หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 30 ตอนที่ 896 ความบังเอิญบนโลก
เล่มที่ 30 ตอนที่ 896 ความบังเอิญบนโลก
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนชะงักไปครึ่งค่อนวัน จากนั้นจึงวิ่งเข้ามาแย่งจดหมายในมือเฟิ่งหลิงไป พระองค์อดไม่ได้ที่จะใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง อ่านแต่ละคำแต่ละประโยคอย่างตั้งใจด้วยกลัวว่าจะพลาดเนื้อหาในจดหมาย ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือกลัวว่าตนจะฟังผิดไปหรือเฟิ่งหลิงอ่านผิดไป
“ฉินเอ๋อร์…เป็นนางจริงๆ …นางจริงๆ …”
“เสด็จแม่ยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นยังรอพวกเราอยู่ตลอด” ลมหายใจของเฟิ่งหลิงค่อนข้างกระชั้นถี่ เขาไม่เคยเห็นเสด็จแม่ของตนมาก่อน ทำได้เพียงใช้ภาพจากเสด็จพ่อมาชดเชยความทรงจำเกี่ยวกับเสด็จแม่ของตน อย่างไรก็ตามเขาค่อนข้างกังวลอยู่บ้าง ยามเมื่อได้พบเสด็จแม่ นางจะมีท่าทางเช่นไร จะตำหนิที่พวกเขามาช้าหรือไม่ จะคิดว่าตนทำดีไม่พอหรือไม่?
เพราะว่า…ฮองเฮาพระองค์ก่อนเป็นสตรีที่โดดเด่นเพียงนั้น นางต้องหวังให้ตนเป็นองค์ชายที่โดดเด่นเหนือผู้คนเป็นแน่ แต่เฟิ่งหลิงรู้สึกว่าตนยังทำได้ไม่ดีพอ
“รีบ…” จักรพรรดิเหลียนเบนพระพักตร์ขึ้น อย่างไรก็ตามกลับเก็บกลืนคำพูดที่ค้างอยู่กลางอากาศกลับไป
จะรับนางกลับมาตอนนี้หรือ? แต่ในพระราชวังแห่งนี้ยังมิได้เตรียมการให้ดี พระองค์ก็ยังมิได้เตรียมตัวให้ดี เมื่อย้อนนึกถึงเรื่องในอดีตที่ไท่ซ่างหวงปฏิบัติต่อนางแต่ละอย่าง จักรพรรดิเหลียนพลันรู้สึกว่าหากตนพบหน้านางอีกครั้งจะต้องรู้สึกอับอายมากเป็นแน่ นางจะเกลียดชังตนหรือไม่? จะเกลียดชังหรือไม่ที่ตนมิได้ทำตามสัญญาว่าจะปกป้องนางเมื่อตอนนั้น ทำให้นางจำเป็นต้องไปจากพระองค์ จำเป็นต้องพรากจากโอรสที่เพิ่งออกมาดูโลกได้ไม่นาน
“เสด็จพ่อ พวกเราจะต้องใจเย็นเสียหน่อย พวกเราย่อมต้องรับเสด็จแม่กลับมาแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ดังเช่นที่เสด็จแม่กล่าว สิ่งที่ควรเกิดย่อมต้องเกิด ที่สำคัญก็คือพวกเราครอบครัวจะร่วมแรงร่วมใจกันเช่นไรจึงจะผ่านด่านอันยากลำบากนี้ไปได้? จะอย่างไรก็ยังมีคนคอยจับจ้องดุจพญาเสือ” เฟิ่งหลิงกล่าวพลางเงยหน้าขึ้นมองไปนอกหน้าต่าง ราวกับไท่ซ่างหวงที่อยู่บนภูเขากำลังจับจ้องมายังพวกเขาก็มิปาน
ภายในห้องทรงอักษรจมลงสู่ความเงียบสงัด เฟิ่งหลิงหันกลับมา พบว่าจักรพรรดิเหลียนถือจดหมายฉบับนั้น จมลงสู่ความทรงจำอันไร้ก้นบึ้งของตน เนิ่นนานผ่านไปจึงค่อยเอ่ยพระโอษฐ์ “หลิงเอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อน พ่อขอคิดเงียบๆ คนเดียว”
กระทั่งตนก็ยังรู้สึกรับมือไม่ทัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสด็จพ่อเลย เฟิ่งหลิงมีสีหน้าเคร่งขรึมลง จากนั้นจึงถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ปิดประตูห้องทรงอักษร เฟิ่งหลิงสูดหายใจลึก สูดอากาศบริสุทธิ์จากด้านนอก มองไปยังท้องฟ้าสีคราม ในใจรู้สึกซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก
…
“วันนี้แม่ทัพหลานรู้สึกอย่างไรบ้าง?”
