หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 944 เสียงของแคว้นอี้
เล่มที่ 32 ตอนที่ 944 เสียงของแคว้นอี้
ท่ามกลางม่านราตรี บริเวณเมืองชายแดนแคว้นอี้ลุกโชนไปด้วยบรรยากาศแห่งการฆ่าฟัน
บนกำแพงมีทหารเดินตรวจตามิขาด คอยมองสำรวจการเคลื่อนไหวฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ เพียงมีสายลมพัดยอดหญ้าก็ทำให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังได้แล้ว
เสียงกีบเท้าม้าดังใกล้เข้ามา เงาร่างสีดำทะยานเข้าไปในจวนหลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาท หาทางเข้าแคว้นเหลียนพบแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวอี้เชินวางแผนที่ในมือลงโดยพลัน ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดี “จริงหรือ?”
“กระหม่อมเจอทางเข้าออกที่เหมือนกับคราวที่แล้วทุกกระเบียดนิ้ว ขอเพียงฝ่าบาทออกคำสั่ง พวกกระหม่อมจะเข้าไปสำรวจทันที!” บุรุษชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง รายงานผลงานในช่วงหลายวันมานี้
“ดี รีบไปคืนนี้เลย เจิ้นจะไปกับพวกเจ้าด้วย!”
ตั้งแต่เขาส่งตัวปลอมไปให้ตงฟางซวี่ในคราวที่แล้ว เซียวอี้เชินก็ตามหาทางเข้าออกใหม่ของแคว้นเหลียนโดยมิยอมแพ้ ทุกครั้งที่เขาคิดว่าตอนนี้อวิ๋นซูอาจอยู่ในอ้อมกอดบุรุษอื่น ความโกรธเกรี้ยวในใจยิ่งยากจะควบคุม อดรนทนไม่ไหว อยากส่งกองทหารไปเหยียบย่ำใต้หล้าให้ราบเป็นหน้ากลองแล้วชิงตัวคนกลับมาทันที!
เดิมทีคิดว่าจะหลอกตงฟางซวี่ได้ จึงรอดูอีกฝ่ายก่อเรื่องน่าหัวเราะ ไม่นึกว่าอยู่มาวันหนึ่งชายแดนกลับมีข่าวว่ากองทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉินบุก ในตอนที่เซียวอี้เชินมาถึงก็เสียเมืองไปสองเมืองแล้ว!
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
คนในเมืองหลวงพากันกระสับกระส่ายขึ้นมาอีกครั้ง สายตาของพวกเขาคับแคบยิ่งนัก มองเห็นแต่เรื่องเบื้องหน้า! เรื่องราชกิจให้ขุนนางจัดการก็เพียงพอแล้ว ขอเพียงเขาพาตัวอวิ๋นซูกลับมาได้ ความวุ่นวายในแคว้นยังจะมีอะไรจัดการไม่ได้อีกหรือ? เซียวอี้เชินไม่สนใจสายตาของผู้อื่น เขารู้ว่าสิ่งที่ตนต้องการที่สุดในตอนนี้คืออะไร
เมืองนี้มีตนนั่งรักษาการณ์ด้วยตัวเอง ทำให้ขวัญกำลังใจกองทัพพุ่งทะยาน ระยะนี้กองทัพแคว้นเฉินกำลังมามุ่งหน้ามาทางนี้ เซียวอี้เชินเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว รอเพียงเผด็จศึกกับพวกเขาเท่านั้น
ทว่าตอนนี้กลับได้ข่าวเรื่องทางเข้าออกแคว้นเหลียน เขาจึงเปลี่ยนความคิดทันที
“เด็กๆ เตรียมม้า!”
