บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2169 มหาเซียนจื่อเจวี๋ย
บทที่ 2169 มหาเซียนจื่อเจวี๋ย
ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง
กลุ่มเต๋าสูงสุดแห่งโลกชางหลาน
จากข้อมูลที่ซูอี้มี ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงมีเทพปีศาจสังกัดอยู่ทั้งสิ้นเจ็ดผู้
ในหมู่พวกเขา มีสี่คนเป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้าง สองเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว และหนึ่งเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนา
เพียงว่าด้วยมรดกและอำนาจลำพัง ในโลกชางหลาน กลุ่มเต๋าอื่นอันแข็งแกร่งไม่แพ้ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงยังมีอีกสามแห่ง
ทว่าสาเหตุที่ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงเป็นกลุ่มเต๋าอันดับหนึ่งในโลกชางหลานได้ นั่นก็เพราะเบื้องหลังพวกเขามีกลุ่มเต๋าสูงสุดแห่งหนึ่งในโลกเทพเกื้อหนุนอยู่……
ศาลเทพชิงอู๋!
โลกชางหลานเป็นหนึ่งในโลกภูมิมากมายอันล้อมรอบทวีปเทพอัคคีทักษิณ
ศาลเทพชิงอู๋ตั้งอยู่ในทวีปเทพอัคคีทักษิณ!
“เจ้านาย ข้างหน้านี้คือเมืองนภาคราม”
เรือสมบัติเคลื่อนคล้อยใต้ท้องนภา เห็นได้จากไกลๆ ว่าบนโลกหล้าแสนไกลห่าง มีเมืองขนาดมโหฬารแห่งหนึ่งตั้งอยู่
“เมืองแห่งนี้ใกล้กับภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงที่สุด มีชื่อเสียงในฐานะนครหลวงโบราณอันรุ่งเรืองที่สุดแห่งโลกชางหลาน รวบรวมผู้ฝึกตนมารปีศาจจากทั่วทั้งโลกหล้า”
วานรน้อยกล่าวเร็วจี๋ “กล่าวกันว่าในเมืองนภาคราม ยังสามารถพบพ่อค้าและยอดฝีมือจากทวีปเทพอัคคีทักษิณด้วยขอรับ”
“นอกจากนั้น เมืองนภาครามยังเป็นสถานที่รวมข่าวทั่วโลกหล้า และจากเมืองแห่งนี้ยังสามารถสืบทราบข่าวภายในทวีปเทพอัคคีทักษิณได้ก่อนใครด้วย”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “เข้าเมืองไปกันก่อนเถิด”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปกล่าวกับซวงเอ๋อร์ “เจ้าไปส่งข้อความถึงอาจารย์เจ้า ให้นางมาพบที่ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงด้วย”
ซวงเอ๋อร์พยักหน้ารับคำ
เมื่อคณะของพวกเขามาถึงเมืองนภาคราม วานรน้อยก็สัญจรลำพัง เข้าเมืองไปถามไถ่ข่าวสารตามคำบัญชาของซูอี้
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็พาซวงเอ๋อร์กับหลิงเอ๋อร์ไปสัญจรในเมือง
ระหว่างทาง เห็นได้ว่ามียอดฝีมือจากเผ่ามารปีศาจอยู่ทั่วทุกทิศ!
ทว่าแตกต่างจากสถานที่อื่นในโลกชางหลาน บรรยากาศในเมืองนภาครามเลิศล้ำยิ่ง แม้พวกซูอี้จะปรากฏตัวจนเป็นที่สนใจ แต่ก็ไม่ได้เกิดปัญหาวุ่นวาย
เหตุผลนั้นแสนง่าย
เมืองนภาครามเป็นเหมือนเมืองท่าแห่งโลกชางหลาน และบ่อยครั้งจะมียอดฝีมือจากทวีปเทพอัคคีทักษิณมาเยือน
ในหมู่พวกเขามีตัวตนทรงพลังจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ มากมาย แม้กระทั่งมารปีศาจก็ไม่กล้าไปล่วงเกินง่ายๆ
ดังนั้น ในเมืองนภาครามนี้ แม้ยอดฝีมือเผ่ามารปีศาจจะดูแคลนผู้ฝึกตนมนุษย์ในใจ พวกเขาก็ไม่กล้าก่อเรื่องยุ่งยาก
ซูอี้ท่องเที่ยวไปในเมืองชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเข้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งไปสั่งอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ
“พี่ใหญ่เซียว เราจะสลายความแค้นกับภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงอย่างแท้จริงในครานี้ได้หรือ?”