นายท่านตระกูลสาขาผลักประตูเข้ามา กลับพบว่าแม่นางซูถึงกับอยู่ในห้องแล้ว ทั้งสองนั่งอยู่โดยมีโต๊ะตัวหนึ่งขวางกั้น บนใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้มสบายอารมณ์ ดูท่าทางเข้ากันได้ดีเป็นอย่างยิ่ง
“ลำบากท่านแล้ว บาดแผลบนร่างดีขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว!” หลานอวิ๋นขยับแขน นายท่านตระกูลสาขาจึงค่อยได้สติกลับมา ส่วนซูฉินค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พยักหน้าให้เขาเล็กน้อย จากนั้นจึงถอยออกไป ไม่อยากเป็นอุปสรรคขัดขวางเวลารักษาของหลานอวิ๋น
เมื่อเห็นสตรีที่สวมใส่ผ้าแพรปิดหน้าเดินออกไป นายท่านตระกูลสาขาจึงเดินเข้ามาด้วยความระมัดระวัง “นั่น…แม่ทัพหลานกับแม่นางซู…เป็นคู่รักกันหรือ?”
“พรวด! แค่กๆ แค่กๆๆ…”
หลานอวิ๋นสำลักน้ำชาออกมาก่อนจะไอขึ้นหลายครั้งด้วยความหวาดกลัว ท่าทีเคร่งเครียดเช่นนี้ทำให้นายท่านตระกูลสาขาแย้มยิ้ม “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ถึงว่าเหตุใดแม่นางซูจึงได้เป็นห่วงแม่ทัพหลานเพียงนี้ ฮ่าๆๆ”
“ไม่ๆๆ จะกล่าวเช่นนี้ไม่ได้เป็นอันขาด ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่อีกหลายปี! นายท่านตระกูลสาขา เรื่องนี้จะล้อเล่นไม่ได้เป็นอันขาด!”
หลานอวิ๋นโบกมือไปมา ต่อให้เขามีสิบหัวก็ไม่พอให้ฝ่าบาทตัดเล่น ยามนี้ในสมองปรากฏภาพท่าที่โกรธเกรี้ยวของจักรพรรดิเหลียนขึ้นวนเวียนไม่หยุด มิอาจสลัดออกโดยสิ้นเชิง
“แต่ว่า ข้าเห็น…”
อีกฝ่ายยังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง หลานอวิ๋นจึงรีบยื่นมือไปปิดปากเขาอย่างแน่นหนา “นี่! คำพูดเช่นนี้ภายหลังอย่าได้พูดอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่นางซู! ช่วยชีวิตคนครั้งหนึ่งได้วาสนายิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น อย่าได้ผลักแม่ทัพเช่นข้าเข้าไปอยู่ในกองเพลิงเป็นอันขาด!”
“อื้อๆ …” นายท่านตระกูลสาขาดิ้น แต่หลานอวิ๋นจมลงสู่ความหวาดกลัวของตนไปแล้ว มิได้สังเกตเลยว่าสีหน้าของบุรุษที่เขาปิดปากเริ่มปรากฏสีเขียวม่วง เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีราวกับขาดอากาศหายใจ หลานอวิ๋นจึงค่อยมีปฏิกิริยากลับมา รีบคลายมือออก ร่างกายอ้วนท้วมของนายท่านตระกูลสาขาพลันทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ สูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่
“…เหอะๆ นายท่านตระกูลสาขาอย่าได้พูดอีกเป็นอันขาด!”
