บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2084 ความลับของโลกเร้นลับ
บทที่ 2084 ความลับของโลกเร้นลับ
ซูอี้ทะยานเหินไปสู่ดวงดารายักษ์ใหญ่
“หยุดเขาไว้!”
ทันใดนั้น ฟู่อวิ๋นพลันเข้าใจความคิดของซูอี้และตะโกนลั่น
“ไป!”
พุทธองค์อวิ้นเจินยืนอยู่ตรงหน้าซูอี้ ลงมือเต็มที่ขัดขวางโดยไม่ต้องให้ฟู่อวิ๋นกล่าวเตือนซ้ำ
ตูม!
ขณะสองมือวาดลวดลาย แท่นปทุมทองใต้เท้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นพุทธโลกาอันโอฬารตระการตา เจิดจรัสสาดส่อง
ทั่วร่างของเจ้าตัวปกคลุมด้วยแสงทอง ให้ความรู้สึกสูงส่งสง่างามเยี่ยงวัชระไร้เสื่อมถอย
เคล็ดวิชาอันเป็นตำนานแห่งภูเขาวิญญาณสุขาวดี… ธรรมภูมิแท่นปทุมสิบสองกลีบ!
ทว่าซูอี้ไม่แม้แต่สนใจมอง ร่างของเขาไม่หยุดชะงักแม้เพียงหน ทะยานตรงเข้าใส่เยี่ยงคมดาบไร้คู่เปรียบ
เปรี้ยง!!
พุทธโลกาอันไพศาลบังเกิดรูโหว่ พังทลายลงกลายเป็นพิรุณแสงสีทองพร่างพรมในพริบตา
ดวงตาของพุทธองค์อวิ้นเจินเบิกกว้าง สองมือยังคงวาดลวดลาย
ทว่าเพียงพริบตา ร่างของเจ้าตัวพลันแหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและหายไป
ปรากฏว่าการโจมตีของซูอี้ดุเดือดเกินไป ทะลวงผ่านธรรมภูมิแท่นปทุมสิบสองกลีบอย่างไร้อุปสรรคพร้อมทั้งทำลายร่างวัชระไร้เทียมทานของเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์ลึกลับไปด้วยกัน!
ภาพนี้ทำให้ทวยเทพในระยะผงะไปหลายคน วิญญาณครั่นคร้ามระส่ำระสาย
ขณะที่ซูอี้กำลังพุ่งเข้าสู่ดวงดารามโหฬารนั้น ดวงตะวันสีม่วงอันเจิดจรัสชวนตาพร่าได้ทะยานเข้ามา
เปรี้ยง!!
ร่างของซูอี้ถูกกระแทกถอย โลหิตหลั่งรินจากปาก
เมื่อพินิจดีๆ ตะวันสีม่วงนั้นแท้จริงคือตราประทับวิถีสีม่วงอันเรียบง่ายทว่าลึกลับชิ้นหนึ่ง
ผู้ลงมือคือเริ่นเป่ยโหยว!
ก่อนที่เทพชั้นสูงจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ผู้นี้จะมาถึง เขาก็ใช้ตราประทับวิถีนี้ทะยานแหวกอากาศเข้ามาขวางซูอี้ไว้ และยังทำให้ชายหนุ่มบาดเจ็บด้วย!
“ให้ข้าจัดการเอง!”
โดยไม่รอให้ซูอี้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เริ่นเป่ยโหยวจึงโจมตีอีกครั้ง ตราประทับวิถีสีม่วงเจิดประกายม่วงเรืองรอง แปรเปลี่ยนเป็นกฎสายฟ้ากู่คำรณฟาดฟันเข้าใส่ซูอี้
อำนาจร้ายกาจเช่นนั้นทำให้สุญตาใกล้เคียงแหลกระเบิด!
เทพชั้นสูงคนอื่นๆ มาถึงพอดี และพวกเขาต่างก็ทะยานเข้าหาซูอี้ด้วยความเร็วไม่แพ้กัน
ต่างผู้ล้วนเห็นได้ว่าหากล้อมโจมตี สถานการณ์ของซูอี้จะย่ำแย่!
