บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2208 มองทะลุ
บทที่ 2208 มองทะลุ
ฉู่ปี้กล่าวเสียงต่ำ “รองหัวหน้าหอ นี่คือโอกาสที่ผู้ดูแลเซียวได้มา ท่าน……”
ดวงตาของหวงฉางถิงกวาดมองหญิงสาวอย่างเย็นชา “เจ้าอย่าพูดมาก! ข้าแค่ยืมสมบัติมาดูเท่านั้น ไม่ได้คิดร้ายเช่นเจ้าคิดหรอก!”
หลังจากหยุดพูดชั่วครู่ เขาก็กล่าวกับซูอี้ด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “อีกอย่างหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว สมบัติเช่นนี้ก็ต้องถูกส่งให้สำนัก ไฉนไม่ให้ข้ายืมดูสักหน่อยเล่า?”
ส่งให้สำนัก?
ทุกผู้ผงะไป และเข้าใจทันทีว่ารองหัวหน้าหอกำลังรังแกซูอี้โดยนำเรื่องที่จะส่งสมบัติให้แก่สำนักมาบังหน้า!
ขณะนั้น ซูอี้กำลังเล่นกับตะเกียงทองแดงในมือ และกล่าวว่า “หากข้าไม่ส่งให้เล่า?”
หวงฉางถิงขมวดคิ้วกล่าว “ผู้ดูแลเซียวไม่ควรถูกความโลภบังตา สมบัติวิถีอมรณาเช่นนี้ เจ้าซึ่งเป็นเทพชั้นล่างไร้คุณสมบัติครอบครอง แต่ถ้าส่งมันให้สำนัก สมบัตินี้จะสามารถเผยอำนาจได้อย่างสุดมูลค่า”
ว่าแล้ว เขาก็ก้าวเข้ามากดดันซูอี้ด้วยร่างกายใหญ่โต ขณะเดียวกันก็ยื่นมือขวาออกมา “มา ขอข้าดูก่อน”
สายตาคู่นั้นเย็นชาสุขุม และดูราวกับว่าหากซูอี้กล้าปฏิเสธ เขาจะลงมืออย่างไร้ความลังเล!
“เซียวเจี่ยน! ยังไม่รีบส่งสมบัติให้เขาอีกรึ?”
เฉียนหู่กล่าวเตือนจากทางด้านข้าง “หากไม่ใช่เพราะรองหัวหน้าหอพาเรามาที่นี่ เจ้าจะได้โอกาสพบสมบัติเช่นนี้หรือ?”
ซูอี้กล่าวพึมพำ “ข้าอดทนพวกเจ้าสองคนมาตลอดทางแล้ว ไฉนต้องหาเรื่องบีบคั้นกันเสมอหือ?”
หวงฉางถิงดูใจร้อนอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเขาก็ฟาดมือไปยังตะเกียงทองแดง “เจ้าเอามานี่!”
ทันใดนั้น ประกายแสงสลัวสีเหลืองดวงหนึ่งก็พุ่งออกมาจากตะเกียงทองแดง เข้าทำร้ายหวงฉางถิง
ทันใดนั้น เหตุประหลาดก็อุบัติขึ้น……
ประกายเพลิงนั้นหลั่งไหลเข้าสู่ฝ่ามือของหวงฉางถิง ก่อนจะกวาดผ่านแขน ลำคอและร่างของเขาในทันที
จากนั้นหวงฉางถิง เทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วขั้นสมบูรณ์พลันแหลกสลายเป็นธุลีนับไม่ถ้วน ละลิ่วปลิวจรหายท่ามกลางสายตาหวาดผวาทุกคู่
แม้กระทั่งอำนาจเทพในร่างของเขายังสลายเป็นเถ้าถ่าน
ไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก หลงเหลือไว้เพียงสมบัติที่เขามีร่วงลงกับพื้น
เหตุการณ์ประหลาดนี้ทำให้ทุกผู้ขนลุกขนพอง ชะงักนิ่งกับที่
อำนาจนี้ต้องน่าสะพรึงกลัวเพียงไร จึงแผดเผาเทพชั้นกลางผู้หนึ่งเป็นผุยผงได้ในทันที?
