บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2054 งานเลี้ยง
บทที่ 2054 งานเลี้ยง
เรือสมบัติพาซูอี้และปี้คงหลิวสัญจรสู่ทะเลสาบเมฆคล้อย
ผู้อารักขาปี้คงหลิวทั้งสองแอบติดตามมาอย่างลับๆ
“ข้าไม่รู้เลยว่าซูอี้ผู้นั้นจะมายามใด ยิ่งยืดเยื้อ การแข่งขันยามวิถีแห่งบรรพเทวาเปิดก็ยิ่งดุเดือด”
ระหว่างทาง ปี้คงหลิวรำพึงเบาๆ
เขามาจากโลกแห่งเทพและรู้เรื่องในโลกแห่งเทพดีที่สุด
ครึ่งปีมานี้ วิถีแห่งบรรพเทวากำลังจะปรากฏขึ้น ขุมกำลังสูงสุดหลายแห่งจึงออกมาเคลื่อนไหว ส่งยอดฝีมือให้นำบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ฝ่ายตนมายังอาณาจักรนิตย์ทิวา
กล่าวกันว่า ‘ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์’ บางคนจากขุมกำลังระดับยักษ์ใหญ่ยังจะมากับเขาด้วย!
ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์เป็นที่รักแห่งเบื้องบน ถือกำเนิดพร้อมด้วยวาสนาสูงส่ง เก่งกาจไร้เทียมทานบนวิถี พวกเขาแต่ละคนล้วนถือครองมรดกมหาวิถีแสนอัศจรรย์
ยามอยู่ต่อหน้าผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ บุตรธิดาไร้เทียมทานแห่งสวรรค์นั้นนับว่าอ่อนด้อยกว่ากันมาก
ยามผู้ถูกเลือกจากสวรรค์อยู่ในขอบเขตมหาศาล พวกเขามีอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์จนต่อกรกับเทพชั้นล่างขอบเขตสรรสร้างได้ และภายหน้า พวกเขาก็ไร้กังวลว่าจะไม่สามารถเคลื่อนผ่านวิถีเซียนและบรรลุเป็นจอมเทพได้!
ซูอี้กล่าว “เจ้าทำให้ข้าอิจฉานิดหน่อยแฮะ”
ปี้คงหลิวผงะไป “อิจฉาหรือ?”
ซูอี้ทอดถอนใจ “บนวิถีฝึกฝน ยิ่งศัตรูมากยิ่งน่าสนใจ หากทัศนาทั่วทิศแล้วไร้ผู้ใดควรค่าประชัน เช่นนั้นก็น่าเบื่อเกินไป”
ปี้คงหลิว “……”
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเขาถูกเจ้าคนตรงหน้ากลั่นแกล้งเข้าให้แล้ว!
ไร้เทียมทาน?
น่าเบื่อเกินไป?
ฟังสิ นี่ถือเป็นวาทะคนงั้นหรือ?
ปี้คงหลิวกล่าว “หรือสหายเต๋าจะไม่อาจพานพบคู่ต่อสู้ร่วมขอบเขต?”
ซูอี้กล่าว “หากว่ากันตรงๆ ก็หาในขอบเขตเดียวกันไม่ได้จริงๆ แหละ”
ปี้คงหลิว “……”
เขาฝืนความอยากโต้เถียงไว้แล้วกล่าวขึ้นยิ้มๆ “หากเป็นเช่นนั้น ยามวิถีแห่งบรรพเทวาเปิดออก ข้าก็อยากจะเห็นความไร้เทียมทานต่อบุคคลร่วมขอบเขตจากสหายเต๋าจริงๆ”
วจีนั้นดูเลื่อนลอยไร้สาระ
เห็นได้ชัดว่ามิได้ถือจริงจัง
ซูอี้แย้มยิ้ม ไม่ได้กล่าววาจาใดอีก
ปี้คงหลิวถามอย่างมิคิดยั้งใจ “สหายเต๋าว่าผู้ถูกเลือกจากสวรรค์เหล่านั้นจะเป็นคู่ต่อสู้ให้ได้ไหม?”