“แค่กๆ แม่ทัพหลานเคร่งเครียดเช่นนี้ หรือจะเป็นรักข้างเดียว?”
บนหน้าผากของหลานอวิ๋นเต็มไปด้วยเหงื่อ “ขะ ขะ ขะ ขะ ข้างเดียวอันใดกัน?! ข้ามีคนในใจแล้ว! เมื่อครู่ เมื่อครู่เพียงสนทนาถึงบุตรชายของแม่นางซูเท่านั้น…”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ประเดี๋ยวก่อน บุตรชาย? “แม่นางมีบุตรชายแล้วหรือ?”
“อืม ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังรู้จักด้วย”
นายท่านตระกูลสาขามีท่าทีตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง เขามักจะรู้สึกว่าแม่นางซูยังอายุน้อย ท่าทางคงยังมิได้แต่งงาน เหตุใดจึงมีบุตรชายได้เล่า?
ขณะเดียวกัน ซูฉินมาที่ลานเรือนเพื่อสนทนากับฮูหยินอวิ๋นเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของหลานอวิ๋น สายตาของนางหยุดอยู่บนสร้อยคอที่อีกฝ่ายสวมใส่ในวันนี้ “สร้อยคอของฮูหยินเป็นดอกหลานฮวาหรือ?”
ฮูหยินอวิ๋นก้มหน้าลง หยิบดอกหลานฮวาขึ้นมาด้วยท่าทางรักใคร่เป็นอย่างยิ่ง ดอกไม้ตากแห้งเป็นอย่างดีแต่ยังคงรักษาความงดงามเอาไว้ได้ “นี่เป็นของที่บุตรีของข้าทำขึ้น”
“ดูแล้วบุตรีอันเป็นที่รักของฮูหยินอวิ๋นต้องเป็นสตรีที่มีจิตใจดีงามเป็นแน่”
ซูฉินเคยได้ยินฮูหยินอวิ๋นกล่าวถึงเป็นบางครั้ง พวกเขาต้องแยกจากบุตรีของตนเพราะเรื่องจำเป็นเช่นกัน สิ่งที่พวกนางเผชิญคล้ายกันยิ่งนัก
ขณะนี้เอง ฮูหยินที่อยู่ตรงข้ามพลันลุกขึ้นยืน เดินมานอกเรือนแล้วมองออกไป พบว่าบนเนินเขาฝั่งตรงข้ามมีฝุ่นคละคลุ้ง ม้าเร็วตัวหนึ่งทะยานใกล้เข้ามา เงาร่างอันคุ้นเคยทำให้ฮูหยินอวิ๋นยินดีเป็นพิเศษ “เขากลับมาแล้วหรือ?!”
ซูฉินพบว่าฮูหยินท่านนี้ยกชายกระโปรงวิ่งเหยาะๆ ออกไปนอกเรือน มองไปยังทิศทางนั้นอย่างตั้งใจ ไม่นานกระทั่งนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า
ไม่นานเงาร่างของอวิ๋นมู่ก็ปรากฏสู่ม่านสายตา บุรุษร่างสูงใหญ่ลงจากม้า ฮูหยินอวิ๋นจึงรีบเดินเข้าไป “ฟู่จวิน ท่านกลับมาแล้ว”
“ฮูหยิน ญาติผู้น้องทั้งหลายยังอยู่หรือไม่? ข้ามีเรื่องสำคัญต้องการหารือ!” อวิ๋นมู่ที่ตัวเปื้อนไปด้วยฝุ่นไม่ทันอธิบายอันใดกับฮูหยินอวิ๋น ท่าทีของเขาทำให้นางสังเกตเห็นอย่างเฉียบแหลมว่าอาจมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น “ซูเอ๋อร์เกิดเรื่องขึ้นหรือ?!”
ภายในห้องโถง นายท่านทั้งหลายรวมตัวกัน ฮูหยินอวิ๋นยืนอยู่ข้างกายบุรุษด้วยท่าทีเคร่งเครียด
“ญาติผู้น้องทุกท่าน ข้ามีเทียบยาอยู่ฉบับหนึ่ง” อวิ๋นมู่หยิบเทียบยาอายุวัฒนะที่เขาและอวิ๋นซูร่วมกันพัฒนาเมื่อตอนนั้นออกมาจากอกเสื้อ นายท่านทั้งหลายอ่านกันรอบหนึ่งแต่กลับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “นี่…เป็นเทียบยาที่ใช้รักษาอาการป่วยใดหรือ?”
