บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2246 ซูอี้ปะทะตี้เอ้อ
บทที่ 2246 ซูอี้ปะทะตี้เอ้อ
ไกลออกไปหลายร้อยจั้ง ชายชราประคองร่างตนได้
“ข้าบอกไปแล้วว่าเหลือเวลามีชีวิตอยู่อีกไม่กี่ปี และหากเจ้าจะมาชิงมันทั้งหมด ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำได้หรอก!”
ร่างผอมบางของเจ้าตัวพลันเหยียดตรง ท้องนภาครามสะท้อนเบื้องหลังเขา กระหวัดเกี่ยวด้วยอำนาจบัญญัติเยี่ยงน้ำตก
ทันใดนั้น อำนาจจากร่างของเขาได้ขยับเคลื่อนสูงทีละขั้นจนมาถึงระดับอันเหลือเชื่อ
ตู้ม!!
ฟ้าดินรวนเร สุญตาทั่วทศทิศพังทลาย มองตาเปล่าก็เห็นได้ว่าอำนาจกฎสวรรค์อันปกคลุมเหนือท้องนภาโลกเทพกำลังสะท้านสะเทือน
ขณะนี้ ท้องนภาอันเดิมกระจ่างใสพลันมืดลง
ประหนึ่งตกลงสู่รัตติกาลนิจนิรันดร์
ยอดฝีมือในละแวกภูเขาหมิงคงล้วนตกตะลึง หันมองมาเป็นตาเดียว
“ท่านอาจารย์!”
หัวใจของซือมิ่งรัดตัวแน่น “ท่านคิดจะต่อสู้สุดชีวิตหรือ?”
“เฒ่าอมรณาจากสำนักทัศนาวายุกระจ่าง!”
“กล่าวกันว่าเขาพยายามก้าวสู่ธารนทีแห่งโชคชะตาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ล้มเหลว ร่างของเขาถูกอำนาจหายนะนับไม่ถ้วนกัดกร่อนเกินเยียวยาแล้ว ไม่คาดเลยว่าเขาจะยังมีชีวิตจนบัดนี้!”
“จากปราณนี้ เฒ่าอมรณาร้ายกาจจริงแท้!”
……ในที่ลับ เสียงกระซิบบางเสียงดังขึ้น
สถานที่ไร้นาม สำนักทัศนาวายุกระจ่าง กลุ่มเต๋าโบราณอันลึกลับ
เฒ่าอมรณาคือบรรพชนของทัศนาวายุกระจ่าง
ตัวเขาลำพังเทียบได้กับหนึ่งขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุด!
“ว่าแล้วเชียว อาจารย์ของซือมิ่งน่าจะประสบความเสียหายในวิถีอย่างหนักยามก้าวขึ้นสู่ธารนทีแห่งโชคชะตา”
ซูอี้กล่าวในใจ ‘หาไม่ อำนาจต่อสู้ของเขาคงไม่มีทางด้อยกว่าตี้เอ้อแน่ๆ’
สายตาของพวกจอมเทพอวิ๋นเหอก็มองไปเช่นกัน
ตี้เอ้อ!
เขาคือผู้บงการเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้!
กาลก่อน เขาคือผู้กล่าวว่าขอเพียงเกิดบางสิ่งขึ้นกับซีหนิง ซูอี้จะมาช่วยแน่นอน
และคนผู้นี้ยังเป็นผู้หนุนหลังพวกจอมเทพอวิ๋นเหอเช่นกัน!
ยามนี้ เฒ่าค่อมตกตายไปแล้ว และจอมเทพอวิ๋นเหอกับคณะก็เกรงกลัวฝักดาบในมือซูอี้จึงไม่กล้ากระทำบุ่มบ่าม และทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับตี้เอ้อ
กล่าวได้ว่าสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ กุญแจตัดสินชัยชนะในหมากตานี้อยู่กับตี้เอ้อแล้ว!
หากเขาพ่าย หมากวันนี้เขาก็พ่าย
หากเขาชนะ ไม่ว่าวันนี้ต้องเสียหายมากมายหนักหนาเพียงไรก็คุ้มค่า!
ร่างของตี้เอ้อปรากฏขึ้นบนอากาศ
อีกฝ่ายสวมอาภรณ์ดำ คาดแถบผ้าดำปิดตา รูปลักษณ์เหมือนชายหนุ่ม
ทว่ายามปรากฏตัว ฟ้าดินพลันตกสู่อนธการนิรันดร์ อักขระวิถีนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นพิทักษ์รอบกาย
สิ่งที่ยิ่งน่าสะพรึงกลัวไปกันใหญ่คือ สุญตารอบกายเขาประหนึ่งถูกความมืดกลืนกิน กลายเป็นหุบเหวมืดมิดอันโอฬาร!