“อะไรนะ ฝ่าบาทจะไปชายแดนแคว้นเหลียนหรือ?” แม่ทัพจางยากจะเชื่อหูของตน “อย่าได้พูดจาเหลวไหล ในเวลาเช่นนี้ฝ่าบาทจะเสี่ยงอันตรายออกไปจากเมืองได้อย่างไร!” ยิ่งไปกว่านั้นหากเหล่าทหารรู้ว่าฝ่าบาทไม่อยู่ในเมือง ต้องส่งผลต่อกำลังใจทหารเป็นแน่
ทว่าบนใบหน้าของทหารนายนั้นกลับเต็มไปด้วยความกระสับกระส่ายอย่างแท้จริง “เป็นเรื่องจริงขอรับ! ฝ่าบาทไปเลือกม้าที่โรงม้าแล้ว ท่านแม่ทัพรีบไปดูเถิด รีบไปหยุดฝ่าบาทเถิด!”
ทุกคนล้วนรู้ถึงความสำคัญของเมืองเลี่ยวดี ชายแดนเสียเมืองไปแล้วสองเมือง หากที่นี่เสียการเฝ้าระวังไปอีก แคว้นอี้คงตกอยู่ในอันตราย!
“ข้าจะไปดูเสียหน่อย!”
ตอนนี้ในโรงม้ามีทหารอยู่ไม่น้อย ทุกคนมองบุรุษที่กำลังสวมอานให้ม้าด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะไปที่ใด
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!” แม่ทัพจางเดินนำเหล่าทหารมาด้วยท่าทีร้อนรน เมื่อเห็นท่าทีของเซียวอี้เชินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนักอึ้งในใจ “ฝ่าบาท ตอนนี้สถานการณ์อันตราย โปรดอย่าเสด็จออกนอกเมืองเลยพ่ะย่ะค่ะ”
อย่างไรก็ตาม เซียวอี้เชินกลับทำเพียงมองเขาอย่างเรียบเฉย “เรื่องทุกอย่างให้จัดการโดยปรับใช้กลยุทธ์ที่เจิ้นเคยใช้ก่อนหน้านี้ ที่นี่ต้องมอบหมายให้เจ้าแล้ว เจิ้นมีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการ”
“ฝ่าบาท! ตอนนี้เหมือนเลี่ยวต้องการพระองค์ ทหารทุกคนต้องการให้ฝ่าบาทนั่งบัญชาการด้วยพระองค์เอง กระหม่อมคงมิอาจแบกรับงานยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้!”
“เจิ้นจะไม่พูดเป็นครั้งที่สอง หลีกทาง!” เขายื่นมือไป ผลักแม่ทัพจางออกไปด้านข้างโดยไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย คิดไม่ถึงว่าแม่ทัพท่านนี้จะคุกเข่าลงแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “กระหม่อมรู้ว่าฝ่าบาทต้องการไปชายแดนแคว้นเหลียนเพื่อหาทางเข้าออก แต่ฝ่าบาทโปรดทบทวนอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้กองทัพแคว้นเฉินจับจ้องอยู่นอกเมืองดั่งพญาเสือ หากพวกเขารู้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จไปตอนนี้จะต้องเคลื่อนไหวเป็นแน่! ฝ่าบาทอาจเป็นอันตราย…”
เซียวอี้เชินไม่สนใจแม่ทัพที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ในดวงตาปรากฏแววอันตราย เขาเกลียดที่ผู้อื่นมาชี้นิ้วตัดสินเขาเป็นที่สุด ราวกับกำลังท้าทายอำนาจของเขาก็มิปาน
“หากตงฟางซวี่มีความสามารถมาเด็ดหัวเจิ้นก็ปล่อยเขาไปเถิด นำม้ามา!”
บุรุษเดินผ่านหน้าแม่ทัพจาง คิดไม่ถึงว่าเบื้องหน้าจะมีทหารหลายคนเดินเข้ามาพากันคุกเข่าลง
“ฝ่าบาทโปรดพิจารณา!”