“พวกเจ้าก็เห็นแล้วว่ารองหัวหน้าหอหวงบังคับข้า หากภายหน้ากลับสำนัก เป็นพยานให้ข้าด้วยล่ะ”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ
“เจ้า…เจ้าฆ่ารองหัวหน้าหอ แล้วให้เราเป็นพยานให้เจ้าเนี่ยนะ?”
เฉียนหู่กล่าวเสียงสั่น
“มีปัญหาหรือ?”
ซูอี้ถามย้อน
เมื่อถูกอีกฝ่ายจับจ้อง เฉียนหู่พลันชะงักแล้วก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ถอยเว้นระยะห่างระหว่างตนกับซูอี้ไกลโข!
ดูเหมือนแค่ถูกมองก็อาจร่างระเบิด เข้าใกล้สักหน่อยก็อาจละลายเหลว
“ผู้ดูแลเซียววางใจเถิด เรื่องวันนี้ ข้าเป็นพยานให้เจ้าแน่นอน!”
เฉียนหู่หน้าซีดพลางกล่าวเสียงสั่น “ในปฏิบัติการนี้ รองหัวหน้าหอหวงบังคับผู้ดูแลเซียวให้เผชิญกับความเสี่ยงหลายต่อหลายหน เป็นการกระทำน่ารังเกียจเกินไปจริงๆ!”
ซูอี้ก้าวเข้ามาตบบ่าเฉียนหู่ และกล่าวว่า “เมื่อครู่ เจ้ากับพวกฉู่ปี้เองก็ถูกหางเลขไปด้วยไม่ใช่หรือ?”
ไม่ห่างไปนัก ฉู่ปี้และเทพตระเวนราตรีอีกสองคนล้วนสนับสนุนอย่างเศร้าใจ
ถูกต้อง ก่อนหน้านี้หวงฉางถิงก็บังคับพวกเขาให้รับความเสี่ยง!!
“ผู้ดูแลเซียวกล่าวถูกต้อง หวงฉางถิงผู้นี้ชั่วช้ายิ่งนัก ความผิดสมควรตาย!!”
เฉียนหู่กล่าวอย่างไม่พอใจ
ซูอี้แย้มยิ้ม
ทันใดนั้น เหตุแปรเปลี่ยนได้ปรากฏขึ้น และแท่นวิถีซึ่งพังทลายอยู่ใจกลางวิหารเต๋าก็พลันปล่อยคลื่นอำนาจประหลาดแผ่ออกมา
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เฉียนหู่ ฉู่ปี้และคนอื่นๆ ไร้โอกาสตอบสนอง พวกเขาจึงพากันสลบไปทันควัน และร่างก็ถูกจองจำโดยอำนาจประหลาดล่องหนนั่น!
มีเพียงซูอี้ผู้ถือตะเกียงทองแดงเท่านั้นที่อยู่รอดปลอดภัย
“ข้าทำได้เพียงลำบากพวกเจ้าพยานทั้งหลายแล้ว”
ซูอี้กระซิบ และขณะเดียวกัน เขาก็สะบัดแขนเสื้อนำพาพวกเฉียนหู่จากไป
ใช่แล้ว เขาต้องการพยาน
มีเพียงการทำเช่นนี้ เขาจึงกบดานอยู่ในศาลเทพชิงอู๋ในนามของเซียวเจี่ยนได้ต่อไป
ดังนั้น แม้เขาจะถูกข่มเหงรังแกโดยหวงฉางถิงซ้ำๆ ตลอดทาง ซูอี้จึงยอมทน
และยามนี้ เขาก็ไม่ต้องทนอีกต่อไป
ทุกสิ่งที่บังเกิดในวิหารเต๋านี้เมื่อก่อนถูกเขาบันทึกไว้ในม้วนหยกเป็นฉากๆ และเมื่อกลับถึงศาลเทพชิงอู๋ เขาก็จะใช้มันผสานกับคำให้การของพวกเฉียนหู่ ซึ่งเพียงพอจะสลายความเคลือบแคลงใจของทุกผู้ได้
“ต่อจากนี้ ข้าก็จะกระทำการโดยอิสระได้เสียที”
ซูอี้ผ่อนลมหายใจยาว
ระหว่างทางมานี้ เขาต้องร่วมลงมือกับพวกหวงฉางถิง จึงทำได้เพียงเล่นตามน้ำมิอาจแยกตัวลำพัง
แต่ยามนี้แตกต่างออกไปแล้ว!