หลิงเอ๋อร์ถามอย่างระมัดระวัง
สาวน้อยนั่งที่โต๊ะ สีหน้าปรากฏเค้าความกังวล
แม้จะอาศัยที่หมู่บ้านห่างไกลในป่าเขามาตั้งแต่เด็ก นางก็ยังเคยได้ยินผู้เฒ่าในหมู่บ้านกล่าวกันบ่อยครั้งเกี่ยวกับภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง ซึ่งวาจาที่กล่าวล้วนเปี่ยมความชื่นชมและหวาดกลัว!
“ขึ้นอยู่กับคน”
ซูอี้แย้มยิ้ม ยกน้ำเต้าสุราขึ้นจิบ
ความเร็วในการยกอาหารของโรงเตี๊ยมนี้เชื่องช้าอย่างยิ่ง พวกเขารออยู่สองเค่อแล้ว แต่กระทั่งชาสักถ้วยก็ยังไม่มา
ขณะกำลังสนทนา บริกรผู้หนึ่งได้เดินมาแล้วโยนสำรับอาหารเจ็ดแปดอย่างบนถาดลงบนโต๊ะ จนน้ำแกงบางส่วนกระฉอกหก
“ระวังหน่อยไม่ได้หรือ!”
ซวงเอ๋อร์ขมวดคิ้วตำหนิ
บริกรผู้นั้นสวมชุดเหลือง ดวงตาสีเขียว ได้ยินเช่นนี้ก็อดแค่นยิ้มเยาะมิได้ “แค่ให้พวกเจ้าทั้งสามเข้ามาดื่มกินในโรงเตี๊ยมก็บุญแล้ว! ยังกล้ามาบอกว่าข้าเสียมารยาทอีก เชื่อหรือไม่ว่าหนต่อไป ข้าจะถ่มน้ำลายใส่อาหารให้?”
เป็นเพียงบริกร ทว่ากิริยากลับสามหาวยิ่ง
สีหน้าของซวงเอ๋อร์คล้ำเครียด “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”
เกินคาด บริกรผู้นั้นแสยะยิ้มกล่าวว่า “แน่นอนว่ารู้ เถ้าแก่บอกข้าเมื่อครู่เอง ว่าเจ้าคือซวงเอ๋อร์ ศิษย์เผ่ามนุษย์ผู้เดียวในภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง แต่… แล้วเช่นไร?”
ว่าแล้ว เจ้าตัวพลันหรี่ตามองซวงเอ๋อร์อย่างท้าทาย “เจ้ากล้าก่อเรื่องที่นี่หรือ?”
ใบหน้าของซวงเอ๋อร์แดงก่ำด้วยโทสะ นางกำลังจะกล่าวบางอย่างออกมา
ขณะที่หลิงเอ๋อร์ลุกขึ้นตบหน้าบริกรชุดเหลืองทันทีจนล้มลงกับพื้น
“เจ้า…เจ้ากล้าตบข้าหรือ?” บริกรกุมใบหน้าตนเอง กล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ
“ข้ากล้าฆ่าเจ้าด้วย!”
ดวงตาของหลิงเอ๋อร์คมกริบ จิตสังหารฉายชัดบนใบหน้า “ขอขมาเสีย หาไม่ เรื่องวันนี้มิจบแน่!”