“จางฉี คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะฝึกฝนทหารเช่นนี้ มิน่าเล่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วจึงได้นั่งไม่ติดที่ วินัยทหารอ่อนแอเพียงนี้ยังคิดจะเอาชนะศัตรูอีกหรือ?” เซียวอี้เชินเคยถูกผู้คนมากมายขัดขวางเช่นนี้ที่ไหนกัน ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยไอสังหาร
ทว่าแม่ทัพบนพื้นกลับก้มหน้าลง “กระหม่อมรู้ว่าตนมีความสามารถจำกัด แต่ฝ่าบาท โปรดอยู่ที่เมืองเลี่ยวด้วยเถิด รอให้โจมตีศัตรูจนถอยทัพไปเสียก่อน กระหม่อมจะยอมรับความผิดด้วยตนเอง!”
“หากเจิ้นต้องการสังหารเจ้าตอนนี้เล่า?” เมื่อกล่าวจบเซียวอี้เชินก็ชักกระบี่ออกมา แม่ทัพจางเงยหน้าขึ้นโดยพลัน มองจักรพรรดิผู้สูงศักดิ์เบื้องหน้าอย่างยากจะเชื่อ
เขารักษาการณ์อยู่ที่เมืองเลี่ยวมาหลายปี เป็นดุจประตูใหญ่ของแคว้น ไม่เคยมีใจคิดเป็นอื่น ไม่นึกว่าคำพูดจากใจจริงจะถูกมองข้ามเช่นนี้
“กระหม่อมแม้ตายก็ไม่เสียดาย แต่ทหารเมืองเลี่ยวต้องการฝ่าบาท ชาวบ้านก็ต้องการฝ่าบาท! ต่อให้ฝ่าบาทต้องการหัวของกระหม่อมตอนนี้ กระหม่อมก็จะไม่บ่นว่าแม้เพียงครึ่งคำ!”
“ท่านแม่ทัพ!” ทหารไม่น้อยพากันส่งเสียงโน้มน้าว ทุกคนมองไปยังเซียวอี้เชินด้วยสายตาจริงจังมากขึ้น “ฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วยเถิด! หากจะสังหารก็สังหารพวกเราทั้งหมดเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
อะไรนะ! เซียวอี้เชินจ้องมองทหารที่คิดต่อต้านด้วยความโกรธเกรี้ยว ยกยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจิ้นก็จะทำตามความปรารถนาของพวกเจ้า…”
กระบี่ในมือยกขึ้นสูง เล็งไปยังลำคอของแม่ทัพจาง รอบด้านมีเสียงอุทานดังขึ้นเป็นระลอก อย่างไรก็ตาม เซียวอี้เชินกลับหยุดมือลง มองไปยังแม่ทัพที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า คล้ายอีกฝ่ายเห็นความตายเป็นดั่งการกลับบ้าน อดไม่ได้ที่จะเม้มริมฝีปากแน่น
จางฉีเป็นคนที่เขาผลักดันขึ้นมากับมือ มีความเป็นผู้นำอย่างยอดเยี่ยมล้ำเลิศ เป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณของทหารแห่งเมืองเลี่ยวทั้งหมด หากเขาตายด้วยมือตน เท่ากับเป็นการมอบโอกาสให้ตงฟางซวี่จริงๆ
แม้จะโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง ทว่าเซียวอี้เชินก็มิสูญเสียเสียสตินึกคิดไปทั้งหมด เขาค่อยๆ ลดกระบี่ในมือลง “เจิ้นรู้ว่าเจ้ามีใจซื่อสัตย์ภักดี ที่ให้เจ้านั่งประจำการรักษาเมืองเลี่ยวด้วยตัวเอง นั่นเป็นเพราะเชื่อใจเจ้า! จางฉี เจ้าทำให้เจิ้นผิดหวังยิ่งนัก!”
แม่ทัพจางลืมตา โขกศีรษะให้เซียวอี้เชินอย่างแรง
“กระหม่อมรู้ว่ากระหม่อมผิดต่อความเชื่อใจของฝ่าบาท ขอเพียงโจมตีทัพศัตรูให้ถอยร่นไปได้ กระหม่อมยินดีรับโทษทุกอย่าง!”