ยามผู้เฝ้ามองจากไกลๆ เห็นเช่นนี้ ทั้งกายใจของพวกเขาก็สั่นสะท้าน รู้สึกอึดอัด หวาดกลัวและสิ้นหวัง
กระทั่งจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าทั้งหลายยังสูดหายใจเฮือก ไม่กล้ามองตรงๆ
เพราะปราณของตี้เอ้อน่าสะพรึงกลัวเกินไป
ไม่อาจทราบได้ว่าแข็งแกร่งกว่าเฒ่าค่อมกี่เท่า!
ดุจจ้าวเหนือความมืด ปกครองโลกหล้าไร้ใดเปรียบ เมินเฉยต่อศัตรูทั้งมวล!
“เฒ่าอมรณา เจ้าไปเสียให้พ้นทางจะดีกว่า หาไม่ วันนี้สำนักทัศนาวายุกระจ่างจะถูกลบหายจากโลกหล้าเป็นแน่!”
ตี้เอ้อกล่าวพลางก้าวเท้า เยื้องย่างมายังภูเขาหมิงคงจากไกลๆ
ตู้ม!
นภาครามมหาวิถีเบื้องหลังเฒ่าอมรณาเคลื่อนขวางทางตรงหน้าไว้ กฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง ฟ้าดินถิ่นนั้นพังทลาย
สรรพสิ่งหม่นหมอง มหาวิถีเสื่อมสลาย!
ตี้เอ้อขมวดคิ้ว ไร้ผู้ใดเห็นเขาลงมือ ทว่าอักขระทมิฬนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานเยี่ยงหอกศึกไร้คู่เปรียบ ฉีกกระชากนภาครามนั้นเป็นริ้วแผลนับไม่ถ้วน
เฒ่าอมรณาโอดครวญในลำคอ ใบหน้าชราซีดขาว
ทว่าเขาหาสนใจเรื่องเหล่านั้นไม่ ตัวคนก้าวเข้ามา ใช้มือวาดลวดลาย ฟาดออกไปอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
ดวงตะวันเจิดจรัสดวงหนึ่งเคลื่อนสูงในนภาครามมหาวิถี สาดแสงเกินประมาณ หลอมละลายหมื่นวิถี
ดวงตาทุกผู้เจ็บแปลบ ใบหน้าถอดสี
การโจมตีนี้ทรงพลังเสียจนเปรียบได้กับวิถีสวรรค์พิโรธ ส่งมหาวิปโยคล้างภพภูมิ!
ตี้เอ้อส่ายหัวแล้วตบหนึ่งฝ่ามือออกไปอย่างเฉียบขาด
ตู้ม!!
อนธการเคลื่อนตัวเยี่ยงกระแสธาร ทลายนภาครามมหาวิถีและขยี้ดวงตะวันนั้นลง
ร่างของเฒ่าอมรณาปลิวกระเด็น ผิวกายถูกอักขระอนธการกัดกร่อนเป็นแผลน่าสะพรึงกลัว
ซึ่งชวนให้สะท้านถึงหัวใจ
ใครเล่าจะมองไม่ออกว่าเฒ่าอมรณาหาใช่คู่ต่อกรของตี้เอ้อไม่?
“หากเจ้ายังดื้อด้าน ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายแล้วกัน!”
ตี้เอ้อกล่าวแล้วเดินไปยังภูเขาหมิงคง
แม้เขาจะดูเหมือนชายหนุ่ม ทว่าปราณในร่างของเขากลับแข็งแกร่งเยี่ยงเจ้าสวรรค์!
ทุกผู้ร่างสะท้าน
เหล่าผู้เฒ่าซึ่งเร้นกายเก็บเงียบล้วนไม่กล้าโงหัวด้วยกลัวจะถูกตี้เอ้อหมายหัว
ฉี่เวยเป็นกังวล
ตี้เอ้อผู้นี้…ทรงพลังเสียจนนางรู้สึกหวาดผวาไร้กำลัง!
สีหน้าของหลี่ซานจิ่วเคร่งขรึมยิ่งกว่าครั้งใด
ขณะเดียวกัน จอมเทพอวิ๋นเหอและคณะล้วนมีสีหน้าตื่นเต้นปรีดา หัวใจปลอดโปร่งโดยสมบูรณ์
มีตี้เอ้ออยู่ ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ก็เป็นที่ชัดเจน!
