หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 30 ตอนที่ 878 ซ้อนกล
เล่มที่ 30 ตอนที่ 878 ซ้อนกล
อวิ๋นมู่ยังคงอยู่ที่จวนแม่ทัพต่อไป เขามิเอ่ยปาก อวิ๋นซูก็มิเคยกล่าวถึง เมื่อครู่เขาคิดจะมาจับชีพจรให้อวิ๋นซู ทว่าสังเกตุเห็นกลุ่มคนแปลกๆ กลุ่มนั้นเสียก่อนจึงยืนอยู่นอกห้องโถงใหญ่ ได้ยินทุกอย่างชัดเจน
ประโยคที่ว่าหลานสะใภ้นั้น ทำให้อวิ๋นมู่คาดเดาจุดประสงค์ของไท่ซ่างหวงได้
“ผู้อาวุโสตระกูลอู่ผู้นั้นหนีไปพร้อมกับยาแล้ว ตอนนี้อีกฝ่ายจึงเหลือเพียงความหวังเดียว” อวิ๋นมู่มองไปยังอวิ๋นซูอย่างลึกล้ำแฝงความหมาย นางเข้าใจได้โดยพลัน เกรงว่าไท่ซ่างหวงต้องการให้ตนมอบเทียบยาออกไปกระมัง เขายังคงไม่คิดยอมแพ้เรื่องยาอายุวัฒนะ
แม่ทัพกงซุนแค่นเสียงออกมาโดยพลัน “เขาคิดจะซื้อตัวซูเอ๋อร์หรือไร? หึ พวกเรายังมิได้ขาดแคลน!”
อวิ๋นมู่มองไปทางแม่ทัพกงซุนครู่หนึ่ง แม่ทัพท่านนี้มีความคิดเรียบง่ายอยู่บ้าง มิใช่ว่าการหลีกเลี่ยงจะทำให้หนีความวุ่นวายทั้งหมดไปได้ การต่อสู้ในราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนคงไม่หยุดเพียงเพราะยาอายุวัฒนะเป็นแน่ ไม่ว่าจะอย่างไร ความขัดแย้งระหว่างไท่ซ่างหวงและจักรพรรดิเหลียนยังคงอยู่ตลอดไป
ต่อให้อวิ๋นซูมอบเทียบยาออกไปจริงๆ ไท่ซ่างหวงยังคงสามารถพลิกลิ้นได้ทุกเมื่อ หากความหวังที่จะมีชีวิตเป็นอมตะยังไม่ถูกทำลาย จะต้องมีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องสละชีพเป็นแน่
“ตระกูลอู่สายในยังมิได้เสียหายทั้งหมด ขอเพียงเขาไม่ยอมแพ้ ยังสามารถให้ผู้อาวุโสตระกูลอู่ที่เหลืออยู่รับช่วงต่อเทียบยาของผู้ทรยศแล้วเริ่มใหม่อีกครั้ง เช่นนั้นเหล่าเด็กบริสุทธิ์ก่อนหน้านี้คงตายเปล่าแล้ว” สีหน้าของอวิ๋นมู่หนักอึ้งเป็นพิเศษ “คราวนี้เกรงว่าเขาคงเปลี่ยนไปโหดเหี้ยมยิ่งขึ้น เมื่อคนเราคิดว่าความสำเร็จอยู่เบื้องหน้าแต่กลับพบความล้มเหลว เป็นไปได้มากว่าจะสูญสิ้นสตินึกคิด”
อวิ๋นซูเข้าใจความหมายของเขาได้โดยพลัน เชื่อว่าไท่ซ่างหวงคงรอยาอายุวัฒนะมานานมิใช่แค่วันสองวัน ตอนนี้หลอมยาสำเร็จแล้วแต่กลับถูกทรยศ เขาจะต้องใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมยิ่งขึ้นเพื่อต่อสู้ให้ได้มาเป็นแน่
“หึ ข้าไม่สนใจ ขอเพียงซูเอ๋อร์ปลอดภัยก็พอ!” อย่างไรก็ตาม ในยามที่แม่ทัพกงซุนกล่าวคำพูดนี้ น้ำเสียงกลับไม่มั่นคงนัก แม้เขาจะไม่อยากให้บุตรีของตนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่อยากเห็นคนมากมายต้องพรัดพรากจากครอบครัวเช่นกัน “ข้าจะนำทหารไปเหยียบย่ำรังของตระกูลอู่สายในเสียให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย ให้ไท่ซ่างหวงหยุดความคิดนี้เสีย!”