เซียวอี้เชินขมวดคิ้ว เขารู้สึกลังเล แต่เมื่อคิดดูอีกครั้ง ทางเข้าออกแคว้นเหลียนเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ไม่ง่ายเลยกว่าพวกเขาจะหาเบาะแสใหม่นี้ได้ หากคราวนี้พลาดไป ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเพียงใด ตอนนั้นอวิ๋นซูคงรักใคร่แนบชิดกับบุรุษอื่นไปนานแล้ว!
เขาไม่รู้ว่าสถานการณ์ในแคว้นเหลียนตอนนี้เป็นอย่างไร รู้เพียงว่ายิ่งเสียเวลานาน ระยะห่างระหว่างเขากับอวิ๋นซูยิ่งห่างไกลมากขึ้น
“เจิ้นจัดการทุกอย่างไว้หมดแล้ว ด้วยความสามารถของเจ้า เจิ้นเชื่อว่าจะไม่พ่ายแพ้เป็นแน่!”
ความหมายของฝ่าบาทก็คือยังจะไปอยู่หรือ?! สายตาของจางฉีพลันแปรเปลี่ยน เจือไปด้วยท่าทีแข็งกร้าว “ฝ่าบาท นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ว่าจัดการไว้ดีแล้วหรือไม่ แต่ทหารต้องการกำลังใจจากฝ่าบาท! ขอเพียงฝ่าบาทและเหล่าทหารรวมใจเป็นหนึ่ง พวกเขาย่อมมีความกล้าที่จะเอาชนะศัตรู!”
หากระทั่งจักรพรรดิแห่งแคว้นก็ยังไม่ให้ความสำคัญกับสงครามครั้งนี้ ไม่ให้ความสำคัญกับเมืองเลี่ยว เช่นนั้นย่อมเป็นการโจมตีอันร้ายแรงต่อทหารและชาวบ้าน
“ก่อนหน้านี้เสียเมืองไปสองเมืองแล้ว ชาวประชาในแคว้นล้วนสับสนวุ่นวาย ทุกคนกล่าวกันว่าฝ่าบาทไม่ต้องการแคว้นอี้แล้ว คิดจะนำแผ่นดินที่ได้มาอย่างยากลำบากไปถวายให้แคว้นเฉิน! กระหม่อมไม่อยากเห็นสถานการณ์เช่นนี้จริงๆ เมื่อปีนั้นกระหม่อมติดตามฝ่าบาทเพราะถูกความกล้าหาญของฝ่าบาททำให้ประทับใจ กระหม่อมไม่เคยบ่นว่าไม่เคยรู้สึกเสียใจ ตอนนี้ต่อให้ฝ่าบาทไม่อยากฟัง ต่อให้กระหม่อมต้องถูกตัดหัว กระหม่อมก็จำเป็นต้องกล่าวออกมา”
จางฉีถอดหมวกเกราะของตนไปวางไว้ด้านข้าง การกระทำเช่นนี้ทำให้ทหารทุกคนที่อยู่ที่นั่นพากันคุกเข่าลง
“ฝ่าบาทยังจำเหตุการณ์เมื่อปีนั้นที่พระองค์เฝ้าอยู่ชายแดนกับฮองเฮาได้หรือไม่? ยามนั้นทุกคนไม่เห็นความหวังใดในสงคราม มีเพียงฝ่าบาทที่กล่าวกับพวกเราว่าจะต้องชนะเป็นแน่ ตอนนั้นกระหม่อมเชื่อว่าหากเป็นฝ่าบาทต้องนำแคว้นอี้ไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้แน่นอน! ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่ากระหม่อมมิได้มองผิด ทุกคนล้วนกล่าวกันว่าเป็นเพราะฮองเฮาแคว้นอี้จึงมีวันนี้ แต่กระหม่อมไม่คิดเช่นนั้น”
เซียวอี้เชินดวงตาสว่างวาบ คำพูดของจางฉีโจมตีหัวใจเขาอย่างรุนแรง
หากคนอื่นกล่าวว่าแคว้นอี้ไม่มีอวิ๋นซูไม่ได้ เซียวอี้เชินจะสังหารเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เพียงแต่ตอนนี้…เขากลับได้ยินคำพูดในอีกความหมายหนึ่ง
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“หากแคว้นอี้ไม่มีฝ่าบาทย่อมไม่มีวันนี้! กระหม่อมเชื่อมั่นเช่นนี้มาตลอด ฝ่าบาทยังเดินออกจากเงามืดของฮองเฮาไม่ได้อีกหรือ? แคว้นอี้เป็นของฝ่าบาท! และเป็นเพราะมีคนมากมายสงสัย ฝ่าบาทจึงควรทำให้พวกเขาเห็น พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ใดกันแน่จึงจะเป็นผู้คุมแคว้นอี้อย่างแท้จริง!”
