หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 845 รักษาตัวให้รอดปลอดภัย
เล่มที่ 29 ตอนที่ 845 รักษาตัวให้รอดปลอดภัย
ภายในตำหนักอวี้กุ้ยเฟย
ภายในห้องอันเงียบสงบฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นยาอันเข้มข้น ด้านนอกมีเสียงทูลรายงานดังแว่วมาอย่างระมัดระวัง “องค์ชาย บ่าวนำยามาส่งพ่ะย่ะค่ะ”
ประตูค่อยๆ ถูกผลักออก มีบรรยากาศหนักอึ้งโถมเข้ามาปะทะใบหน้า ข้าราชบริพารทนต่อกลิ่นยาแล้วจึงก้าวเข้าไป แอบใช้หางตาสังเกตบุรุษที่นั่งอยู่ข้างเตียง “องค์ชาย ควรเสวยยาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หวงฝู่อี้ปล่อยผมสยาย ผิวหนังที่ปรากฏยังคงเจือสีเขียวม่วงที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเช่นเคย สภาพนี้ราวกับภูตผีที่คลานออกมาจากขุมนรกก็มิปาน ทำให้ผู้คนตกใจกลัวจนไม่กล้ามองตรงๆ หรือเข้าไปใกล้
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหน้าถ้วยยา ยื่นมือออกไปช้าๆ
ข้าราชบริพารยืนอยู่ด้านข้างด้วยความกังวล ระยะนี้อารมณ์ขององค์ชายสี่สงบขึ้นมากแล้ว ไม่ระเบิดโทสะง่ายดายเช่นเมื่อก่อนอีก ทำให้เหล่าข้าราชบริพารที่คอยปรนนิบัติผ่อนคลายได้บ้าง เพียงแต่ยังคงไม่มีผู้ใดกล้ามองเขา ด้วยกลัวว่าจะทำให้ตนเองตกใจจนไปกระตุ้นอารมณ์อ่อนไหวขององค์ชายสี่
พลันนั้นเอง ได้ยินเสียงเคร้งดังขึ้น หวงฝู่อี้สาดยาที่เพิ่งจะถูกต้มใส่หน้าข้าราชบริพารผู้นั้น ถ้วยยาร่วงสู่พื้นห้อง พลันมีเสียงกรีดร้องอย่างอนาถดังแว่วมา “โอ้ย ตา! ตาข้า!”
ยาร้อนๆ กระเด็นเข้าตา ลวกข้าราชบริพารผู้นั้นจนเจ็บปวดกระทั่งต้องกลิ้งไปมาบนพื้น
เสียงเคลื่อนไหวทางด้านนี้ดึงดูดอวี้กุ้ยเฟยที่อยู่ห้องข้างๆ ทันใด สตรีที่อยู่ในอาการร้อนใจพาคนกลุ่มหนึ่งตามมา
“อี้เอ๋อร์! นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” มิใช่ว่าสงบไปชั่วระยะหนึ่งแล้วหรือ เหตุใดจู่ๆ จึงไม่ยอมกินยาอีกแล้ว?
ข้าราชบริพารผู้นั้นถูกพาตัวออกไป หวงฝู่อี้ยืนอยู่เช่นนั้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เสด็จแม่ คุณหนูกงซุนผู้นั้นหลอกท่าน และหลอกข้าด้วย…”
“จะ จะเป็นไปได้อย่างไร? เด็กๆ ยังไม่รีบต้มยาถ้วยใหม่ให้องค์ชายสี่อีก!”
“ไม่! มันไม่ได้ผล! คุณหนูกงซุนหลอกข้า ใบหน้าของข้าไม่ดีขึ้นเลย!” เขาจินตนาการว่าตนจะหายเป็นปกติทุกวัน ทว่าทุกวันที่เห็นใบหน้าราวกับปีศาจในกระจก หวงฝู่อี้ไม่รู้ว่าช่วงเวลาเช่นนี้จะดำเนินไปอีกนานเพียงใดจึงจะสิ้นสุด กระทั่งความกล้าที่จะออกไปเผชิญแสงอาทิตย์ด้านนอกก็ยังไม่มี
คุณหนูกงซุนหลอกเขาจริงหรือไม่? ความคิดเช่นนี้สะสมมากขึ้นทุกวัน ในที่สุดวันนี้ก็ระเบิดออกมา
เขาตะโกนร้องอย่างบ้าคลั่ง หยิบของข้างมือขึ้นปาลงบนพื้นอย่างรุนแรง อวี้กุ้ยเฟยกลัวว่าเขาจะทำร้ายตนเองจึงเดินเข้าไปกอดเขาไว้แน่น “ไม่! อี้เอ๋อร์ พวกเรารอดูก่อนเถิด! คุณหนูกงซุนไม่หลอกเจ้าแน่ เจ้าจะต้องหายดี…เร็ว ยังไม่รีบไปเชิญคุณหนูกงซุนอีก!”
