บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2141 หายนะสังหารอุบัติโถม
บทที่ 2141 หายนะสังหารอุบัติโถม
ไม่ต้องคิดก็ทราบว่าทวยเทพและตัวตนระดับสุดลึกล้ำบนนาวาศึกเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นตัวตนซึ่งถูกถูโหย่วฟางทาบทามไว้
เป็นเรื่องปกติธรรมดา
จากการทดสอบ ณ วิถีแห่งบรรพเทวา ตัวตนทั้งมวลผู้บรรลุเทพรอดกลับมาได้ ใครบ้างไม่ใช่ตัวตนสูงสุดในรุ่นยุคของตน
ในสายตาของขุมกำลังฝึกฝนจากโลกเทพเหล่านั้น ตัวตนบรรลุเทพเหล่านี้ย่อมกลายเป็นโอชารสเลิศ คุ้มค่าให้ทุ่มเทเข้าหา
รวมถึงตัวตนระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นด้วย
กลุ่มเต๋าทุกแห่งล้วนต้องการศิษย์ใหม่
ทั่วทั้งโลกหล้าแห่งเทพ ตัวตนผู้บรรลุเทพนับได้ว่าเป็นกลุ่มคนผู้เจิดจรัสที่สุด ห่างไกลเกินกว่าผู้ใดอันต้อยต่ำกว่าทั่วโลกาจะเทียบชั้น!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถูโหย่วฟางแห่งสำนักเต๋าปฐมฤกษ์ถือพวกเขาเป็น ‘หน้าใหม่’ ผู้เพิ่งบรรลุสู่วิถีเทพและต้องการไปยังโลกเทพ
“ทั้งสามท่านคิดเช่นไร?”
ถูโหย่วฟางถาม
ทว่าก่อนซูอี้จะทันได้เอ่ยปาก ทันใดนั้นเสียงคำรามสนั่นลั่นพลันสะท้านสุญญะจากไกลๆ
น้ำเต้าสีดำยักษ์ใบหนึ่งเคลื่อนผ่านสุญญะเข้ามาทางนี้
“ไม่เลว ไม่เลวเลย มีผู้ฝึกเทพสามคนไร้สังกัดสำนักอยู่ที่นี่!”
บนน้ำเต้าสีดำมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่
ผู้นำเป็นชายชราผมแดงในอาภรณ์ขุนนาง แผ่ปราณขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วอันเลิศล้ำ
เป็นเทพชั้นกลางอีกคนหนึ่ง!
“ท่านทั้งสาม สำนักเต๋าปฐมฤกษ์เล็กจ้อยเกินไป หากเข้าร่วมไปก็เอาฝีมือไปจมฝุ่นเสียเปล่า สู้เข้าร่วมกับเรา ‘บรรพตดาบสนชาด’ จะดีกว่า เรามอบอนาคตอันสดใสแก่พวกเจ้าได้นะ!”
หลังชายชราผมแดงมาถึง อีกฝ่ายก็เอ่ยปากเชื้อเชิญพวกซูอี้โดยไม่เหลียวแลถูโหย่วฟางแม้แต่น้อย
สีหน้าของถูโหย่วฟางพลันกล่าวขึ้นอย่างคล้ำเครียดว่า “เฒ่าเผยจาง เรามาก่อนนะ มาตัดหน้ากันเช่นนี้มิไร้มารยาทไปหน่อยหรือ?”
ชายชราผมแดงกล่าวยิ้มๆ “เรื่องชิงคนนี่ ใครมาก่อนหลังต้องสนด้วยหรือ!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวกวาดสายตามองผู้คนบนนาวาศึกมโหฬาร และกล่าวว่า “หากพวกเจ้าคิดเต็มใจเข้าร่วมกับเรา บรรพตดาบสนชาดก็มาได้เลยนะ! ข้าเผยจางรับปากว่าสำนักเราจะดูแลพวกเจ้าดีกว่าสำนักเต๋าปฐมฤกษ์แน่นอน!”
