หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 35 ตอนที่ 1033 ไท่ซ่างหวงพ่ายแพ้
เล่มที่ 35 ตอนที่ 1033 ไท่ซ่างหวงพ่ายแพ้
เบื้องหน้าดำมืด จมูกได้กลิ่นหอมของอำพันมังกรอันคุ้นเคย
จักรพรรดิเหลียนยืนอยู่ด้านข้าง ทอดพระเนตรไปยังบุรุษที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ ในดวงเนตรเต็มไปด้วยความเย็นชา
พวกเขาสองพ่อลูกไม่ได้พบหน้ากันนานกี่ปีแล้ว กระทั่งจักรพรรดิเหลียนก็คิดไม่ถึงว่ายามพบหน้ากันอีกครั้ง ตนจะจำเสด็จพ่อของตัวเองไม่ได้แม้แต่น้อย
เส้นผมแห้งกร้านทั้งยังขาวโพลนไปทั้งศีรษะ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและกระสีดำ แววตาสูญเสียความหาญกล้าสูงศักดิ์เช่นวันวานไปนานแล้ว
นี่คือยาอายุวัฒนะที่เขาพูดถึงหรือ? ทำให้ตนเองกลายเป็นเช่นนี้เชียว…
มุมพระโอษฐ์ของจักรพรรดิเหลียนยกขึ้นเป็นรอยสรวลถากถาง หากสภาพคนไม่ใช่ผีไม่เชิงเช่นนี้คือผลของยาอายุวัฒนะ พระองค์ขอเลือกอยู่กับคนที่ตนรัก ค่อยๆ แก่ไปทีละน้อย ดำเนินไปตามกฎของธรรมชาติจนถึงท้ายที่สุดดีกว่า
“เสด็จพ่อ ไม่พบกันนาน…”
เสียงอันคุ้นเคยดังเข้าหู บุรุษบนเตียงค่อยๆ ได้สติกลับมา ดวงตาไร้ประกายลืมขึ้นมองไปยังผ้าม่านสีเหลืองเหนือศีรษะ กลิ่นอำพันมังกรอันคุ้นเคยทำให้ไท่ซ่างหวงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบหยัดกายลุกขึ้นนั่ง พบว่าตนอยู่บนเตียงอันหรูหราหลังหนึ่ง!
เตียงหลังนี้เขาจำได้ดี สัมผัสอันคุ้นเคยแผ่ออกมาจากบริเวณหลังมือ ไท่ซ่างหวงถูกความทรงจำถาโถมเข้าใส่
ข้างเตียงมีร่างในอาภรณ์สีเหลืองสว่างยืนอยู่ แต่ไท่ซ่างหวงกลับมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขานึกเรื่องก่อนที่ตนจะหมดสติไปออกหมดแล้ว เชื่อว่าตอนนี้ตนคงถูกจักรพรรดิเหลียนขังอยู่ในวังหลวงกระมัง?
“เจิ้น กลับมาแล้ว…”
จักรพรรดิเหลียนมีท่าทีเย็นชา ทอดพระเนตรไปยังชายชราที่คล้ายกำลังจมจ่ออยู่ในความทรงจำ ทำเพียงมองอย่างสงบ มิได้ตรัสสิ่งใด
“เตียงหลังนี้เจิ้นนอนมาหลายสิบปี ในที่สุดก็ได้กลับมาแล้ว…”
“หากเสด็จพ่อทรงโปรด หลังจากนี้ เตียงหลังนี้ก็มอบให้ท่านเถิด”
จักรพรรดิเหลียนตรัสขึ้น ไท่ซ่างหวงกลับแย้มยิ้มบางๆ “เจิ้นไม่เพียงต้องการเตียงนี้ แต่เจิ้นยังต้องการแผ่นดินนี้ด้วย เจ้าคืนมาได้หรือไม่เล่า?”