……
“ดูสิ ประตูวิหารเต๋าเปิดแล้ว!”
บนแดนรกร้างสีดำ เสียงหนึ่งอุทานขึ้น
เนี่ยอู๋ซิวและคนอื่นๆ จากสุขาวดีมารธุลีชาดซึ่งรออยู่ที่นั่นล้วนหันมองเป็นตาเดียว
และพวกเขาก็พบว่าจากประตูวิหารเต๋าซึ่งเปิดอ้ากว้าง ชายหนุ่มชุดขาวซึ่งถือตะเกียงสำริดในมือเดินออกมาอย่างสง่างาม
“เจ้า…กล้าออกมาหรือ?”
มีผู้เอ่ยอย่างประหลาดใจ
“ข้าใจดีมีเมตตาเสมอ ไม่อาจปล่อยให้ศัตรูรอนานเกินไปได้”
ซูอี้กระซิบ
“ท่านพูดเช่นนี้หมายความอย่างไร?”
เนี่ยอู๋ซิวขมวดคิ้ว ดวงตาวาวโรจน์
เขารู้สึกผิดปกติอย่างยิ่ง หลังจากพวกหวงฉางถิงเข้าไปในวิหารเต๋า ทว่าไร้ความเคลื่อนไหวใดอีก
ในขณะที่ชายหนุ่มถือตะเกียงทองแดงผู้นี้กลับเดินเฉยออกมา ผิดปกติจริงแท้
“หมายความเช่นไร? แน่นอนว่าข้าย่อมมาส่งพวกเจ้าสู่โลกหน้าน่ะสิ”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ
ยังไม่ทันสิ้นเสียง
เนี่ยอู๋ซิวพลันชิงลงมือ
ตู้ม!
ร่างของเขาขยับไหว ฟาดฝ่ามือใส่ซูอี้อย่างดุดัน
ด้วยอำนาจต่อสู้เทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาของเขา การโจมตีนี้เพียงพอที่จะสังหารเทพชั้นกลางได้ อย่าว่าแต่จัดการกับเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างในยามนี้เลย
ทว่าเหตุเกินคาดฝันกลับบังเกิด
หนึ่งวจีดาบคำรน เนี่ยอู๋ซิวยังทะยานมาไม่ถึงตัว ทว่าร่างของเขากลับถูกผ่าครึ่งเสียแล้ว
ถูกแยกเป็นสองซีกโดยพลัน!
แดนดินถิ่นนั้นถูกแยกเป็นแนวตรง ปราณดาบฟาดฟันสู่พสุธา แยกธรณีเป็นหลุมใหญ่
“เจ้า……”
เนี่ยอู๋ซิวกำลังจะกล่าวบางอย่าง ทว่าร่างปริแตกของเขาได้แหลกสลาย วิญญาณกระจายไปแล้ว
ยอดฝีมือคนอื่นๆ จากสุขาวดีมารธุลีชาดที่อยู่ไกลออกไปล้วนตกตะลึงเมื่อเห็นเช่นนี้
ประเด็นคือ ไม่ว่าพวกเขาคนใดก็มองไม่เห็นว่าซูอี้ลงมืออย่างไร!
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก กล่าวกระซิบว่า “ความรู้สึกที่ไร้สิ่งใดให้ปกปิดนี่มันดีจริงๆ”
“หนี!!”