“ท่านแม่ทัพอย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่าม!” อวิ๋นมู่รีบส่งเสียงหยุดความคิดของแม่ทัพกงซุนโดยพลัน “ใต้หล้านี้มิได้มีเพียงตระกูลอู่ที่รู้วิชาหลอมยา ต่อให้ท่านสังหารคนตระกูลอู่ทั้งหมด ไท่ซ่างหวงย่อมรับสมัครผู้มีความสามารถในแผ่นดินเพื่อหลอมยาอายุวัฒนะอีกครั้ง ทว่าเมื่อถึงตอนนั้น สถานการณ์คงไม่ใช่อะไรที่พวกเราจะควบคุมได้อีก”
“ทำไม ความหมายของเจ้าคือต้องการให้ซูเอ๋อร์โยนตัวเองเข้าสู่อันตรายหรือ?” นับว่าแม่ทัพกงซุนฟังออกแล้ว ท่านลุงมู่ผู้นี้พูดจาอ้อมค้อมมากมายเพื่อต้องการให้บุตรีของตนไปเผชิญหน้ากับไท่ซ่างหวง! “มิใช่บุตรีของตนย่อมไม่ปวดใจ!”
เขาสะบัดแขนเสื้อยืนเอามือไพร่หลัง หากมิใช่ว่าคนผู้นี้เป็นคนที่องค์ชายใหญ่ไหว้วานให้ปฏิบัติดีๆ ด้วย เขาคงเรียกให้คนโยนท่านลุงมู่ผู้นี้ออกไปแล้ว!
ดวงตาของอวิ๋นมู่สั่นไหว มองไปทางอวิ๋นซูโดยไม่รู้ตัว พบว่าอีกฝ่ายมิได้สังเกตุเห็นความผิดปกติของตน กลับมีท่าทีครุ่นคิด เช่นนี้เขาจึงค่อยวางใจได้ เหตุใดเขาจะไม่ปวดใจกับบุตรีของตนเล่า เพียงแต่ในฐานะคนตระกูลอวิ๋นย่อมมีภารกิจขัดขวางวิกฤตอันรุนแรงเช่นนี้!
“มิสู้…ให้ผู้นำตระกูลอวิ๋นออกหน้าเป็นอย่างไร…”
อะไรนะ? อวิ๋นซูได้สติกลับมา มองไปทางบุรุษร่างใหญ่เบื้องหน้าด้วยความตื่นตกใจ สีหน้าของอวิ๋นมู่ราบเรียบหาใดเปรียบ “หลายร้อยปีก่อนหน้านี้ตระกูลอู่เป็นตระกูลสาขาของตระกูลอวิ๋น วิชาชั่วช้าของพวกเขาล้วนปรับเปลี่ยนมาจากวิชาแพทย์ของตระกูลอวิ๋น หากให้ผู้นำตระกูลอวิ๋นในปัจจุบันไปกล่าวเตือนไท่ซ่างหวง มิแน่ว่าอาจทำให้เขาใจเย็นลงได้”
ไม่จำเป็นต้องให้อวิ๋นซูออกหน้า ตนเองก็ทำได้เช่นกัน! แม้วิธีนี้จะอันตรายยิ่งกว่า แต่หากใช้ชีวิตของตนเพียงคนเดียวแลกกับความปลอดภัยของบุตรีได้ เหตุใดจะไม่คุ้ม เขายังคงติดหนี้นางอยู่
“ความคิดนี้ดียิ่งนัก! แต่ตอนนี้ผู้นำตระกูลอวิ๋นอยู่ที่ใด? ใช่แล้ว มิใช่ว่าพวกเขาอยู่ที่แคว้นอี้หรือ…” แม่ทัพกงซุนยังคงมิทราบถึงความสัมพันธ์อันสับสน พลันนั้นจึงมองไปอย่างยินดี ทว่าสตรีที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างกลับปฏิเสธโดยพลัน “ไม่ได้!”
