หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 901 จักรพรรดิเซียวลงมือ
เล่มที่ 31 ตอนที่ 901 จักรพรรดิเซียวลงมือ
พระราชวังแคว้นเหลียนในวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ ทว่าบรรยากาศเฉลิมฉลองมีแผนร้ายและไอสังหารซ่อนเร้นอยู่อย่างสมบูรณ์
บนแท่นบวงสรวง จักรพรรดิเหลียนและขุนนางทั้งหลายรออยู่ที่นั่นนานแล้ว พระองค์แย้มสรวลทอดพระเนตรไปยังขุนนางที่มีความคิดแตกต่างกันไปด้านล่าง ส่วนแม่ทัพกงซุนที่เดิมทีอยู่รอส่งอวิ๋นซูที่จวนแม่ทัพ ยามนี้ขี่ม้าเร็วตามเข้ามาแล้ว เขาเพียงต้องการส่งบุตรีของตนขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวกับมือ ส่วนเรื่องใหญ่อย่างการกราบไหว้ฟ้าดินย่อมมิยอมพลาดเช่นกัน
“เหตุใดแต่ละคนจึงหน้านิ่วคิ้วขมวด ยิ้มให้แม่ทัพเช่นข้าเสีย!” เมื่อแม่ทัพกงซุนเดินเข้ามาก็ถลึงตาใส่ขุนนางหลายคน พวกเขารีบยืดตัวฉีกยิ้ม “ยินดีกับแม่ทัพกงซุนด้วย!”
บุรุษร่างกำยำแสดงท่าทีไม่แตกต่างกับผู้อื่นออกมา เงยหน้าขึ้นสบตากับจักรพรรดิเหลียน เข้าใจกันโดยมิต้องเอ่ย
เกี้ยวสีแดงหยุดอยู่หน้าแท่นบวงสรวง บริเวณผ้าม่านมีมือขาวนวลสะอาดสะอ้านข้างหนึ่งปรากฏ ดวงตาอวิ๋นซูสั่นไหว จากนั้นจึงยื่นมือออกไป มอบตนเองให้อีกฝ่าย
เฟิ่งหลิงรู้สึกว่ามือเล็กๆ คู่นี้อ่อนนุ่มหาใดเปรียบ เขากุมมือไว้แน่นราวกับกลัวว่าจู่ๆ นางจะเลือนหายไป
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง ใบหน้าของบุคคลที่เขารักประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ ในสายตาของเฟิ่งหลิง นี่เป็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุด
“วางใจเถิด ทุกอย่างให้ข้าจัดการเอง” เขาเป็นห่วงกลัวว่าอวิ๋นซูจะกังวลเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปจึงกระซิบข้างหูนาง อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือนางไม่เคยกังวลจริงๆ บนร่างของเขามีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้นางสงบใจ คิดว่าหากมีบุรุษผู้นี้อยู่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรนางก็ไม่หวาดกลัว
คู่แต่งงานอันโดดเด่นปรากฏตัวเบื้องหน้าขุนนางทั้งหลาย บุรุษรูปงามไม่คล้ายคนธรรมดา ส่วนสตรีมีท่าทีสูงส่งเหนือผู้คนทำให้ขุนนางจำนวนไม่น้อยดวงตาเปล่งประกาย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดขุนนางชราหลายคนถึงกับคิดไปถึงเมื่อปีนั้น วันที่จักรพรรดิเหลียนและฮองเฮาทรงอภิเษกกัน
ตอนนี้ใบหน้าที่ดูคล้ายกันกำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทำให้คนไม่น้อยรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในความฝัน
ดวงเนตรของจักรพรรดิเหลียนจับจ้องอยู่บนใบหน้าของเฟิ่งหลิง พระองค์รู้สึกราวกับได้เห็นสตรีงามล่มแคว้นผู้สวมมงกุฎหงส์เมื่อปีนั้นกำลังเดินมาหาตนช้าๆ รอยยิ้มของนางงดงามประหนึ่งบุปผา ส่วนตนสาบานในใจว่าจะต้องปกป้องนางไปชั่วชีวิต เมื่อเวลาคล้อยผ่าน จักรพรรดิเหลียนหันไปมองเบื้องหลังอันว่างเปล่าของตน สรรพสิ่งยังอยู่แต่ผู้คนแปรเปลี่ยน
ในฐานะที่เป็นราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนย่อมต้องพบเจอวาสนาที่เต็มไปด้วยอุปสรรคเช่นนี้ จักรพรรดิเหลียนตัดสินพระทัยแล้วว่าพระองค์จะต้องลบล้างคำสาปนี้มิให้สืบต่อไปด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง!
