หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 30 ตอนที่ 900 วันอภิเษก
เล่มที่ 30 ตอนที่ 900 วันอภิเษก
ม่านราตรีมาเยือน ภายในห้องอันเงียบสงบมีเสียงบุรุษสามคนดังแว่วมา
“เป็นอย่างไรบ้าง? มีอะไรผิดปกติหรือไม่?”
บุรุษรูปงามมองไปยังสตรีที่นอนหลับลึกเป็นพิเศษด้วยความเป็นห่วง คนทั้งสองที่อยู่ข้างกายกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม “ทูลองค์ชาย ชีพจรของท่านหมอไม่มีอะไรผิดปกติ เมื่อเทียบกับคนธรรมดาแล้วเต้นเร็วกว่าเพียงเล็กน้อย” พวกเขาจับชีพจรให้อวิ๋นซู มั่นใจว่าไม่มีความผิดปกติอันใด
“เช่นนั้นเหตุใดจึงมีผมขาวขึ้นมามากมายเพียงนั้น?”
บุรุษทั้งสองสบตากัน ลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “บางทีอาจเป็นเพราะเผชิญกับความเหนื่อยล้ามากเกินไปจึงทำให้ปรากฏอาการชราเกินวัยเช่นนี้”
“ท่านหมอทั้งสอง วิชาแพทย์ของพวกท่านสูงส่งที่สุดในสำนักหมอหลวง ต้องอาศัยพวกท่านแล้ว ข้าเป็นห่วงสุขภาพของซูเอ๋อร์มากจริงๆ” เฟิ่งหลิงนั่งลงข้างเตียง กุมฝ่ามือที่ร้อนกว่าตนเองแน่น อุณหภูมิของนางสูงกว่าบุรุษเล็กน้อย
“เป็นกระหม่อมไร้ความสามารถ ทว่าวิชาแพทย์ของท่านหมอประจำราชวงศ์เหนือกว่าพวกเราสองคนมากนัก หากนางมิสังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกายตนเอง จะเป็นเพราะองค์ชายทรงกังวลเกินไปหรือไม่?” ในฐานะที่เป็นผู้เดินบนเส้นทางการแพทย์ย่อมเข้าใจสภาพร่างกายของตนเองชัดเจนยิ่งกว่าผู้อื่น องค์ชายใหญ่สั่งให้พวกเขามาตรวจรักษาคุณหนูกงซุนที่จวนแม่ทัพกลางดึก ช่างเหนือคาดจริงๆ
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วแน่น นางเข้าใจสภาพร่างกายตัวเองดียิ่งกว่าผู้ใดจริงๆ ทว่านางกลัวว่าตนจะกังวลจึงแสร้งทำเป็นสบายดีมาโดยตลอด
หมอหลวงทั้งสองทอดถอนใจเบาๆ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้พวกเขากลับทำได้เพียงยืนอยู่ที่นี่โดยไร้ผลงาน รู้สึกผิดยิ่งนัก
“ลำบากท่านทั้งสองแล้ว อีกครู่หนึ่งจะให้คนไปส่งพวกท่านกลับจวน”
“เป็นกระหม่อมไร้ความสามารถ…”
ไม่นานภายในห้องก็เหลือบุรุษเพียงผู้เดียว เฟิ่งหลิงค่อยๆ ก้มตัวลงจุมพิตบนหน้าผากอวิ๋นซูอย่างลึกซึ้ง จากนั้นจึงหยิบขวดกระเบื้องเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ มันส่งกลิ่นหอมออกมาจางๆ นำไปจ่อและโบกไปมาบริเวณจมูกนาง
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด ในยามที่อวิ๋นซูค่อยๆ ได้สติขึ้นมา พบว่าข้างเตียงมีคนนั่งอยู่คนหนึ่ง นางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ พบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนคู่นั้น “ท่าน…ท่านอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เฟิ่งหลิงแย้มยิ้มเล็กน้อย “คิดถึงเจ้าจึงมาหากลางดึก”
อวิ๋นซูชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงแย้มยิ้มอย่างจนใจ “เหตุใดข้าจึงหลับลึกเพียงนี้” นางลุกขึ้นนั่ง เฟิ่งหลิงห่มผ้าห่มให้นางด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติยิ่งนัก “เจ้าเหนื่อยเกินไปแล้ว”
ไม่กล่าวไม่ได้ว่าการตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเห็นเขาเช่นนี้ ทำให้อวิ๋นซูรู้สึกยินดีจริงๆ “ท่านทำเช่นนี้ไม่เคารพประเพณีเอาเสียเลย”
งานอภิเษกใกล้จะมาถึงแล้ว ตามประเพณีของแต่ละพื้นที่ เจ้าบ่าวไม่ควรมาพบเจ้าสาวเป็นการส่วนตัว
“ในสายตาของข้ามีเพียงเจ้า ไม่มีกฎเกณฑ์เหล่านั้น”
อวิ๋นซูหน้าแดงระเรื่อ วันนี้เขามาเพื่อหยอกล้อตนโดยเฉพาะหรือไร?