ยามนี้ ซูอี้พลันสัมผัสความอันตรายของสถานกาณ์ได้ และใช้อำนาจดาบเก้าคุมขังออกมาทันที
ตูม!!!
หนึ่งปราณดาบพริ้วทะยานปกคลุมท้องนภา แปรเปลี่ยนสู่โลกหล้าแห่งวัฏสงสาร บังเกิดนิมิตอัศจรรย์มากมายภายใน
อำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ทำให้อำนาจกฎสายฟ้าสีม่วงแหลกระเบิดไปทันที
ท่ามกลางพิรุณแสงโปรยปราย ร่างของซูอี้โถมทะยานเยี่ยงมัจฉาพ้นกระชังเข้าสู่ดวงดารายักษ์ใหญ่อันโอบล้อมด้วยเพลิงชาด ก่อนหายวับไปในพริบตา!
และการล้อมโจมตีของเทพชั้นสูงทั้งสิบกว่าผู้ก็ล้วนไร้ผล!
สุญญะม้วนเคลื่อน ฝุ่นควันจากศึกคละคลุ้ง สีหน้าของเทพชั้นสูงทั้งหลายแปรเปลี่ยนร้ายแรงยิ่ง
“น่ารังเกียจนัก!!”
บางผู้ตวาดลั่นอย่างแสนเดือดดาล ห่างเพียงก้าวเดียวแท้ๆ แต่พวกเขากลับปล่อยเหยื่อหนีไปได้
ตูม!
ฟู่อวิ๋นแสนขัดเคืองใจ ลงมือโบกแส้นักพรตโจมตีเข้าใส่ดวงดารายักษ์ใหญ่ตรงหน้าอย่างเต็มกำลัง
ทว่าการโจมตีนี้กลับเหมือนวัวดินเหนียวละลายหายในทะเล ถูกเพลิงแสงรอบดวงดารายักษ์นั้นกลืนหายไปสิ้นร่องรอย
“อย่ากระทำการเสียเปล่าเลย โลกเร้นลับในทะเลดาราเทพผันแปรนี้ปกคลุมด้วยกฎบัญญัติของวิถีแห่งบรรพเทวา ต่อให้จอมเทพลงมือก็ยังไม่อาจสลายมันได้”
เหวินเซียว เทพชั้นสูงจากศาลปิศาลเก้าลึกล้ำรำพึง สีหน้าของเขาก็เปี่ยมความเจ็บใจเช่นกัน
“เช่นนั้น ซูอี้หลุดพ้นจากการปิดกั้นของเรามาโผล่ที่นี่ได้เช่นไร?”
มีบางผู้ขมวดคิ้วถามขึ้น
“หารือเรื่องนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ ยามนี้ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นที่สุด!”
เริ่นเป่ยโหยวกล่าวอย่างกังวล สีหน้าไม่น่ามอง
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว คนอื่นๆ ก็พากันร้องลั่นในใจ สีหน้าแปรเปลี่ยนพร้อมเพรียง
ก่อนหน้านี้ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ของฝ่ายต่างๆ ที่พวกตนสังกัดล้วนเข้าไปในโลกเร้นลับนั้นแล้ว
และเมื่อซูอี้เข้าไปในยามนี้ มีหรือเขาจะปล่อยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นไป?
เมื่อคิดถึงผลลัพธ์จากเรื่องนี้ เทพชั้นสูงทั้งหลายต่างอดสูดปาก ตระหนักถึงความผิดปกติกันขึ้นมามิได้
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นต่างเป็นชนรุ่นหลังอันไร้เทียมทานผู้ถูกขัดเกลาจากฝ่ายของพวกตนด้วยสุดชีวิตจิตใจ ฝากความหวังยิ่งใหญ่ไว้กันทั้งสิ้น
ภูมิหลังและตัวตนของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์บางคน เทพทั่วไปยังห่างไกลเกินเทียบไหวด้วยซ้ำ!