เสียงประทัดอันครึกครื้นดังแว่วมา ตามมาด้วยเสียงเพลงอันไพเราะ ในยามที่คู่บ่าวสาวยืนอยู่บนแท่นบวงสรวง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดทุกคนจึงมีความรู้สึกราวกับใต้หล้าโค้งคารวะอยู่แทบเท้าพวกเขา บรรยากาศสูงศักดิ์ที่มีมาแต่กำเนิดแพร่กระจายไปทั่ว ในยามที่เสียงของขุนนางกรมพิธีการดังขึ้น ทุกคนจึงรีบคุกเข่าลง ฟังเสียงอันเคร่งขรึมหาใดเปรียบ
ธูปยาวสามดอกถูกปักลงบนกระถางธูปอย่างมั่นคง ข้างหูอวิ๋นซูเต็มไปด้วยเสียงลม ได้ยินไม่ชัดว่าขุนนางกรมพิธีการกล่าวอันใด
หนึ่งคำนับฟ้าดิน สองคำนับบุพการี ขั้นตอนนี้เฟิ่งหลิงคอยพานากระทำ แต่เขายังคงรู้สึกถึงร่างกายที่โอนเอนไปตามสายลมของอีกฝ่าย
“ซูเอ๋อร์? เจ้ายังดีอยู่หรือไม่?” เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากด้วยความกังวล เสียงของขุนนางกรมพิธีการดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง “สามีภรรยาคำนับกันเอง!”
หลังจากการคำนับครั้งนี้ พวกเขาจะอยู่ด้วยกันตลอดไปมิแยกจาก หลังการคำนับนี้ นางจะมีคนที่นางรักมาขึ้นอีกคนหนึ่งบนโลกนี้
มุมปากของอวิ๋นซูยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม พยายามฝืนระงับความง่วงที่ถาโถมโจมตีมาอย่างรุนแรงเอาไว้ พวกเขาผ่านเรื่องราวมามากมายกว่าจะเดินมาถึงขั้นนี้ได้ นางจะยอมแพ้ให้กับผลอันแปลกประหลาดของยาอายุวัฒนะได้อย่างไร?
ท่ามกลางสรวงสวรรค์เป็นพยาน คู่บ่าวสาวคำนับกันเป็นครั้งสุดท้าย
“เสร็จสิ้นพิธีการ!”
