หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 916 มารดาและบุตรีรวมตัว
เล่มที่ 31 ตอนที่ 916 มารดาและบุตรีรวมตัว
ซูฉินรู้สึกราวกับตนอยู่ในความฝัน นางจับจ้องไปยังบุรุษหนุ่มท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด ดวงตาของเขาดูคุ้นเคยเพียงนั้น ในใจมีเสียงหนึ่งกำลังบอกนางว่านั่นต้องเป็นญาติใกล้ชิดนางแน่นอน ทว่าสติสัมปชัญญะกลับกล่าวเตือนนางมิให้นางทำอะไรบุ่มบ่ามเป็นอันขาด
หัวใจอดไม่ได้ที่จะเต้นอย่างบ้าคลั่ง ขณะนี้ซูฉินลืมไปจนสิ้นแล้วว่ายี่สิบปีมานี้ตนใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ในสมองถูกภาพความทรงจำในอดีตที่มีร่วมกับเขาปกคลุมจนสิ้น
เสียงร้องไห้ของเขา นิ้วเล็กๆ อันอ่อนแรงของเขา รอยยิ้มน่ารักประดุจแสงอาทิตย์ของเขา
นั่นคือเขา ต้องใช่แน่นอน! เวลาผ่านเลยไป ทารกที่อยู่ในห่อผ้าอ้อมยามนี้เติบโตเป็นบุรุษยอดเยี่ยมผู้หนึ่งแล้ว เขาสง่างามหล่อเหลา ฝีมือยอดเยี่ยมแข็งแกร่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เป็นดั่งจินตนาการของตนทุกกระเบียดนิ้ว!
“ระวัง!” ธนูอันเย็นยะเยือกดอกหนึ่งถูกยิงเข้ามา อวิ๋นซูพบว่าสตรีข้างกายถึงกับไร้ซึ่งปฏิกิริยาใด นางรีบพุ่งตัวเข้าใส่อีกฝ่ายให้ล้มลงด้านข้าง ธนูนั้นจึงเฉียดผ่านศีรษะนางไป แม้ตกใจทว่าไร้อันตราย
ในที่สุดซูฉินก็ได้สติกลับมา สบเข้ากับดวงตาเปี่ยมกังวลคู่นั้น จากนั้นราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ตามข้ามา!”
“นางอยู่นั่น!”
เพียงไม่นานเงาร่างทั้งสองที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทางด้านนี้ก็ดึงดูดความสนใจของบุรุษชุดดำเหล่านั้น พวกเขาเปลี่ยนทิศทางการโจมตี มุ่งไล่ลาไปทางพวกนางทั้งสองโดยพลัน
“ซูเอ๋อร์!” เฟิ่งหลิงสายตาเย็นยะเยือก องครักษ์ข้างกายรีบทะยานไปเบื้องหน้า สู้พัวพันคิดรั้งบุรุษชุดดำเหล่านั้นไว้
ไม่นานสตรีทั้งสองก็เข้าไปในป่า ยามนี้เองห่าธนูจำนวนนับไม่ถ้วนยิงพุ่งเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ล้วนโจมตีไปยังบริเวณที่มีคนชุดดำเหล่านั้นอยู่ พวกเขาสกัดการโจมตีพลางแยกย้ายกันไปรอบๆ แต่ที่น่าแปลกก็คือลูกธนูเหล่านี้คล้ายกับมีตา พวกเขาไปทางใด ลูกธนูก็พุ่งไปรวมอยู่ทางนั้น
“องค์ชาย มีคนกำลังควบคุมกลไกพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์มองไปยังทิศทางที่ลูกธนูเหล่านั้นยิงพุ่งไป รีบมารวมตัวกันในที่สูง บริเวณนั้น เงาร่างในอาภรณ์สีขาวซ่อนอยู่หลังใบไม้หนา หากมิใช่คนที่เชี่ยวชาญกลไกค่ายกลเกรงว่ายากจะหานางพบ
ยามนี้เป็นโอกาสอันดีของพวกเขา ดวงตาของเฟิ่งหลิงเปล่งประกาย “สังหารไม่ละเว้น!”
