บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2222 ความบังเอิญ เหตุเกินคาด
บทที่ 2222 ความบังเอิญ เหตุเกินคาด
เจ้าสำนักเหลียงหลิงซูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ข้ามีคำขอเพียงข้อเดียว”
“เจ้าสำนักโปรดว่ามา”
“หากปัญหาของเซียวเจี่ยนเป็นภัยต่อสำนัก เจ้าก็ลงมือได้เลย แต่หากไม่ อย่าทำร้ายเขา”
“ได้!”
ขู่เจินรับปาก
เหลียงหลิงซูกล่าวเสียงลุ่มลึก “นอกจากนั้น ในปฏิบัติการนี้ ให้เจ้าไปขอ ‘บรมาจารย์หยวนซาน’ ให้ติดตามไปอย่างลับๆ ด้วย”
ม่านตาของขู่เจินหดตัว
บรมาจารย์หยวนซาน
หนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุดของสำนัก ผ่านด่านเคราะห์หลอมวิถีมาแล้วสองหน เป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นสองผู้สูงส่งในขอบเขตอมรณา!
“เจ้าสำนักคิดว่าในปฏิบัติการนี้ เทพชั้นสูงเช่นข้ารับมือเทพชั้นล่างอย่างเซียวเจี่ยนไม่ได้หรือ?”
“กันไว้ดีกว่าแก้”
“ได้!”
ขู่เจินพยักหน้า
ยอดเขาไผ่วิญญาณ
“เซียวเจี่ยน รีบออกมาเร็ว! หนนี้เกิดเรื่องขึ้นแล้วจริงๆ นะ!”
ฉี่เวยยืนเรียกที่ตีนเขาอย่างกระวนกระวาย
ทว่าไร้ผู้ใดตอบนาง
สิ่งนี้ทำให้ฉี่เวยเข่นเขี้ยวอย่างเดือดดาล
หนึ่งเดือนมานี้ นางแวะมาที่ยอดเขาไผ่วิญญาณหลายหน แต่ทุกครั้งก็ล้วนถูกส่งแขกกลับมา แม้กระทั่งหน้าซูอี้ยังมิได้เห็น
สิ่งนี้ทำให้ฉี่เวยอดสงสัยมิได้ว่านางไม่เป็นที่ต้อนรับเพียงนั้นเลยหรือ?
ท้ายที่สุด ฉี่เวยก็กล่าวอย่างเดือดดาล “เรื่องนี้เกี่ยวกับซีหนิง บุตรีแห่งสวรรค์ของตระกูลซีโบราณนะ! หากเจ้ามิสนใจจริงๆ ข้าจะไปแล้ว”
นางหันหลังจากไป
ทันใดนั้น เสียงเฉยชาสายหนึ่งก็ดังขึ้น
“เรื่องของตระกูลซี เกี่ยวอันใดกับข้า?”
ฉี่เวยแค่นยิ้ม “หากเจ้าไม่สนใจ ย่อมมิต้องรู้ก็ได้ ไปแล้ว!”
นางหันหลังจากไป
ในความคิดของฉี่เวย เซียวเจี่ยนผู้นี้จะต้องเป็นฝ่ายออกมาเกลี้ยกล่อมให้นางอยู่ต่อเป็นแน่
เพราะในข่าวกรองที่นางมี คนผู้นี้เคยร่วมเป็นร่วมตาย มีความสัมพันธ์เกินธรรมดากับซีหนิง!
แต่ไม่นานนัก ฉี่เวยก็ต้องผิดหวัง
เซียวเจี่ยนไม่ได้ตามมา!
กระทั่งความเคลื่อนไหวสักนิดก็ไม่มี
ดูเหมือนเขาจะมิได้สนใจเรื่องของซีหนิงผู้นั้นสักนิดเลยจริงๆ
ทันใดนั้น ฉี่เวยก็หันไปกล่าวกับยอดเขาไผ่วิญญาณ “ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ประกาศแล้วว่า จะร่วมมือกับขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดอื่นๆ อีกมากมายเพื่อบุกตระกูลซีโบราณในอนาคตอันใกล้!”
