บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2140 วิถีเชื่อมดารา
บทที่ 2140 วิถีเชื่อมดารา
โลกเทพแบ่งออกเป็นสี่ทวีป สามสิบสามโลกภูมิ และโลกใบน้อยใหญ่อีกเป็นหมื่นๆ แห่ง!
สี่ทวีปหลักประกอบด้วยทวีปเทพบรรพพรหม ทวีปเทพจิตนภา ทวีปเทพอัคคีทักษิณ และทวีปเทพพิชิตบูรพา
สามสิบสามโลกภูมิตั้งอยู่บริเวณรอบนอกของสี่ทวีปหลัก ซึ่งล้วนรายล้อมทวีปหลักแต่ละแห่งเสมือนดาราล้อมเดือน
นอกจากนั้น ในโลกแห่งเทพยังมีสถานที่อันพิเศษแห่งหนึ่งด้วย……
ทวีปเทพตอนกลาง!
ตอนที่โลกเทพแห่งแรกถือกำเนิด ทวีปเทพตอนกลางนั้นถูกเรียกรวมกับสี่ทวีปหลักว่าเป็นห้าทวีปแห่งโลกเทพ
ทว่าทวีปเทพตอนกลางนั้นเกิดเหตุพลิกผันครั้งใหญ่ตั้งนานมาแล้วจนถล่มลงมา มันปกคลุมด้วยอำนาจหายนะร้ายกาจอันไร้ที่สิ้นสุด
ตั้งแต่นั้นมา ทวีปเทพตอนกลางจึงกลายเป็นเขตหวงห้ามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเทพ ไร้ผู้ใดเยื้องกรายเข้าไปได้
และยามนั้นเองที่ห้าทวีปแห่งโลกเทพเหลือเพียงสี่
นอกจากพื้นที่เหล่านี้แล้ว ยังมีโบราณสถานลี้ลับกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกเทพ
เช่น สมรภูมิไร้สิ้นสุด แหล่งกำเนิดของรากเหง้าปฐมต้นกำเนิด!
สุสานดาบเลิศสวรรค์ สุขาวดีแห่งนักดาบของโลกหล้า!
บริเวณรอบนอกเก้าชั้นสรวง เทพมารหามีอยู่ไม่
ใต้เก้าขุมอบาย วิญญาณทั้งมวลล้วนไร้ตัวตน
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ซึ่งมิอาจล่วงรู้อยู่ ซากโบราณ เขตหวงห้าม และอื่นๆ อีกมากมาย
กระทั่งตัวตนระดับจอมเทพยังไม่อาจหยั่งขนาดของโลกแห่งเทพ หรือเข้าใจปริศนาทั้งมวลในโลกหล้าได้ครบถ้วน
……
ขณะนี้ ซูอี้และคณะกำลังออกเดินทางมายังโลกแห่งเทพ
โลกแห่งเทพอยู่เหนือหมื่นภูมิเทวา สูงล้ำเหนือใดเทียบ และการจะไปสู่โลกเทพนั้นมีสองเส้นทาง
หนึ่งคือพิสูจน์วิถีบรรลุเทพ!
ทันทีที่บรรลุเป็นเทพ ก็จะสามารถใช้อำนาจกฎแห่งยุคสมัยในอำนาจเทพตรวจจับพิกัดมิติเวลาของโลกเทพได้ และแค่ตามมันไปก็บรรลุได้แล้ว
ทว่าวิธีนี้ไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง
เพราะยามเคลื่อนตามพิกัด จะต้องเผชิญหายนะสารพัด จึงอาจจะหลงทางได้ง่าย และไม่อาจหาทิศทางโลกเทพเจอได้อีก
ทางที่สองคือเดินทางจากอาณาจักรนิตย์ทิวาสู่โลกเทพ
เหนือนภาแห่งอาณาจักรนิตย์ทิวา มีวิถีดาราทอดยาวสู่โลกเทพ!
วิถีดารานี้มีนามว่า ‘วิถีเชื่อมดารา’ !
ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย คนมากมายซึ่งยังไม่เป็นเทพจะได้โอกาสบรรลุสู่โลกเทพหากได้รับการยอมรับจากผู้เลิศล้ำในโลกเทพ!
นามของวิถีเชื่อมดารามีที่มาเช่นนี้
เมื่อก่อน เฟิงอู๋จี้ บุตรพุทธะเหลียนเซิง รวมทั้งบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ต่างก็มายังอาณาจักรนิตย์ทิวาผ่านวิถีเชื่อมดาราเช่นกัน
และจุดหมายของพวกซูอี้ในขณะนี้ก็คือวิถีเชื่อมดารา
เป็นวิถีอันทอดยาวผ่านสุญญะลึกล้ำไร้สิ้นสุด
และยังใช้เวลาราวหนึ่งเดือนกว่าจะข้ามวิถีเชื่อมดาราได้
นอกจากนั้นยังมีอันตรายมากมายอยู่บนวิถีเชื่อมดารา
สิ่งที่พูดถึงแล้วต้องเปลี่ยนสีหน้ากันมากที่สุดก็คือพายุมารดารา!
มันเป็นอุบัติภัยทางธรรมชาติประเภทหนึ่งซึ่งกวาดคลั่งอยู่ ณ ส่วนลึกแห่งสุญญะ สามารถบดขยี้ทวยเทพได้โดยง่าย
นอกจากพายุมารดารายังมีอาเพศอื่นๆ อยู่ เช่น รอยแยกมิติเวลา หลุมดำอวกาศ และกระแสฝนดาวตก เป็นต้น
หากไม่บรรลุเป็นเทพ ก็ไร้โอกาสจะข้ามมัน!
ทว่ามันย่อมไม่ได้ยากเย็นสำหรับพวกซูอี้
ขณะนี้ พวกเขานั่งเรือท้องแบนลำหนึ่งเคลื่อนผ่านวิถีเชื่อมดารา ไม่ได้รวดเร็วฉับพลัน ทว่าก็ไม่ได้ช้าเช่นกัน
“บนวิถีสู่โลกแห่งเทพนี้ ทำตัวให้เงียบเข้าไว้ก็ไม่ได้แย่”
ซูอี้นั่งอยู่ที่ท้ายเรือ ดื่มด่ำชมทัศนียภาพระหว่างทาง
ชั่วขณะนี้ เขาแปลงลักษณ์เป็นเซียวเจี่ยน สวมอาภรณ์เรียบง่าย ใบหน้าผอมซูบ
ทั่วร่างของชายหนุ่มเผยการฝึกฝนระดับเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างขั้นต้น สุดแสนจะดาษดื่น
กระทั่งปราณกฎวิถีเทพของเขายังเผยความรู้สึกสง่างามเบาบาง
นี่คือหนึ่งในกฎแห่งยุคสมัยที่เขาหลอมรวม มันมีนามว่า ‘สรวงลึกล้ำ’ เป็นอำนาจระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ เขายังตัดสินใจว่า หากไม่ได้เผชิญหายนะอันมิอาจแก้ เขาจะพยายามไม่เผยอำนาจวิถีดาบแท้จริงของตนอีก
“สหายเต๋ารอบคอบนัก บนวิถีแห่งนี้ไม่อาจโอ้อวดอำนาจเกินควรได้จริงๆ”
ลั่วเสวียนจีแย้มยิ้ม
รูปลักษณ์ของนางเองก็แปรเปลี่ยน ใบหน้างดงามและอาภรณ์แดงสดแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าดาษดื่นในชุดกระโปรงเรียบๆ สีเหลืองส้ม เรือนผมซึ่งเดิมขาวพิสุทธิ์ดุจหิมะก็แปรเปลี่ยนเป็นดำขลับปีกกา รวบขมวดเป็นมวยลวกๆ ไว้หลังศีรษะ
ร่างของนางซึ่งนั่งอยู่บนเรือ ณ ขณะนี้เผยปราณการฝึกฝนเพียงขอบเขตสรรค์สร้างขั้นต้น
และที่หัวเรือ ลั่วชิงตี้แจวเรือด้วยตนเอง รูปลักษณ์ของเขายังคงไม่แปรเปลี่ยน สวมอาภรณ์สีเทา ร่างผอม เรือนผมยุ่งกระเซิง ทว่าปราณบนร่างก็เหมือนซูอี้กับลั่วเสวียนจี
เขาออกมาจากวิถีแห่งบรรพเทวาหลังถูกสะกดอยู่เนิ่นนาน ไร้ผู้ใดในโลกนี้รู้จักแม้คนหนึ่ง จึงไร้ความจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์
“เดินทางไปโลกแห่งเทพครานี้ สหายเต๋ามีแผนเช่นไร?”