“ซูเอ๋อร์” จู่ๆ เฟิ่งหลิงก็เอ่ยปากอย่างจริงจังหาใดเปรียบ อวิ๋นซูตอบรับเสียงเบา “ท่านมีคำพูด…ต้องการกล่าวกับข้าหรือ?”
“หลานอวิ๋นเขา…หาเสด็จแม่ของข้าพบแล้ว”
อะไรนะ?! ใบหน้าของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความยินดี “หาฮองเฮาพระองค์ก่อนพบแล้วหรือ?!”
เฟิ่งหลิงพยักหน้าเล็กน้อย “นางใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เป็นดั่งที่เจ้ากล่าว มีภูเขามีแม่น้ำ ทั้งยังมีพืชแปลกๆ นั่นเติบโตอยู่ด้วย”
อวิ๋นซูกุมมือของเขา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี “ดียิ่งนัก อีกไม่นานพวกเราจะได้อยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวแล้ว!”
“ซูเอ๋อร์ เมื่อครู่เจ้ากล่าวอันใด?” เฟิ่งหลิงดวงตาสว่างวาบ อวิ๋นซูชะงักไปครู่หนึ่ง “ข้ากล่าวว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวแล้ว”
บุรุษรูปงามยื่นมือออกไปประคองแก้มอ่อนนุ่มของนางเบาๆ “เจ้ากล่าวว่า พวกเราจะได้อยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวแล้ว”
ไม่นานอวิ๋นซูก็เข้าใจความหมายในคำพูดของบุรุษ นางกับริมฝีปากเบาๆ “หากวันนี้ท่านมาเพื่อหลอกล้อข้าโดยเฉพาะก็กลับไปเถิด” พูดจบก็คลายมือออก เฟิ่งหลิงแย้มยิ้ม ดึงมือนางกลับมาโดยพลัน “ซูเอ๋อร์ ข้าเพียงดีใจเท่านั้น เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง พวกเราจะได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ต้องลำบากซูเอ๋อร์แล้ว”
ลำบาก?
“ซูเอ๋อร์คงรู้แล้วกระมังว่าจักรพรรดิเซียวมาถึงแคว้นเหลียนแล้ว?”