หากเกิดเหตุใดขึ้นกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ พวกเขาย่อมเสียหายหนักหนา อาจไม่สามารถกลับสำนักสังกัดได้ด้วยซ้ำไป
“พวกเจ้านี่ไร้ประโยชน์เสียจริง ข้าให้พวกเจ้ามาเฝ้าที่นี่ไว้ แต่กลับปล่อยซูอี้ปะปนเข้ามา หากเกิดอันใดขึ้นกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นล่ะก็ ความผิดพวกเจ้าเลย!!”
เหวินเซียวตวาดลั่นอย่างเดือดดาล ตำหนิทวยเทพทั้งหลายที่นี่
ฟู้อวิ๋นกล่าวอย่างไม่ชอบใจ “เฒ่าเหวินเซียวเอ๋ย ทุกผู้ก็เห็นกันแล้วว่าคนจากศาลปิศาจเก้าลึกล้ำของเจ้านั่นแหละที่มากับซูอี้!”
เหวินเซียวผงะตะลึงไป
ไม่นานนัก เขาก็ได้รู้ว่าซูอี้จำแลงเป็นหนิวหวง และมาที่นี่กับเฒ่ากุย
ทันใดนั้น เจ้าตัวพลันเดือดดาลจนแทบอยากตบเฒ่ากุยให้ตายอย่างเกินยั้งมือ!
“โทสะมิแก้ปัญหาหรอก จากนี้ไป เราล้อมที่นี่ไว้รอกันดีกว่า”
เริ่นเป่ยโหยวสูดหายใจลึกๆ และกล่าวด้วยดวงตาเย็นเยียบ “ขอเพียงซูอี้กล้าออกมา เขาก็จะถูกสังหารทันที!”
วาจานั้นเด่นชัดได้ยินถ้วนทั่ว
ทว่าทุกผู้ดูไม่แน่ใจในชั่วขณะนั้น
แต่ก็เข้าใจดีว่านี่คือวิธีเดียวที่ทำได้
“พวกเจ้าว่า หากเชิญบุตรพุทธะเหลียนเซิงมาจัดการกับซูอี้ในโลกเร้นลับนั่น จะทำได้หรือไม่?”
ทันใดนั้น หนึ่งบุคคลก็ถามขึ้น
เหลียนเซิง!
บุตรพุทธะสวรรค์สร้าง ผู้ถูกเลือกแห่งสวรรค์อันสูงส่งแห่งโลกเทพ แม้เขาจะยังไม่บรรลุเทพ แต่ก็มีอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์เพียงพอให้เทพไท้ทั้งหลายสะพรึงกลัว
“เหลียนเซิง? เฮอะ เขาสู้กับเทพชั้นกลางได้หรือไร?”
เทพชั้นสูงฟู่อวิ๋นแค่นยิ้ม “เขาขวางการโจมตีสุดกำลังของข้าได้เช่นซูอี้หรือ?”
ทุกผู้พลันเงียบไป
เหลียนเซิงนั้นเป็นตำนานหนึ่งแห่งสำนักพุทธจริงแท้ และเป็นผู้เก่งกาจไร้เทียมทานอันหาได้ยากในโลกเทพ แต่เทียบกับซูอี้แล้ว ท้ายที่สุดอีกฝ่ายก็ยังด้อยกว่า!
นี่เป็นสัจธรรมอันไม่อาจโต้เถียง!
“อย่าสร้างตัวแปรอื่นใดเลย จากนี้ไป เราผู้เฒ่าทั้งหลายต้องประจำการที่นี่ทั้งหมด ห้ามเลินเล่อแม้แต่น้อย!”