ซูอี้เหลือบมองคนผู้นี้ ในที่สุดก็ตัดสินใจทำตัวเงียบเข้าไว้ “หากมีโอกาส แม้ข้าไม่พูด เจ้าก็จะได้เข้าใจเอง”
เพิ่งสิ้นคำ……
ตูม!
รถศึกสำริดคันหนึ่งพลันทะยานมาจากทิศหนึ่ง
บนรถศึกมีชายร่างผอมสูงในชุดขุนนางผู้หนึ่งยืนอยู่ เรือนผมยาวปลิวไสว ให้ความรู้สึกกดดันยิ่งใหญ่
“ปี้คงหลิว เจ้าจริงๆ ด้วย!”
ดวงตาของชายในชุดขุนนางกวาดมองปี้คงหลิวบนเรือสมบัติ สายตาคมกริบเยี่ยงมีดดาบ “ยามอยู่ในโลกแห่งเทพ ข้าบอกไว้แล้วว่าหากเจ้ากล้ามาให้ข้าเห็นในอาณาจักรนิตย์ทิวา ข้าจะหักขาเจ้าให้อับอายต่อสาธารณชน! แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะยังกล้ามาอยู่ดี!”
สุรเสียงนั้นระเบิดลั่นเยี่ยงอัสนี ดึงความสนใจผู้คนผ่านไปมาได้มากมาย
นี่คือทางไปยังทะเลสาบเมฆคล้อย นอกจากพวกซูอี้แล้วยังมียอดฝีมือคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปด้วย
เมื่อสังเกตเห็นเช่นนี้ เสียงเจี๊ยวจ๊าวพลันดังขึ้น
“จินปู้อี๋!”
“บุตรไร้เทียมทานแห่งสวรรค์ผู้ติดอันดับในทำเนียบศึกสุดลึกล้ำก็มาด้วย!”
ผู้คนต่างประหลาดใจและจำตัวตนของชายในชุดขุนนางได้
ในโลกแห่งเทพ มีจอมเทพวิถีมารหกคนผู้ถูกเรียกขานว่าเก้าจอมมาร และบรรพชนของจินปู้อี๋ก็คือ ‘จอมมารหมอหลิง’ หนึ่งในหกจอมมาร!
“น่าขัน เจ้ามาได้ ไฉนข้าจึงมาไม่ได้?”
ปี้คงหลิวเดินออกจากเรือสมบัติ สายตาเย็นเยียบดุจสายฟ้าจับจ้องตรงไปยังจินปู้อี๋บนรถศึกสำริด
ขณะเดียวกัน ผู้อารักขาปี้คงหลิวทั้งสองก็ออกมาประกบเบื้องหลังปี้คงหลิว
ทว่าจินปู้อี๋หายี่หระต่อภัยคุกคามจากผู้อารักขาทั้งสองไม่ เขาแย้มยิ้มดุร้าย “ข้ากระทำตามวาจา ในเมื่อลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะหักขาเจ้า ข้าก็จะไม่ผิดสัจจะ!”
เค้าแห่งโทสะปรากฏในสีหน้าของปี้คงหลิว เขากล่าวขึ้นเสียงเย็น “ลองดูไหม?”
ตูม!
รอบทิศลือลั่น
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าตัวตนสูงส่งจากโลกแห่งเทพทั้งสองจะพร้อมประชันทันทีที่เจอหน้า
ทว่าจินปู้อี๋กลับเชิดหน้าหัวเราะลั่น “อย่าห่วงเลย หากเจ้ากลับไปยังทะเลสาบเมฆคล้อย ข้ารับปากว่าจะให้เจ้าเดินเข้า แต่ต้องคลานออกไป!”
ตูม!