ลั่วเสวียนจีถามเสียงไพเราะ
คำถามนี้ทำให้ซูอี้ชะงักไป
นั่นสิ ไปโลกแห่งเทพหนนี้ เขาจะไปพัก ณ หนใด?
ในใจของเขาพลันมีสถานที่มากมายผุดขึ้นมา
มีทั้งที่ซึ่งหลี่ฝูโหยวเคยไปเยี่ยมเยือนยามสัญจรในโลกแห่งเทพ และยังมีบางแห่งที่หลี่ฝูโหยวพักอาศัย
ทว่าพริบตาต่อมา ซูอี้ก็ส่ายหน้า
หลี่ฝูโหยวเวียนวัฏไปหลายแสนปี และสถานที่ซึ่งเขาเคยพำนัก เกรงว่าคงสูญสิ้นไปเนิ่นนาน
และชั่วชีวิตของหลี่ฝูโหยวยังมีเพียงการฝึกฝน ดั่งกระเรียนเหินเมฆาละล่อง ห่างเหินเหนือใดในโลกา ใช้ชีวิตระหกระเหินไม่เป็นที่
เขาสะบั้นผลกรรมและสิ่งรบกวนใด ใบไม้หนึ่งไม่ทิ้งรอยไว้บนร่าง ซ้ำยังไม่ทิ้งมรดกวิถีเทพใดๆ ไว้เบื้องหลัง
กระทั่งความแค้นของเขายังผูกมัดเพียงทวยเทพปรปักษ์เหล่านั้น ทว่าหาเกี่ยวโยงกับส่วนอื่นในโลกเทพไม่!
สรุปคือ ประสบการณ์ก่อนตายของหลี่ฝูโหยวมิอาจช่วยอันใดแก่ซูอี้ได้เลย
หลังครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มจึงกล่าวว่า “ไปหาที่ซึ่งข้าสามารถตั้งใจฝึกฝนได้ก่อน”
เขาคิดจะกบดานเงียบๆ ไปสักระยะ
ก่อนยุคตำนานทมิฬจะบังเกิด เขาต้องพยายามพัฒนาตนเองโดยเร็วที่สุด
และในโลกเทพก็ไม่ได้ขาดแคลนสถานที่อันสามารถสนองความต้องการการฝึกตนของเขาได้
‘นอกจากนั้น ข้ายังมีบางสิ่งต้องค้นหา……’
ซูอี้กล่าวในใจ
หนิงซิ่ว ผู้เป็นศิษย์ของหลี่ฝูโหยวประสบภัยพิบัติในโลกเทพ แม้จะเหลือจิตวิญญาณรอดมา แต่ก็ยังถูกตระกูลเฟิงโบราณของเฟิงอู๋จี้จับเป็นตัวประกัน
ภายในแดนเซียนเมื่อก่อน เฟิงอู๋จี้นำจิตวิญญาณของหนิงซิ่วมาต่อรองกับซูอี้
และคนร้ายผู้สังหารหนิงซิ่วเมื่อก่อนก็เกี่ยวพันกับสำนักพุทธที่มีนามว่า ‘อารามกั้นเมฆา’ !
อารามกั้นเมฆาคือหนึ่งในขุมกำลังพุทธใต้อาณัติรับใช้ของภูเขาวิญญาณสุขาวดี!
