ชานกงกงทอดถอนใจเบาๆ “ฝ่าบาทเพียงถูกบดบังสายพระเนตรไปชั่วครู่เท่านั้น องค์ชายรองอย่าได้ท้อแท้เป็นอันขาด”
“ตอนนี้กระทั่งเสด็จแม่ก็ประชวรหนัก อวี้เอ๋อร์ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะพึ่งพาผู้ใด” ความหมายของเขาก็คือมีเจตนาพึ่งพาไท่ซ่างหวง ต้องการทำงานให้ไท่ซ่างหวง
“บ่าวรู้สึกอยุติธรรมแทนองค์ชายรองจริงๆ หากมิใช่เพราะองค์ชายผู้มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนพระองค์นั้น องค์ชายรองจะต้องได้เป็นจักรพรรดิในอนาคตโดยไม่ต้องสงสัยเลย”
ยามนี้หวงฝู่อวี้มั่นใจในการคาดเดาของตนแล้ว ว่ากันว่าเมื่อปีนั้นไท่ซ่างหวงคัดค้านมิให้เสด็จพ่อแต่งตั้งบุตรคนโตของตระกูลมหาราชครูเป็นฮองเฮาอย่างเต็มกำลัง ตอนนี้ย่อมไม่อนุญาตให้โอรสของฮองเฮาพระองค์ก่อนเป็นจักรพรรดิต่อไป มิเช่นนั้นจะไม่เป็นการตบหน้าตนเอง ยอมรับความผิดพลาดเมื่อปีนั้นหรอกหรือ? อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เสด็จพ่อและไท่ซ่างหวงต่อสู้กันจนไม่อาจถอนตัว ไท่ซ่างหวงย่อมต้องการสนับสนุนองค์ชายองค์ใหม่ให้รับช่วงต่อไปเป็นแน่ ตอนนี้โอกาสฟ้าประทานมาถึงแล้ว!
หวงฝู่อวี้รู้สึกมั่นใจยิ่งนัก เขาเชื่อว่าตนเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด น้องสามเป็นเพียงสุนัขข้างกายตนเท่านั้น ส่วนน้องสี่ก็กลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี น้องห้าตายไปแล้ว ส่วนน้องแปดที่ยังอายุน้อยย่อมไม่ต้องกล่าวถึง ส่วนเสด็จพี่ใหญ่ ฮ่าๆ เขาไม่เชื่อว่าคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระอัยกาทุกทางจะมีจุดจบที่ดีอันใด! ส่วนเสด็จพ่อ…หวงฝู่อวี้มีเพียงความเกลียดชังและความไม่พอใจเท่านั้น ในสายพระเนตรของของพระองค์มีเพียงฮองเฮาพระองค์ก่อนและโอรส ไม่เห็นองค์ชายอย่างพวกเขาอยู่ในสายพระเนตรแม้แต่น้อย!
“เสด็จพี่ใหญ่จะต้องใช้วิชาสกปรกอันใดมอมเมาเสด็จพ่อแน่นอน อย่างไรก็ตาม อวี้เอ๋อร์เชื่อว่าพระอัยกาจะต้องทวงความเป็นธรรมให้อวี้เอ๋อร์เป็นแน่!”
ชานกงกงสะบัดไม้ปัดฝุ่น “องค์ชายรองเป็นพระนัดดาที่สำคัญที่สุดของไท่ซ่างหวง แต่ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน ไท่ซ่างหวงย่อมมิอาจให้สัญญาง่ายๆ องค์ชายรองเข้าพระทัยหรือไม่?”
หวงฝู่อวี้รู้สึกหัวใจของตนเต้นเร็วจนแทบกระเด็นออกมาจากลำคอ กล่าวเช่นนี้คือพระอัยกาคิดจะสนับสนุนตนให้รับช่วงต่อจริงหรือ?
“อวี้เอ๋อร์ทราบดีว่าพระอัยกามีพระเนตรกว้างไกล หากได้รับช่วงต่อจริงๆ อวี้เอ๋อร์จะต้องกตัญญูต่อพระอัยกา จะฟังคำสั่งสอนของพระอัยกาแน่นอน!” เขาไม่สนใจหากจะเป็นจักรพรรดิไร้อำนาจเช่นเสด็จพ่อของตน ความจริงเมื่อคิดดูอีกครั้ง เรื่องใหญ่ของแว่นแคว้นทั้งหมดก็มอบให้คนของไท่ซ่างหวงไปกังวล ส่วนตนสนใจเพียงหาความสุขสําราญก็พอ จักรพรรดิที่สบายเช่นนี้เหตุใดจะไม่เป็นเล่า?!
