หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 995 พลิกกระแส
เล่มที่ 34 ตอนที่ 995 พลิกกระแส
ผู้ติดโรคระบาดไม่น้อยกลับไปยังที่ของตนอีกครั้ง รออย่างสงบ เหลือเพียงคุณชายผู้ก่อเรื่องท่านนั้นที่ยืนอยู่ที่เดิมอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาสัมผัสถึงสายตาอันเป็นศัตรูที่ผู้อื่นมองมาทางตนได้อย่างชัดเจน เห็นได้ว่าการก่อเรื่องครั้งนี้ย้อนกลับมาเล่นงานเขาแล้ว
เขากัดฟันหุบปาก รู้ว่ายามนี้พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ และรู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเป็นคนที่เขาหาเรื่องไม่ได้ แต่จะอย่างไรในใจก็รู้สึกไม่ยินยอม
อวิ๋นซูสังเกตเห็นคุณชายผู้อัดอั้นตันใจท่านนั้น ดวงตาลึกล้ำมองไปยังสีหน้าของเขา ค่อยๆ เดินไปเบื้องหน้า อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของนางทำให้สายตานับไม่ถ้วนปรายมองมารวมกันที่นาง
ทุกคนกำลังคาดเดาจุดจบของคุณชายท่านนี้ เมื่อครู่เขากล่าววาจาไร้ซึ่งความเคารพนอบน้อม ทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้ยินกันทั้งสิ้น คนคนนี้จะต้องถูกลงโทษเป็นแน่!
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคนก็คืออวิ๋นซูกลับทำเพียงกล่าวอย่างเรียบเฉย “คุณชายท่านนี้อย่าได้ผิดต่อใต้เท้าทุกท่านที่ยอมเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตเพื่อมารักษาให้คุณชายเลย ผู้ใดก็ไม่อยากตาย ทุกคนล้วนต้องรับผิดชอบชีวิตของตนเอง คุณชายจะยอมให้พวกเราช่วยหรือไม่?”
บุรุษเบื้องหน้าร่างกายโอนเอน ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อสบกับดวงตาของอวิ๋นซู เขาพลันรู้สึกว่าขาทั้งสองอ่อนแรง คุกเข่าลงเบื้องหน้านาง เสียงสะอื้นอย่างมิอาจควบคุม “ขอ…ขอพระชายาโปรดช่วยกระหม่อมด้วย กระหม่อมไม่อยากตายจริงๆ…”
เพลิงแห่งโทสะเมื่อครู่นี้เลือนหายไปจนสิ้นแล้ว คุณชายวัยหนุ่มท่านนี้ก็เหมือนกับทุกคน เป็นเพียงคนธรรมดาที่หวังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น
เพียงไม่นานผู้ติดโรคระบาดทุกคนก็กลับคืนสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นก่อนหน้านี้ ไม่มีใครกล้าก่อเรื่องอันใดขึ้นมาอีก และไม่มีใครสงสัยหมอหลวงอีก ทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างมาก หวังให้ตนหายดีเร็วๆ เพื่อจะกลับไปรวมตัวกับครอบครัว
นอกจากนี้ เจ้าเมืองจางที่ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นบริเวณประตูเมืองก็รีบตามออกมา
เขาผ่ายผอมลงยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก ลักษณะสีหน้าก็แก่ชราลงไม่น้อย เพื่อไม่ให้พัวพันไปถึงคนจำนวนมาก เขาจึงกันข้ารับใช้และสาวใช้ส่วนใหญ่ในจวนออกไป ยอมเสี่ยงอันตรายที่จะติดโรค ดูแลอาหารการกินของบุตรและภรรยาด้วยตนเอง ทว่าแต่ละวันผ่านไป อาการของบุตรและภรรยากลับยังไม่ดีขึ้น เมื่อเห็นพวกเขาผอมลงทุกวัน เขาพลันรู้สึกว่าตนเองช่างไร้ความสามารถ
ตำแหน่งสูงมากอำนาจแล้วอย่างไรเล่า? หากระทั่งบุตรและภรรยาของตนยังปกป้องไม่ได้ หากพวกเขาเป็นอะไรไป ของเหล่านี้จะมีประโยชน์อันใดอีก?