ทันใดนั้น เหล่าผู้ฟังต่างสนทนากันอื้ออึง
การที่สามารถกล่าวค่อนขอดสำนักเต๋าปฐมฤกษ์ได้ซึ่งๆ หน้า ก็เห็นได้ว่าชายชราผมแดงนามเผยจางผู้นี้ทรงพลังเพียงไร!
“เผยจาง เจ้าคนสามหาว!!”
ถูโหย่วฟางเดือดดาลอย่างสมบูรณ์
“กระไรหรือ จะลงมือกับข้าหรือไร?”
ชายชราผมแดงเผยจางเสสรวล “เช่นนี้ปะไร เจ้าข้าประลองกัน หากข้าชนะก็ให้ข้าพาทวยเทพทั้งหมดเหล่านั้นไป แต่หากข้าพ่ายแพ้ ข้ารับปากจะไปทันที!”
สีหน้าของถูโหย่วฟางทมึงทึง
“กลัวหรือ?”
เผยจางกล่าวเยาะ
ถูโหย่วฟางสูดหายใจเข้าลึกๆ และกล่าวว่า “หากต้องลงมือ ไฉนเลยต้องกลัว? แต่มีบางสิ่งที่ข้าต้องกล่าวให้ชัดเสียก่อน!”
เขาชี้ไปยังพวกซูอี้และกล่าวว่า “สหายเต๋าเหล่านี้ยังไม่ได้ประกาศเจตนาว่าจะเข้าร่วมกับสำนักเต๋าปฐมฤกษ์ของข้าหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะไปกับเจ้าหรือไม่ก็ขึ้นกับพวกเขา ข้าไม่อาจตัดสินใจแทนได้”
“ส่วนผู้รับปากเข้าร่วมสำนักเต๋าปฐมฤกษ์ของข้าแล้ว หากพวกเขาเต็มใจจะไปกับเจ้า ข้าจะไม่คัดค้านรั้งบังคับ!”
วาจานั้นฉะฉาน สะเทือนใจผู้คนมากมาย
ซูอี้อดประหลาดใจมิได้ การวางตัวคนผู้นี้ไม่เลวเลย
มิได้ใช้กำลังเข้าข่ม ไม่บังคับผู้อื่นให้เลือกตัดสินใจ และมิถือผู้อื่นเป็นสิ่งของต้องแลกเปลี่ยน!
น่าชื่นชมจริง
“เฮอะ เมตตาจอมปลอม!”
เผยจางแค่นยิ้ม “ยามเจ้าพ่าย ข้าล่ะอยากเห็นนักว่าใครเล่าจะกล้าไม่ไปกับข้าบ้าง!”
วาจานั้นเปี่ยมชัดด้วยคำข่มขู่
สีหน้าของทุกผู้บนนาวาศึกแปรเปลี่ยน
หากถูโหย่วฟางปราชัย แม้คนจะไม่เต็มใจ เผยจางก็จะขู่เข็ญพาตัวพวกเขาไปอยู่ดี!
ซูอี้ส่ายหน้าน้อยๆ และกล่าวว่า “ไปกันเถอะ หากผู้ใดกล้ามาขวางก็ฆ่าเสีย”
“ได้”
ลั่วชิงตี้พยักหน้า
ภาพนี้ทำให้เหล่าผู้ฟังผงะไป
ถูโหย่วฟางอดหันมามองอย่างมึนงงมิได้ สามคนนี้… มิเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าหรือไร?
เผยจางระเบิดหัวเราะลั่น “หากผู้ใดกล้ามาขวางก็ฆ่าเสีย? มามามา ข้าจะลองดูว่าพวกสุนัขอย่างพวกเจ้าไปนำความกล้า…”
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น ลั่วชิงตี้คว้าคอเผยจางไว้เยี่ยงยกคอไก่ตัวน้อย
เหล่าผู้ชมเงียบสนิท ตะลึงงันไปโดยพลัน
เทพชั้นกลางถูกจับเป็นได้เช่นนี้หรือ?