บริกรบนพื้นขวัญผวา
ซวงเอ๋อร์ผู้เห็นเรื่องราวทั้งหมดตะลึงนิ่ง หัวใจสั่นระรัวป่วนปั่น
นางเป็นศิษย์หลักของภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง และเป็นเซียนผู้หนึ่งนะ!
ทว่าในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ต่อหน้าบริกรปีศาจผู้นั้น นางกลับทำได้เพียงกล้ำกลืนโทสะ
แต่น้องสาวผู้มาจากหมู่บ้านห่างไกลในป่าเขา มีการฝึกฝนเพิ่งบรรลุถึงขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำ ทว่ากลับกล้าลงไม้ลงมือกับบริกรปีศาจอย่างไร้ความเกรงใจ!!
เมื่อเทียบกันแล้ว ไฉนเลยซวงเอ๋อร์จะไม่ละอาย?
ซูอี้นั่งมองอยู่เฉยๆ
“ยายหนู ใครมอบความกล้าให้เจ้ามาก่อเรื่องในหอสุคนธ์สวรรค์ของข้า?”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งอันโรยราดังขึ้น
เถ้าแก่ของหอสุคนธ์สวรรค์เดินเข้ามา เป็นชายชราชุดดำเส้นผมสีเงินขาวผู้หนึ่ง ใบหน้ายับย่นด้วยริ้วรอย
เบื้องหลังเขามีลูกน้องตามมาด้วย
ลูกค้าในละแวกใกล้เคียงต่างตื่นตัว กำลังดูเรื่องสนุกกันอยู่ในขณะนี้
หอสุคนธ์สวรรค์เป็นภัตตาคารชั้นสูงในเมืองนภาคราม ราคาอาหารล้วนสูงค่ายิ่ง ยอดฝีมือมารปีศาจทั่วไปไม่กล้ามาก่อกวนที่นี่
ทว่ายามนี้ สามบุคคลจากเผ่ามนุษย์กลับกล้ามาสร้างเรื่องอย่างหาได้ยาก
“เฮอะ ก็ว่าเป็นผู้ใด ที่แท้ก็เป็นแม่นางหยาง”
ชายชราชุดดำเหลือบมองหลางซวงเอ๋อร์อย่างเย็นชา “ตาเฒ่าผู้นี้เห็นแก่หน้าภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง จึงยอมยกเว้นให้เจ้าพาคนมาดื่มกิน ทว่าเจ้ากลับมาก่อเรื่องในถิ่นของตาเฒ่าผู้นี้ นี่ไม่เกินไป… หน่อยหรือ?”
“ข้า……”
ซวงเอ๋อร์ลุกขึ้น เตรียมอธิบายบางอย่าง
เฒ่าชุดดำกล่าวขัด “ไม่ต้องอธิบายหรอก หอสุคนธ์สวรรค์ของตนเฒ่าผู้นี้เปิดทำการในเมืองนภาครามหลายต่อหลายปี รับแขกสำคัญมาก็มาก รวมถึงผู้เลิศล้ำบางคนจากภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงของเจ้าด้วย แต่พวกเขาก็ยังไว้หน้าข้าอยู่สามส่วน!”
“ด้วยตัวตนของข้า ข้ารังเกียจจะรังแกผู้น้อยเช่นเจ้า แต่เรื่องนี้ปล่อยไว้มิได้ หาไม่หากแพร่งพราย คนในเมืองนภาครามนี้จะมองหอสุคนธ์สวรรค์ของข้าเช่นไร?”
ใบหน้าจิ้มลิ้มของซวงเอ๋อร์ซีดขาว
ในฐานะศิษย์ภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง นางย่อมรู้ว่าเถ้าแก่ของหอสุคนธ์สวรรค์ผู้นี้มีภูมิหลังแข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นสหายกับผู้อาวุโสบางคนในภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงด้วย!!