ไกลออกไป ยอดฝีมือจากสุขาวดีมารธุลีชาดทั้งหลายต่างแตกตื่นจนหนีกระเจิง
แต่ด้วยวจีดาบดังก้อง ปราณดาบอันหนาแน่นพลันโผทะยาน วูบไหวผ่านฟ้าดินจนแดนรกร้างสีดำสว่างไสว
และทวยเทพสิบกว่าผู้จากสุขาวดีมารธุลีชาดก็แทบถูกสังหารในพริบตาพร้อมๆ กัน
สิ้นลักษณ์สลายวิญญาณ!!
หมอกโลหิตแดงฉานฟุ้งกระจาย
“บัดซบ ตัวตนไอ้เด็กนี่มีปัญหาจริงๆ!!”
ท่ามกลางท้องนภาอันเต็มไปด้วยเมฆาดำทะมึน วิหคครามหน้าคนซึ่งเร้นกายอยู่ได้เห็นเรื่องราวทั้งหมดนี้กับตา
หนึ่งดาบอันเรียบง่าย สังหารเทพชั้นสูงหนึ่งผู้ลง!
หนึ่งการโจมตี ทวยเทพนับสิบจากสุขาวดีมารธุลีชาดถูกกวาดล้าง!!
นี่เป็นสิ่งที่เทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างผู้ใดจะทำได้หรือ?
ในที่สุดวิหคครามหน้าคนก็เชื่อในการตัดสินของผู้อาวุโสสาม เซียวเจี่ยนผู้นี้……มีปัญหาใหญ่!
เขาเป็นใครกัน?
ไฉนจึงอยากเข้ามาปะปนอยู่ในศาลเทพชิงอู๋?
เทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้างที่ใดกันในโลกหล้าท้าทายสวรรค์จนฆ่าเทพชั้นสูงได้ง่ายๆ บ้าง?
เดี๋ยวก่อนนะ!
เขายังเป็นนักดาบด้วย!!
อย่าบอกนะว่า……
นามหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในใจของวิหคครามหน้าคน……
ซูอี้!!
คนบาปผู้เป็นที่ต้องการตัวของทวยเทพพุทธะทั่วทั้งสวรรค์ คนบาปผู้เข้าแทรกซึมในทวีปเทพอัคคีทักษิณเมื่อหลายเดือนก่อน
ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ขุมกำลังหลักในโลกหล้าต่างส่งกำลังเข้ามายังทวีปเทพอัคคีทักษิณเพื่อตามหาที่อยู่ของซูอี้
แต่จนบัดนี้ก็ยังมิได้พบสิ่งใด
ใครเล่าจะคาดคิดว่าคนผู้นี้น่าจะกำลังแสร้งทำตัวเป็นทายาทสายเลือดมังกรคบเพลิง และเข้าร่วมฝึกฝนกับศาลเทพชิงอู๋?
เขายังสามารถรอดพ้นการคัดกรองตรวจสอบอันลึกซึ้งละเอียดยิบที่สุดมาได้!!
เมื่อคิดเช่นนี้ วิหคครามหน้าคนก็อดตื่นกลัวมิได้
ฝีมือของซูอี้ผู้นี้น่าสะพรึงกลัวจริงแท้!
หากไม่ใช่เพราะหนนี้เขาเผยพิรุธจนถูกจับได้ แล้วกบดานในสำนักต่อไป มันจะกลายเป็นอันตรายแฝงที่พร้อมปะทุได้ตลอดเวลาแน่นอน!!!
“เรื่องนี้ต้องรายงานกลับไปยังสำนักโดยด่วนที่สุด ไม่สิ ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองที่อยู่ทางด้านนอกภูเขาโล้นเทียนเอ้อต้องรู้เรื่องก่อนใคร”
“ขอเพียงพวกเขาลงมือ ก็จะสามารถจับตัวคนบาปนี่แล้วชิงเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยกับอำนาจวัฏสงสารของเขามาได้แน่นอน!”