“เจ้านับว่าโชคดียิ่งนัก หากเป็นยามปกติ เจ้าคงไร้คุณสมบัติจะตายด้วยมือข้าด้วยซ้ำ”
ลั่วชิงตี้กล่าวเบาๆ
สีหน้าของเผยจางเปี่ยมความหวาดผวา อ้าปากจะวอนขอความเมตตา แต่พริบตาต่อมา ร่างของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นธุลี ละลิ่วลอยลอดช่องนิ้วของลั่วชิงตี้หายไป
เทพชั้นกลางผู้หนึ่งกลายเป็นธุลี!
ความหนาวเหน็บอันเกินพรรณนาแล่นผ่านหัวใจคนทุกผู้ราวพายุโหม ต่างตัวสั่นยากควบคุม
ยามนี้เอง ผู้คนจึงตระหนักว่าชายชุดเทาที่พวกตนถือเป็นเทพบรรลุใหม่ แท้จริงเป็นตัวตนเลิศล้ำ!
ถูโหย่วฟางหายใจเฮือก ตะลึงอึ้งไป
“พี่ชาย พี่พูดมากไปแล้ว”
ลั่วเสวียนจีอดพึมพำบอกมิได้
ลั่วชิงตี้ผงะไป ก่อนจะกล่าวเบาๆ “ได้ๆๆ หนหน้าข้าจะแก้”
ว่าแล้ว เขาก็แจวนาวาทะยานเวหาจากไป
ตลอดชั่วกาลนั้น ซูอี้เพียงนั่งเอกเขนกอยู่ที่เดิม มิได้กล่าววาจาใด
ทว่าการวางตนสุขุมเยือกเย็นของเขาทำให้ทุกผู้ไม่อาจมองข้ามได้เลย!
“ตัวตนผู้สังหารเผยจางเพียงชั่วดีดนิ้ว มาทำตนเป็นคนเรือ ชายหนุ่มร่างผอมผู้นั้นดูดาษดื่น ทว่าตัวตนของเขาต้องสูงส่งที่สุด!”
ถูโหย่วฟางพึมพำ “เคราะห์ดีที่ก่อนหน้านี้ข้าปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างให้เกียรติ มิได้เสียมารยาท หาไม่……”
ว่าถึงตรงนี้ เขาก็แสนประหวั่นพรั่นพรึง
ไม่ต้องกล่าวก็ได้คำตอบ……หากเมื่อครู่ตนทำตัวก้าวร้าว เกรงว่าคงได้สลายหายไปก่อนแล้ว!
“ทั้งสามเป็นใครกัน ไฉนจึงทำตัวสมถะกันนัก?”
“ไม่ทราบสิ แต่ข้าว่าพวกเขาน่าจะเป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวจากโลกเทพกันกระมัง?”
……บนนาวาศึก ผู้คนต่างพูดคุย
และบนน้ำเต้าสีดำ ยอดฝีมือผู้มากับเผยจางก่อนหน้านี้ล้วนตะลึงนิ่ง
เผยจางตายแล้ว แล้วพวกเขาจะไปหนใดได้!?
……
“สหายเต๋า ไฉนก่อนหน้านี้เราจึงไม่ไปกับพวกเขาหรือ? หากทำเช่นนี้ เราก็หลบหูหลบตาคนได้ คงสังเกตเห็นไม่ง่ายนัก”
ระหว่างทาง ลั่วเสวียนจีอดถามมิได้
“บนวิถีสู่โลกเทพนี้ ข้าเกรงว่าจะประสบเหตุปั่นป่วนมากมาย หากไปกับพวกเขา เกรงว่าจะมีแต่ข้าเป็นภัยต่อพวกเขา”
ซูอี้อธิบายอย่างราบเรียบ
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ท้ายเรือ เริ่มตั้งจิตทำสมาธิ
เมื่อเห็นเช่นนี้ หญิงสาวพลันปิดปากเงียบ ไม่รบกวนการฝึกฝนของอีกฝ่าย
กาลเวลาผ่านไป
เผลอเพียงครู่ก็ผ่านไปเจ็ดวัน
เจ็ดวันมานี้ พวกเขาได้ประสบกับภัยธรรมชาติมากมายระหว่างทาง มีทั้งกระแสฝนดาวตก รอยแยกมิติเวลา และหมอกมิติเวลาพิศวง……
ในที่สุดพวกเขาก็ได้ประจักษ์แก่ความน่าสะพรึงกลัวของวิถีเชื่อมดารานี้แล้ว!