ดวงตาไร้แววทั้งสองมีประกายสาดส่อง เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ทำให้เขาเกลียดชังมาโดยตลอด ไท่ซ่างหวงไม่มีความสัมพันธ์พ่อลูกใดๆ ให้แก่จักรพรรดิเหลียนนานแล้ว
“เสด็จพ่อ มิใช่ทุกคนที่อยากครอบครองแผ่นดินนี้เช่นเดียวกับท่าน”
เมื่อปีนั้น เดิมทีพระองค์ไม่สนใจเป็นจักรพรรดิ แต่กลับถูกเสด็จพ่อของตนผลักขึ้นมาบนตำแหน่งนี้ กลายเป็นหุ่นเชิดของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างมิใช่สิ่งที่เขาต้องการ
“หึ เจ้าถึงกับทำท่าทีสูงส่งเช่นนี้เชียวหรือ พี่น้องเหล่านั้นของเจ้ามีความสามารถกว่าเจ้ามาก น่าเสียดาย พวกเขามีความทะเยอทะยานมากเกินไป ทั้งยังต้องการแผ่นดินนี้ด้วย” ไท่ซ่างหวงคล้ายคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาพลันเย็นเยียบ
“ดังนั้นท่านจึงสังหารพวกเขา สังหารโอรสของตัวเอง”
“เดิมทีชีวิตของพวกเขาเป็นเจิ้นที่มอบให้ ในเมื่อคิดแย่งชิงของของเจิ้น เจิ้นก็จะชิงชีวิตของพวกเขากลับมา ไม่เหมาะสมที่ใดเล่า? เจ้าควรขอบคุณที่ตอนนั้นเจิ้นลงมือไว้ไมตรี ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้”
ความทรงจำในอดีตกระจ่างชัดราวกับเกิดขึ้นเมื่อวาน
“แต่เจิ้นเสียใจแล้ว ตอนแรกไม่ควรปล่อยเจ้าไว้!”
คำพูดไร้ใจเช่นนี้ดังออกจากปากไท่ซ่างหวง ทว่าจักรพรรดิเหลียนกลับไม่หวั่นไหวแม้เพียงครึ่งส่วน พระองค์ทราบนานแล้วว่าเสด็จพ่อของตนเป็นจักรพรรดิโหดเหี้ยมไร้ใจ ในสายตาของเขามีเพียงแผ่นดินไม่มีครอบครัวญาติมิตร! ดังนั้นพระองค์จึงไม่คิดถึงความสัมพันธ์เช่นกัน
“หากรู้แต่แรกว่าเจ้าไร้ประโยชน์เพียงนี้ ถึงกับยอมทรยศเจิ้นเพื่อสตรีนางเดียว มิสู้ตอนแรกเจิ้นนั่งปกครองแผ่นดินเสียเอง สังหารขุนนางที่นำคำสั่งสอนของบรรพบุรุษมาบีบบังคับเจิ้นให้สิ้นซากไปเสียยังจะดีกว่า! แต่ตอนนี้พวกเขาคงนั่งเสียใจอยู่ในปรโลกแล้วกระมัง…เจิ้นมีชีวิตยืนยาวกว่าพวกเขามาก!”
ปีนั้นเนื่องจากคำสั่งสอนที่สืบต่อกันมาของบรรพบุรุษแคว้นเหลียนทำให้ไท่ซ่างหวงถูกกดดันอย่างหนัก จำเป็นต้องลงจากตำแหน่งและส่งมอบต่อให้โอรสที่ยังเยาว์ของตน มิเช่นนั้นด้วยสภาพร่างกายของเขาจะเป็นจักรพรรดิต่อไปอีกหลายปีแล้วจะมีปัญหาอะไรเล่า? หลายปีมานี้เขาว่าราชการหลังม่าน มิใช่ว่าเรียกลมได้ลมเรียกฝนได้ฝนหรือ?
ขุนนางหล่านั้นดวงตาไร้แวว เอาแต่ทำตามคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ ช่างโง่งมยิ่งนัก!