คนเหล่านี้เป็นคนที่ไท่ซ่างหวงส่งมาโดยไม่ต้องสงสัยเลย ในเมื่อพวกเขาพบร่องรอยของอวิ๋นซูแล้ว ย่อมมิอาจปล่อยให้มีชีวิตกลับไปได้แม้เพียงคนเดียว
เมื่อเห็นสถานการณ์เบื้องหน้า คนชุดดำที่เหลือจึงรู้ว่าพวกตนทำภารกิจล้มเหลว มิอาจมีชีวิตกลับไปได้อีก บนใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ จากนั้นถึงกลับยอมปล่อยอวิ๋นซูหันไปโจมตีเฟิ่งหลิงที่อยู่ด้านหลังแทน
การโจมตีของห่าธนูทวีความรุนแรงขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับพยายามสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของพวกเขาอย่างสุดความสามารถ
ทันใดนั้นคนผู้หนึ่งตะโกนออกมา พบว่าชั่วขณะนั้นเอง ร่างกายของเขาพลันระเบิดออก หมอกโลหิตสาดกระจายไปทั่ว
ใครก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ องครักษ์ข้างกายเฟิ่งหลิงบางคนล้มลงไปชักกระตุกอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าเขียวม่วง ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสี “ในเลือดของมือสังหารมีพิษ!”
“วันนี้พวกเจ้าอย่าได้คิดจะมีชีวิตรอดกลับไปเลย!” เดิมทีบุรุษชุดดำผู้เป็นหัวหน้าบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว เขาทะยานตัวครั้งหนึ่งพุ่งเข้าใส่เฟิ่งหลิง ทุกคนรีบคุ้มครองบุรุษผู้นั้นไว้ตรงกลาง มือสังหารยังไม่ทันเข้าใกล้เป้าหมายก็ระเบิดตัวเองจนตาย โลหิตที่ผสมไปด้วยเศษเนื้อร่วงลงมาจากฟ้า
“องค์ชายระวัง!” องครักษ์ผู้หนึ่งรีบถอดเสื้อนอกของตนโยนไปบนอากาศ สกัดกั้นโลหิตมีพิษเหล่านั้นไว้ได้ส่วนใหญ่ ทว่าไม่นานชายชุดดำคนอื่นๆ ก็พากันระเบิดตัวตาย สถานการณ์สับสนวุ่นวายจนถึงขีดสุด
ซูฉินและอวิ๋นซูที่อยู่ในที่สูงคิดไม่ถึงว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ ห่าธนูหยุดโจมตี ด้านล่างถูกปกคลุมไปด้วยหมอกโลหิต
ฤทธิ์ของโลหิตพิษเหล่านี้มิใช่ย่อย ต่อให้เป็นองครักษ์ที่กินยาต้านพิษลงไปก่อนหน้านี้ก็ยังปรากฏอาการต่างๆ นานาให้เห็น
“เฟิ่งหลิง!”
สตรีสองนางเดินใกล้เข้ามา คิดไม่ถึงว่าซูฉินกลับดึงมือบุรุษที่คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้นขึ้มาก่อนเป็นคนแรก ใช้มือของตนจับชีพจรให้เขา
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ทำให้อวิ๋นซูรู้สึกแปลกใจ สตรีผู้สวมผ้าแพรปิดหน้ามีสายตาเคร่งเครียดและกังวล “ถูกพิษแล้ว!”
“พวกเขากินยาแก้พิษลงไปก่อนแล้ว คงไม่มีอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่ต้องรีบแก้พิษถึงจะดี”
จากที่นี่ไปยังตระกูลอวิ๋นยังห่างอยู่อีกระยะหนึ่ง ซูฉินเปลี่ยนเป้าหมายทันที “ไปที่บ้านข้า!”