“…อืม” เมื่อกล่าวถึงคนผู้นี้ น้ำเสียงของอวิ๋นซูพลันเย็นชาอย่างยากจะเลี่ยง นั่นคือคนที่นางไม่อยากนึกถึงเป็นที่สุดเพราะตอนนี้นางมีชีวิตที่ดีแล้ว
“ข้าเชื่อว่าการที่เขาเข้ามายังแคว้นเหลียนได้อย่างสะดวกราบรื่นเป็นเพราะไท่ซ่างหวงควบคุมอย่างลับๆ การข่มขู่ของเขาในคราวนี้มิอาจทำอะไรพวกเราได้จึงใช้วิธีการเช่นนี้มาบีบบังคับให้เจ้ายอมศิโรราบ พวกเราคิดว่าจักรพรรดิเซียวจะต้องเลือกลงมือวันอภิเษกเป็นแน่ ดังนั้นคราวนี้ซูเอ๋อร์ยินดีไปพบเสด็จแม่กับข้าสักครั้งหรือไม่? มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เสด็จพ่อและข้าจัดการ”
อวิ๋นซูเข้าใจความคิดของเฟิ่งหลิงเป็นอย่างดี นางไม่ตำหนิที่เขาปิดบังเรื่องเซียวอี้เชินกับตน อีกทั้งตอนนี้หาฮองเฮาพระองค์ก่อนพบแล้ว เขาจะต้องอดรนทนไม่ไหวอยากไปพบมารดาแท้ๆ ของตนทันทีเป็นแน่
“ได้” นางตอบรับอย่างยินดี แต่กลับทำให้เฟิ่งหลิงยิ่งรู้สึกผิด
“ขออภัย ข้าติดหนี้เจ้ามากมายเหลือเกิน”
“พูดจาโง่งมอันใด เป็นข้าติดหนี้ท่านต่างหาก” นางก้มหน้าลง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสุข
เฟิ่งหลิงเห็นท่าทีเช่นนี้ของนางในใจพลันรู้สึกสับสนอย่างยากจะเอ่ย ที่มีมากกว่าคือความรู้สึกตำหนิตนเองอันไร้ก้นบึ้ง เมื่อรับรู้สถานการณ์ของนาง ตนถึงกลับไร้ความสามารถจะกระทำสิ่งใด หากเป็นไปได้…เขายอมใช้ชีวิตตนแลกกับความปลอดภัยของอวิ๋นซู
“ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องจักรพรรดิเซียวอีก จะอย่างไรก็ต้องมีสักวันที่เขาต้องรับกรรมที่ตนเองก่อ”
อวิ๋นซูค่อยๆ หลับตาลง ในห้องพลันจมลงสู่ความเงียบงัน เฟิ่งหลิงก้มหน้ามอง พบว่าจู่ๆ สตรีก็ซบลงมาที่ไหล่ของตน ชุนเซียงเคยกล่าวว่าระยะนี้อวิ๋นซูนอนนานขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมักจะหลับไปในขณะที่กำลังสนทนากับผู้อื่น
ดวงตาของเฟิ่งหลิงปรากฏความเปียกชื้น ความหวาดกลัวในใจเพิ่มขึ้นไม่หยุด ดึงสตรีเข้ามาในอ้อมกอดช้าๆ
นางจะต้องไม่เป็นอะไร! ต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน! หากสวรรค์ไร้ตา เช่นนั้นเขาจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและตามนางไป
“หลับเถิด หลับให้สบายเถิด พรุ่งนี้เมื่อตื่นมาเจ้าจะเป็นภรรยาที่งดงามที่สุดของข้าแล้ว”
…
ค่ำคืนนี้ ภายในเมืองหลวงแห่งแคว้นเหลียนปรากฏเงาร่างของชาวบ้านจำนวนไม่น้อย พระราชวังกลายเป็นเป้าหมายของทุกคน รอคอยช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งในวันพรุ่งนี้อย่างสงบ