บริเวณนั้นจมลงสู่ความเงียบงัน ได้ยินเสียงสายลมพัดหวีดหวิว
ทว่าคำพูดของจางฉีกลับวนเวียนอยู่ในหูของเซียวอี้เชินเนิ่นนาน หลายปีมานี้มิใช่ว่าเขารอคำพูดนี้อยู่หรือ? เมื่อปีนั้นตนให้อวิ๋นเม่ยสังหารอวิ๋นซู มิใช่เพื่อประโยคนี้หรือ? ตอนนี้มีคนกล่าวออกมาว่าเชื่อใจตน กล่าวว่าแคว้นอี้ไม่มีตนไม่ได้ แต่เขากลับทำอะไรอยู่เล่า?
เซียวอี้เชินทอดสายตามองไปรอบด้าน พบว่าดวงตาแต่ละคู่กำลังจับจ้องมาที่ตน แววตาเช่นนั้นราวกับมีประกายไฟลุกโชน ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความรู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกที่ทำให้เขายากจะปฏิเสธ บางทีวันนี้ตอนนี้เขาจึงค่อยเข้าใจว่าที่แท้การกระทำในหลายปีมานี้ของตนค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในใจของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่คิดถึงอวิ๋นซูผู้ฉลาดเฉลียว เริ่มมองเห็นความสามารถของตนแล้ว
เงามืด? เซียวอี้เชินยอมรับว่าตนแพ้ให้กับความไม่สมดุลในใจจริงๆ แต่หากคราวนี้เขาเลือกที่จะพึ่งอวิ๋นซู เช่นนั้นชั่วชีวิตนี้เขาคงจมอยู่ในคำพูดศักดิ์สิทธิ์ของอวิ๋นซูไปตลอดกาล ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องราวใดๆ ได้อีก
“แค่ครั้งนี้”
จางฉีมองใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษเบื้องหน้าด้วยความสั่นสะท้าน “ฝ่าบาท?”
“เก็บหมวกเกราะของเจ้าขึ้นมาเสีย หากคราวนี้พ่ายแพ้ เจิ้นจะริบของที่เคยให้เจ้าเมื่อปีนั้นคืนมาทั้งหมด!”
ความหมายของฝ่าบาทก็คือ…
เซียวอี้เชินส่งสายตาเป็นสัญญาณ บุรุษชุดดำที่อยู่ด้านหลังเข้าใจโดยพลัน รีบดึงม้ากลับไป
ขณะนั้นเอง มีเสียงสรรเสริญดังสะท้านฟ้า “ทรงพระเจริญหมื่นปี! ทรงพระเจริญหมื่นปี! แคว้นอี้ไร้พ่าย! แคว้นอี้ไร้พ่าย!” เสียงนี้ดังก้องอยู่ในท้องฟ้ายามค่ำคืนเนิ่นนาน เซียวอี้เชินสูดหายใจลึก เงยหน้าขึ้นมองไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
อวิ๋นซู เจ้าได้ยินหรือไม่? แคว้นอี้ตอนนี้มิได้มีเพียงชื่อเจ้าที่ถูกกล่าวถึง มิได้มีเพียงเจ้าที่พึ่งพาได้