ยิ่งไปกว่านั้นพระอัยกามีพระชนมายุมากแล้ว จะดูแลแผ่นดินได้นานเพียงใด จะช้าจะเร็วย่อมต้องมีสักวันหนึ่งที่จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างมาสู่มือของตน เสด็จพ่อคิดน้อยเกินไปแล้ว!
ชานกงกงแย้มยิ้มลึกล้ำ “ความกตัญญูขององค์ชายรอง ไท่ซ่างหวงย่อมมิเคยสงสัย เพียงแต่เรื่องสำคัญของแผ่นดิน หากองค์ชายรองไม่แสดงท่าทีดีๆ เบื้องพระพักตร์ไท่ซ่างหวง เกรงว่าคงไม่ราบรื่นเพียงนั้น”
แสดง?! หวงฝู่อวี้พลันเข้าใจกระจ่าง “ไม่ทราบว่าพระอัยกาทรงมีสิ่งใดจะรับสั่ง? ต่อให้อวี้เอ๋อร์ต้องบุกน้ำลุยไฟก็จะไม่บิดพลิ้ว!”
“ฮ่าๆๆ ไม่ทราบว่าองค์ชายรองทราบหรือไม่ พระอัยกาทรงไม่พอพระทัยฝ่าบาทที่ใด?” ชานกงกงจงใจกดเสียงต่ำ คำพูดนี้ของเขาหากแพร่ออกไปนั่นย่อมเป็นการกบฏ มีโทษตัดหัว! แต่ด้วยตำแหน่งของเขาที่รับใช้ข้างกายไท่ซ่างหวงย่อมไม่มีผู้ใดกล่าวเช่นนี้ เพราะว่า…นี่เป็นคำสั่งสอนของไท่ซ่างหวง
หวงฝู่อวี้ขมวดคิ้ว ส่วนที่ไม่พอพระทัยหรือ? หลังจากคิดอย่างละเอียดครู่หนึ่งหวงฝู่อวี้พลันคิดว่าในฐานะที่ตนเป็นองค์ชายควรต้องใส่ใจวาจาและรู้จักแยกแยะ “อวี้เอ๋อร์คิดว่าคงเป็นเพราะเสด็จพ่อ…เอาแต่พระทัย ไม่ฟังคำกล่าวเดือนยับยั้งกระมัง?” เฉกเช่นการแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ก่อนโดยไม่สนใจคำคัดค้านของไท่ซ่างหวง และการแต่งตั้งเสด็จพี่ใหญ่โดยไม่สนใจคำคัดค้านของขุนนางในราชสำนัก
ชานกงกงผงกศีรษะ “ความจริงยังมีจุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง นั่นก็คือฝ่าบาทใจอ่อนเหมือนสตรีเกินไป”
หวงฝู่อวี้เข้าใจกระจ่างโดยพลัน ในฐานะที่เสด็จพ่อเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนยังมีความโหดเหี้ยมไม่พอจริงๆ! หากพระองค์ใช้วิธีการเช่นพระอัยกา คงไม่ถูกผู้อื่นควบคุมทุกเรื่องเฉกเช่นวันนี้เป็นแน่ แน่นอนว่าคำพูดเช่นนี้เขาย่อมไม่กล้ากล่าวต่อหน้าชานกงกง
“ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิ เพื่อแผ่นดินแว่นแคว้น บางครั้งก็ต้องตัดแม้กระทั่งความสัมพันธ์พี่น้อง ไม่ทราบว่าองค์ชายรองเข้าใจจุดนี้หรือไม่?”