เสียงยังไม่ทันสิ้น จินปู้อี๋ก็เร่งรถศึกสำริดห้อตะบึงไปไกลเสียแล้ว
“ไอ้สารเลวนี่!”
ปี้คงหลิวลอบกัดฟัน สีหน้าดำคล้ำ
แม้ศึกจะยังไม่ได้บังเกิด แต่ในด้านการวางตัว จินปู้อี๋เหนือกว่า ทะนงตัวแผลงเดชเกินใคร!
“นายน้อย มารน้อยจินปู้อี๋ผู้นี้ระรานโดยไร้ความสำรวมเสมอมา ไม่ช้าก็เร็วต้องประสบหายนะ ข้าว่าเราเลี่ยงประชันไปก่อนเถิด”
ชายชราในชุดแพรไหมก้าวเข้ามากระซิบ “ข้ามิอาจทราบว่าวิถีแห่งบรรพเทวาจะปรากฏขึ้นยามใด แต่การฉีกหน้าปะทะกับจินปู้อี๋ก่อนหน้านั้นมิใช่เรื่องฉลาดแน่ขอรับ”
“หากข้าเลือกไม่ไปทะเลสาบเมฆคล้อยด้วยความกลัว ไม่เพียงแต่เสียหน้ากลายเป็นที่ขบขัน แต่ยังทำให้ความคิดบังเกิดมลทิน มิอาจโงหัวได้อีกตลอดกาล!”
ปี้คงหลิวกล่าวเสียงลุ่มลึก “ไป ต้องไป! การฝึกฝนไถ่ถามวิถีมีแต่ทางตรง ไร้ช่องให้ล่าถอย!”
สีหน้าแววตาของเจ้าตัวปรากฏความตั้งมั่น
ขณะที่ชายชราในชุดแพรไหมเงียบลงกะทันหัน
ส่วนซูอี้ผู้ร่ำสุราลำพังในเรือสมบัติอดเหลือบมองปี้คงหลิวมิได้
ว่าแล้วเชียว ทายาทผู้ได้รับการฟูมฟักจากขุมกำลังสูงสุดต้องมีบางสิ่งไม่ธรรมดาอยู่
จิตวิญญาณอันอาจหาญนี้สมควรชื่นชม!
ทว่าซูอี้หาสนใจความแค้นระหว่างปี้คงหลิวและจินปู้อี๋ไม่
“สหายเต๋า ข้าทำให้เจ้าขบขันเสียแล้ว”
ปี้คงหลิวกลับมายังเรือสมบัติและกล่าวแดกดันตนเอง “ในสายตาคนนอก เราบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ช่างเลิศล้ำงดงาม ภูมิหลังยอดเยี่ยม ฐานะสูงส่ง แต่ในสายตาบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ร่วมขอบเขต พวกเขาก็มีการแบ่งระดับความแข็งแกร่ง และการแข่งขันดุดันอย่างยิ่ง”
ซูอี้กล่าว “ดาบดีต้องลับคม เส้นทางมหาวิถีมิใช่เพื่อเกียรติภูมิและชื่อเสียงชั่ววูบ ภายหน้ายามไม่อาจหาศัตรูได้ เจ้าจะหวนนึกถึงวันที่มีศัตรูมากมายในโลกหล้า”
ปี้คงหลิวนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้า “เป็นเช่นนั้นเองสินะ”
วารีรินไหลไม่ได้ประชันความเร็ว แต่เลี้ยวหลบหรือสั่งสมเพื่อกลืนกินอุปสรรคเหล่านั้น!