“เสด็จพ่อ กระทั่งตอนนี้ ท่านยังเอาแต่ฝันถึงความเป็นอมตะอีกหรือ?”
“หุบปาก! เจ้าไม่เห็นหรือไร? เจิ้นทำสำเร็จแล้ว! วันที่เจ้าตาย เจิ้นจะยังมีชีวิตอยู่ดี…แค่กๆ…” คิดไม่ถึงว่าเพิ่งกล่าวจบไท่ซ่างหวงจะไอออกมาอย่างรุนแรง ในปากคละเคล้าไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ทำให้ดวงตาทั้งสองหดเกร็ง ทว่าเขากลับฝืนกลืนเลือดนั้นลงไป
จักรพรรดิเหลียนเห็นสภาพย่ำแย่ของอีกฝ่ายอยู่ในสายตา ถึงกับรู้สึกเห็นใจขึ้นหลายส่วน
ใช่แล้ว เสด็จพ่อของพระองค์กลายเป็นคนบ้าไปแล้วโดยสิ้นเชิง เป็นคนบ้าที่อยากต่อต้านสวรรค์ คิดต่อต้านกฎแห่งสวรรค์
“เร็ว…รีบนำ รีบนำเลือดมาให้เจิ้น…”
เลือด? จักรพรรดิเหลียนอดไม่ได้ที่จะขมวดขนง “เลือดอะไร?”
“เจิ้น เจิ้นต้องการเลือดของเด็กชายเด็กหญิง นำมาให้เจิ้นเสีย…”
จักรพรรดิเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่นานก็เข้าใจ ในดวงเนตรของพระองค์เกิดประกายรังเกียจ ถึงกับเดินถอยหลังไปหลายก้าว หรือจะกล่าวว่าก่อนหน้านี้บุรุษเบื้องหน้าดื่มเลือดเพื่อประคองอาการตัวเองมาโดยตลอด? เขา…ยังนับเป็นคนอยู่หรือไม่?
“เสด็จพ่อ จู่ๆ เจิ้นก็รู้สึกยินดียิ่งนักที่ตอนนั้นได้เป็นหุ่นเชิดของท่าน” อย่างน้อยตอนนี้พระองค์ก็มีโอกาสดึงปีศาจที่ปีนออกมาจากขุมนรกผู้นี้ลงจากตำแหน่งได้!
เหยียบย่ำชีวิตของชาวบ้านเพียงเพื่อเติมเต็มความเห็นแก่ตัวของตน จักรพรรดิเช่นนี้ควรได้รับการลงทัณฑ์!
“พูดจาไร้สาระให้มันน้อยหน่อย! เจิ้นต้องการเลือด! นำมาให้เจิ้นเสีย…”
“พอแล้ว! เสด็จพ่อ ท่านดูสภาพตัวเองในตอนนี้เถิด! ความเป็นอมตะเช่นนี้ได้มาแล้วมีความหมายอันใด? ในเมื่อเสด็จพ่อโปรดปรานตำหนักแห่งนี้มาก เช่นนั้นลูกก็จะมอบให้ท่าน อยากอยู่นานเพียงใดย่อมได้ ส่วนความเป็นอมตะหรือ เช่นนั้นเสด็จพ่อก็ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักอันเย็นยะเยือกแห่งนี้นานเท่าที่ต้องการเถิด!”
“เจ้า เจ้าคิดกักขังเจิ้นหรือ?”
ไท่ซ่างหวงเบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม “เจ้าคิดว่าเจิ้นแพ้แล้วหรือ? เจิ้นยังมีกองทัพที่แข็งแกร่ง สามารถเหยียบย่ำเจ้าได้…”
“เสด็จพ่อ”
สุรเสียงอันเย็นยะเยือกดังแว่วมา ไท่ซ่างหวงมองสบดวงตาเห็นใจของจักรพรรดิเหลียน ถึงกับค่อยๆ สงบลง
“จบแล้ว เสด็จพ่อ ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงแล้ว เสด็จพ่อหมดสติไปสี่วัน ในช่วงนี้กองทัพของเจิ้นเอาชนะกองทัพของเสด็จพ่อไปได้ ตอนนี้เริ่มฟื้นฟูแคว้นเหลียนแล้ว เสด็จพ่อ ท่านแพ้แล้ว”
สี่วัน? เขา เขาหมดสติไปสี่วันหรือ?!