คนใหญ่คนโตเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ผู้ที่นางล่วงเกินได้
“เช่นนี้เป็นไร เจ้าขอขมาด้วยตนเอง และชดใช้สิบเท่าของราคาอาหาร แล้วเรื่องนี้ก็ถือว่าจบไป”
ชายชราชุดดำกล่าวเนิบๆ
สีหน้าของซวงเอ๋อร์แปรเปลี่ยนไปชั่วขณะ
หลิงเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์? เห็นกันอยู่ว่าบริกรโรงเตี๊ยมเจ้าต่างหากที่ทำตัวหยาบคาย ยังบอกอีกว่าจะถ่มน้ำลายใส่อาหารเรา……”
สีหน้าของชายชราชุดดำแย่ลง กล่าวขัดทันที “แม่นางหยาง แม่หนูนี่ใคร? วาจาหยาบคาบไม่รู้จักประมาณตน ก่อนหน้านี้ก็เป็นนางที่ตบบริกรของข้าใช่หรือไม่?”
ซวงเอ๋อร์ถอนใจและพยักหน้า “ผู้อาวุโส นางเป็นน้องสาวข้าเอง ก่อนหน้านี้กระทำผิดไป ไม่ว่าต้องชดใช้เช่นไร ข้าจะรับไว้เอง โปรดอย่าถือสาเด็กอย่างนางเลย”
ชายชราชุดดำแค่นเสียงเย็นชา “หากกระทำผิดก็ต้องรับโทษ เช่นนี้เป็นไร ตัดมือของนางที่ตบเขาเสีย แล้วก็จบเรื่องกันไป!”
สีหน้าของซวงเอ๋อร์พลันแปรเปลี่ยน
ทันใดนั้น เสียงไพเราะของสตรีผู้หนึ่งได้ดังขึ้น
“เถ้าแก่ฮั่ว ฐานะเช่นเจ้ามารังแกศิษย์ข้าเช่นนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือ?”
พร้อมกันนั้น ร่างหนึ่งได้ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ อาภรณ์งดงาม กิริยาโดดเด่น เปี่ยมอำนาจยิ่งใหญ่
“ท่านอาจารย์!”
ซวงเอ๋อร์พลันอุทานอย่างตื่นเต้น ใบหน้าน้อยของนางเปี่ยมความประหลาดใจ
ผู้มาก็คือมหาเซียนจื่อเจวี๋ย บุคคลผู้ทรงอำนาจจากภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยง และเป็นอาจารย์ของซวงเอ๋อร์!
การมาถึงของนางก่อเสียงอื้ออึงขึ้นรอบทิศทันใด
ชายชราชุดดำพลันขมวดคิ้ว ก่อนจะแย้มยิ้มทันที “ในเมื่อสหายเต๋าจื่อเจวี๋ยออกหน้า เรื่องเล็กน้อยวันนี้ก็แค่ให้ยายหนูนั่นก้มหัวขอขมาแล้วจ่ายค่าเสียหาย ก็นับว่าพอได้แล้ว”
มหาเซียนจื่อเจวี๋ยพยักหน้ากล่าว “ก็ให้เป็นเช่นนี้”
ว่าแล้ว นางจึงหันไปกล่าวตำหนิซวงเอ๋อร์ “เจ้าเองก็มีส่วนผิด ไฉนจึงมาก่อเรื่องในสถานที่ของเถ้าแก่ฮั่ว ยังไม่รีบขอบคุณเถ้าแก่ฮั่วที่ยอมรามืออันสูงส่งอีก?”
ซวงเอ๋อร์กำลังจะกล่าวขอขมา
“ช้าก่อน”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งได้กล่าวอย่างเฉยชา “นางเป็นศิษย์เจ้า และไม่เคยกระทำสิ่งใดผิดมาแต่ต้น ไฉนนางต้องขอขมาด้วย?”
ขวับ!
ทันใดนั้น ทุกสายตาต่างหันไปมองรวมกัน ณ จุดเดียว
ชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่ข้างหน้าต่าง ตรงหน้ามีน้ำเต้าสุรา ท่าทางเฉื่อยชาผ่อนคลาย
เขาคือซูอี้
“กระไร ยังไม่พอใจหรือ?”