ลั่วชิงตี้เป็นผู้ควบคุมเรือท้องแบนนี้ด้วยตนเอง และเมื่อประสบกับภัยธรรมชาติเหล่านั้น เจ้าตัวก็ไม่กล้าเข้าปะทะ และเลือกจะเลี่ยงหลบไปไกล
“ผลึกเทพอมตะที่เหลืออยู่เหล่านี้ ประคองการฝึกฝนของข้าได้อีกอย่างมากก็หนึ่งเดือน”
ซูอี้ลืมตาขึ้นจากภวังค์สมาธิอย่างเงียบเชียบ
บนบททดสอบด่านสวรรค์เมื่อก่อน เขาได้รับผลึกเทพอมตะร้อยกว่าชิ้นมา จากนั้นก็หลอมรวมพวกมันไปบางส่วนขณะสัญจรอยู่ในเขตเทพโบราณ
จวบยามนี้ เหลือไม่ถึงยี่สิบชิ้นแล้ว
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้เกิดความรู้สึกว่าคงจนกรอบในอีกไม่ช้า
เมื่อทรัพยากรฝึกฝนไม่เพียงพอ รากฐานมหาวิถีอันมโหฬารของเขาคงอาจไม่เขยื้อนสักขอบเขตเป็นพันๆ ปีหากอาศัยการขยันฝึกฝนเพียงอย่างเดียว
‘ขอเพียงไปถึงโลกเทพได้ ปัญหานี้ก็จะคลี่คลาย กฎสวรรค์ที่นั่นแปลงเปลี่ยนมาจากกฎบัญญัติยุคสมัยอันเก่าแก่ที่สุด เพียงปราณเทพที่แผ่ออกมาทั่วฟ้าดินก็ใช้ฝึกฝนได้แล้ว’
ซูอี้กล่าวในใจ
ในระหว่างการหลอมรวมผลึกเทพอมตะนี้ การฝึกฝนขอบเขตสรรค์สร้างขั้นต้นของเขาก็เฉียดใกล้ขั้นกลาง เหลือเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
เป็นผลลัพธ์มากมาย
โชคร้ายที่การจะหาสมบัติไร้เทียมทานอย่างผลึกเทพอมตะในภายภาคหน้าก็ยังคงยากเย็นอยู่ดี
แม้กระทั่งในโลกแห่งเทพ สิ่งเหล่านี้ก็พบได้เพียงในกลุ่มเต๋าสูงสุดเท่านั้น
ขณะครุ่นคิด ชายหนุ่มพลันจำเรื่องบางอย่างได้ และนำขวดหยกใบหนึ่งออกมา
ขวดหยกนี้บรรจุโอสถเก้าลึกล้ำประชันสรวงไว้ เหลือเพียงสามเม็ดแล้ว และซูอี้ได้นำสองเม็ดในนั้นแจกจ่ายให้แก่ลั่วชิงตี้และลั่วเสวียนจีคนละเม็ด
“โอสถเทพนี้ไม่ช่วยฟื้นฟูบาดแผลให้เราได้มากนัก สหายเต๋า เจ้าควรเก็บมันไว้”
ลั่วเสวียนจีแย้มยิ้มและส่งมันกลับ
“ก็ยังดีกว่าไร้สิ่งใดเยียวยา ขอเพียงมีบทบาทแม้สักนิดก็ดีแล้ว”
ซูอี้อดกล่าวไม่ได้ขณะยัดโอสถใส่มือของทั้งสองคน
เจ็ดวันผ่านมานี้ แม้จะไร้อันตราย แต่เขาก็สัมผัสถึงอันตรายแผ่วบางในใจเสมอ
ราวกับกำลังถูกลอบหมายหัว
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของชายหนุ่มครั่นคร้าม อดระแวดระวังมิได้