ความสัมพันธ์พี่น้อง? หวงฝู่อวี้ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของชานกงกง อีกฝ่ายค่อยๆ หมุนตัวไปราวกับมีความคิดบางอย่าง “ได้ยินว่าระยะนี้ในตำหนักองค์ชายสี่เอะอะไม่น้อย ไท่ซ่างหวงได้ยินเรื่องนี้ทรงคิดว่าเป็นความอัปยศของราชวงศ์ยิ่งนัก ยามนี้องค์ชายสี่ถูกพิษประหลาด มีชีวิตอยู่ในตำหนักไปวันๆ นับเป็นความอับอายครั้งใหญ่ของราชวงศ์”
น้องสี่?! หรือว่าความหมายของพระอัยกาก็คือ…
หัวใจของหวงฝู่อวี้สั่นไหว อย่างไรก็ตามเพียงไม่นานก็สงบลง เขาไม่เหมือนกับเสด็จพ่อ เขาไม่เคยใจอ่อนเช่นสตรี อีกอย่าง น้องสี่ถึงกับกล้ากระตุ้นโทสะพระอัยกา นับว่ามีโทษสมควรตายหมื่นครั้งจริงๆ!
“ชานกงกงกล่าวได้ถูกต้อง หากเป็นอวี้เอ๋อร์ นำพาความอับอายอันใหญ่หลวงมาสู่ราชวงศ์เช่นนี้คงไม่กล้ามีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
ชานกงกงหันมาแย้มยิ้ม ความลึกล้ำที่ปรากฏในดวงตามีเพียงพวกเขาสองคนที่จะเข้าใจ
…
เมื่อออกมาจากตำหนักของหวงฝู่อวี้ ในฐานะที่ชานกงกงเป็นคนข้างกายไท่ซ่างหวงย่อมมิอาจดึงดูดความสนใจของผู้คนผู้อื่นมากเกินไป
บริเวณประตูข้าง เกี้ยวหรูหราหลังหนึ่งปรากฏขึ้น เคลื่อนไปบนเส้นทางในพระราชวังช้าๆ
จู่ๆ เกี้ยวพลันหยุดลงกะทันหัน ชานกงกงที่อยู่ด้านในเอ่ยปากอย่างไม่พอใจ “เกิดอะไรขึ้น?” เขายื่นมือไปเลิกผ้าม่าน พบว่าผู้หามเกี้ยวสบตากัน ภายใต้ร่มที่ทำจากกระดาษมันเบื้องหน้ามีเงาร่างสูงโปร่งยืนอยู่
คนผู้นั้นเห็นชานกงกงจึงเข้ามาคารวะอย่างนอบน้อม “หลินเอ๋อร์คารวะชานกงกง”
ใบหน้าเบื้องหน้าดูไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง ชานกงกงคิดไม่ออกว่าเคยพบที่ใด อย่างไรก็ตามเมื่อมองกวานหยกบนศีรษะที่คนผู้นี้สวมใส่อีกครั้ง หรือจะเป็นองค์ชายท่านใดท่านหนึ่ง? เขารีบใช้สมองใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็เผยรอยยิ้มบนใบหน้า “ที่แท้เป็นองค์ชายสามนี่เอง”
หวงฝู่หลินย่อมไม่พลาดความสงสัยที่ปรากฏในดวงตาชานกงกงเมื่อครู่นี้ องค์ชายที่ไม่โดดเด่นเช่นตน เกรงว่าคงไม่อาจทิ้งความทรงจำใดๆ ไว้ในสมองของอีกฝ่ายเลยกระมัง? อย่างไรก็ตาม เขาถึงกับคาดเดาฐานะของตนออกในเวลาสั้นๆ ไม่เสียทีที่ติดตามข้างกายพระอัยกามาหลายปี
หวงฝู่หลินแย้มยิ้ม “เมื่อครู่หลินเอ๋อร์ขอเข้าพบเสด็จพี่รองแต่ยังมิได้พบจึงคิดว่าในตำหนักมีแขก นึกไม่ถึงว่าจะเป็นชานกงกง”
ชานกงกงย่อมทราบว่ายามนั้นหวงฝู่หลินรออยู่ด้านนอก ทั้งๆ ที่องค์ชายรองสั่งให้คนบอกเขาให้กลับไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับยังไม่ไป รออยู่ที่ประตูข้างเนิ่นนานเพียงนี้ องค์ชายสาม… เพราะไม่มีอำนาจดังนั้นจึงต้องคล้อยตามคำพูดของผู้อื่น แต่ยามนี้ชานกงกงกลับอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเขา
“องค์ชายสามทรงข้าพระทัยผิดแล้ว บ่าวบังเอิญมาทำธุระในวัง มิได้มีเรื่องอื่นใด” เขาไม่ยอมรับว่าตนเป็นแขกในตำหนักขององค์ชายรอง ความจริงเขาคิดอยากกล่าวเตือนหวงฝู่หลินว่าอย่าได้พูดเรื่องนี้ออกไป
อีกฝ่ายเผยสีหน้าขออภัยออกมา “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ หลินเอ๋อร์เลินเล่อไปแล้ว” เขามิใช่คนโง่ แม้ว่าจะเห็นชานกงกงออกมาจากประตูข้างของตำหนักหวงฝู่อวี้กับตาก็ตาม ยามนี้ไม่มีเหตุผลให้ถกเถียง เพราะเขาต้องการทราบเพียงจุดประสงค์ที่ชานกงกงมาเยือนที่นี่เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น…ยังต้องการสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายบ้าง
อย่างไรก็ตาม ชานกงกงปฏิเสธว่ามิได้ไปพบองค์ชายรอง หวงฝู่หลินย่อมคาดเดาได้หลายส่วน
คนในเกี้ยวเอ่ยปากอย่างพึงพอใจ “บ่าวยังมีธุระต้องทำ ยามนี้ฝนตกถนนเปียก องค์ชายสามรีบเสด็จกลับเถิด วันหน้าบ่าวจะไปเยือนถึงตำหนักอีกครั้ง”
“เช่นนั้นหลินเอ๋อร์น้อมส่งชานกงกง” แม่รู้ว่าอีกฝ่ายกล่าวไปตามปาก ทว่าหวงฝู่หลินยังคงหวังว่าจะมีวันนั้น
เกี้ยวเคลื่อนตัวไปไกลอีกครั้ง หวงฝู่หลินค่อยๆ เก็บรอยยิ้มบนใบหน้า ด้วยสถานการณ์ในวังหลวงตอนนี้ การที่ชานกงกงปรากฏตัวในตำหนักของเสด็จพี่รองย่อมมิใช่เรื่องดีอันใด หรือจะกล่าวว่าพระอัยกาคิดจะสนับสนุนเสด็จพี่รอง?
มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น ความไม่ยินยอมปรากฏในดวงตาหวงฝู่หลิน ทว่าเพียงไม่นานก็สลายไปท่ามกลางม่านพิรุณ
องค์ชายสามหรือ? ชานกงกงก้มหน้าลงสัมผัสเล็บของตนเบาๆ ความจริงนับเป็นเจ้านายที่มีความคิดลึกล้ำพระองค์หนึ่ง เพียงแต่น่าเสียดายที่ไม่มีผู้สนับสนุนเบื้องหลัง อย่างไรก็ตามคนเช่นนี้กลับยอมก้มหัวอยู่ข้างกายองค์ชายรอง เชื่อว่าคงเข้าใจในฐานะของตนดี ถึงกระนั้นเขายังมีความกล้าที่จะมาขวางเกี้ยวของตน ชานกงกงทราบว่าหวงฝู่หลินหวังให้ตนกล่าวคำดีๆ ถึงเขาเบื้องพระพักตร์ไท่ซ่างหวงสักลายประโยค ในดวงตาอดกลั้นคู่นั้นมิอาจซ่อนความทะเยอทะยานไว้ได้ เพียงแต่เรื่องนี้ชานกงกงคงมิอาจทำให้หวงฝู่หลินสมปรารถนา
ความจริงสิ่งที่ไท่ซ่างหวงต้องการอย่างแท้จริงก็คือหมากที่เชื่อฟังตัวหนึ่ง ไม่ใช่บุคคลมากความสามารถที่มีความกล้า องค์ชายเช่นจักรพรรดิเหลียนมีเพียงพระองค์เดียวก็มากพอแล้ว บางทีหากให้ไท่ซ่างหวงเลือกใหม่อีกครั้ง พระองค์คงไม่ถูกความหัวอ่อนในยามที่จักรพรรดิเหลียนยังทรงพระเยาว์บดบังพระเนตรอีก แต่จะเลือกองค์ชายโง่งมอย่างแท้จริงมารับช่วงตำแหน่งจักรพรรดิแทน
อย่างไรก็ตาม ชานกงกงกลับคิดว่ามิใช่ว่าหวงฝู่หลินจะไม่มีโอกาสเสียเลย อย่างไรเสียจักรพรรดิ์หลวงย่อมต้องมีวันชรา และเมื่อถึงตอนนั้นจึงจะใคร่ครวญเรื่องผู้เหมาะสมกับตำแหน่งจักรพรรดิอย่างแท้จริง