สีหน้าของชายชราชุดดำมืดมน จำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มเผ่ามนุษย์ซึ่งมาพร้อมกับซวงเอ๋อร์
“ซวงเอ๋อร์ มันเกิดอันใดขึ้น?”
มหาเซียนจื่อเจวี๋ยเองก็ขมวดคิ้ว ดูไม่พอใจเล็กน้อย
ความขัดแย้งจวนจะคลี่คลาย ทว่าเจ้าหนุ่มนี่กลับมิคิดสนใจคล้อยตาม มีตาหามีแววไม่!
“ท่านอาจารย์ นี่คือ……”
ซวงเอ๋อร์รู้สึกลำบากใจ ก่อนหน้านี้ยามนางส่งสารหาอาจารย์ นางไม่ได้กล่าวถึงซูอี้หรือวานรน้อย ตั้งใจจะแนะนำตัวตนของซูอี้และวานรน้อยยามพบหน้า
แต่ใครเล่าจะคาดว่าพวกเขาจะเผชิญมรสุมเช่นนี้
แต่ขณะที่นางกำลังจะอธิบายนั้นเอง ซูอี้กลับส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมกล่าวขึ้นว่า “ดีชั่วเช่นไร มองปราดเดียวก็กระจ่าง ไฉนยังต้องอธิบายอีก?”
“โอ้ ไอ้หนู เจ้าโอหังนัก!”
ชายชราชุดดำหัวเราะอย่างเดือดดาล
เพียะ!
ฝ่ามือหนึ่งฟาดหน้าชายชราชุดดำอย่างดุเดือด ทำให้ทั้งจมูกและปากพ่นเลือดเป็นละอองฝอย ซี่ฟันหลุดร่วง ทรุดลงนั่งกับพื้น
ทุกผู้ล้วนตะลึง
ใครกัน!
กล้าดีเช่นไรมาตบหน้าเถ้าแก่หอสุคนธ์สวรรค์คาถิ่นอย่างไร้ความเกรงใจเช่นนี้?
มหาเซียนจื่อเจวี๋ยเองก็ตะลึงไป
การตบครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วเกินกว่านางจะไหวตัวทัน!
ทันใดนั้น ทุกผู้ต่างพบว่ามีวานรสูงราวจั้งในอาภรณ์เรียบง่ายมายืนอยู่ในบริเวณแต่ยามใดไม่อาจทราบ
คู่เนตรเรืองรองเยี่ยงตะวันจันทรา กดดันน่าสะพรึงกลัว!
“เจ้ากล้าตบข้าหรือ?”
ชายชราชุดดำเดือดดาลแทบสิ้นสติ กล่าวลอดไรฟันอย่างโกรธเกรี้ยว “รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”
เปรี้ยง!
วานรน้อยก้าวเข้ามา ทำให้ร่างของชายชราชุดดำถูกฉีกกระชาก……สังหารลงทันที!
โลหิตย้อมพื้นแดงฉาน
“ปีศาจงูเล็กจ้อยในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ กล้ามาลบหลู่นายข้า ตายไปก็สมควรแล้ว”
วานรน้อยแค่นเสียงเย็นชา แม้จะไม่ได้เผยอำนาจดุร้ายในกายออกมาหมด แต่ก็ทำให้ทุกผู้ที่นี่ตกตะลึงแล้ว!
“แล้วก็เจ้า ทั้งที่ยังไม่ได้เป็นเซียนเลย เป็นเพียงบริกรผู้หนึ่ง แต่กลับสามหาวจองหอง เจ้าเองก็สมควรตาย!”
วานรน้อยกล่าวพลางเตะเข้าใส่บริกรชุดเหลือง
เปรี้ยง!
บริกรชุดเหลืองระเบิดเป็นจุณไปทันควัน จิตวิญญาณละล่องหาย
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
ทุกผู้ล้วนตะลึงงัน!