เสียงนี้ดังแว่วเข้าหูอวิ๋นซู ทว่าสตรีที่กำลังโค้งคำนับกลับไม่เคลื่อนไหวอยู่นาน ดวงตาของเฟิ่งหลิงมืดครึ้มลง รีบเดินเข้าไปดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด ยามนี้ขุนนางทั้งหลายเงยหน้าขึ้นแล้ว ถูกภาพบนแท่นบวงสรวงทำเอาตกใจจนพูดคำใดไม่ออก
ความรักระหว่างองค์ชายใหญ่และพระชายาลึกซึ้งเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงกับแสดงความสนิทสนมกันต่อหน้าทุกคนเชียว…
เฟิ่งหลิงจุมพิตลงบนหน้าผากอวิ๋นซูโดยมีผ้าคลุมหน้าขวางกั้น “ซูเอ๋อร์ ลำบากเจ้าแล้ว”
ไม่นานอวิ๋นซูก็ได้สติกลับมา นางยิ้มให้บุรุษเบื้องหน้าอย่างจนใจ เขากำลังคิดอะไรอยู่? ที่นี่มีคนมากมายคอยจับจ้อง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อครู่นางเพียงถูกความโศกเศร้าและความซาบซึ้งอาบย้อมไปทั่วทั้งสมองจึงลืมยืดตัวขึ้นเท่านั้น ชั่วขณะนั้นนางถึงกับรู้สึกอยากร้องไห้ รู้สึกขอบคุณสวรรค์หาใดเปรียบที่บันดาลให้บุรุษเบื้องหน้ามาปรากฏในชีวิตของนาง ให้นางรับรู้ถึงความรู้สึกที่สตรีธรรมดาคนหนึ่งสมควรมีอีกครั้ง โชคดีที่นางมิได้ทิ้งความเชื่อใจผู้อื่นไปจนหมดสิ้น มิได้ทิ้งวาสนาที่ไล่ตามตน
“แค่กๆ หลิงเอ๋อร์” จักรพรรดิเหลียนที่อยู่ด้านหลังอดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือนประโยคหนึ่ง ต่อให้ต้องการแสดงความสนิทสนมกันก็ควรรอให้เรื่องราวถูกแก้ไขไปได้เสียก่อน เจ้าเด็กนี่ไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาเลยหรือไร?
เพียงไม่นานแม่สื่อก็มาถึงด้านล่างแท่นบวงสรวง รับมือของอวิ๋นซูมาประคองแล้วเดินตามนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งไปทางตำหนักขององค์ชายใหญ่
บนหอสูงบริเวณไม่ไกล เงาร่างอายุน้อยร่างหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น มองสีแดงมงคลด้วยท่าทีกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
“เสด็จพี่สาม พระชายาองค์ชายใหญ่งดงามจริงๆ ใช่หรือไม่?” หวงฝู่รุ่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก หวงฝู่หลินที่อยู่ด้านข้างตอบรับไปตามใจ เขาไม่ทราบกระทั่งว่าเหตุใดตนจึงถูกหวงฝู่รุ่ยลากมาที่นี่ วันนี้มิใช่วันขององค์ชายเช่นพวกเขา มีเพียงวันหมั้นหมายและวันอภิเษกของตนเองเท่านั้นจึงจะไปที่แท่นบวงสรวงได้ ยิ่งไปกว่านั้นยืนอยู่บนหอสูงเช่นนี้จะเห็นชัดได้อย่างไร?
“น้องแปดก็อยากแต่งพระชายาแล้วหรือ?”
หวงฝู่รุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหน้าแดงเล็กน้อย “เสด็จพี่สามกล่าวอะไรกัน รุ่ยเอ๋อร์เพียง…อิจฉาเสด็จพี่ใหญ่เท่านั้น”
อิจฉา? เสด็จพี่ใหญ่แต่งคุณหนูกงซุน เตรียมจะต่อสู้กับพระอัยกาจนถึงที่สุด นี่มิใช่เรื่องน่ายินดีหรือน่าอวยพรอันใด แต่แล้วอย่างไรเล่า? สำหรับหวงฝู่หลินนี่กลับเป็นเรื่องน่ายินดีคับฟ้า
“วันที่เสด็จพี่สามแต่งพระชายา รุ่ยเอ๋อร์จะมาดูพระชายาองค์ชายสามที่นี่ด้วย!” หวงฝู่รุ่ยหันมา เผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสาให้เขา คำอวยพรและความเป็นมิตรเช่นนั้นมิได้เสแสร้ง หวงฝู่หลินใจสั่นไปชั่วครู่ เบนสายตาออกด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน เด็กคนนี้ถึงกับมีความคิดไร้เดียงสาเช่นนี้เชียว พระชายาที่เขาจะตกแต่งต้องช่วยเหลือตนได้ ไม่จำเป็นต้องคิดว่ามีความรักที่แท้จริงหรือไม่ มีอะไรน่าอวยพรกัน?