เช้าตรู่ ทั่วทั้งแคว้นเหลียนปกคลุมไปด้วยบรรยากาศมงคล พระราชวังแห่งแคว้นเหลียนจมลงสู่สีแดงที่แสดงถึงความเป็นมงคล กลีบบุปผาโปรยปรายทั่วท้องฟ้า ขบวนรับตัวเจ้าสาวเดินทางออกจากวังหลวง บนท้องถนนเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ เสียงดนตรีอันไพเราะดังก้องถึงสวรรค์ บรรยากาศครึกครื้นใหญ่โต
ภายในจวนแม่ทัพ สตรีผู้สวมใส่ชุดแต่งงานสีแดงถูกผู้คนห้อมล้อม ปลายชุดสีทองลากยาวดุจหางหงส์ ปิ่นสีทองอันปราณีตปักอยู่บนศีรษะ หว่างคิ้วมีจุดแต้มชาด ดวงตากระจ่างใสเปล่งประกายที่ทำให้ผู้คนมิอาจละสายตา สตรีที่ยามปกติเยือกเย็นสงบนิ่ง วันนี้กลับงดงามล่มเมืองเพียงนี้ ทำให้ผู้พบเห็นไม่น้อยใจสั่น
บรรยากาศเช่นนี้มิอาจสรรหาคำใดๆ มาบรรยาย ทั้งเข้มข้นรางเลือน ทั้งลึกล้ำบางเบา ทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะท้าน
“คุณหนูเจ้าคะ…” ชุนเซียงอดไม่ได้ที่จะเช็ดน้ำตาบริเวณใบหน้าของตน “ยินดีกับคุณหนูด้วย ยินดีด้วยเจ้าค่ะ…” เมื่อเลือกเดินบนเส้นทางนี้ ชุนเซียงหวังว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปอวิ๋นซูจะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข
“ซูเอ๋อร์! พ่ออาลัยเจ้าจริงๆ!” แม่ทัพกงซุนเดินก้าวใหญ่ๆ เข้ามา ดึงอวิ๋นซูเข้าสู่อ้อมกอด ทำให้พ่อบ้านและแม่นมที่อยู่ด้านข้างตกใจจนรีบเอ่ยปาก “ท่านแม่ทัพโปรดระวัง อย่าทำให้เครื่องประทินโฉมของพระชายาเสียหาย!”
“เอ๋? ข้าลืมไปเชียว ซูเอ๋อร์ หากองค์ชายใหญ่กล้ารังแกเจ้า พ่อจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมปล่อยเขาไป! ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใด พ่อจะไล่ตามไป ทำให้เขารับรู้ถึงความลำบาก! อีกอย่าง…ซูเอ๋อร์ เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี” แม่ทัพกงซุนจับมืออวิ๋นซูแน่น ท่าทางอยากจะกล่าวแต่ก็หยุดไปเช่นนั้นทำให้อวิ๋นซูรู้สึกได้ว่าเขาคงรู้อะไรบางอย่างเช่นกัน
ในใจอดไม่ได้ที่จะสั่นไหว “ขอบคุณเจ้าค่ะ…ขอบคุณสำหรับการดูแลของท่านพ่อในหลายวันมานี้ ลูกมิอาจอยู่แสดงความกตัญญูข้างกาย…”
“อย่ากล่าวเช่นนี้! พ่ออยากเห็นเจ้ามีความสุข เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว!”
“อา แม่ทัพกงซุน ใกล้จะได้ฤกษ์มงคลแล้ว รีบเตรียมตัวให้พระชายาเถิด!” แม่นมที่อยู่ด้านข้างเร่ง “ผลสงบสุขและมงกุฏสมปรารถนาเตรียมเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ อย่าได้ทำหายเล่า!”