“พวกเขาประกาศว่าจะลงมือกับตระกูลซี ทว่าแท้จริงอยากบีบให้ซูอี้ผู้นั้นเผยตัวออกมาเอง!”
“ยิ่งกว่านั้น ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ยังประกาศแล้วว่าหากหนนี้ซูอี้มิปรากฏตัว เขาจะล้างตระกูลซีโบราณให้สิ้น!”
“หากเจ้าไม่ห่วงเรื่องนี้จริงๆ ก็อย่าออกจากศาลเทพชิงอู๋แล้วกัน!!”
ว่าแล้ว ฉี่เวยก็หันหลังกลับ
หนนี้ นางจากไปจริงๆ
ที่ยอดเขาไผ่วิญญาณ
ในถ้ำพำนัก
ซูอี้ขมวดคิ้ว คู่เนตรลึกล้ำปรากฏประกายเย็นเยียบน่าสะพรึงกลัว
ในโลกหล้าแดนเทพ หากเขาจะห่วงผู้ใดที่สุด ซีหนิงก็ย่อมถือครองตำแหน่งสำคัญอันมิอาจแทนที่ได้อย่างแน่นอน
ประการแรก พวกเขาร่วมเป็นร่วมตาย มีมิตรภาพแน่นแฟ้นต่อกันในโลกเซียนมาก่อน
ประการที่สองคือ ในสมรภูมิแห่งยุคสมัย ณ โลกเซียน ซีหนิงเคยตายเพื่อเขามาหนหนึ่งแล้ว!!
ประการที่สาม มีผลกรรมอันพิเศษเกินรับรู้สายหนึ่งโยงใยระหว่างซีหนิงกับเขา
ชั่วกาลผ่านมานี้ ยามเขากับซีหนิงพบหน้า พวกเขาต่างก็แสนสบายใจและสื่อใจถึงกันอย่างดี คิดอ่านตรงกัน เป็นความรู้สึกที่อัศจรรย์ยิ่ง
ดุจสหายเก่าผู้รู้จักกันมาเนิ่นนาน
นี่เป็นบุคคลแรกที่ซูอี้พบพานในชาตินี้ และสามารถทำให้เขาอาทรมากนัก
มิต้องพูดถึงว่าทั้งสตรีถือหอกหลินจิ่งหงและเหอปั๋วต่างกำชับเป็นพิเศษว่าซีหนิงมีสถานะไม่ธรรมดา ไม่ว่าซูอี้จะทำผู้ใดผิดหวังก็ได้ อย่าทำให้ซีหนิงผิดหวังเป็นอันขาด!
และยามนี้ ฉี่เวยก็บอกว่าศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ชี้ดาบไปที่ตระกูลซีเพื่อบีบให้เขาปรากฏตัวเอง ซูอี้จะทนได้เช่นไร?