อวี้กุ้ยเฟยไม่รู้จะทำเช่นไรกับหวงฝู่อี้จริงๆ นางในตอนนี้เหลือเพียงความเจ็บปวดใจอันไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น ไหนเลยจะมีพลังไปใคร่ครวญอีก
“ไม่หาย ไม่หายแน่ หากจะต้องมีชีวิตอยู่เช่นนี้ มิสู้…มิสู้…”
หวงฝู่อี้หลับตาเงยหน้า น้ำตาใหลผ่านผิวหนังให้ความรู้สึกปวดร้อนอันเสียดแทง ยามนี้เอง จู่ๆ อวี้กุ้ยเฟยกลับอุทานออกมา “อี้เอ๋อร์ เจ้า เจ้า…อี้เอ๋อร์ เจ้ามีทางช่วยแล้ว! เจ้ามีทางช่วย!” นางออกแรงเขย่าตัวหวงฝู่อี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับมีท่าทีสิ้นหวัง “หมู่เฟย ท่านอย่าได้หลอกข้าอีกเลย…”
“หมู่เฟยพูดจริง! อี้เอ๋อร์ คอของเจ้า…” กระทั่งอวี้กุ้ยเฟยยังยากจะเชื่อสายตาตนเอง นางยื่นมืออันสั่นเทาออกไปสัมผัสบริเวณลำคอใต้คางหวงฝู่อี้ ผิวหนังสีเขียวม่วงบริเวณนั้นปรากฏเนื้อใหม่สีขาวส่วนหนึ่ง อวี้กุ้ยเฟยจำได้ว่าก่อนหน้านี้บริเวณนี้เกิดการเน่าเปื่อยจนผิวแข็งด้าน เชื่อว่าหลังจากมันหลุดออกจึงสร้างผิวหนังปกติขึ้นมากระมัง!
อวี้กุ้ยเฟยรีบสั่งให้คนไปหยิบกระจกทองเหลืองมา “อี้เอ๋อร์ เจ้าดู เจ้าดู!”
หวงฝู่อี้ขมวดคิ้ว ตอนแรกยังรู้สึกต่อต้าน ไม่อยากแตะต้องกระจกนั้น ทว่าน้ำเสียงกระตือรือร้นของอวี้กุ้ยเฟยกลับทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเกิดความหวัง ค่อยๆ เบนสายตามองไปทางกระจก
“ดูตรงนี้…” มือของอวี้กุ้ยเฟยชี้ไปยังผิวหนังบริเวณนั้น หวงฝู่อี้หลุบตามอง ในที่สุดก็เห็นผิวหนังสีขาวเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ถูกห้อมล้อมด้วยสีเขียวม่วง “นี่ นี่มัน…” เป็นเรื่องจริงหรือ? เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสผิวหนังเรียบลื่นบริเวณนั้น รู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมิใช่เรื่องจริง
อวี้กุ้ยเฟยน้ำตาใหลด้วยความซาบซึ้งยินดี “คุณหนูกงซุนไม่ได้หลอกพวกเรา อี้เอ๋อร์ เจ้าจะต้องดีขึ้น! เจ้าจะดีขึ้นแน่นอน! เชื่อหมู่เฟยเถิด อย่าได้ยอมแพ้เป็นอันขาด อีกไม่นานเจ้าจะดีขึ้นแล้ว ดีเหลือเกิน…” นางกอดหวงฝู่อี้แน่น ซาบซึ้งจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ง่ายเลยกว่าบุรุษผู้นั้นจะได้สติกลับมา ยื่นมือไปกอดนางกลับ “หมู่เฟย ข้าจะ…ข้าจะหายดีจริงๆ หรือ?”