เขาในตอนนี้ต้องการเพียงใครสักคนที่รักษาบุตรและภรรยาของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ต่อให้เขาต้องแลกด้วยชีวิตเขาก็ยอม
ขณะที่เจ้าเมืองจางมาถึงนอกเมือง เขาเพียงปลายตามองก็พบรถม้าคันนั้น ตลอดจนเงาร่างไม่คุ้นเคยท่ามกลางผู้ป่วย
เขาเบิกตากว้างเดิน ไปเบื้องหน้าหลานอวิ๋นด้วยความหวังเต็มเปี่ยม “แม่ทัพหลานเคยกล่าวว่ามีคนรักษาบุตรและภรรยาของข้าได้มิใช่หรือ? คนเหล่านั้น…”
เจ้าเมืองจางไม่เคยเห็นเฟิ่งหลิงในระยะใกล้ ด้วยเหตุนี้ต่อให้ตอนนี้องค์ชายใหญ่ยืนอยู่เบื้องหน้า เขาก็จำไม่ได้ว่าเป็นผู้ใด
หลานอวิ๋นส่งสายตาให้เจ้าเมืองจางวางใจ จากนั้นจึงเดินไปข้างกายอวิ๋นซู กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูนาง จากนั้นเจ้าเมืองจางจึงพบว่าสตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นค่อยๆ เดินมาเบื้องหน้าตน “เจ้าเมืองจางพาซูเอ๋อร์ไปดูอาการของฮูหยินและคุณชายของท่านได้หรือไม่?”
ในดวงตาของเจ้าเมืองจางเกิดประกายแห่งความหวัง พยักหน้าอย่างตื่นเต้น “ได้ๆๆ! แม่นางโปรดตามข้ามา ตามข้ามา!”
ไม่นานเจ้าเมืองจางก็พาอวิ๋นซูกลับมาที่จวนเจ้าเมือง เมื่อผลักประตูจวนเข้าไป พบว่ามีกลิ่นยาอันเข้มข้นโชยมา
ขณะนี้กลางห้องมีเตียงวางอยู่สองหลัง จางซื่อเจี๋ยสลบไสลไม่ได้สติไปแล้ว หากมิใช่ว่าบริเวณหน้าอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลง เกรงว่าคงไม่มีใครกล้าพูดว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ฮูหยินเจ้าเมืองที่อยู่บนเตียงอีกหลังหนึ่งก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ ฝีบนร่างขึ้นเต็มตัว แต่นางยังมีสติ สัมผัสได้ว่ามีคนเข้ามาแล้ว
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว ยิ่งเห็นสภาพของจางซื่อเจี๋ยใบหน้ายิ่งมืดครึ้มลง “เหตุใดจึงร้ายแรงนี้?”
“อา…อาการป่วยถูกละเลยมานาน…ความจริงข้า…” เจ้าเมืองจางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เช็ดหางตาด้วยความปวดใจ ก่อนหน้านี้เขายุ่งอยู่กับการจัดการธุระปะปัง ไม่รู้ว่าบุตรชายของตนติดโรคระบาด จากนั้นเขากลัวชาวบ้านในเมืองจะทราบจึงปิดบังอาการป่วยของบุตรชายกับภายนอก ไม่กล้าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อาการป่วยของบุตรสาหัสเพียงนี้
“แม่นาง บุตรของข้ายังมีทางช่วยหรือไม่? แม่นางช่วยบุตรของข้าด้วยเถิด!”
อวิ๋นซูสำรวจคนทั้งสองที่อยู่บนเตียงอย่างละเอียด “เจ้าเมืองจางโปรดวางใจ ซูเอ๋อร์จะพยายามเต็มที่แน่นอน อย่าได้กังวลมากเกินไป!”
บุรุษซูบเซียวคุกเข่าลงโดยพลัน “บุญคุณช่วยชีวิตในคราวนี้ ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้าให้แม่นาง จะตอบแทนแม่นางอย่างดีแน่นอน”
อวิ๋นซูรีบยื่นมือออกไปประคองเขาขึ้น “ใต้เท้าจางไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ สำหรับซูเอ๋อร์แล้วการช่วยคนนับเป็นหน้าที่ แต่ว่าหากใต้เท้าจางช่วยปกปิดร่องรอยของพวกเรา ให้พวกเราอยู่รักษาชาวบ้านในเมืองอย่างสงบใจ เช่นนี้นับว่าใต้เท้าสร้างประโยชน์ให้ชาวบ้านแล้ว”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นเช่นนั้น! ข้าจะปิดข่าวให้ดี จะรับประกันความปลอดภัยให้ท่านทั้งหลาย” เจ้าเมืองจางพยักหน้า หลายวันนี้เขาเสียใจกับทุกการกระทำในอดีตของตนยิ่งนัก ตอนนี้เขาจะไม่ปล่อยให้ชาวบ้านได้รับความลำบากอีก!
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา ดวงตากระจ่างใสปรากฏประกายบางอย่าง “แต่ยังมีเรื่องหนึ่ง เกรงว่าต้องลำบากใต้เท้าจัดเตรียมคนเสียหน่อย”
“แม่นางรีบพูดมาเถิด ข้าไม่ปฏิเสธแน่นอน!”