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงทะเลสาบเมฆคล้อย
ภายในสวนโบราณซึ่งถูกสร้างขึ้นที่ใจกลางทะเลสาบเมฆคล้อย มีตัวตนสูงส่งมากมายมารวมตัวแต่เนิ่นนาน พวกเขาส่วนใหญ่มาจากโลกแห่งเทพ มีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ให้พบพานทุกแห่งหน
บุรุษอาจหาญ สตรีงามงด แต่ละคนล้วนองอาจเลิศล้ำในแบบของตน
ที่นี่เป็นถิ่นของโถงแห่งชีวิตนิรันดร์ ทว่ายอดฝีมือในโถงแห่งชีวิตนิรันดร์กลับเป็นเพียงผู้ชงชารินสุรา
เงื่อนไขการเข้าร่วมงานเลี้ยงวันนี้สูงยิ่งนัก
อย่าว่าแต่สิ่งอื่นใด แม้แต่ผู้พิทักษ์ข้างกายบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นเทพทั้งสิ้น!
สะพานน้อยเหนือธารวารี ศาลาตำหนัก มวลพฤกษ์บุปผาหายากปรากฏให้เห็นทุกแห่งหน
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้ว ไม่มีการจัดที่นั่ง แขกเหรื่อทั้งหลายต่างเสวนากันในสวน มีอาหารเลิศรสและเมรัยเซียนมากมายให้ได้ลิ้มลอง
เจ้าภาพคือหมีเยี่ยอวิ๋นแห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ เขาเป็นชายในชุดนักพรตสีนิล บรรยากาศละมุนเยี่ยงหยก
หมีเยี่ยอวิ๋นยังเป็นตัวเอกผู้ถูกจับตามองมากที่สุดที่นี่อีกด้วย
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มากมายรายล้อมรอบเขา เสวนาแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับวิถีแห่งบรรพเทวากัน
แน่นอนว่าซูอี้ไม่ได้เข้าไปร่วมวง
หลังมาถึง ปี้คงหลิวก็ไปทักทายสหาย ขณะที่ซูอี้นั่งจิบสุราฟังเสียงสนทนาลำพังใต้พฤกษาโบราณต้นหนึ่งในสวน
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกเทพเหล่านี้มีเบาะแสล้ำค่ามากมาย ปริศนามากมายเกี่ยวกับวิถีแห่งบรรพเทวานั้นก็ไม่อาจประสบพบได้ในโลกภายนอก
แต่มันกลับกลายเป็นหัวข้อสนทนาร่วมกันในงานเลี้ยงแห่งนี้
นี่ถือได้ว่าเป็นกำไรสำหรับซูอี้
เช่น โอกาสบรรลุเทพในวิถีแห่งบรรพเทวาล้วนแต่แปรเปลี่ยนจากอารยธรรมสมัยอดีต!
และโอกาสบรรลุเทพสูงสุดซึ่งมีอยู่เพียงในวิถีแห่งบรรพเทวานั้นมีอยู่จริง!
ทว่าไร้ผู้ใดคว้ามันได้มานานแล้ว
ยามสัญจรบนวิถีแห่งบรรพเทวา โลกเร้นลับบางแห่งมีเพียงตัวตนระดับสุดลึกล้ำเท่านั้นที่เข้าได้!
และในโลกเร้นลับเหล่านั้นมักมีชิ้นส่วนแห่งยุคสมัย ซึ่งหมายความว่าทวยเทพไม่อาจเข้าแทรกแซงได้!
แม้เบาะแสเหล่านี้จะมีค่า แต่โชคร้ายที่ซูอี้ไม่ได้สนใจจริงจัง
สิ่งที่เขาสนใจคือหุบเหวลึกลับ ณ สุดวิถีแห่งบรรพเทวา ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าคืออะไรต่างหาก
สิ่งที่ถูกฝังอยู่ในหุบเหวนั้นคืออารยธรรมยุคสมัยอันสูญหายไปตามกาลจริงหรือ?
หากเป็นเช่นนั้น เขาจะสามารถไปที่นั่นด้วยเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยได้หรือ?