ความแค้นนี้ ซูอี้ย่อมมีแต่ต้องชำระ
นอกจากนั้น สหายเก่าบางผู้ของหลี่ฝูโหยวยังอยู่ในสมรภูมิไร้สิ้นสุด ณ โลกเทพ!
‘ลั่วเหยา’ ผู้ถือซูอี้เป็นพี่ชายร่วมวิถีเสมอมาก็เป็นหนึ่งในนั้น!
ยามมีเวลา เขาก็จะไปไถ่ถามเกี่ยวกับสมรภูมิไร้สิ้นสุด หยั่งสถานการณ์ของสหายเก่าเหล่านี้ และหากพบหน้ากันได้ก็ยิ่งดี
แน่นอนว่าการไปโลกเทพครานี้ ซูอี้ยังมีอีกสิ่งที่ต้องทำ นั่นคือไปพบซีหนิง
ระหว่างเขากับซีหนิงมีความสัมพันธ์ที่พิเศษอย่างยิ่ง และในสมรภูมิแห่งยุคสมัย ณ แดนเซียน หญิงสาวก็เกือบดับสูญเพื่อช่วยเขา!
ขณะสนทนากับเหอปั๋วอีกครั้งเมื่อวานนี้ ซูอี้ได้ถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องของซีหนิงเป็นพิเศษ
ขณะนั้น เหอปั๋วไม่ได้กล่าวแม้เพียงคำ เขาปฏิเสธที่จะตอบ บอกเพียงเมื่อถึงกาล ตนจะทราบเอง
ยิ่งกว่านั้น ชายชรายังกล่าวไว้ชัดเจนว่า เขาจะต้องปฏิบัติต่อซีหนิงให้ดีในภายหน้า หาไม่ เขาจะเสียใจไปชั่วชีวิต!
คำตอบเช่นนั้นเป็นข้อพิสูจน์อันหนักแน่นยิ่งว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซีหนิงพิเศษกว่าที่คาดคิด!
“หือ?”
ทันใดนั้น ลั่วเสวียนจีเหมือนจะสัมผัสบางอย่างได้ และกล่าวขึ้นเบาๆ “สหายเต๋า นาวาศึกลำหนึ่งกำลังมาหาเรา”
ซูอี้หันมองตาม และพบว่าภายในห้วงสุญญะขนาดใหญ่ นาวาศึกอันเปล่งรัศมีเทพลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้ามาหา
นาวาศึกนี้ใหญ่โตเยี่ยงบรรพตศักดิ์สิทธิ์ แน่นขนัดด้วยศาลาอาคาร ยิ่งใหญ่และทรงพลังอย่างยิ่ง
เพียงชั่วพริบตา นาวาศึกพลันเข้ามาใกล้
ที่หัวเรือหน้าสุดมีชายชราชุดดำผู้หนึ่งยืนอยู่
สองมือของเขาไพล่หลัง ดวงตาคมกริบเยี่ยงอัสนีกวาดมองพวกซูอี้ทั้งสามบนเรือท้องแบน แล้วจึงกล่าวด้วยสีหน้าสำรวม
“ตาเฒ่าต่ำต้อยถูโหย่วฟาง ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักเต๋าปฐมฤกษ์ ณ โลกเทพได้พบสหายเต๋าทั้งสามแล้ว”
เขาเป็นเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว!
ซูอี้เหลือบมองอีกฝ่ายและกล่าวถาม “มีอันใดหรือ?”
เขานั่งที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน
ลั่วเสวียนจีเองก็ไม่ได้ขยับตัว
ลั่วชิงตี้หยุดเรือท้องแบนไว้ ยืนนิ่งอย่างสุขุมเยี่ยงคนเรือผู้ไร้อารมณ์
ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้ชายชราชุดดำผู้อ้างตนว่าคือถูโหย่วฟางผงะไปเล็กน้อย
เขาเป็นฝ่ายมาทักทายก่อน ทว่าเทพชั้นล่างทั้งสามกลับกล้าปฏิบัติต่อเขาอย่างเฉยเมย!