“ระหว่างทางมาเมืองอวิ้น พวกเราพบกับเมืองที่ถูกปิดตายเมืองหนึ่ง หลังเมืองมีแม่น้ำปนเปื้อนเชื้อโรคระบาดอยู่ บริเวณนั้นมีศพหมูป่าที่เน่าเปื่อยอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องให้คนไปทำความสะอาด ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี!”
“ความหมายของแม่นางก็คือ…” เจ้าเมืองจางเป็นขุนนางมาหลายปี แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาพบเจอเหตุการณ์โรคระบาด แต่ดูเหมือนจะฟังเบาะแสออกบ้าง
อวิ๋นซูพยักหน้า “นั่นเป็นต้นตอของโรคระบาด ดังนั้นขอให้ใต้เท้าจางทำความสะอาดศพทั้งหมดอย่างสุดกำลัง!”
เจ้าเมืองจางได้ยินพลันสะท้านไปทั้งตัว รีบรับปากทันที “ข้าจะส่งคนไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
เมื่อกล่าวจบก็มองไปทางบุตรีและภรรยาของตนอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะกัดฟันเดินออกไป
หลานอวิ๋นเอ่ยปากด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “พระชายา ตอนนี้ยังมีสิ่งใดให้กระหม่อมทำหรือไม่? พระชายาโปรดสั่งมาเกิด”
แววตาของอวิ๋นซูเข้มขึ้น ค่อยๆ เดินมาข้างเตียงก่อนจับชีพจรให้เด็กชาย “เชื่อว่าอีกไม่นานไท่ซ่างหวงคงสืบพบร่องรอยของพวกเราแล้ว ตอนนี้คงทำได้เพียงแพร่เบาะแสเท็จของพวกเราให้ทั่วเพื่อเป็นการซื้อเวลา ขอเพียงไท่ซ่างหวงไม่มั่นใจตำแหน่งที่แท้จริงของพวกเราก็นับว่ามีประโยชน์กับพวกเรามากแล้ว นอกจากนี้แม่ทัพหลานรวบรวมผู้มากความสามารถมากลุ่มหนึ่งได้หรือไม่? เกรงว่าตอนนี้คนของไท่ซ่างหวงยังวางเพลิงสังหารชาวบ้านบริสุทธิ์อยู่ทุกที่”
“เหตุใดเขาต้องทำเช่นนี้ด้วย?” บนใบหน้าของหลานอวิ๋นเต็มไปด้วยความสั่นสะท้าน
ดวงตาเย็นยะเยือกของอวิ๋นซูทอดมองไปนอกหน้าต่าง “เขาทำเช่นนี้เพราะต้องการทำลายชื่อเสียงของฝ่าบาท ทำให้ชาวบ้านโกรธเกลียดการตัดสินพระทัยของฝ่าบาท ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องหยุดเขาไว้!”
หลานอวิ๋นพลันมีสีหน้าเคร่งขรึมลง “พระชายาโปรดวางใจ เรื่องนี้ข้าจะไปจัดการทันที!”
“รอก่อน” ในขณะที่เขาหมุนตัวไป อวิ๋นซูพลันคิดถึงคำพูดของหนานฟางเยี่ยนก่อนหน้านี้ “แม่ทัพหลาน คุณหนูหนานฝากคำพูดมาถึงท่าน”
หลานอวิ๋นเอี้ยวตัวกลับมา องคาพยพอันหล่อเหลาปรากฏท่าทางสงสัย เด็กคนนั้นฝากคำพูดอะไรมาถึงตน?