อวิ๋นมู่ขมวดคิ้วแน่น “ผู้ที่กินยานี้จะย้อนจากวัยชราสู่วัยเยาว์”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ทุกคนพลันสูดหายใจเย็นยะเยือก พวกเขารับรู้ถึงความร้ายกาจของเทียบยาฉบับนี้ได้โดยพลัน ยิ่งไปกว่านั้นเกรงว่า…นี่จะเป็นวิชาลับของตระกูลอวิ๋น! พวกเขาไม่มีคุณสมบัติไปแตะต้อง
“แต่ยาชนิดนี้ให้ผลเพียงชั่วคราว ที่สำคัญก็คือมันมีผลข้างเคียงอันยากจะจินตนาการ ผู้ที่กินมันลงไป หลังจากผ่านไประยะหนึ่งจะมีอาการอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว มันจะเผาผลาญพลังชีวิตของพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว สุดท้ายจะสิ้นลมตาย ตอนนี้ข้าหวังว่านายท่านทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาเทียบยาที่ใช้ยับยั้งยานี้ออกมาให้ได้ ช่วงนี้ข้าศึกษาอยู่เนิ่นนาน คิดไปคิดมา เรื่องนี้ต้องให้คนตระกูลอวิ๋นของพวกเราทุกคนร่วมมือกันถึงจะทำสำเร็จ”
ฮูหยินอวิ๋นได้ฟังพลันตกใจจนหัวใจกระตุก “ฟู่จวิน หรือว่าซูเอ๋อร์…”
ซูเอ๋อร์? นายท่านทั้งหลายมีท่าทีแข็งค้าง ที่พี่สะใภ้กล่าวคงมิใช่ว่า…
อวิ๋นมู่รีบมองไปทางฮูหยินอวิ๋น “คุณหนูกงซุนกินยานี้ลงไปแล้ว”
ฮูหยินอวิ๋นร่างกายโซเซ นายท่านทั้งหลายยิ่งสงสัยมากขึ้น พวกเขาไม่รู้เรื่องอวิ๋นซู ส่วนเรื่องเกี่ยวกับคุณหนูกงซุนกลับได้ยินมาไม่น้อย โชคดีที่มีความช่วยเหลือจากคุณหนูท่านนี้พวกเขาจึงมาถึงแคว้นเหลียนและปิดบังชื่อแซ่ได้
“ในเมื่อเป็นเรื่องของคุณหนูกงซุน พวกเราต้องช่วยเหลือเป็นแน่!”
“ใช่แล้ว ไม่มีเรื่องใดที่คนตระกูลอวิ๋นของพวกเราทำไม่ได้ พี่ใหญ่โปรดวางใจเถิด!”
หลานอวิ๋นได้ยินว่าอวิ๋นมู่กลับมาแล้วจึงออกมาจากห้อง มองไปยังซูฉินที่เดินเข้ามาพอดี “ฮองเฮา นายท่านอวิ๋นกลับมาแล้วหรือ”
ซูฉินพยักหน้าเล็กน้อย “แม่ทัพหลาน ตอนนี้อย่าเพิ่งไปรบกวนพวกเขาจะดีกว่า ได้ยินว่าบุตรีของฮูหยินอวิ๋นป่วยหนัก ตอนนี้นายท่านทั้งหลายกำลังหารือวิธีการรับมือ”
“อะ อะไรนะ?! คุณหนูกงซุนป่วยหนัก?!”
“แม่ทัพหลานก็รู้จักหรือ…”
ยามนี้หลานอวิ๋นจึงค่อยคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เผยสีหน้าตื่นตระหนักออกมา “ฮองเฮา คุณหนูกงซุนเป็นเป็นสตรีในพระทัยขององค์ชายใหญ่ อีกไม่นานพวกเขาจะอภิเษกกันแล้ว…ไม่ทราบว่าคุณหนูกงซุนป่วยเป็นอะไร?” กระทั่งนายท่านอวิ๋นก็ยังรับมือไม่ได้ ดูท่าทางคงร้ายแรงเป็นอย่างยิ่ง!
