หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 30 ตอนที่ 895 หานางพบแล้ว
เล่มที่ 30 ตอนที่ 895 หานางพบแล้ว
“องค์ชายตอนนี้จะทำอย่างไรดีเพคะ? ระยะนี้คุณหนูมักให้บ่าวออกไปซื้อของนอกจวน ที่แท้เป็นเพราะต้องการกันบ่าวออกไปเพื่อให้ท่านลุงมู่รักษา…อาการของคุณหนูจะร้ายแรงมากหรือไม่? องค์ชายโปรดช่วยคุณหนูด้วยเถิด!” ชุนเซียงรู้สึกตำหนิตนเองยิ่งนัก เหตุใดจึงได้โง่งมเช่นนี้ ถึงกับมิได้สังเกตเห็นความผิดปกติของคุณหนูในระยะนี้เชียว
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วแน่น ในเมื่ออวิ๋นมู่รู้เรื่องนี้ เหตุใดจึงไม่บอกเขา? หรือเป็นเพราะเรื่องคนทั่วไปกับตระกูลอวิ๋นอันใดนั่นอีก?!
ไม่ สำหรับเฟิ่งหลิง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าอวิ๋นซู! “ตอนนี้ท่านลุงมู่อยู่ที่ใด?”
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงเรือนของอวิ๋นมู่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าแปลกก็คือภายในลานเรือนเงียบสงบจนแปลกประหลาด เฟิ่งหลิงผลักประตูห้องเข้าไป พบเพียงห้องสะอาดสะอ้านไร้ผู้คน ชุนเซียงสังเกตเห็นตู้เสื้อผ้าอันว่างเปล่าได้โดยพลัน “เหตุใดสัมภาระของท่านลุงมู่ไม่อยู่แล้ว?”
นางหันมา พบว่าเฟิ่งหลิงยืนอยู่ข้างโต๊ะ ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้
“เขาไปแล้ว” บนใบหน้าของเฟิ่งหลิงเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ในจดหมายกล่าวว่าเขามีเรื่องสำคัญต้องกลับไปที่ตระกูลอวิ๋นสักรอบ หวังว่าระยะนี้เฟิ่งหลิงจะดูแลอวิ๋นซูให้ดี
ไม่ต้องคิดก็ทราบว่าอวิ๋นมู่กลับไปที่ตระกูลอวิ๋นเพราะต้องการหาวิธีรักษาอวิ๋นซู!
“ทำไม ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ไปได้…”
“ชุนเซียง อย่าให้ซูเอ๋อร์รู้เด็ดขาดว่าพวกเรารู้เรื่องที่นางปิดบังอาการป่วยแล้ว ท่านลุงมู่เป็นคนที่ควรค่าให้เชื่อใจ เขาจากไปเพราะต้องการช่วยเหลือซูเอ๋อร์เป็นแน่” เฟิ่งหลิงสูดหายใจลึก “ระยะนี้เจ้าดูแลนางให้ดี ข้าจะคิดหาวิธี อย่าปล่อยให้นางเกิดเรื่องเหนือคาดเป็นอันขาด”
ชุนเซียงเช็ดน้ำตาบริเวณหางตา พยักหน้าอย่างหนักแน่น
ภายในลานเรือนอันเงียบสงบ ในสวนบุปผาเต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ ดอกไม้แต่ละดอกโบกยังคงมิเบ่งบาน สายลมเย็นพัดมา สตรีในอาภรณ์ชุดยาวสีเขียวอ่อนยืนหลับตาพิงรั้วไม้อยู่ในศาลา เส้นผมปลิวไสวไปมาเบาๆ งดงามเยือกเย็นราวออกมาจากภาพวาด
หัวใจของเฟิ่งหลิงสั่นไหวเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้อย่างไร้เสียงด้วยกลัวว่าตนจะรบกวนภาพอันสงบนิ่งเช่นนี้ อย่างไรก็ตามสายตากลับหยุดอยู่บนเส้นผมของนาง คิดไปถึงคำพูดของชุนเซียง ในใจอดไม่ได้ที่จะเจ็บปวด ค่อยๆ มองหาขึ้นมา ในที่สุดก็เห็นเส้นผมสีขาวเงินคล้ายปรากฏคล้ายหลบซ่อนอยู่บริเวณลำคอของนาง
นางตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มานานเพียงใดแล้ว? ล้วนเป็นเพราะเขาไร้ความสามารถ มิอาจปกป้องนางได้…แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้เขานำความตายมาชดใช้ความผิดก็มิอาจเรียกคืนร่างกายอันแข็งแรงให้นางได้
เฟิ่งหลิงมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความโศกเศร้า ค่อยๆ ยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของนางเบาๆ แต่สตรีนางนั้นหลับตาจมลงสู่ความใคร่ครวญลึกล้ำเพียงนั้น ถึงกับไม่มีท่าทีว่าจะรู้ตัวแม้แต่น้อย
เขาเสียใจจริงๆ ตอนแรกที่นางกล่าวว่าทำเพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์มากมายต้องเสียสละ ตนควรหยุดนางไว้! ใช้ชีวิตนางหนึ่งชีวิตไปแลกกับชีวิตมากมาย ในสายตาของเฟิ่งหลิงนับว่าไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ เหตุใดนางจึงต้องแบกรับมากมายเช่นนี้ เพราะนางเป็นคนตระกูลอวิ๋นจึงควรเห็นชีวิตตัวเองอยู่นอกสายตาหรือ? เฟิ่งหลิงคิดว่าเขายอมเป็นคนเห็นแก่ตัวดีกว่าจะสูญเสียนางไป
มือเรียวยาวขาวนวลค่อยๆ เลื่อนจากแก้มมาบริเวณลำคอ เฟิ่งหลิงลังเลครู่หนึ่ง กำลังคิดจะดึงกลุ่มผมสีดำออกมา ทว่าจู่ๆ อวิ๋นซูกลับสะดุ้งลืมตาขึ้น เห็นมือเบื้องหน้าตนเข้าพอดี
“…ท่านมาได้อย่างไร?” ไม่นานนางก็คิดจะหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่าง ยืดตัวขึ้นจัดอาภรณ์ของตนอย่างจนใจ
ชั่วขณะนั้นเฟิ่งหลิงรู้สึกลำคอของตนแห้งผาก นับพันนับหมื่นคำพูดหลอมรวมกลายเป็นเพียงสามคำ “เจ้าผอมลง…”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย “ระยะนี้รู้สึกล้าอยู่บ้าง วันนี้ในวังไม่มีเรื่องอันใดหรือ?”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางยังเป็นห่วงตนอีกหรือ? เฟิ่งหลิงพยายามปกปิดความกังวลในดวงตาของตน “งานอภิเษกใกล้มาถึงแล้ว ระยะนี้ข้าค่อนข้างละเลยเจ้า ซูเอ๋อร์ตำหนิข้าหรือไม่?”
ละเลย? แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยรู้สึกว่าเฟิ่งหลิงละเลยนางมาก่อน กลับกัน นางรู้สึกว่าวันเวลาเช่นนี้สงบสุขนัก มิได้รับข่าวว่าเขาเผชิญเรื่องไม่คาดคิดอันใด สำหรับอวิ๋นซูนี่นับเป็นความสุขและความสงบอันใหญ่หลวงแล้ว นางรู้ว่าความห่างเหินที่ทั้งสองคนต้องเผชิญในตอนนี้เป็นเพียงชั่วคราว มีความสุขอันยาวนานกำลังรอนางอยู่
“อืม ข้าตำหนิท่าน”
ดวงตาของเฟิ่งหลิงสั่นไหว มองไปยังสตรีที่จงใจทำท่าทีเคร่งขรึมเบื้องหน้า ทว่าน้ำเสียงกลับไม่มีความตำหนิแม้แต่ครึ่งสวน
จริงดังคาด ไม่นานบนใบหน้าของอวิ๋นซูก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา “ดังนั้นหลังจากแต่งงาน ไม่ว่าจะมีเรื่องอันตรายมากน้อยเพียงใด ล้วนต้องพาข้าไปด้วย”
“เช่นนั้นหากซูเอ๋อร์มีความลำบากอันใดจะต้องบอกข้าเช่นกัน ดีหรือไม่?”