เพียงไม่นานองครักษ์ที่ได้รับบาดเจ็บหลายคนก็มานั่งอยู่ในลานเรือนอย่างไร้เรี่ยวแรง อวิ๋นซูนำยาสมุนไพรที่โขลกต้มมาดีแล้วแบ่งให้ทุกคน เมื่อนางหันกลับไปมอง พบว่าสตรีกำลังพันแผลให้เฟิ่งหลิงอยู่ในห้อง ในใจเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด
“ลำบากแม่นางแล้ว ซูเอ๋อร์…” ปฏิกิริยาของเฟิ่งหลิงไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก เขามองไปด้านนอกเป็นระยะ ราวกับต้องเห็นอวิ๋นซูเท่านั้นจึงจะทำให้เขาวางใจ
เพียงไม่นานสตรีสุขุมเยือกเย็นก็เดินเข้ามาในห้อง แต่กลับถูกเฟิ่งหลิงจับแขนโดยพลัน “เมื่อคืนเจ้าไปที่ใดมา? ได้รับบาดเจ็บหรือไม่? พวกเขาทำร้ายเจ้าหรือไม่?” คำถามมากมายทำให้อวิ๋นซูรู้สึกจนใจ ไม่ว่าจะมองอย่างไร ตอนนี้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บยิ่งกว่าก็คือเฟิ่งหลิง
ซูฉินถอยออกมาด้านข้างอย่างสงบ อย่างไรก็ตามสายตาของนางกลับไม่อาจละออกจากใบหน้าของเฟิ่งหลิงได้เลย “คุณชายท่านนี้คือสามีของแม่นางหรือ?”
นางคิดไปถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของหลานอวิ๋น บุตรชายของนางแต่งงานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นบุตรีของฮูหยินอวิ๋น เช่นนั้น…
ใบหน้าของสตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นี้ไม่มีความคล้ายคลึงกับฮูหยินอวิ๋นแม้แต่น้อย แต่บรรยากาศและลักษณะในการทำเรื่องต่างๆ กลับดูราวกับถอดแบบกันออกมา
บนใบหน้าของอวิ๋นซูมีริ้วแดงพาดผ่าน นางพยักหน้าเล็กน้อย “เมื่อคืนเป็นแม่นางท่านนี้ช่วยเข้าไว้”
เฟิ่งหลิงมองไปทางซูฉินโดยพลัน สายตาเช่นนั้นทำให้อีกฝ่ายอดไม่ได้ที่จะใจสั่น เบนสายตาออกโดยไม่รู้ตัว ซูฉินคิดไม่ถึงว่าจะได้พบเขาในเวลาเช่นนี้ ทั้งๆ ที่มีคำพูดมากมายต้องการกล่าว แต่ความไม่สบายใจบางอย่างกลับค่อยๆ แผ่ขยายอยู่ในใจ
หากตอนนี้เขาจำนางได้จะทำเช่นไร? เขาคงไม่เกลียดนางใช่หรือไม่? จะโกรธเกลียดนางที่ส่งเขาไปอยู่ต่างแคว้นตั้งแต่ยังเยาว์หรือไม่
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต!” เฟิ่งหลิงพยายามลงจากพื้นเพื่อคารวะอีกฝ่าย ซูฉินรีบยื่นมือไปหยุดเขาไว้ การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ทั้งสองชะงักไป
ตั้งแต่เมื่อครู่ สตรีผู้สวมผ้าแพรปิดหน้าก็ดูแปลกๆ ดูตื่นเต้นจนไม่เป็นธรรมชาติกระมัง?