หวงฝู่หลินมองตามเงาร่างสีแดงที่ค่อยๆ เดินจากไปไกล คุณหนูกงซุน…เป็นสตรีที่แปลกประหลาดคนหนึ่งจริงๆ เชื่อว่าองค์ชายใหญ่คงมีความจริงใจให้นางกระมัง? เพียงแต่เขาคิดเดินตามรอยเท้าเสด็จพ่อหรือ? หวงฝู่หลินไม่เข้าใจจริงๆ เพื่อสตรีเพียงนางเดียว คุ้มค่ากับแผ่นดินแคว้นเหลียนหรือ?
เส้นทางสายนี้มีดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้อง
“คุณหนู” ชุนเซียงเดินตามไป หยิบของห่อหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ยัดใส่มืออวิ๋นซู
วันนี้ตำหนักขององค์ชายใหญ่ถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา เมื่อมาถึงนอกตำหนักประทับ แม่สื่อให้นางข้าหลวงทั้งหมดรวมไปถึงชุนเซียงรออยู่ด้านนอก ส่วนตนพาอวิ๋นซูเข้าไป ในยามที่เปิดประตู แม่สื่อยังรับผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวให้นางกับมือ
“เหนียงเหนียง องค์ชายทรงกำชับไว้ว่าให้เหนียงเหนียงรออยู่ที่นี่”
แม่สื่อเดินไปด้านข้าง แตะรูปภาพบริเวณกำแพง คิดไม่ถึงว่าจะมีประตูลับปรากฏขึ้นแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเองอาภรณ์สีแดงพลันปรากฏในม่านสายตาของอวิ๋นซู นางหันไปมอง สตรีที่ดูเหมือนตนทุกกระเบียดนิ้วยืนอยู่ที่นั่น คารวะนางครั้งหนึ่ง
เปลี่ยนตัวหรือ?
“เหนียงเหนียง เรื่องราวมิอาจรอช้า” แม่นมที่อยู่ด้านข้างกล่าวเตือน จากนั้นจึงช่วยอวิ๋นซูปลดชุดแต่งงานออกจากร่าง จนกระทั่งสตรีสุขุมเยือกเย็นเดินเข้าไปในทางลับจึงปิดสลักกลไกอย่างวางใจ
ตัวแทนนางนั้นสวมอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว แม่สื่อเอ่ยปากอย่างหนักแน่น “แม่นางต้องรักษาตัวให้ดี เมื่อออกจากพระราชวังไปแล้วจะมีคนมารับแม่นาง”
สตรีชะงักเล็กน้อย “นี่…หมายความว่าอย่างไร?”
แม่สื่อแย้มยิ้ม “องค์ชายใหญ่ทรงตรัสว่ามิอาจปล่อยให้มีการสูญเสียชีวิตเกิดขึ้นในวันแต่งงานอันมงคลเช่นนี้เป็นอันขาด แม่นางยอมเสี่ยงอันตราย องค์ชายใหญ่รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก อีกสักครู่เมื่อออกจากวังไปแล้วจะมีคนช่วยแม่นางออกไป”
“ไม่ ทูลองค์ชายว่ามิต้องใส่ใจความเป็นความตายของข้า ข้าเตรียมใจไว้ดีแล้ว…”
“แม่นาง องค์ชายใหญ่มิใช่คนเช่นนั้น” แม่สื่อกล่าวขัดคำพูดของนาง “เพราะองค์ชายใหญ่ไม่อยากให้มีผู้เสียสละแม้แต่คนเดียว พวกเราจึงยินยอมมอบชีวิตให้พระองค์มิใช่หรือ? แม่นางอย่าได้ทำลายน้ำใจขององค์ชายใหญ่เป็นอันขาด”