ทว่าระหว่างทางก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ครึ่งเดือนถัดมา
“จากความเร็วของเรา อีกไม่ถึงสามวันจะถึงโลกแห่งเทพกันแล้ว”
บนเรือท้องแบน ลั่วเสวียนจีกล่าวขึ้นอย่างคาดหวัง “ถึงยามนั้น ข้าอยากเห็นจริงว่าโลกหล้าแห่งนี้พิเศษเพียงไรเมื่อเทียบกับเขตเทพโบราณ”
“กล่าวกันว่าโลกแห่งเทพทุกวันนี้เป็นสถานที่อันใกล้ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาที่สุด และข้าก็วาดหวังเฝ้ารอวันที่จะได้ไปลองเผชิญ”
ลั่วชิงตี้กล่าวพลางแย้มยิ้ม
ซูอี้กำลังดื่มสุรา
ทว่าอึดใจถัดมา หัวใจของเขาบังเกิดความเยือกเย็น คล้ายคำเตือนถึงอันตรายร้ายแรง
นี่คือ?
ก่อนซูอี้จะทันตระหนักรู้ ทันใดนั้น เสียงเฒ่าชราแหบแห้งเสียงหนึ่งได้แว่วมาจากสุญตาลึกล้ำห่างออกไป
“แต่พวกเจ้า… เกรงว่าคงไร้โอกาสได้ไป”
ทันใดนั้น ลั่วชิงตี้กับลั่วเสวียนจีเบนหน้ามองตามไปทันใด
ตู้ม!
สุญตาไกลออกไปพลันบิดมวน จุดแสงพร่างพราวเยี่ยงทางช้างเผือกแผ่ไพศาลปกคลุมนภา!
ชายชราในอาภรณ์สีเงิน ใบหน้าสะอาดสะอ้านขึ้นผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ยามเยื้องย่าง รัศมีเทพสีเงินได้เรืองรองขึ้นใต้เท้า สะท้านสั่นทั่วทศทิศ สะเทือนทั่วทั้งสุญญะ
เฒ่าตกปลา!!
ซูอี้จำอีกฝ่ายได้ทันที คนผู้นี้เป็นตัวตนระดับจอมเทพจากศาลเทพเรืองวิญญาณ ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ!
แม้พวกเขาจะพรางปราณแปรรูปลักษณ์ ก็ยังไม่อาจหลบหนีการควานหาของศัตรูพ้น และถูกอีกฝ่ายพบตัวเข้า
“ซูอี้ ไว้พบกันใหม่”
ชายชรากล่าวขึ้นพลางแย้มยิ้ม
แม้จะอยู่ห่างกันแสนไกล ทว่าดวงตาดุจตะวันจันทราของอีกฝ่ายก็จ้องซูอี้เขม็ง
ซูอี้เห็นได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ร่างอวตารของเฒ่าตกปลา แต่เป็นร่างต้นของเขา!
จอมเทพสูงสุดผู้ผ่านนพเคราะห์หลอมวิถี กล่าวได้ว่าเป็นจอมเทพขอบเขตอมรณาขั้นสมบูรณ์!!
ขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณได้กวาดสายตามองลั่วเสวียนจีและลั่วชิงตี้
“หากเข้าใจไม่ผิด นี่ก็คือลั่วเสวียนจี ผู้นำนครสาบสูญ แล้วนี่ผู้ใดกัน แปลกหน้ายิ่งนัก”
ดวงตาของผู้เฒ่าเรืองวิญญาณเรืองวาบ ราวอยากจะมองให้ทะลุถึงรายละเอียดทั้งปวงของลั่วชิงตี้