“ไม่ เจ้าหลอกเจิ้น! เจิ้นไม่แพ้! กองทัพของเจิ้นเชี่ยวชาญการใช้พิษ สามารถใช้หนึ่งต้านร้อย ไม่แพ้ง่ายๆ เช่นนี้แน่…”
“อย่างไรเสียเรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ใช้พิษแล้วอย่างไรเล่า ต่อให้ร้ายกาจเพียงใดก็มิอาจต่อต้านลูกปืนใหญ่ของเจิ้นได้! เสด็จพ่อ เจิ้นจะไม่สังหารท่าน เจิ้นอยากให้ท่านได้ลิ้มรสเสียหน่อยว่าความเป็นอมตะมีรสชาติอย่างไร”
จักรพรรดิเหลียนไม่มองเขาอีกแม้เพียงสายตา รู้สึกอารมณ์แตกต่างไปจากเดิม
บุญคุณความแค้นในหลายปีมานี้สมควรสิ้นสุดได้แล้ว นี่เป็นสิ่งเดียวที่จักรพรรดิเหลียนจะทำเพื่อชดเชยให้กับชาวบ้านได้
“กลับมา! เจ้า…ไม่ เจิ้นไม่แพ้! เอาเลือดมาให้เจิ้นเดี๋ยวนี้ หยุด…”
เสียงอันบ้าคลั่งดังก้องอยู่ในตำหนักเนิ่นนาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตอบเขามีเพียงเสียงของโซ่เหล็กเท่านั้น
“แค่กๆๆ…” เสียไอรุนแรงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มุมปากของไท่ซ่างหวงถึงกับมีเลือดไหลออกมา
ราวกับเรี่ยวแรงทั่วทั้งร่างถูกสูบออกไป เขาค่อยๆ ล้มตัวลงนอน มองไปยังผ้าม่านที่ดูคุ้นเคยและแปลกตาเหนือศีรษะ
กองทัพของเขา…จริงหรือ…
รู้สึกได้ว่าพลังชีวิตของตนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายเช่นนี้รุนแรงกว่าเมื่อก่อนเสียอีก บุรุษบนเตียงคิดยกแขนขึ้น แต่กลับไม่อาจขยับได้
ฮ่าๆ ยาอายุวัฒนะ ทั้งๆ ที่เขาได้มาแล้ว แต่เหตุใดสุดท้ายกลับมีผลเช่นนี้…
“ไท่ซ่างหวง…”
ไม่ทราบว่านอนอยู่นานเพียงใด ในที่สุดข้างหูมีเสียงร้อนรนดังแว่วมา
ไท่ซ่างหวงมองไปข้างเตียง พบบุรุษแต่งกายเป็นองครักษ์ยืนอยู่ผู้หนึ่ง ใช่แล้ว หมากที่เขาแอบซ่อนไว้ในวังหลวงตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้
แต่ตอนนี้บริเวณหน้าอกของอีกฝ่ายกลับเต็มไปด้วยรอยเลือด ราวเพิ่งผ่านการต่อสู้อันยากลำบากมาก็มิปาน
“เจ้า…มาแล้ว…”
หมากเหล่านี้เขาทิ้งไว้เพื่อป้องกันรอบด้าน ไท่ซ่างหวงใคร่ครวญอย่างพิถีพิถัน เตรียมทางถอยไว้ให้ตัวเองนานแล้ว
“กระหม่อมมาช้า ไท่ซ่างหวงโปรดอภัย! กระหม่อมจะพาพระองค์ออกไปจากวังหลวงเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ ไม่จำเป็นแล้ว…” ความจริงเขารู้ตัวเองดี ร่างกายนี้ยืนหยัดได้อีกไม่นานแล้ว
“ไท่ซ่างหวง?” องครักษ์ผู้นั้นรู้สึกตื่นตะลึงยิ่งนัก ไม่ง่ายเลยกว่าตนเองจะฝ่าด่านป้องกันเข้ามาในตำหนักได้ หรือเจ้านายของตนจะยอมแพ้แล้ว?