ซูเอ๋อร์? บุรุษทั้งสองพากันชะงักไป อวิ๋นซูดึงสายตากลับมาจากอวิ๋นมู่ “ตระกูลอวิ๋น…เป็นผู้นำของผู้ที่เดินบนเส้นทางการแพทย์ทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้นำตระกูลอวิ๋นมีภาระหนักอึ้ง หากตกอยู่ในมือของไท่ซ่างหวง ตระกูลอวิ๋นทั้งตระกูลจะถูกลากเข้าไปพัวพัน พวกเขามิใช่คนบริสุทธิ์หรือไร?”
แต่ไหนแต่ไรอวิ๋นซูไม่ชอบวิธีการใช้ชีวิตแลกชีวิตเช่นนี้ ต่อให้นางเปลี่ยนร่างไปแล้ว ทว่าคนเหล่านั้น…ยังคงเป็นครอบครัวของนาง ยิ่งไปกว่านั้น…
“เรื่องนี้หยุดไว้ก่อนชั่วคราว ซูเอ๋อร์อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่าม รอให้พ่อคิดหาวิธีดีๆ เสียก่อน!” เขามองไปทางอวิ๋นซูอย่างจริงจัง จากนั้นจึงถอนหายใจเบาๆ เดินก้าวใหญ่ๆ ออกไปนอกห้อง เชื่อว่าคงไปขอความเห็นจากเฟิ่งหลิง
จนกระทั่งแม่ทัพกงซุนเดินจากไป ในห้องพลันจมลงสู่ความเงียบงัน อวิ๋นมู่มิได้มองท่าทีของอวิ๋นซู หยิบกล่องยาขึ้นมาจากด้านข้าง “คุณหนูกงซุน เช่นนั้น…จับชีพจรก่อนเถิด”
“…อืม”
…
“หึ เขากำลังคิดอะไรอยู่ ถึงกับให้ชานกงกงพาคนไปอย่างเปิดเผยเพียงนี้!” ภายในห้องทรงอักษร สุรเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงของจักรพรรดิเหลียนดังแว่วมา
ทั่วทั้งร่างของเฟิ่งหลิงเต็มไปด้วยบรรยากาศเย็นชา เขาได้รับจดหมายจากแม่ทัพกงซุนจึงรีบสั่งให้คนสะกดรอยชานกงกงผู้นั้นไป อีกฝ่ายถึงกับพักอยู่ในเมืองหลวง เห็นได้ว่ายังมิยอมตัดใจ
“ลูกสั่งให้คนปกป้องจวนแม่ทัพอย่างเข้มงวดเป็นการลับแล้ว หากเขากล้าแตะต้องซูเอ๋อร์แม้แต่ปลายเส้นผม ลูกจะลงมือไม่ไว้ไมตรีเป็นแน่!”
จักรพรรดิเหลียนผงกพระพักตร์ พระองค์ทราบดีว่าอวิ๋นซูคือชีวิตของเฟิ่งหลิง หากนางเป็นอะไรไป โอรสคนนี้คงนำทหารไปสังหารถึงเบื้องพระพักตร์ไท่ซ่างหวงเป็นแน่ “วางใจเถิด คราวนี้พ่อจะไม่ยอมถอยโดยเด็ดขาด!”
“องค์ชาย! องค์ชาย!”
“แม่ทัพกงซุน ท่านเข้าไปไม่ได้!” ด้านนอกเกิดเสียงดังเอะอะโวยวาย กระทั่งขันทีใหญ่ที่มาขวางทางผู้นั้นถูกแม่ทัพกงซุนจับโยนไปไกล ทำให้องครักษ์รอบด้านตกใจจนไม่กล้าส่งเสียง ประตูถูกเปิดออก แม่ทัพผู้เต็มไปด้วยโทสะเดินก้าวมาเบื้องหน้าเฟิ่งหลิง “องค์ชายใหญ่รีบไปเตือนซูเอ๋อร์เถิด นางคิดจะไปพบไท่ซ่างหวงแล้ว!”
อะไรนะ?!
เฟิ่งหลิงและจักรพรรดิเหลียนสบตากันโดยพลัน “ชานกงกงกล่าวอะไรหรือ?”