แต่ทันใดนั้น ถูโหย่วฟางกลับแย้มยิ้มไม่ถือสา
คนทั้งสามนี้มองปราดแรกก็ทราบได้ว่าเพิ่งบรรลุเป็นเทพ ไม่รู้อันใดเกี่ยวกับโลกเทพเลย
และเมื่อเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าซึ่งปรากฏขึ้นกะทันหันเช่นเขา คงเป็นธรรมดาหากจะสงวนท่าที
เมื่อคิดเช่นนี้ ถูโหย่วฟางพลันยิ้มกว้าง ก่อนจะกล่าวเข้าประเด็น “ได้พบพานนับเป็นวาสนา ข้าคิดว่าทั้งสามน่าจะกำลังไปยังโลกเทพเป็นครั้งแรก พวกท่านจะมากับเราหรือไม่?”
ซูอี้กำลังจะปฏิเสธ
ทว่าบนนาวาศึกมีเสียงมากมายดังขึ้น
“สหายเต๋าทั้งสาม ผู้อาวุโสถูเป็นผู้เลิศล้ำคนหนึ่งจากสำนักเต๋าปฐมฤกษ์ หากไปด้วยกันย่อมประสบเหตุพลิกผันระหว่างทางน้อยลง”
“ไม่ผิด วิถีเชื่อมดารานี้เปี่ยมมหันตภัยร้ายกาจมากมาย หากไปด้วยกันได้ เราก็ช่วยดูแลกันได้”
……ซูอี้มองตามเสียงไป และพบว่าบนนาวาศึกอันยิ่งใหญ่นั้นมีตัวตนมากมายเดินออกมา ทั้งชายและหญิงล้วนกำลังมองมาทางเขา
พวกเขาส่วนใหญ่เป็นเทพชั้นล่าง ขอบเขตสรรค์สร้างขั้นต้น
และยังมีตัวตนระดับสุดลึกล้ำบางคนอยู่ด้วย
เป็นการรวมตัวอันไม่มีการคุกคามใดๆ
“สหายเต๋าทั้งหลายวางใจเถิด ทุกคนล้วนจะไปยังโลกเทพเป็นครั้งแรก และผู้อาวุโสถูก็อบอุ่นมีน้ำใจยิ่ง เต็มใจจะพาเราร่วมทาง นับเป็นวาสนาของเราเป็นแน่”
มีผู้กล่าวขึ้นทั้งหัวเราะ
ขณะที่ผู้อื่นเองก็พยักหน้า
ถูโหย่วฟางเองก็กล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ ข้าเป็นฝ่ายเชื้อเชิญสร้างไมตรีด้วยน้ำใจเอง เพราะถึงอย่างไร การบรรลุเทพก็มิใช่เรื่องง่าย และหากระหว่างทางไปโลกแห่งเทพเกิดอุบัติภัยก็คงน่าเสียดาย”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เจ้าตัวจึงกล่าวต่อ “นอกจากนั้น ผู้บรรลุเทพทั้งหลายล้วนไม่ธรรมดา และหากพวกเขาก็ไร้ที่พักพิงในโลกแห่งเทพ จะมาฝึกฝนที่สำนักเต๋าปฐมฤกษ์ของข้าก็ย่อมได้!”
“ตาเฒ่าต่ำต้อยผู้นี้รับประกันว่า สำนักเต๋าปฐมฤกษ์ของข้าจะให้สถานะสูงส่ง และดูแลทั้งสามคนอย่างสมควร ไม่มีทางปล่อยความสามารถของทั้งสามจมฝุ่นโคลนแน่นอน!”
ซูอี้ผงะไป มองหน้ากับลั่วเสวียนจี และยามนี้เองที่เขาเพิ่งเข้าใจว่าจุดประสงค์ของถูโหย่วฟางผู้เชื้อเชิญพวกเขาไปก็เพื่อดึงดูดระดมคนเข้าสำนัก!