“จริงสิ จริงๆ! ดีเหลือเกิน หมู่เฟยจะเชิญคุณหนูกงซุนมาดูเสียหน่อยว่านางมีวิธีทำให้เจ้าฟื้นตัวเร็วกว่านี้หรือไม่!” อวี้กุ้ยเฟยดันหวงฝู่อี้ออกด้วยความยินดี “ใช่แล้ว กินยาของวันนี้ก่อนเถิด อี้เอ๋อร์ที่ต้องเชื่อฟัง อย่าได้กล่าวโทษต่อหน้าคุณหนูกงซุนอีกเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
หวงฝู่อี้พยักหน้าด้วยอาการมึนงง กระทั่งสตรีผู้มีความยินดีเต็มเปี่ยมออกจากประตูไป เขาจึงค่อยๆ หยิบกระจกทองเหลืองขึ้นมา พิศมองผิวหนังปกตินั้นอย่างละเอียด สำหรับหวงฝู่อี้ในตอนนี้ นับว่านี่เป็นสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้โดยสิ้นเชิง
…
ภายในห้องมีแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดกว้าง กำจัดกลิ่นยาส่วนใหญ่ในห้องให้สลายไป
บุรุษผู้มีเนื้อตัวสีเขียวม่วงทั้งร่างมองใบหน้าสุขุมเยือกเย็นเบื้องหน้าด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม รู้สึกหัวใจเต้นระรัวราวกับจะโบยบิน
อวิ๋นซูค่อยๆ ดึงมือกลับมา จากนั้นจึงตรวจสอบผิวหนังบริเวณลำคอ ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า อวี้กุ้ยเฟยที่เฝ้าอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม “คุณหนูกงซุน อี้เอ๋อร์จะดีขึ้นในไม่นานใช่หรือไม่?”
“ความจริงใจของอวี้กุ้ยเฟยทำให้สวรรค์ซึ้งใจแล้ว อาการประชวรขององค์ชายสี่ดีกว่าที่หม่อมฉันคิด หายเร็วกว่าที่คิดมากเพคะ” กระทั่งอวิ๋นซูก็ยังรู้สึกแปลกใจ พิษชนิดนี้หลังจากเน่าเปื่อยแล้ว ถึงกับทำให้ผิวหนังหนาด้านถูกกำจัดออกไปด้วย ตอนนี้ดูแล้วหวงฝู่อี้มีความหวังอยู่หลายส่วนจริงๆ
อวี้กุ้ยเฟยได้ยินคำพูดนี้ของอวิ๋นซูด้วยหูตนเองจึงเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด “ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณฟ้าดิน นับว่าพระคุ้มครองแล้วจริงๆ!”
“เพียงแต่องค์ชายสี่ยังต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากหยุดกลางคัน ต่อให้เป็นเทพเซียนบนสวรรค์ก็…”
“ใช่ๆๆ คุณหนูกงซุนโปรดวางใจ อี้เอ๋อร์กจะต้องไม่ยอมแพ้แน่นอน!”