ขณะนั้นเอง ดวงตาของเฟิ่งหลิงพลันเปล่งประกายไหววูบ เขาจ้องมองไปยังดวงตาอันคุ้นเคยของซูฉิน พลันรู้สึกคล้ายจิตวิญญาณสั่นไหว
“…ข้าจะไปดูองครักษ์ด้านนอกเสียหน่อยว่าต้องการการดูแลหรือไม่” ซูฉินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง กุมหัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งของตนพลางถอยออกไป กลัวว่าหากอยู่ในห้องอีกแม้เพียงชั่วขณะ ตนจะอดใจไม่ไหวจนหลุดปากออกไป
เฟิ่งหลิงมองไปยังแผ่นหลังที่เดินจากไป จมลงสู่ความเงียบงัน
“รู้สึกว่านางกับท่านเหมือนกันมากหรือไม่?” ข้างหูมีเสียงหยอกล้อของอวิ๋นซูดังขึ้น เฟิ่งหลิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ “เหมือนหรือ?”
“ตอนที่ข้าพบแม่นางผู้นั้นเป็นครั้งแรก ยังคิดว่าเป็นท่านสวมชุดสตรีเสียอีก”
“…” เฟิ่งหลิงส่งเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างอดไม่อยู่ “ซูเอ๋อร์รู้จักหยอกล้อผู้อื่นตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
เขายื่นมือออกไปดึงอวิ๋นซูมาอยู่ข้างกาย สายตาหยุดอยู่บนรอยถลอกเล็กๆ บนหลังมือขาวนวล เอ่ยปากพูดด้วยท่าทีปวดใจ “ล้วนเป็นข้าไม่ดีเอง ทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายอีกแล้ว”
“มิใช่ว่าท่านตามมาทันแล้วหรือ? ดังนั้นข้าให้อภัยท่าน”
สายตาของเขาเหมือนบิดายิ่ง นอกหน้าต่าง ซูฉินมองไปด้านในอย่างอดไม่อยู่ เมื่อเห็นความลึกล้ำอันยากจะปกปิดในดวงตาของบุรุษผู้นั้น ในใจอดไม่ได้ที่จะชื่นชม
บุตรชายของนางหาผู้เป็นอีกครึ่งหนึ่งของตนพบแล้ว เหมือนกับตนเมื่อปีนั้น เมื่อครู่เขาพุ่งทะยานมาทางพวกนางโดยไม่สนใจความเป็นตายของตน ซูฉินสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในใจของเฟิ่งหลิงมีเพียงอวิ๋นซูอย่างที่มิอาจมีผู้ใดมาแทนได้
เขาเติบโตแล้ว มีบุคคลที่ตนหวงแหน รู้ว่าจะปกป้องสตรีที่ตนรักอย่างไร
ดวงตาของซูฉินแดงระเรื่อ ความขมฝาดในใจแผ่ขยายอีกครั้ง นางพลาดช่วงเวลาไปมากมายเหลือเกิน นางรู้สึกขอบคุณสวรรค์ยิ่งนัก ต่อให้ตนมิอาจสั่งสอนเขาได้ว่าจะรักผู้อื่นเช่นไร แต่เขายังได้สตรีที่ควรค่าแก่การปกป้องไปชั่วชีวิตมาแล้วนางหนึ่ง
แม่นางผู้นั้น…มุมปากของซูฉินยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม อายุยังน้อยแต่กลับมีความลึกล้ำและหนักแน่นเพียงนี้ หาไม่ง่ายเลยจริงๆ นับว่าบุตรชายของนางมีดวงตาเฉียบแหลมยิ่งนัก
“ที่นี่อยู่ห่างจากหมู่บ้านที่ตระกูลอวิ๋นอยู่ไม่ไกล เรื่องราวมิอาจรั้งรอ พวกเรารีบกลับไปเถิด”
ยามเมื่อเฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูออกมาก็ไม่เห็นเงาร่างของซูฉินแล้ว
“พวกเจ้าเห็นแม่นางเมื่อครู่นี้หรือไม่?”