“กองทัพของเจิ้น แพ้แล้ว…จริงหรือ?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา องครักษ์ผู้นั้นพลันจมลงสู่ความเงียบงัน เฉกเช่นที่จักรพรรดิเหลียนทรงตรัสไว้ สี่วันมานี้พวกเขาทำลายกองทัพของไท่ซ่างหวงจนย่อยยับ กองทัพพิษที่ควบคุมโดยตระกูลอู่ถูกทำลายทั้งหมด ส่วนกองทัพอื่นยอมแพ้ไปแล้ว
“องค์ชายใหญ่และพระชายาเล่า?” นับว่าไท่ซ่างหวงได้คำตอบแล้วจึงคิดไปถึงเรื่องอื่น
“กระหม่อมสืบรู้มาว่าองค์ชายใหญ่และพระชายาเดินทางออกจากวังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปแล้ว?” ไท่ซ่างหวงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำไม องค์ชายใหญ่ก็ไม่ต้องการแผ่นดินนี้หรือ?”
“ดูเหมือนฝ่าบาทต้องการแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท ทว่าองค์ชายใหญ่กับพระชายาออกไปจากเมืองหลวงตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว คนของกระหม่อมสืบเส้นทางของพวกเขาทันที ดูเหมือนพวกเขาคิดจะออกจากแคว้นเหลียน”
เช่นนั้นหรือ? ทำเพื่อสตรีอีกแล้วหรือ? หลานของเขาคนนี้ช่างเหมือนกับบุตรของเขาทุกกระเบียดนิ้ว ถึงกับละทิ้งแผ่นดินเพื่อสตรี…
“ฮ่าๆๆ เจิ้น ไม่ได้แพ้…”
ในเมื่อพวกเขารักเพียงสาวงามไม่รักแผ่นดิน เช่นนั้น…เขาก็ไม่จำเป็นต้องใจดี จะไม่ปล่อยให้พวกเขาได้อยู่อย่างสงบสุขแน่!
“เจิ้นจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้จักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้เสียหน่อย…” ไท่ซ่างหวงส่งสายตาเป็นสัญญาณ องครักษ์ผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ ฟังคำสั่งสุดท้ายของอีกฝ่าย
“ไปเถิด จากนั้นก็ใช้ทหารเดนตายกองสุดท้ายเสีย ข้าต้องการ…ข้าต้องการชีวิตกงซุนซู…”
ใช่แล้ว ชีวิตของเด็กคนนั้น มีเพียงสิ่งนี้จึงจะทำให้หลานชายของเขาอยู่ไม่สู้ตาย ทำให้บุตรชายของเขาเสียใจจนถึงขีดสุด
พวกเขาคิดว่าชนะแล้วจริงหรือ? ไม่ เขาจะแย่งชิงของสำคัญที่สุดของพวกเขามา!
ยิ่งไปกว่านั้น…หากไม่ใช่เพราะกงซุนซู เขาจะตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร? เช่นนั้นก็ให้หลานสะใภ้คนนี้ตายเป็นเพื่อนเขาแล้วกัน…
na
องครักษ์ไม่ซางฝ่ามาได้ แต่จักรพรรดิเหลียนไม่รู้ตัวเลยเหรอ เฟิ่งหลิงอวิ๋นซูก็เจ็บไม่จำเลย ปล่อยเสือไว้ให้เป็นภัยกับตัว