“มิใช่ชานกงกงกล่าวอันใด แต่เป็นท่านลุงมู่ผู้นั้น! ถึงกับกล่าวว่าหากไท่ซ่างหวงไม่พบซูเอ๋อร์ก็จะเลือกเดินทางที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าและทำร้ายผู้บริสุทธิ์มากยิ่งกว่า แต่ข้าแม่ทัพมิสนใจ! ไม่มีผู้ใดสำคัญไปกว่าซูเอ๋อร์อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นพวกเรานำทหารไปสังหารกันเถิด!” หน้าอกของแม่ทัพกงซุนกระเพื่อมขึ้นอย่างรุนแรง เฟิ่งหลิงจับข้อความสำคัญได้โดยพลัน เป็นอวิ๋นมู่พูดหรือ?
ท่าทีของเฟิ่งหลิงค่อยๆ หนักอึ้ง อวิ๋นมู่คงมิทำร้ายบุตรีของตนเป็นแน่ เชื่อว่าพวกเขาคงพิจารณาปัญหาได้ลึกล้ำยิ่งกว่า
“หึ ข้าแม่ทัพทำได้เพียงหยุดยั้งซูเอ๋อร์ไว้ชั่วคราว แต่หากนางตัดสินใจแล้วก็มีเพียงองค์ชายใหญ่ที่จะโน้มน้าวนางได้! ไท่ซ่างหวงมิใช่คนจิตใจดีอันใด หากไปคราวนี้จะต้องกลับมาไม่ได้เป็นแน่!”
“แม่ทัพกงซุนระงับโทสะก่อน ค่อยๆ พูดเถิด ตกลงชานกงกงไปกล่าวอะไรกันแน่?” จักรพรรดิเหลียนคิดว่าอวิ๋นซูมิใช่คนประมาทเลินเล่อ สตรีนางนี้มีสายตาและศักยภาพที่ทำให้ผู้คนต้องนับถือ หากมิจำเป็น นางคงไม่ปล่อยให้ตัวเองไปเสี่ยงอันตราย
แม่ทัพกงซุนสูดหายใจลึก พยายามสงบอารมณ์ของตน จากนั้นจึงค่อยๆ เล่า
ภายในห้องทรงอักษร ท่าทีของบุรุษทั้งสองค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปหนักอึ้ง ถึงกับทำเพื่อยาอายุวัฒนะเชียวหรือ? เช่นนั้น…เกรงว่าสถานการณ์ของอวิ๋นซูคงมิได้อันตรายเฉกเช่นที่พวกเขาคิด นางมีประโยชน์และสำคัญยิ่งกับไท่ซ่างหวงเพียงนี้ ตอนนี้คงไม่มีผู้ใดต้องการปกป้องนางยิ่งกว่าไท่ซ่างหวงอีกแล้ว ดังนั้นจึงให้ชานกงกงมารับตัวด้วยตนเองเช่นนี้
“ท่านลุงมู่ผู้นั้นคือใคร? กล่าวได้มีเหตุผลอยู่หลายส่วนจริงๆ” จักรพรรดิเหลียนไม่ทราบฐานะที่แท้จริงของอวิ๋นมู่ เฟิ่งหลิงทำเพียงหลบเลี่ยงดวงเนตรเปี่ยมความสงสัยของพระองค์ มองไปทางแม่ทัพกงซุน “หากไท่ซ่างหวงคิดจะพาตัวอวิ๋นซูไป จำเป็นต้องได้รับคำอนุญาตจากพวกเราเสียก่อน จะไม่ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจเป็นแน่! แต่หากนี่เป็นการตัดสินใจของซูเอ๋อร์…”
“อะไรนะ? องค์ชายจะทรงใจอ่อนมิได้ ซูเอ๋อร์ใจดีเกินไป ไม่สนใจความเป็นความตายของตน แต่ข้าแม่ทัพจะไม่ยอมสูญเสียบุตรีไปแน่!”
จักรพรรดิเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง “หากว่าเจิ้นส่งทหารไป…”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ในห้องทรงอักษรพลันเงียบลง ส่งทหารไป?
“ความกังวลของคุณหนูกงซุนนับว่ามีเหตุผล เจิ้นจำต้องปกป้องประชาชนมิให้พวกเขาเสียสละไปกับความฝันเฟื่องของไท่ซ่างหวงอีก หากคุณหนูกงซุนสามารถกล่าวโน้มน้าวไท่ซ่างหวงได้ เช่นนั้นย่อมช่วยผู้คนได้มาก หากเจิ้นส่งทหารชั้นยอดไปหมื่นนาย ให้คุณหนูกงซุนเป็นทูตในชื่อของเจิ้นเพื่อไปเยี่ยมเยียนไท่ซ่างหวง ทั้งยังบอกกล่าวกับใต้หล้าอย่างเอิกเกริก เช่นนั้นเขาย่อมต้องไว้หน้าเจิ้นอยู่!”