วิหคครามหน้าคนคิดเร็วจี๋ และยิ่งคิด มันก็ยิ่งตื่นเต้น
ส่วนความเป็นความตายของหวงฉางถิง เฉียนหู่และคนอื่นๆ นั้น มันหมดความสนใจไปตั้งนานแล้ว
“แต่เงื่อนไขแรกก็คือออกจากที่บ้าๆ นี่ให้ได้เสียก่อน”
วิหคครามหน้าคนครุ่นคิด
ทันทีที่มันคิดถึงตรงนี้ เสียงเฉยชาสายหนึ่งพลันดังขึ้น “ออกมาเถอะ ซ่อนตัวเช่นไร เจ้าก็ออกจากที่นี่มิได้อยู่แล้ว”
ร่างของวิหคครามหน้าคนชะงักค้าง สีหน้าแปรเปลี่ยน
เจ้าเด็กนี่รู้แล้วหรือว่ามันซ่อนตัวอยู่ที่นี่?
จากนั้นมันก็พบว่าซูอี้ได้เยื้องย่างสู่เวหาเข้ามาใกล้จากไกลๆ แล้ว
“เจ้าพบข้าแล้วหรือ?”
วิหคครามหน้าคนไม่หลบซ่อนตัวอีกต่อไป เผยร่างออกมาจับจ้องซูอี้อย่างเย็นชา
ซูอี้พยักหน้าพลางกล่าวว่า “นับแต่ยามข้าเข้ามาในยอดเขาไผ่วิญญาณ เจ้าก็ซุ่มสืบการกระทำของข้าอย่างลับๆ มาตลอด”
“และในปฏิบัติการนี้ เจ้าก็ตามติดมาเหมือนเงา น่ารังเกียจจริงๆ”
ซูอี้นำไหสุราออกมาดื่ม “รู้หรือไม่ หากไม่ใช่เพราะมีเจ้าอยู่ หวงฉางถิงกับเฉียนหู่คงตายไปตั้งนานแล้ว ข้าคงไม่ทนจนบัดนี้หรอก”
สีหน้าของวิหคครามหน้าคนคล้ำเครียดไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวขึ้น “ในเมื่อเจ้าสังเกตพบข้านานแล้ว ไฉนเมื่อครู่จึงเผยตัวตน?”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ ว่า “เจ้าเดาคำตอบได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
วิหคครามหน้าคนแค่นยิ้ม “แน่ใจหรือว่าจะฆ่าข้าได้ที่นี่?”
“แน่สิ”
ซูอี้กล่าวว่า “เดิมที ข้าก็คิดอยู่ว่าต้องวางกับดักฆ่าเจ้าด้วยสารพัดวิถีทางหรือไม่ แต่ยามนี้…มิต้องแล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็ชี้ตะเกียงทองแดงในมือขวาของเขา “เมื่อครู่ ข้าขอยืมสมบัติชิ้นนี้จากเจ้าของวิหารเต๋านั่น และการจะฆ่าจอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่งเช่นเจ้าก็แสนสะดวกสบาย”
ม่านตาของวิหคครามหน้าคนหดตัว ใบหน้าแก่ชราปรากฏความประหลาดใจ “เจ้าของวิหารเต๋านั่น? เขาคือใคร? ไฉนต้องช่วยเจ้าด้วย?”
“ข้าไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร”
ซูอี้ส่ายหัว “ข้ารู้เพียงว่าเขาไม่น่าใช่คนของยุคสมัยนี้”
วิหคครามหน้าคนขมวดคิ้ว “ไฉนข้าจึงรู้สึกว่าเจ้าจงใจพูดข่มให้แตกตื่นไปเองกัน?”
ซูอี้กล่าวพลางแย้มยิ้ม “เชื่อหรือไม่ ก็เปลี่ยนจุดจบมรณะของเจ้าไม่ได้หรอก”
วูบ!
วจีมิทันสิ้น วิหคครามหน้าคนพลันขยับตัว……