ซูอี้สูดหายใจลึกๆ ปลายนิ้วถูพนักวางแขนของที่นั่ง นั่งเงียบๆ ครุ่นคิดลึกล้ำ
คิดเช่นไร ก็ยังไร้หนทางสลายวิกฤตนี้
เขายังมีตัวช่วยในมืออยู่บ้าง
เช่นยามที่เขาออกจากโลกเซียน เขาได้รับ ‘ลัญจกรสุดเสรี’ จากตัวตนลึกลับ ‘สะบั้นเทพ’ มา
เช่นไปขอความช่วยเหลือจากสตรีถือหอกหลินจิ่งหง
เช่นเผยตัวตนออกมาเอง ไม่หลบเร้นอีกต่อไป และใช้อำนาจบางส่วนที่อดีตชาติทิ้งไว้ในโลกหล้าแดนเทพ
ชายหนุ่มสามารถใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ สร้างเหตุโกลาหลในทวีปเทพอัคคีทักษิณเพื่อดึงดูดความสนใจจากศัตรูร้ายเหล่านั้น มิให้ไปยุ่งกับตระกูลซีโบราณ
ทว่า…หลังจากไตร่ตรองดู ซูอี้ก็ยังปฏิเสธความคิดเหล่านี้
วิธีการเหล่านี้ล้วนมีข้อเสียของมัน
“ดูเหมือนเราจะทำได้เพียงใช้วิธีเสี่ยงอันตรายเสียแล้ว”
หลังจากนั้นเนิ่นนาน ดวงตาของชายหนุ่มพลันฉายประกายและตัดสินใจ
วันเดียวกันนั้น เฉียนหู่ ผู้ดูแลหอตระเวนราตรีได้มาถ่ายทอดคำสั่งผู้อาวุโสสาม
“รองหัวหน้าหอเซียว ผู้อาวุโสสามมีบัญชา ขอให้ตามผู้อาวุโสสามไปทวีปเทพจิตนภาเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!”
ซูอี้ผงะไป
เขาก็กำลังคิดหาวิธีไปยังทวีปเทพจิตนภาอยู่พอดี เพราะตระกูลซีโบราณตั้งอยู่ในทวีปอันกว้างขวางนั่น
“เขาจะไปทำอันใด?”
ซูอี้เดินออกมาจากยอดเขาไผ่วิญญาณ ถามเฉียนหู่ที่อยู่ตรงหน้า
“กล่าวกันว่าเกี่ยวกับการโจมตีตระกูลซีโบราณของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ขอรับ”
เฉียนหู่ตอบอย่างนอบน้อม
ในอดีต เขากล้าไม่เห็นซูอี้อยู่ในสายตา แต่เมื่อพบหน้ากันยามนี้ เจ้าตัวอดไม่ได้ที่จะเผยความครั่นคร้ามจากใจราวหนูพบแมว
“เกี่ยวข้องกับตระกูลซีโบราณ……”
ซูอี้เลิกคิ้ว ชั่วขณะนั้นไม่อาจทราบว่านี่เป็นเหตุบังเอิญ หรือผู้อาวุโสสามคาดเดาบางอย่างได้จึงจงใจเตรียมการเช่นนี้
เฉียนหู่กล่าวอย่างนอบน้อม “รองหัวหน้าหอเซียว ภารกิจนี้ได้รับอนุมัติจากเจ้าสำนักแล้ว มิอาจยืดเยื้อได้ หากท่านพร้อม โปรดไปรอที่ประตูทางออกสำนักทันทีขอรับ”
ซูอี้พยักหน้า
ยามเขาเดินออกมาจากยอดเขาไผ่วิญญาณ เขาเก็บของครบถ้วนแล้วและเดินไปยังประตูสำนักทันที
เมื่อผ่านหอรับรอง ร่างคุ้นตาผู้หนึ่งก็เข้ามาหา
เขาคือโม่ยง อดีตรองหัวหน้าหอท่องตะวัน
“เซียวเจี่ยน เจ้าต้องระวังตัวให้ดีนะ!”
โม่ยงกล่าวกระซิบ “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้อาวุโสสามไม่ทำภารกิจเองมานานแล้ว และหนนี้จู่ๆ เขาก็พาเจ้าออกไป มันผิดปกติไปหน่อย”
ว่าแล้ว เจ้าตัวจึงยกมือตบบ่าซูอี้ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะแย้มยิ้มขมขื่น หันหลังจากไป
ยามนี้เขาเป็นเพียงผู้ดูแลหอรับรองซึ่งถูกมองข้าม ทว่าซูอี้……กลายเป็นรองหัวหน้าหอตระเวนราตรีไป!
“ขอบคุณมาก”
ซูอี้พยักหน้า
เขาพิจารณาคำเตือนของโม่ยงแล้ว ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่าการที่ขู่เจินพาตนไปยังทวีปเทพจิตนภาครั้งนี้ ตัวเขาไม่มีทางปลอดภัย!