เฟิ่งหลิงสังเกตท่าทีของอวิ๋นซูอย่างละเอียด แต่อีกฝ่ายกลับไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย “เช่นนั้นข้าหวังว่าจะมิต้องบอกท่านไปตลอดกาล”
“ซูเอ๋อร์…”
“เพราะว่าข้าไม่อยากพบเรื่องลำบากอันใด” บนใบหน้าของอวิ๋นซูปรากฏรอยยิ้มซุกซนที่ยากจะพบเห็นออกมา หากมิใช่ว่าเมื่อครู่เขาได้ยินคำพูดเหล่านั้นของชุนเซียง เฟิ่งหลิงคงถูกท่าทางเปี่ยมสุขของนางทำเอามัวเมาไปแล้ว ขณะนี้บุรุษกำมือสตรีแน่น ความหวงแหนเช่นนี้คล้ายกับกลัวว่านางจะหายไปจากโลกของตนได้ทุกเมื่อ
จู่ๆ บุรุษก็ออกแรงดึงสตรีเข้ามาในอ้อมกอด อวิ๋นซูรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จนกระทั่งนางได้สติกลับมาจึงพบว่าในลานเรือนตอนนี้ไร้ซึ่งผู้อื่นแล้ว
“วันแต่งงานใกล้จะถึงแล้ว อารมณ์ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
นิ้วมือของเขาค่อยๆ เคลื่อนไปยังเส้นผมด้านหลังของนาง ทำให้หัวใจนางคันยุบยิบ
อารมณ์? บนใบหน้าของอวิ๋นซูเผยรอยยิ้มแฝงความหมาย นางเองก็คิดไม่ถึงว่าการแต่งงานคราวนี้นางจะมีอารมณ์สงบนิ่งจนผิดปกติ มิได้มีความกระตือรือร้นมากนัก ประหนึ่งใบไม้ร่วงที่ระหกระเหินร่อนเร่มาเนิ่นนานในที่สุดก็พบบ่อน้ำอันสงบนิ่งให้พึ่งพิง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม นางรู้ว่ายิ่งช่วงเวลาเช่นนี้มีอุปสรรคมากเพียงใด ผลลัพธ์ก็ยิ่งน่าหวงแหนมากขึ้นเท่านั้น
สตรีในอ้อมกอดมิได้ตอบ เฟิ่งหลิงคล้ายเข้าใจสถานการณ์ พูดขึ้นมาเองว่า “พวกเราจะต้องมีลูกชายหญิงคู่หนึ่ง ทางที่ดีควรเป็นพี่ชายน้องสาว หากพวกเขาเกิดมาเช่นนี้จะได้ดูแลซึ่งกันและกันไม่รู้สึกโดดเดี่ยว พวกเราจะเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดูพวกเขาแต่งงานให้กำเนิดบุตร จากนั้นเราทั้งสองก็ร่วมผมขาวไปด้วยกัน ดูพระอาทิตย์ตกดินดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมแม่น้ำทุกวัน ดูแลบ้านทำนา ยามเมื่อมีความสุขก็ไปยังภูเขาเขียวปิดกั้นตนออกจากโลกใบนี้ หากไม่สบายใจข้าจะยอมให้เจ้ารังแกจนเจ้ามีรอยยิ้ม วันเวลาเช่นนี้…ซูเอ๋อร์คงมิรู้สึกเบื่อกระมัง?”