มีเพียงซูอี้ผู้มองอยู่อย่างสุขุมเฉยชาเช่นกาลก่อน
“ขึ้นมา!”
ใต้ท้องนภา เฒ่าอมรณาคำรามขึ้น
วูบ!
ลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานมาสู่มือของเฒ่าอมรณา
มันคือวัตถุสะบั้นกฎของซือมิ่ง เม็ดบัวแห่งเวลา!
เปรี้ยง!
อำนาจแห่งกาลเวลาพวยพุ่งดุจกระแสน้ำรอบกายเฒ่าอมรณา และยังทำให้บรรยากาศของเขาแปรเปลี่ยนกะทันหัน
ขณะนั้น ฝีเท้าซึ่งเพิ่งยกย่างของตี้เอ้อพลันชักกลับ หันหลังมาทันที
“จะสู้สุดชีวิตจริงๆ หรือ!?”
น้ำเสียงเย็นชาของตี้เอ้อแฝงโทสะแล้วเล็กน้อย
เฒ่าอมรณาผู้ถือวัตถุสะบั้นกฎ ทำให้เขาไม่กล้าประเมินความสามารถของอีกฝ่ายต่ำเกินไปได้ และสัมผัสถึงภัยคุกคามได้
“เจ้ายังต้องถามอีกหรือ?”
เฒ่าอมรณาดูสุขุม
ปราณของเฒ่าชราดูเหมือนเพลิงผลาญ กระแสกาลดูคล้ายธารยาวรายล้อมร่างของเขา ชะล้างสุญตา ลึกลับร้ายกาจ
วัตถุสะบั้นกฎดังกล่าวสามารถฝืนกฎเหล็ก ฝ่าบัญญัติกฎสวรรค์ได้ ย่อมเป็นอำนาจเกินธรรมดา!
ขณะนี้ ทั้งพุทธเจ้าแผดตะเกียง คนตกปลา นักบวชซิงอวี่และจ้าวคางคกกลืนสวรรค์ผู้กำลังสู้กันอย่างดุเดือดล้วนรับรู้และให้ความสนใจกับเหตุการณ์นี้
“เจ้าควรรู้นะว่าหากข้าใช้พลังทั้งหมด ข้าก็อาจเสียหายหนักแน่ แต่ทุกผู้ที่นี่ตายแน่! แดนดินทวีปเทพจิตนภาอันกว้างไกลนี้ก็จะหลงเหลือเพียงซาก!”
ตี้เอ้อกล่าวอย่างเฉยชา “หากเจ้าคิดว่ารับผลลัพธ์เช่นนี้ได้ ก็ลงมือเลยสิ!”
หัวใจของทุกผู้สั่นสะท้าน มือเท้าเย็นวาบไปหมด
วาจาของตี้เอ้อทำให้พวกเขาล้วนตระหนักแล้วว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
ตายตกไปด้วยกัน!
ใครเล่าจะยินยอม?
เหล่าผู้เฒ่าซึ่งเร้นกายอยู่ต่างอยู่ไม่สุข พวกเขาแต่ละคนล้วนหน้าเปลี่ยนสี เตรียมเผ่นหนีไปล่วงหน้า
ไร้ผู้ใดกล้าเคลือบแคลงวาจาของตี้เอ้อ ในเมื่อเขากล่าวออกมาเช่นนี้ ก็หมายความว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นจริง!
เฒ่าอมรณาดูไม่แน่ใจ
บรรยากาศในฟ้าดินหดหู่ถึงขั้นที่จอมเทพทั้งหลายยังกระสับกระส่าย
ทันใดนั้น ซูอี้ก็ขยับตัว
เขาสาวเท้าทะยานขึ้นบนอากาศ และกล่าวกับเฒ่าอมรณาจากไกลๆ ว่า “สหายเต๋า เจ้าถอยไปเถิด จัดการกับตี้เอ้อผู้นี้ เจ้าไม่ต้องทุ่มเทต่อสู้หรอก”
เหล่าผู้ชมล้วนตะลึงงัน
เฒ่าอมรณาขมวดคิ้ว “เจ้ามีวิธีจัดการกับเขาหรือ?”
ซูอี้พยักหน้า “นับแต่ที่ข้ารู้ถึงแผนสังหารนี้ ข้าก็พอเดาได้แล้วว่าต้องเป็นฝีมือเจ้าตี้เอ้อนี่ จึงย่อมเตรียมวิธีจัดการเขาไว้แล้ว”
วาจาสะท้านชัดทั่วทุกโสต ชวนให้ตกใจตะลึงงัน
นอกจากฝักดาบลึกลับ ซูอี้ผู้นี้ยังมีไพ่ตายที่น่าสะพรึงกลัวกว่าอยู่อีกหรือ?