‘นี่ก็เป็นโอกาสอันดีเช่นกัน เมื่อบังเกิดโอกาสระหว่างทาง ก็ฆ่าไอ้แก่นี่ทิ้งไปเลย’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาตั้งใจจะฆ่าขู่เจินอยู่นานแล้ว แต่ยังหาโอกาสมิได้เสียที
และเมื่อเห็นว่าขู่เจินโผล่ออกมาเองในยามนี้ ซูอี้ย่อมมิถือสาหากจะส่งอีกฝ่ายไปพบยมบาล!
ด้านนอกประตูสำนัก
ผู้อาวุโสสามขู่เจินร่างเล็กบางรออยู่นานแล้ว
“เฉียนหู่เคยบอกเจ้าเกี่ยวกับภารกิจนี้บ้างหรือไม่?”
เมื่อพบกับซูอี้ ขู่เจินก็ถามอย่างไร้อารมณ์
ซูอี้พยักหน้า
“การเดินทางสู่ทวีปเทพจิตนภาครานี้ กินเวลาเจ็ดวันเป็นอย่างต่ำ ข้าหวังเพียงเราจะไปทัน”
ขู่เจินกล่าวพลางโบกแขนเสื้อ เรือสมบัติลำหนึ่งทะยานออกมา
“เพียงเราสองคนหรือ?”
ซูอี้ถาม
ขู่เจินกล่าวเรียบๆ ว่า “หายนะต่อตระกูลซีโบราณหนนี้มีศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เป็นผู้นำ และเดิมที ทวีปเทพจิตนภาก็เป็นถิ่นของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ ต่อให้เราอยากคิดเข้าไปร่วมศึกก็ทำมิได้หรอก”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “เราไปหนนี้ก็แค่เพื่อสืบข้อมูล เราสองคนก็พอแล้ว”
ซูอี้รับคำในคอ มิได้ถามอื่นใดอีก
“ไปกัน”
ขู่เจินขึ้นเรือไปก่อนเป็นคนแรก ตามด้วยซูอี้
ทว่าทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็กล่าวขึ้นอย่างห้าวหาญ
“ผู้อาวุโสสาม รองหัวหน้าหอเซียว ทั้งสองท่านช้าก่อน!”
ชายร่างสูงผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์เหมือนชายหนุ่มสาวเท้าออกมาจากประตูสำนัก
เขาคือผู้อาวุโสใหญ่เว่ยจง!
ดวงตาของขู่เจินชะงัก กล่าวขึ้นว่า “ผู้อาวุโสใหญ่มีสิ่งใดจะชี้แนะหรือ?”
“ข้าก็คิดไปยังทวีปเทพจิตนภาเหมือนกัน มาเจอพวกเจ้าพอดี เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ”
เว่ยจงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม กระโดดขึ้นเรืออย่างมิคิดเกรงใจ
ขู่เจินผงะไป สีหน้ากลายเป็นคล้ำเครียด “มาเจอพอดี? หากผู้อาวุโสใหญ่ไม่กล่าวให้ชัดเจน ข้ากับรองหัวหน้าหอเซียวคงมิอาจร่วมทางไปกับท่านนะ”
เว่ยจงแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย หนนี้ข้าไปเพื่อทำงานนะ!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวจึงแบมือขึ้น และดาบหักท่องสราญก็พลันปรากฏ
“การโจมตีตระกูลซีโบราณของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์นั้นก็เพื่อล่อซูอี้ให้เผยร่องรอย และท่องสราญที่รองหัวหน้าหอเซียวให้ข้ายืมมาก็เป็นประโยชน์อย่างมาก!”
เว่ยจงกล่าวพลางแย้มยิ้ม “เจ้าก็ทราบว่าซูอี้ผู้นั้นเป็นร่างเวียนวัฏของอี้เต้าเสวียน และท่องสราญก็เป็นดาบของอี้เต้าเสวียน เมื่อมีสมบัตินี้อยู่ เราอาจเป็นผู้หาซูอี้เจอคนแรกก็ได้!”