รอบด้านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย อวิ๋นซูมองภาพเช่นนี้ จู่ๆ พลันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างคงมิใช่เพียงความฝันของตนใช่หรือไม่? ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถาโถมเข้าสู่สมอง ไม่ หากเป็นความฝันนางจะไม่ยอมตื่น บุรุษที่นางรักรอนางอยู่
ชุดแต่งงานสีแดงบนร่างดูคุ้นเคยเพียงนี้ แต่คราวนี้อวิ๋นซูกลับไม่รู้สึกเสียใจ ต่อให้มีอุปสรรคนานัปการนางก็จะตามไปอยู่ข้างกายเฟิ่งหลิง ทุกชาติภพมิแยกจาก
ด้านนอกมีเสียงประทัดดังสนั่นฟ้า ขบวนรับตัวเจ้าสาวที่อ้อมไปครึ่งเมืองหลวงหยุดอยู่บริเวณประตูจวนแม่ทัพอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านรอบด้านเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ทุกที่ล้วนมีเสียงโห่ร้องอย่างครึกครื้น
ในยามที่เงาร่างสีแดงปรากฏตัวบริเวณประตูจวนแม่ทัพกงซุน รอบด้านพลันมีเสียงแสดงความยินดีดังสนั่นฟ้า สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าเงยหน้าขึ้น สบตากับบุรุษรูปงามราวเทพสวรรค์ที่นั่งอยู่บนหลังม้า
ทั้งสองสบตากันโดยมีทะเลมนุษย์ขวางกั้น ทว่าทั้งสองรู้สึกคล้ายกับว่าตอนนี้มีเพียงกันและกัน ไร้ซึ่งระยะห่างใดๆ
“พระชายาองค์ชายใหญ่ ควรขึ้นเกี้ยวได้แล้วเพคะ”
แม่นมที่อยู่ข้างๆ กล่าวเร่งด้วยรอยยิ้ม อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวอันหรูหราที่ประดับไปด้วยผ้าเเพรสีแดงภายใต้การประคองของชุนเซียง
“ยกเกี้ยว!”
ขณะนี้เอง ท่ามกลางทะเลคนมีสายตาคมกริบหลายสายจับจ้องไปยังเกี้ยวเจ้าสาวสีแดง ขณะเดียวกันกองกำลังแต่ละฝ่ายต่างสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว รอโอกาสที่ดีที่สุด
“องค์ชาย คนเหล่านั้นตามอยู่หลังขบวนของพวกเรา” องครักษ์นายหนึ่งเดินมาข้างม้าของเฟิ่งหลิงแล้วเอ่ยเสียงเบา
“ปล่อยให้พวกเขาตามไปเถิด”
เฟิ่งหลิงรู้ดี ก่อนไปถึงวังหลวงจะไม่เกิดเรื่องเหนือคาดอันใดแน่นอน เนื่องจากพระชายาต้องกราบไหว้ฟ้าดินที่แท่นบวงสรวง เพื่อจะไม่ตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านไท่ซ่างหวงจะต้องรอให้ขั้นตอนนี้สำเร็จเสียก่อน เช่นนั้นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดก็คือหลังจากลงจากแท่นบวงสรวงและส่งตัวพระชายาเข้าวัง
บนโรงน้ำชา บุรุษรูปงามผู้หนึ่งจับจ้องเงาร่างที่อยู่ในเกี้ยวอันรางเลือนหลังนั้น มือที่อยู่ในแขนเสื้อปรากฏเส้นเลือดสีเขียว
นางกล้าขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวของผู้อื่นจริงๆ! รู้สึกเช่นไรเล่า? จำความรู้สึกที่ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวของตนก่อนหน้านี้ได้หรือไม่?
บนใบหน้าของเซียวอี้เชินปรากฏรอยยิ้มอำมหิต องครักษ์เงาที่อยู่ด้านหลังรีบกล่าวเตือน “นายท่าน โปรดอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม ที่นี่มีสายตาผู้คนมากมาย พวกเรามิอาจลงมือได้”
บุรุษแค่นเสียงเบาๆ เขาย่อมต้องอดทนแน่นอน เพราะเขารู้ว่าสุดท้ายเขาจะต้องเป็นผู้ชนะ
สายตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารหยุดอยู่บนร่างของบุรุษในชุดแต่งงานบนหลังม้า เป็นเขาจริงๆ! ถึงกับคิดจะตกแต่งฮองเฮาของตน หากเขารู้ฐานะที่แท้จริงของนางจะตกใจจนหน้าถอดสีหรือไม่?
ผู้ที่เขาตกแต่งด้วยคือฮองเฮาแห่งแคว้นอี้ที่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง!
MooOaun
I บ้า! เมิงเป็นคนสั่งฆ่าเค้า ยอมให้คนเค้าถูกถลกหนังหน้าทั้งเป็น มีสิทธิ์อะไรมาอยากได้เค้าอีก 😡