เฟิ่งหลิงและแม่ทัพกงซุนดวงตาสว่างวาบ นี่เป็นความคิดที่ดี ฝ่าบาทถึงกับยอมระดมคนจำนวนมากเช่นนี้เพื่อปกป้องความปลอดภัยของอวิ๋นซู พวกเขาก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีก หากไท่ซ่างหวงกล้าทำอะไรอวิ๋นซูต่อหน้าชาวประชาในแผ่นดิน เช่นนั้นเท่ากับเป็นการเปิดเผยการแสร้งเกษียณของตนด้วยมือตัวเอง สิ่งที่จะสูญเสียมิได้มีเพียงหัวใจของชาวประชาเท่านั้น
ไม่นานข่าวที่ชานกงกงขอพบก็มาถึง เขาพักอยู่ในเมืองหลวงใคร่ครวญอยู่นาน คิดว่าเรื่องที่ไท่ซ่างหวงต้องการมิอาจรั้งรอ ไม่นานจึงนั่งรถม้าเข้าวังไม่คิดทำสงครามยืดเยื้อ
ในห้องทรงอักษร ชานกงกงมองไปยังสีพระพักตร์ของจักรพรรดิเหลียนอย่างระมัดระวัง เดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทีไม่พอใจ ไหนเลยจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับแย้มสรวลอย่างเรียบเฉย ทั้งยังเอ่ยปากขึ้นก่อน “ไม่ทราบว่าระยะนี้ไท่ซ่างหวงสุขภาพเป็นอย่างไร? เจิ้นเป็นห่วงยิ่งนัก”
“ด้วยบารมีของฝ่าบาท สุขภาพของไท่ซ่างหวงแข็งแรงดีทุกอย่าง ทั้งยังคำนึงถึงฝ่าบาทยิ่งนัก”
“เจิ้นเลือกวันไว้แล้ว จะให้หัตถ์เซียนเป็นทูตไปเยี่ยมไท่ซ่างหวงเพื่อแสดงถึงน้ำใจ ขอให้ชานกงกงกลับไปกราบทูลเถิด โปรดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อมอย่าได้ละเลย”
อะไรนะ?! ชานกงกงเกือบคิดว่าตนฟังผิดไป เดิมทีคิดจะหาเหตุผลอันงดงามเพื่อบอกต่อพระบัญชาของไท่ซ่างหวง คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ จักรพรรดิเหลียนจะตรัสเช่นนี้ พลันนั้นจึงคารวะอย่างระมัดระวัง “น้ำพระทัยของฝ่าบาท บ่าวจะกราบทูลตามจริงเป็นแน่ ไท่ซ่างหวงต้องการพบว่าที่พระชายาองค์ชายใหญ่พอดี ฝ่าบาทและไท่ซ่างหวงมีพระทัยตรงกัน บ่าวขอขอบพระทัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิเหลียนตอบรับอย่างเรียบเฉย “เจิ้นจะส่งทหารหนึ่งหมื่นนายไปคุ้มครองท่านทูต ยิ่งไปกว่านั้นยังจะป่าวประกาศกับใต้หล้าด้วย ไท่ซ่างหวงมิยุ่งเรื่องทางโลกมานานหลายปีเพียงนี้ นับเป็นวาสนาของชาวประชาจริงๆ อีกสามวันหัตถ์เซียนจะไปเยี่ยมเยียน นี่นับเป็นเรื่องดี”
ชานกงกงก้มหน้าลง ดวงตากลิ้งกลอกไปมา เข้าใจจุดประสงค์ในการกระทำนี้ของจักรพรรดิเหลียนแล้ว เรื่องนี้กระทำได้เอิกเกริกมาก ฐานะของหัตถ์เซียนมิได้สูงส่งแค่ธรรมดา หากไท่ซ่างหวงคิดจะแตะต้องยังต้องใคร่ครวญให้มาก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแผนในใจระหว่างพวกเขาสองพ่อลูก ตนทำภารกิจนี้สำเร็จก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว “บ่าวน้อมรับพระบัญชา”