เบื่อ? ในดวงตาของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความเปียกชื้น วันเวลาเช่นนี้นับเป็นความต้องการในความฝันของนางแล้ว หาคนผู้หนึ่งร่วมผมขาวไปด้วยกัน เลือกสถานที่หนึ่งอยู่จนแก่เฒ่า ไม่มีอะไรจะมีความสุขและสงบสุขไปมากกว่านี้แล้ว สิ่งที่นางต้องการก็คือจับมือกับคนที่ตนรักให้แน่น ไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดก็จะไม่ปล่อยมือ
เพื่อวันเช่นนี้ นางจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยวต่อไป
…
ภายในห้องทรงอักษร จักรพรรดิเหลียนกำลังเดินไปเดินมา
ต่ำทราม! ต่ำทรามจริงๆ! คิดไม่ถึงว่าไท่ซ่างหวงจะมิเหลียวแลความปลอดภัยของแคว้นเหลียน ถึงกับเปิดประตูต้อนรับจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของเขาเพียงผู้เดียว! ยิ่งไปกว่านั้นจักรพรรดิเหลียนยังคาดเดาแผนการของไท่ซ่างหวงได้แล้ว เขาต้องการนั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกัน! ในเบื้องหน้าผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้นเหลียนยังคงเป็นตน ยามนี้ไท่ซ่างหวงไม่พอใจตน ต้องการหาหุ่นเชิดที่เหมาะสมเข้าแทนที่นานแล้ว ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดคือการเปิดศึกกับแคว้นอี้ เมื่อพ่ายแพ้ ไท่ซ่างหวงจะกุมจุดอ่อนของตน บีบบังคับให้ตนลงจากตำแหน่ง!
ด้วยความสามารถของแคว้นเหลียน หากคิดจะเอาชนะแคว้นอี้มิใช่เรื่องยากอันใด เพียงแต่เบื้องหลังมีไท่ซ่างหวงกำลังจับจ้องดั่งพญาเสือ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ตนกับเขาเป็นศัตรูซึ่งหน้า หากอีกฝ่ายติดต่อกับจักรพรรดิเซียว นั่นย่อมเป็นอันตรายอันใหญ่หลวงกับตนโดยไม่ต้องสงสัยเลย!
จักรพรรดิเหลียนมิสงสัยแม้แต่น้อย ไท่ซ่างหวงต้องทําเรื่องเช่นนี้ได้แน่นอน!
เขาจะใช้วิธีการเช่นเดียวกันมาบีบบังคับหลิงเอ๋อร์และทำร้ายคุณหนูกงซุน! คราวนี้จะปล่อยให้เขาสมปรารถนาได้อย่างไร?!
“องค์ชายใหญ่ ฝ่าบาทอยู่ด้านในพ่ะย่ะค่ะ” ด้านนอกมีเสียงขันที่ใหญ่ดังแว่วมา ประตูถูกเปิดออก บุรุษผู้มีใบหน้าเคร่งเครียดเดินก้าวเข้ามา
“หลิงเอ๋อร์ เหตุใดวันนี้จึงได้ไปนานเพียงนี้? หรือคุณหนูกงซุนจะรู้เรื่องแล้ว?”
พบว่าเฟิ่งหลิงดึงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “นี่คือจดหมายที่ชานกงกงส่งให้ซูเอ๋อร์”
จักรพรรดิเหลียนขมวดขนง รับมาเปิดอ่าน พริบตานั้นทรงกริ้วจนเขวี้ยงจดหมายลงบนโต๊ะ “เขา เขากำลังข่มขู่อย่างชัดเจน!” ถึงกับไม่ยั้งมือแม้แต่น้อย ตอนนี้ข่าวที่กองทัพแห่งแคว้นอี้รวมตัวกันแพร่ออกไปแล้ว มีผลกระทบกับจิตใจของประชาชนเป็นอย่างมาก หากปล่อยให้เรื่องที่ว่าเป้าหมายของจักรพรรดิเซียวคือคุณหนูกงซุนแพร่ออกสู่ประชาชน พวกเขาคงผลักเรื่องทั้งหมดไปอยู่บนร่างของอวิ๋นซูอย่างเลี่ยงไม่ได้!