“นางกล่าวว่า ไม่ว่าเมื่อใด นางจะรอท่านกลับไป หวังว่าท่านจะมีชีวิตรอด น้ำใจนี้แม่ทัพหลานเข้าใจหรือไม่?” อวิ๋นซูกล่าวอ้อมค้อมเพราะนางรู้ดีว่าหลานอวิ๋นชอบฟู่หย่า แต่น้ำใจของดรุณีน้อยนางนั้น ทำให้ผู้อื่นต้องปฏิบัติอย่างจริงใจ
พบว่าบุรุษเบื้องหน้าชะงักไปจริงๆ คาดเดาความหมายในคำพูดของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว พลันนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าเด็กคนนั้นจะถึงกับ…
เขายิ้มอย่างสงบ ดวงตาลึกล้ำดูกระจ่างใสไร้ร่องรอย “คุณหนูหนานท่านนี้เป็นแม่นางที่น่ารักจริงๆ วางใจเถิด กระหม่อมจะกลับไปอย่างมีชีวิตแน่นอน!”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มตอบอย่างเข้าใจ นางรู้ว่าในใจของหลานอวิ๋นมองหนานฟางเยี่ยนเป็นเด็กคนหนึ่ง ต่อให้รู้ความในใจของนางก็ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน
บุรุษใจกว้างมักเป็นเช่นนี้ ไม่คิดไร้สาระกับผู้อื่น รู้จักรักษาระยะห่างของตนอย่างเหมาะสม หากฟู่หย่ารู้จะต้องยินดีเป็นแน่
ไม่นานทั้งเมืองก็เข้าสู่การรักษาอันเคร่งเครียดอีกครั้ง อาศัยเพียงหมอหลวงและองครักษ์เหล่านั้นทำให้รับมือได้ยากจริงๆ แต่ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกยินดีก็คือชาวบ้านในเมืองพากันรวบรวมความกล้าออกมาให้ความช่วยเหลือ บางคนยอมรับผู้ประสบภัยที่ร่างกายแข็งแรงไปดูแลด้วยตัวเอง บางคนส่งเสบียงในครอบครัวมาให้ถึงนอกเมือง บางคนยิ่งไม่รู้จักหวาดกลัวโรคระบาด มาช่วยหมอหลวงดูแลผู้ป่วยถึงนอกเมืองด้วยตัวเอง
ไม่ทันไรบรรยากาศพลันสมัครสมานกลมเกลียว ทั่วทั้งเมืองอวิ้นเต็มไปด้วยพลังที่ก่อนหน้านี้ไม่มี ราวกับจะยืนหยัดเอาชนะอุปสรรคทั้งหมดไปได้
“ดูสิ นั่นคือพระชายาองค์ชายใหญ่!”
“จริงหรือ? คิดไม่ถึงว่าจะเสด็จมาที่เมืองพวกเราเช่นนี้!”
“องค์ชายและพระชายาผู้สูงศักดิ์ถึงกับยินยอมเสด็จมาในเขตโรคระบาดเชียว ก่อนหน้านี้มิใช่กล่าวกันว่าฝ่าบาททรงทอดทิ้งผู้ประสบภัยหรอกหรือ?”
“จะต้องเป็นข่าวลือแน่ ข้ากลับได้ยินว่าล้วนเป็น…คำสั่งของท่านผู้นั้น ตอนนี้ราชวงศ์เกิดการต่อสู้ภายในอยู่มิใช่หรือ? ดังนั้นท้ายที่สุดผู้ที่ลำบากก็คือพวกเรา!”
ชาวบ้านทั้งหลายไม่กล้ากล่าวถึงชื่อของไท่ซ่างหวง ทำได้เพียงแสดงออกอย่างลับๆ เช่นนี้ แต่พวกเขาคิดไม่ถึงจริงๆ ที่แท้ในราชวงศ์ยังมีคนที่คิดทำเพื่อชาวประชาอย่างพวกเขาอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับภัยพิบัติเช่นนี้ เป็นปกติที่ทุกคนจะป้องกันตนเองตามสัญชาตญาณ
ทุกคนเข้าใจแล้วว่าการต่อสู้ครั้งนี้พวกเขาควรยืนอยู่ฝั่งใด
ขณะเดียวกัน อัครมหาเสนาบดีซือถูเจินที่อยู่ไกลออกไปถึงเมืองหลวงก็สังเกตสถานการณ์โรคระบาดในเจียงหนานอย่างใกล้ชิด
ภายในวังหลวง ในห้องทรงอักษร จักรพรรดิเหลียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะ ซือถูเจินยืนอยู่ตรงกลางด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม เรื่องที่เจียงหนานทำให้ทั่วทั้งวังหลวงจมลงสู่บรรยากาศเคร่งเครียด
จักรพรรดิเหลียนมองไปยังฎีกาในพระหัตถ์ บนพระพักตร์ปรากฏความเคร่งขรึม “ท่านอัครมหาเสนาบดี จัดเตรียมสถานที่ให้ผู้ประสบภัยเหล่านี้ให้ดี ยามนี้เป็นช่วงภัยพิบัติ แคว้นเหลียนจะต้องมั่นคง”
ซือถูเจินพยักหน้าอย่างหนักแน่น “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะจัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสม”
ท่าทีของจักรพรรดิเหลียนลึกล้ำยิ่งขึ้น ทอดพระเนตรไปยังบุรุษหนุ่มเบื้องพระพักตร์ แย้มพระโอษฐ์อย่างลึกล้ำแฝงความหมาย
“ระยะนี้ ลำบากท่านแล้ว เรื่องในราชสำนัก…เจิ้นจะมอบหมายให้ท่านเต็มที่”