องครักษ์ผู้อยู่ในสภาพเหนื่อยล้าพากันส่ายหน้า เฟิ่งหลิงโอบไหล่อวิ๋นซู “วางใจเถิด แม่นางผู้นั้นมิใช่คนธรรมดา บางทีอาจมีธุระเร่งด่วนจึงรีบจากไป พวกเราไม่ควรรั้งอยู่ที่นี่ มิเช่นนั้นจะพานำพาความยุ่งยากมาให้นางไม่น้อย”
“น่าเสียดายที่มิได้ขอบคุณนางดีๆ อีกครั้ง”
เฟิ่งหลิงแย้มยิ้ม ทว่าในสมองกลับปรากฏภาพดวงตาอันคุ้นเคยคู่นั้นขึ้นอีก ราวกับมีอะไรบางอย่างกดทับอยู่ในใจ เป็นรสชาติที่บรรยายไม่ถูก
ราวกับว่า…เขากำลังเดินเฉียดไหล่ของสำคัญบางอย่าง
ไม่นาน ภายในเรือนพักเล็กๆ ฮูหยินอวิ๋นเดินออกมาจากห้องอย่างระมัดระวัง นายท่านหลายคนและอวิ๋นมู่ยังคงถกกันถึงเรื่องการปรับปรุงเทียบยาอยู่ในห้อง
นางถอยออกมาอย่างระมัดระวัง ไม่รู้ว่ายามนี้ซูเอ๋อร์ที่อยู่ในแคว้นเหลียนจะมีสภาพเช่นไร เหตุใดจนกระทั่งตอนนี้องค์ชายใหญ่ก็ยังไม่ส่งข่าวมา นางรู้สึกเป็นห่วงแต่มิอาจแสดงออกต่อหน้าอวิ๋นมู่ด้วยกลัวว่าจะเป็นการรบกวนการทำงานของพวกเขา
“ฮูหยินอวิ๋น”
ลมเย็นระลอกหนึ่งพัดมา คละเคล้าไปด้วยเสียงของบุรุษ ฮูหยินอวิ๋นที่อยู่บนระเบียงทางเดินค่อยๆ หันไป พบใบหน้าอันคุ้นเคยทั้งสองอยู่เบื้องหน้า
สตรีชะงักไปโดยพลัน นางคิดว่าตนตาฝาด อย่างไรก็ตามเมื่อกระพริบตามองอีกครั้ง อวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงยังยืนอยู่ที่นั่นจริงๆ
“…ซู ซูเอ๋อร์…”
บนใบหน้าของอวิ๋นซูระดับไปด้วยรอยยิ้มคะนึงหา ไม่พบกันนานเพียงนี้ สีหน้าของมารดานางดูดีกว่าเมื่อก่อนมาก ถึงกับ…ไม่แตกต่างจากช่วงแรก
“ข้ามิได้กำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่? ซูเอ๋อร์ ซูเอ๋อร์! เป็นเจ้าจริงหรือ?” ฮูหยินอวิ๋นเดินไปเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะทำให้คนทั้งสองเบื้องหน้าตกใจ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะหายตัวไปอย่างกะทันหันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ความอบอุ่นที่แพร่ออกมาจากแขนสมจริงเพียงนี้ อวิ๋นซูประคองนางเบาๆ เนิ่นนานผ่านไปจึงมีเสียงดังแว่วมา “ท่านแม่”
ท่านแม่ เมื่อได้ยินคำพูดนี้อีกครั้ง รู้สึกยาวนานราวกับผ่านมาหนึ่งชาติภพ
น้ำตาของฮูหยินอวิ๋นไหลออกมาอย่างอดไม่อยู่ “จริงหรือ ข้ามิได้กำลังฝันหรือ ซูเอ๋อร์ ซูเอ๋อร์กลับมาแล้ว…”
นางจับมืออวิ๋นซูด้วยอาการสั่นเทา เรี่ยวแรงเช่นนั้นราวกับว่าหากตนปล่อยมือไป อีกฝ่ายจะหนีไปก็มิปาน
“อืม ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้ว” อวิ๋นซูก้มหน้าลง ยากจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้ กี่ครั้งแล้วที่นางเห็นภาพมารดาและบุตรีพบหน้ากันในความฝัน ยามนี้กลับแตกจากจากที่นางคิดไว้
Venus36
กว่าจะได้พบกัน ตอนหน้าคงได้รวมตัวกันพร้อม