สีหน้าของขู่เจินอ่านมิออกชั่วขณะ เขามิคาดคิดเลยว่าผู้อาวุโสใหญ่จะให้เหตุผลอันมีน้ำหนักได้เช่นนี้
ยิ่งกว่านั้น ยังไร้โอกาสให้โต้เถียง อย่าว่าแต่จะปฏิเสธ!
ข้างกันนั้น สายตาของซูอี้ดูพิกลเล็กน้อย
เขาแน่ใจว่าการเพิ่มเข้ามาของผู้อาวุโสใหญ่เป็นความบังเอิญ และสำหรับผู้อาวุโสสามก็เหมือนกินซากแมลงวัน หัวใจย่อมแสนอึดอัดยิ่งนัก
เพราะถึงอย่างไร ใครเล่าในสำนักจะไม่ทราบว่าฝ่ายของผู้อาวุโสสามกับผู้อาวุโสใหญ่ไม่ถูกกัน?
นอกจากนั้น การเพิ่มเข้ามาของผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังทำให้ผู้อาวุโสสามเป็นหนูติดจั่น มิอาจหาญกล้าหมายหัวเขาอย่างบุ่มบ่ามได้!
เมื่อตระหนักเช่นนี้ ซูอี้ก็อดรู้สึกจนใจขึ้นมานิดๆ มิได้
เพราะหลังจากผู้อาวุโสใหญ่มาร่วมคณะ เขาเองก็ต้องหาวิธีอื่นในการจัดการผู้อาวุโสสามเช่นกัน……
ท้ายที่สุด หลังจากผู้อาวุโสสามเงียบไปเนิ่นนาน เจ้าตัวจึงกล่าวรอมชอมอย่างไม่เต็มใจนัก “งั้นไปด้วยกัน!”
เสียงของเขาฟังดูเหมือนลอดไรฟัน
ผู้อาวุโสใหญ่ยิ้มกว้าง
ในขณะเดียวกัน เขาก็กล่าวกับซูอี้ผ่านกระแสปราณ “รองหัวหน้าหอเซียวอย่าห่วงเลย ระหว่างทาง ข้าไม่ยอมให้ไอ้เฒ่าชั่วนี่ลงมือกับเจ้าแน่!”
ซูอี้ “……”
มิต้องคิดก็รู้ว่าผู้อาวุโสใหญ่กำลังซื้อใจเขาอยู่ แต่…เจตนาดีของเขากำลังชักใบให้เรือเสีย!
แต่ซูอี้ก็ไม่เหมาะจะกล่าวอันใด เขาจึงทำได้เพียงเงียบเสียง
และยามขู่เจินพร้อมออกเรือสมบัติ ก็มีผู้มาเพิ่มอีกคน
“ทั้งสามช้าก่อน!”
ฉี่เวยปรากฏตัวขึ้น
คู่เนตรเจิดจรัสของนางหยีตามรอยยิ้มบนใบหน้า “พอดีข้ากำลังเตรียมตัวไปทวีปเทพจิตนภาอยู่พอดี ไปด้วยกันเถอะนะ”
ผู้อาวุโสสาม “???”
ผู้อาวุโสใหญ่นวดหว่างคิ้ว เหลือบมองซูอี้อย่างมีเลศนัย คิดอยู่แน่นอนว่าฉี่เวยเองก็ตามซูอี้มา
ซูอี้ทำตาลอยมองจมูก มิได้ออกเสียงอันใด
“มิพูด ข้าถือว่าตกลงนะ”
ฉี่เวยกล่าวแล้วกระโดดขึ้นบนเรือสมบัติ จากนั้นก็ออกคำสั่งกับผู้อาวุโสสาม “ไปเมืองโบราณสารทวสันต์กันเลย!”