เริ่นเป่ยโหยวกล่าวเสียงเย็น “ครานี้ ไม่ว่าอย่างไร จะปล่อยคนบาปซูอี้หนีไปมิได้เด็ดขาด!” ”
……
ในโลกเร้นลับแห่งนั้น
เฮ้อ~
ซูอี้ผ่อนลมหายใจ
การทะลวงวงล้อมครั้งนี้ดูอันตราย แต่สำหรับซูอี้ มันหามีความหมายใดไม่
แต่ศึกนี้ก็ทำให้เขายิ่งตระหนัก ว่าแม้เขาจะเข้ามาสู่ขอบเขตพินิจสุดขั้ว หากอยากจะสู้ตัวต่อตัวกับเทพชั้นสูง โอกาสชนะก็ยังมีน้อยกว่าแพ้
ต่อให้ชายหนุ่มใช้อำนาจดาบเก้าคุมขัง อย่างมากที่สุดเขาก็ทำได้เพียงช่วยให้ตนพ้นภัย แต่แทบไม่อาจฆ่าเทพชั้นสูงใดๆ ได้เลย
แต่ซูอี้ก็ไม่ได้ถอดใจเช่นกัน
ต้องทราบว่าก่อนเขาจะก้าวขึ้นมาสู่ขอบเขตพินิจสุดขั้ว เขาไม่อาจเผชิญหน้าเทพชั้นสูงได้เลยด้วยซ้ำ!
เทียบกับก่อนหน้านี้ หลังเข้าสู่ขอบเขตพินิจสุดขั้ว อำนาจต่อสู้ของเขาก็เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น!
นอกจากนั้น ยังมีศักยภาพมากมายที่รอการปลดปล่อยในขอบเขตพินิจสุดขั้ว
หากแบ่งระดับขั้นตามขอบเขต นี่เป็นเพียงขั้นต้นเท่านั้น ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมากมาย!
“ต่อจากนี้ก็หาที่ฟื้นตัวก่อน และขณะเดียวกันก็หาดูด้วยว่าโลกเร้นลับนี้มีโอกาสใดที่ข้าต้องการซุกซ่อนอยู่หรือไม่”
ขณะครุ่นคิด ซูอี้พลันก้าวเดินไปข้างหน้า
ฟ้าดินนั้นไพศาล บรรพตลำธารกว้างใหญ่ ซากดาราละลิ่วล่องใต้ท่องนภา เมฆาสีเลือดคล้อยเคลื่อน
ปราณมรณะหนาแน่นคละคลุ้งบนอากาศ ไร้ร่องรอยชีวิตใดๆ ในฟ้าดินอันโอฬาร
สรรพสิ่งมืดดำชวนหดหู่
ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง ก้าวย่างเดินหน้า จิตสัมผัสแผ่สยายตรวจจับปราณในโลกเร้นลับแห่งนี้
ไม่นานนัก การตระหนักรู้มากมายได้ผุดขึ้นในใจ
“สิ่งที่กลายเป็นกฎสวรรค์ในโลกเร้นลับนี้คืออำนาจมหาวิถีลึกลับสายหนึ่ง หากเทียบคุณภาพแล้วก็เปรียบได้กับชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชั้นหนึ่ง”
“ที่นี่ไม่เหมาะสมกับการฝึกฝน แต่มีโอกาสบรรลุเทพอยู่ ขอเพียงหามันพบก็เท่ากับได้โอกาสบรรลุเทพมาในมือ!”
“อันตรายที่นี่มาจากปราณมรณะอันคละคลุ้งในอากาศ เป็นไปได้สูงมากว่าจะมีวิญญาณร้ายกระจัดกระจาย!”
……ซูอี้จำความลับบางเรื่องเกี่ยวกับทะเลดาราเทพผันแปรขึ้นได้
ในจักรวาลพร่างดาวอันไพศาลนี้ มีโลกเร้นลับน้อยใหญ่มากมาย
โลกเร้นลับแต่ละแห่ง แท้จริงแปรเปลี่ยนมาจากซากศพและวิญญาณของทวยเทพ!
ซากศพเทพแปรเปลี่ยนเป็นฟ้าดิน บรรพตลำธาร แม่น้ำทะเล และสรรพสิ่งภายใน
จิตวิญญาณเทพแปรเปลี่ยนเป็นวิญญาณร้ายประหลาดในโลกเร้นลับ
อำนาจมหาวิถีแห่งเทพกลายเป็นอำนาจกฎบัญญัติในโลกเร้นลับ!