ใช่แล้ว นางกล่าวได้ถูกต้อง องค์ชายใหญ่เป็นคนอ่อนโยนเช่นนี้จริงๆ สตรีพยักหน้าอย่างซาบซึ้งใจ จากนั้นจึงสวมผ้าคลุมหน้านั่งรออยู่บนเตียงอย่างสงบ
ภายในเส้นทางลับเป็นบันไดที่ทอดยาวสายหนึ่ง อวิ๋นซูยกชายกระโปรงเดินลงไป คิดไม่ถึงว่าในพระราชวังแห่งแคว้นเหลียนจะมีเส้นทางลับที่ยาวเหยียดเช่นนี้ด้วย ไม่ทราบว่าเดินไปนานเพียงใด จนกระทั่งเบื้องหน้ามีลมพัดเข้ามา ประตูหินแห่งหนึ่งปรากฏสู่เบื้องหน้านาง
นางผลักประตูหินอันหนักอึ้ง แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามา มือใหญ่พลันปรากฏเบื้องหน้าอวิ๋นซู
“เหนียงเหนียง องค์ชายทรงรับสั่งให้กระหม่อมรอรับเหนียงเหนียงอยู่ที่นี่ เชิญเหนียงเหนียงผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
……
ม่านราตรีแผ่ขยาย บุรุษรูปงามอยู่ท่ามกลางขุนนางทั้งหลาย ยกสุรารสเลิศขึ้นดื่มจอกแล้วจอกเล่า หางตาของเขาปรายมองไป เห็นเงาคนกลุ่มหนึ่งแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว พลันเกิดประกายในดวงตา
“แม่ทัพกงซุน ไม่ผิดจากที่องค์ชายคาดเดา เมื่อครู่มีคนผู้หนึ่งถูกส่งออกนอกวังแล้ว”
“เป็นไท่ซ่างหวงหรือว่า…” ในมุมมืด บุรุษที่เดิมทีควรดื่มสุราอยู่ในห้องโถงใหญ่มาปรากฏตัวที่นี่ตั้งแต่ยามใดก็มิอาจทราบ กำลังฟังรายงานจากบุรุษชุดดำผู้หนึ่ง
“เป็นคนของจักรพรรดิเซียวขอรับ ส่วนไท่ซ่างหวงก็เตรียมตัวแทนอีกคนหนึ่งไว้ให้พวกเราเรียบร้อยแล้ว”
แม่ทัพกงซุนแย้มยิ้ม เช่นนี้ลดปัญหาไปได้มากจริงๆ เป็นเช่นที่องค์ชายใหญ่คาดเดา จักรพรรดิเซียวเป็นเพียงหมากที่ไท่ซ่างหวงใช้ข่มขู่พวกเขา จะช่วยอีกฝ่ายพาซูเอ๋อร์ออกจากแคว้นเหลียนได้อย่างไร เพียงต้องการใช้คนของจักรพรรดิเซียวที่ซ่อนอยู่ในพระราชวังมาดึงดูดความสนใจของพวกเขาเท่านั้น เดิมทีพวกเขาเตรียมตัวแทนไว้แล้วสองคน คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนี้อยู่อีก “จับตาดูการเคลื่อนไหวของไท่ซ่างหวงให้ดี ดูให้แน่ใจว่าพวกเขาจะพาตัวแทนนางนั้นออกไปอย่างสะดวกราบรื่น ยืดเวลาออกไปให้ได้!”
“ขอรับ!”
อีกด้านหนึ่ง นอกพระราชวัง
เงาดำสายหนึ่งทะยานเข้าสู่ป่าอย่างรวดเร็ว บนไหล่ของเขาแบกถุงกระสอบไว้ถุงหนึ่ง
ภายในป่า รถม้าสีเทาคันหนึ่งรออยู่บริเวณเนินเขานานแล้ว เซียวอี้เชินมองไปยังทิวทัศน์อันงดงามยามค่ำคืน จนกระทั่งด้านหลังมีเสียงดังขึ้น “ฝ่าบาท พาคนมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
Venus36
แผนแยบยลซ้อนแผนไปจ้า