บุรุษที่นั่งเงียบอยู่ตรงข้ามมาโดยตลอด ผ่านไปเนิ่นนานจึงค่อยเอ่ยปาก เพียงแต่น้ำเสียงยังเจือไปด้วยความไม่มั่นใจ “คุณหนูกงซุน ข้า…ข้าจะ…”
“โธ่ อี้เอ๋อร์กล่าววาจาโง่งมอันใด! คุณหนูกงซุนบอกว่าจะหายย่อมต้องหายได้แน่! เด็กๆ รีบไปเตรียมอาหารดีๆ เร็วเข้า คุณหนูกงซุน วันนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องอยู่ทานอาหารที่ตำหนักเสียก่อน! เปิ่นกงไม่รู้จะตอบแทนคุณหนูกงซุนอย่างไรดีจริงๆ…”
“ความจริงไม่ต้องลำบากให้เหนียงเหนียงสิ้นเปลืองความคิดเช่นนี้…”
อวี้กุ้ยเฟยพาอวิ๋นซูออกไปด้วยไมตรีจิตเต็มเปี่ยม ทิ้งไว้เพียงหวงฝู่อี้ที่ยังคงไม่ได้สติกลับมา
มือของเขาสัมผัสบริเวณลำคอของตนเป็นระยะ จากนั้นจึงหลับตาทั้งสองลง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อล้นเต็มอก ประหนึ่งได้เกิดใหม่อีกครั้งก็มิปาน ระยะนี้เขามีชีวิตราวกับอยู่ในขุมนรก เจ็บปวดจนยากจะหลีกหนี คล้ายลืมสภาพก่อนหน้านี้ของตนไปจนสิ้นแล้ว อีกทั้งทุกวันในกลางดึกยามที่ผู้คนหลับใหล เขามักจะสะดุ้งตื่นเพียงลำพังเพราะฝันเห็นอนาคตอันมืดมิดหาใดเปรียบ
กี่ครั้งแล้วที่เขาคิดว่าหากเป็นไปได้จะไม่ใช้ชีวิตเฉกเช่นเมื่อก่อนเป็นอันขาด หากได้เริ่มใหม่อีกครั้งเขาจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับซ่างกวนเมิ่ง หากได้เริ่มใหม่อีกครั้งเขาจะหวงแหนช่วงเวลาอันสว่างไสวในทุกวัน ขอเพียงสวรรค์คืนเขาในอดีตกลับมา
หวงฝู่อี้มองจอกน้ำชาหยกขาวเบื้องหน้าอย่างนิ่งงันเช่นนั้น หางตามีความเปียกชื้นเอ่อล้นออกมา ขณะนี้เขามิได้สังเกตเลยว่าใต้ต้นไม้ใหญ่นอกหน้าต่างมีเงามืดกำลังจับจ้องทุกการกระทำของเขา
ภายในศาลาบริเวณสวนบุปผา อวี้กุ้ยเฟยมิอาจควบคุมความยินดี
“วันนี้เปิ่นกงไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดีจริงๆ คิดไม่ถึงว่าสวรรค์จะเมตตาอี้เอ๋อร์ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้นับว่าพึ่งบุญวาสนาของคุณหนูกงซุนแล้ว!” นางมีท่าทีอิ่มเอมใจ คนด้านข้างได้เห็นพลันรู้สึกมีความสุขไปด้วย
“วาสนาที่เหนียงเหนียงสั่งสมมาได้รับการตอบแทนแล้วเพคะ” ตอนนี้อวี้กุ้ยเฟยราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ดื้อรั้นเฉกเช่นเมื่อก่อนอีก เห็นได้ว่าเรื่องของหวงฝู่อี้ทำให้นางเข้าใจว่าคนเราควรกระทำความดีให้มาก มิเช่นนั้นต่อให้ไม่ส่งผลมาที่ตนก็จะส่งผลไปยังบุตรหลาน
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ความจริงเปิ่นกงต้องการถามความคิดของคุณหนูกงซุนนานแล้ว”
อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พบว่าอีกฝ่ายมีท่าทีอยากพูดแต่ไม่กล้ากล่าว “เชิญเหนียงเหนียงกล่าวมาเถิดเพคะ”
“เปิ่นกงคิดอยู่นานแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะตกลงหรือไม่…เปิ่นกงรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ในวังเคร่งเครียด และตอนนี้เปิ่นกงคงไม่มีความสามารถพอจะทำงานให้องค์ชายใหญ่ได้อีก ไม่ทราบว่าคุณหนูกงซุนคิดว่า…ให้เปิ่นกงพาอี้เอ๋อร์ออกไปจากวังเป็นอย่างไร?” ความจริงสิ่งที่อวี้กุ้ยเฟยกังวลก็คือ ตอนนี้กระทั่งไท่ซ่างหวงก็ออกหน้าแล้ว เห็นได้ว่าในวังหลวงไม่ค่อยสงบนัก ไม่ทราบว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงถึงขั้นพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเมื่อใด