กล่าวคือ การเข้ามาในโลกเร้นลับก็เปรียบได้กับเข้ามาอยู่ในซากเทพผู้หนึ่ง
คิดแล้วก็พิกลนัก
แต่ก็จริง!
และโอกาสบรรลุเทพซึ่งกระจายอยู่ในโลกเร้นลับเหล่านี้ แท้จริงก็แปรเปลี่ยนมาจากอำนาจเทพของเทพผู้วายชนม์!
หากเทพตกตายในโลกภายนอก เขาจะสิ้นขันธ์ดับวิญญาณ หลงเหลือเพียงอำนาจเทพ
แต่หลังทวยเทพตกตายลงในทะเลดาราเทพผันแปร ทั้งซากศพ จิตวิญญาณ อำนาจมหาวิถีและอำนาจเทพของพวกเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นโลกเร้นลับ แต่งแต้มจักรวาลพร่างดาวอันกว้างใหญ่นี้เยี่ยงดวงดาว!
คนนอกทั้งหลายสัญจรไปมา และโอกาสที่พวกเขาแสวงหานั้น แท้จริงก็คืออำนาจเทพที่หลงเหลือหลังทวยเทพตกตาย
“กฎสวรรค์ของโลกเร้นลับนี้เทียบได้กับชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชั้นหนึ่ง หมายความว่าเมื่อนานมาแล้ว เทพผู้หนึ่งซึ่งถือครองกฎวิถีเทพชั้นหนึ่งมาตกตายที่นี่”
ซูอี้ลอบกล่าวในใจ ‘แค่ไม่อาจทราบได้เลยว่ายามมีชีวิต เทพผู้นี้ทรงพลังเพียงไร…’
เปรี้ยง!
ไกลออกไป ปราณมรณะพวยพุ่ง ร่างประหลาดอันเหมือนมายาสิบกว่าร่างพุ่งออกมา รูปลักษณ์ของพวกเขาเหมือนกันทุกประการ แต่งกายด้วยชุดคลุมสีเทา ผมขาวราวหิมะ บรรยากาศเลิศล้ำดุจเทพเซียน
ทว่าตัวตนเหล่านี้ล้วนเปี่ยมด้วยปราณมรณะอัดแน่น มองเช่นไรก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแน่
พวกเขาเหล่านี้คือวิญญาณร้าย!
แปรเปลี่ยนมาจากจิตวิญญาณแห่งเทพ เป็นสิ่งประหลาดยิ่งอันสัญจรในโลกเร้นลับ
“ฆ่า!”
วิญญาณร้ายเหล่านี้ล้วนโถมเข้าโรมรัน
ซูอี้โบกแขนเสื้อ ไม่ได้หันไปมองเลย
ปราณดาบทะยานพาดนภา แสงเงาวัฏสงสารสาดส่อง เพียงพริบตา วิญญาณร้ายทั้งหลายก็แหลกสลายลบเลือนไปสิ้นราวฟองคลื่น
‘ถึงอย่างไร วิญญาณร้ายเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนจากจิตวิญญาณของผู้ตกตายมาเนิ่นนาน แม้จะทรงพลังจนคุกคามยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำถึงชีวิตได้ แต่เมื่อเผชิญหน้าอำนาจวัฏสงสารกลับไม่อาจทานทนได้เลย’
ซูอี้ครุ่นคิด
วัฏสงสารนั้นเลิศล้ำในการสังหารวิญญาณร้ายอันไม่ควรมีในโลกหล้าเหล่านี้ยิ่ง!
ทันใดนั้น ซูอี้พลันสังเกตเห็นว่า ณ จุดที่วิญญาณร้ายเหล่านั้นตกตาย มีผลึกศิลาเจิดจรัสถูกทิ้งไว้!
เขาเดินไปหยิบผลึกศิลาเหล่านั้นขึ้นทันที และหลังตรวจสอบเล็กน้อย ดวงตาของชายหนุ่มก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นพิกล