ซูฉินเผยสีหน้าตื่นตะลึงออกมา “ท่านกล่าวว่า บุตรีของฮูหยินอวิ๋นเป็น…”
“ใช่ เป็นลูกสะใภ้ในอนาคตของพระนาง!”
บนโลกใบนี้…ถึงกับมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เชียวหรือ! วาสนาระหว่างนางและฮูหยินอวิ๋นยากจะหาคำใดมาบรรยายจริงๆ “อย่าได้กล่าวถึงฐานะของข้ากับฮูหยินอวิ๋นชั่วคราว ทุกสิ่งทุกอย่างรอให้เรื่องราวสิ้นสุดก่อน ข้าย่อมอธิบายกับนางด้วยตัวเอง”
“ซูเอ๋อร์นาง เหตุใดจึงทำเรื่องอันตรายเช่นนี้!” ฮูหยินอวิ๋นกุมหัวใจของตน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจ ที่แท้ระยะนี้อวิ๋นมู่ถึงกับพาอวิ๋นซูไปยังถ้ำเสือรังมังกรที่อันตรายเพียงนั้น ตอนนี้นางถึงกับเกิดเรื่องเช่นนี้…
บนใบหน้าของอวิ๋นมู่เต็มไปด้วยความตำหนิตนเอง “เป็นข้าลำพองใจเกินไปจริงๆ แต่หากเลือกได้อีกครั้ง เกรงว่าผลลัพธ์ก็คงเป็นเช่นเดิม”
ฮูหยินอวิ๋นเงยหน้าขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา “ฟู่จวิน ข้าไม่อยากได้ยินเหตุผลยิ่งใหญ่คับฟ้าอันใดอีก ข้าต้องการเพียงบุตรีของข้า ขอเพียงซูเอ๋อร์ปลอดภัยไร้อันตรายก็เพียงพอแล้ว!”
“ฮูหยินใจเย็นลงหน่อยเถิด เชื่อข้า ซูเอ๋อร์จะต้องผ่านด่านนี้ไปได้อย่างปลอดภัยแน่นอน! ตอนนี้อาการของนางยังไม่นับว่ามั่นคง ก่อนหน้านี้นางพัฒนายาแก้ออกมาด้วยตนเองแล้ว ข้าเชื่อว่าทั่วทั้งตระกูลอวิ๋นไม่มีผู้ใดมีวิชาแพทย์สูงส่งไปกว่าซูเอ๋อร์ เทียบยาของยาแก้ที่นางกินลงไปก่อนหน้านี้ข้าก็นำมาด้วย ขอเพียงพวกเราเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มิแน่ว่า…”
ฮูหยินอวิ๋นคล้ายมิอยากได้ยินอวิ๋นมู่อธิบายอันใดอีก ทำเพียงเช็ดน้ำตาแล้วเดินจากไป
บุตรีของนางได้เกิดใหม่อีกครั้งก็นับเป็นความเมตตาจากสวรรค์แล้ว แต่คราวนี้หากว่า…นางก็ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป!
“ฮูหยินอวิ๋น…” เบื้องหน้ามีเสียงเรียกเปี่ยมความกังวลดังแว่วมา ฮูหยินอวิ๋นเงยหน้าขึ้น พบสตรีผู้สวมผ้าแพรปิดหน้ากำลังมองมาที่ตน
นางรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้า “เสียมารยาทแล้ว…”
“ฮูหยินอวิ๋น หากมีเรื่องอะไรที่ข้าช่วยได้ให้รีบเอ่ยมาเถิด” ซูฉินค่อยๆ เดินเข้าไปจับมือทั้งสองของฮูหยินอวิ๋นแน่น “คนมากมายเพียงนี้ร่วมแรงร่วมใจกัน ต้องสามารถทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีได้แน่นอน”
Venus36
เหมือนฟ้าอยากให้อวิ๋นซูชดใช้ ชีวิตกาลก่อนเพื่อบุรุษอย่างจักพรรดิเซียวทำบาปไว้มาก