เฉกเช่นฮองเฮาผู้เคยกุมอำนาจในวังหลัง สุดท้ายกลับตกลงสู่จุดจบเช่นนี้ อวี้กุ้ยเฟยกังวลว่าตนกับหวงฝู่อี้จะกลายเป็นเครื่องสังเวยในการต่อสู้แย่งชิงนี้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้นนางเองก็คิดได้ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าสุดท้ายฝ่ายใดจะชนะ ในพระราชวังแห่งนี้ก็ไม่มีที่ยืนสำหรับพวกนางอีก หากฝ่าบาทชนะ เช่นนั้นยังดี อย่างมากตนก็ได้เป็นกุ้ยเฟยที่ไม่ได้รับความโปรดปรานในวังหลัง ทว่าหากไท่ซ่างหวงเป็นฝ่ายชนะ ถึงตอนนั้นฝ่าบาทและองค์ชายใหญ่คงยากจะปกป้องตัวพระองค์เอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกนางเลย
สิ่งที่นางต้องการมีไม่มาก นั่นก็คือรักษาตนเองให้รอดปลอดภัยเท่านั้น ขอเพียงไปให้ไกลจากการต่อสู้แย่งชิงในพระราชวังแห่งนี้ได้ ด้วยอำนาจบ้านเดิมของนางย่อมมิใช่เรื่องยากที่จะอาศัยอยู่ในแคว้นเหลียนโดยที่ผู้อื่นหาตัวไม่พบ
อวิ๋นซูเข้าใจความหมายในคำพูดของนางได้โดยพลัน อวี้กุ้ยเฟยต้องการหนีจากการต่อสู้แย่งชิงนี้ เกรงว่าจุดจบของห้องเฮาคงทำให้นางหวาดกลัว กลัวว่าจะเดินซ้ำรอยอีกฝ่าย อย่างไรเสียการรักษาตัวให้รอดปลอดภัยก็เป็นนิสัยของปกติของคนเรา อวิ๋นซูย่อมไม่ตำหนินาง เชื่อว่านางคงไม่กล้าเอ่ยปากกับเฟิ่งหลิงจึงมาขอความช่วยเหลือจากตน
“เหนียงเหนียงโปรดวางพระทัย หม่อมฉันจะกล่าวเรื่องนี้กับองค์ชายแน่นอน เชื่อว่าองค์ชายต้องเข้าใจเหนียงเหนียง คืนอิสระให้เหนียงเหนียง และขอบคุณการสนับสนุนอันสำคัญของเหนียงเหนียงในหลายครั้งนี้เป็นแน่”
“นี่ นี่ช่างดีเหลือเกิน…” อวี้กุ้ยเฟยคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะง่ายดายเพียงนี้ เดิมทีนางยังเตรียมคำพูดมาเสียมากมาย “เปิ่นกงซาบซึ้งใจจริงๆ ขอให้คุณหนูกงซุนวางใจ วันหน้าหากองค์ชายใหญ่มีความต้องการใด เปิ่นกงและคนในตระกูลจะช่วยองค์ชายสุดความสามารถ นอกจากนี้ แคว้นเหลียนในวันหน้าจะต้องเป็นแผ่นดินขององค์ชายแน่นอน เชื่อว่าจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นแน่”
ตอนนี้เอง ข้าราชบริพารที่ปรนนิบัติข้างกายหวงฝู่อี้มาโดยตลอดเดินเข้ามา “ทูลเหนียงเหนียง ยาขององค์ชายส่งไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“รู้แล้ว ปรนนิบัติองค์ชายให้ดี ถอยไปเถิด”
เมื่อคิดว่าอีกไม่นานจะได้รับอิสระ ได้หนีไปจากความยุ่งเหยิงในพระราชวังแห่งนี้ อวี้กุ้ยเฟยก็อดไม่ได้ที่จะอารมณ์ดี สนทนากับอวิ๋นซูอยู่นาน ส่วนข้าราชบริพารเมื่อครู่นี้เดินกลับไปแล้ว
“องค์ชาย บ่าวมาเก็บถ้วยยาพ่ะย่ะค่ะ” อย่างไรก็ตาม เนิ่นนานผ่านไปในห้องกลับไม่มีการเคลื่อนไหว ข้าราชบริพารผู้นั้นเงยหน้ามองด้วยความสงสัย หรือหลังจากองค์ชายเสวยยาจะพักผ่อนไปแล้ว? เขาเปิดประตูอย่างระมัดระวัง “องค์ชาย บ่าวจะเข้าไปแล้ว…”
MooOaun
เอาล่ะ ชั้นอภัยให้องค์ชายสี่แล้ว ชั้นไม่อยากให้เค้าตาย ต้องช่วยให้ได้นะ