ท้ายที่สุดแล้ว ความลับที่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายเสวนากันล้วนแต่เกี่ยวเนื่องกับการบรรลุเทพ
เกี่ยวข้องกับซูอี้น้อยนัก
ในหอคอยพิบัติโบราณ เขาเอาชนะกระดานหมากอี้เทียนและพบหนทางบรรลุเทพของตนในที่สุด ดังนั้นมีหรือชายหนุ่มจะมีกะจิตกะใจมาแสวงโอกาสบรรลุเทพอีกครั้ง?
ขณะที่ความคิดของซูอี้กำลังแล่นพล่าน เสียงทำศึกดังสนั่นก็พลันแว่วมาไกลๆ ตามด้วยเสียงอุทานอื้ออึง
ทุกคนในงานเลี้ยงล้วนผงะไป
ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลุกจากพฤกษาโบราณเดินไปตามเสียง
ที่มุมพายัพของสวน มีสนามเต๋าแห่งหนึ่งสร้างไว้เพื่อการศึก
และขณะนี้ ศึกบนสนามเต๋าแห่งนั้นก็เพิ่งจบลง
“ปี้คงหลิว หากไม่ยอมรับก็ขึ้นมา ข้ารับปากว่าจะหักขาอีกข้างให้เจ้า!”
บนสนามเต๋า จินปู้อี๋ผู้สวมอาภรณ์ขุนนางยืนกอดอกกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา
เขาเพิ่งปราบปี้คงหลิว ก่อนหักขาอีกฝ่ายไปหนึ่งข้างแล้วโยนออกนอกสนามเต๋าไป
ขณะนี้ปี้คงหลิวนั่งบนพื้น เส้นผมกระจัดกระจาย สีหน้าบิดเบี้ยวแดงก่ำ
ขาขวาของเขาหัก โลหิตไหลเจิ่งนองเต็มพื้น
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์หลายคนในละแวกเร่งรีบมามุงดู เมื่อเห็นสิ่งที่เกิด สีหน้าของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ขณะที่เสียงกระซิบดังขึ้นทั่วทิศ
ทวยเทพบางตนปรากฏขึ้นใกล้เคียง แต่กลับไร้ผู้ใดเข้าแทรกแซง
นี่คือศึกระหว่างบุตรแห่งสวรรค์ มีกฎอันมิใช่ลายลักษณ์อักษรข้อหนึ่งในโลกแห่งเทพ……
หากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ประชัน ขอเพียงไร้ผู้ใดตกตาย ทวยเทพต้องไม่เข้าสอดมือ!
“นายน้อย!”
เมื่อชายชราในชุดแพรไหมและองครักษ์อีกคนมาเห็นเข้า สีหน้าของพวกเขาพลันแปรเปลี่ยนร้ายแรง ก่อนจะพากันก้าวเข้าไปช่วยปี้คงหลิว
“หยุดนะ! เขายังไม่ยอมแพ้ ผู้ใดกล้าแทรกแซงจะถือฝ่าฝืนกฎ!”
จินปู้อี๋ตวาดลั่น
องครักษ์ของปี้คงหลิวทั้งสองหยุดลงเฉียบพลัน สีหน้าดำคล้ำหมองมัว
จินปู้อี๋กล่าวยิ้มๆ ขณะจับจ้องปี้คงหลิวด้วยสายตาดุจคมมีด “ข้าบอกแล้ว ขอเพียงเจ้ามา ข้าจะทำให้เจ้าเสียหน้าต่อหน้าสาธารณชน แต่เจ้าก็ไม่ฟังคำแนะ มิใช่ว่าเจ้าทำตัวเองหรือไร?”
มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น
บางคนลำพอง บางคนสงสาร บางคนมิอาจทนมอง
ชั่วขณะนั้น ปี้คงหลิวเสียหน้า กลายเป็นที่ขบขันโดยแท้จริง!
ซูอี้เดินเข้ามาเงียบๆ
เขายืนท่ามกลางฝูงชน สองมือไพล่หลัง มองเหตุตรงหน้าอย่างไร้วจีใด