“หรือว่า…เลื่อนงานแต่งออกไปก่อนเป็นอย่างไร? พาคุณหนูกงซุนไปอยู่สถานที่ปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นลม รอให้พ่อคิดวิธีไล่จักรพรรดิเซียวไปได้ก่อน พวกเจ้าค่อย…”
“ไม่ ข้าจะแต่งงานทันที”
อะไรนะ?! จักรพรรดิเหลียนทอดพระเนตรไปยังบุรุษเบื้องพระพักตร์ด้วยความแปลกพระทัย รู้สึกว่าเฟิ่งหลิงในวันนี้ดูไม่ค่อยปกติ พระองค์เงียบไปครู่หนึ่ง “หรือว่า…ทางคุณหนูกงซุนจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของเฟิ่งหลิงกำแน่น เขาเบนสายตาขึ้นจ้องมองไปยังจักรพรรดิเหลียนด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวมั่นคง “แต่งงานในอีกสามวันหลังจากนี้ ข้ามิอาจรอนานเพียงนั้นแล้ว เมื่อซูเอ๋อร์แต่งงานเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ นางย่อมเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นเหลียนของพวกเรา ถือโอกาสนี้ตัดความคิดของจักรพรรดิเซียวเสีย!”
เป็นเพราะ…สาเหตุนี้จริงหรือ?
จักรพรรดิเหลียนหมุนตัวไป ราวกับกำลังใคร่ครวญความเป็นไปได้ที่จะทำเช่นนี้ พระองค์หยุดฝีเท้าลง “ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว เช่นนั้นอีกสามวันให้รีบจัดงานอภิเษกทันที! ต่อให้จักรพรรดิเซียวนำกำลังทหารมาบุกฆ่าถึงในวัง พ่อ…ก็จะทำให้พวกเจ้าแต่งงานอย่างราบรื่น!”
ขณะนี้เอง ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าอันร้อนรนดังแว่วมาระลอกหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงเคาะประตู จักรพรรดิเหลียนเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย “เข้ามา!”
พบว่ามีทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาในห้องทรงอักษรด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม ใบหน้านั้นทำให้ดวงตาของเฟิ่งหลิงเปล่งประกาย
“ถวายพระพรฝ่าบาท องค์ชายใหญ่”
“หรือจะมีข่าวจากหลานอวิ๋น?!”
“พ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพหลานมีเรื่องเร่งด่วน!”
มิใช่ว่าแม่ทัพหลานเป็นตายก็ยังไม่ทราบหรือ? พระพักตร์ของจักรพรรดิเหลียนเปี่ยมไปด้วยความยินดี นับว่ามีข่าวดีมาบ้างแล้ว!
เฟิ่งหลิงรับจดหมายมาเปิดอ่านอย่างอดรนทนไม่ไหว ท่าทีของเขาแข็งทื่อไปในพริบตา จากนั้นจึงใช้สายตายากจะเชื่อมองไปยังจักรพรรดิเหลียน
“ทำไม เขาบอกว่าอย่างไร? สถานการณ์ไม่ดีหรือ?”
เฟิ่งหลิงส่งสัญญาณครั้งหนึ่ง นายทหารผู้นั้นจึงค่อยถอยออกไป ในห้องทรงอักษรจมลงสู่ความเงียบงัน
“หลิงเอ๋อร์ ตกลงเป็นข่าวใดกันแน่ เจ้ายังไม่รีบ…”
“เสด็จพ่อ…เขา เขาหาเสด็จแม่พบแล้ว…”
“…”
จักรพรรดิเหลียนชะงักค้าง ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย “เจ้า เจ้ากล่าวอันใด?”
“หลานอวิ๋นเขา…หาเสด็จแม่พบแล้ว”
Venus36
น้ำคาซึมเลย