“เฮอะ”
ตี้เอ้อส่ายหัว “ไพ่ตายที่เจ้าเตรียมมาวันนี้ นอกจากฝักดาบที่ทำให้ข้าประหลาดใจได้ ที่เหลือนั้นข้าก็คาดเดาไว้หมดแล้ว”
เขามองซูอี้ผ่านผ้าคาดตาสีดำ “และนอกจากฝักดาบนั่น ยามนี้เจ้าก็เหลือเพียงดาบวิถีลึกลับอันเกี่ยวกับวัฏสงสารเล่มนั้น”
“แต่ยามนี้ เจ้าอ่อนแอเกินกว่าจะใช้อำนาจในดาบวิถีเล่มนั้นได้!”
“กาลก่อน อี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยวล้วนใช้ดาบวิถีเล่มนั้นช่วยตนเองรอดจากวิกฤตรอบแล้วรอบเล่า”
“แต่ต่อหน้าข้าผู้นี้ สมบัตินี้…ช่วยเจ้าในวันนี้ไม่ได้หรอก!”
ว่าแล้ว ตี้เอ้อก็ยกมือขวาขึ้น ถูนิ้วโป้งและนิ้วชี้เบาๆ ขณะกล่าวช้าๆ ว่า “หรือเจ้าจะให้ข้าประจักษ์เสียยามนี้เล่าว่าเจ้าเตรียมวิธีใดมาจัดการกับข้า?”
ดูเหมือนเขาจะแสดงความดูถูกเหยียดหยาม แต่ซูอี้รู้ว่าตี้เอ้อกำลังลองเชิง!
หาไม่ หากอีกฝ่ายไม่สนใจจริงๆ เกรงว่าคงลงมือไปแล้ว ไฉนต้องพูดมากความ?
ทว่าซูอี้ก็ตั้งใจฉวยโอกาสนี้ถามบางอย่างจากอีกฝ่ายเช่นกัน
“ข้าไม่ได้รีบร้อน แต่สงสัยนัก กู่ฮวาเซียนและเจียวมู่เล่า ไฉนมิมากับเจ้าด้วย?”
ซูอี้กล่าว
กู่ฮวาเซียนคืออาจารย์ของหลู่ชิงเหมย
และเจียวมู่ก็เป็นตัวตนบรรพกาลฝ่ายเดียวกับตี้เอ้อเหมือนเฒ่าค่อม
ณ วิถีเชื่อมดาราก่อนหน้านี้ พวกเขาร่วมมือกับตี้เอ้อมาขัดขวางเขา
และกาลก่อน คนเหล่านี้ก็คือผู้ฆ่าอี้เต้าเสวียน!
ทว่าวันนี้ นอกจากเฒ่าค่อม เจียวมู่กับกู่ฮวาเซียนกลับไม่ได้ปรากฏตัว ทำให้แผนบางส่วนที่ซูอี้เตรียมมาเสียเปล่า
ตี้เอ้อหัวเราะหึ “เจ้าประมาณตนสูงเกินไปแล้ว แค่จัดการกับร่างเวียนวัฏกระจอกๆ อย่างเจ้า ไฉนต้องให้ทุกผู้ร่วมมือกันด้วย?”
ซูอี้รำพึง “น่าเสียดาย”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปกวาดตามองไปไกล “ถึงกาลตัดสินแพ้ชนะแล้ว ทุกท่านยังจะเอาแต่มองจากข้างๆ อยู่อีกหรือ?”
ตี้เอ้อทำเพียงมองเฉยๆ ไม่ได้หยุดซูอี้ เขาก็ดูจะอยากเห็นเช่นกันว่าจะมีผู้ใดกล้าปรากฏตัวขึ้นอีก
เนิ่นนานจากนั้น ไร้ผู้ใดตอบกลับ
เป็นการแสดงจุดยืนในตัวเอง
มันพิสูจน์ว่าไร้ผู้ใดกล้าแทรกแซงในยามนี้แม้สักคน และไร้ผู้ใดเลือกช่วยซูอี้หรือตี้เอ้อในยามนี้
การไม่ช่วยผู้ใดมองได้ว่าเป็นการวางตัวเป็นกลาง
แต่ก็ยังตัดความเป็นไปได้ว่าจะมีผู้ฉวยโอกาสลงมือยามซูอี้กับตี้เอ้อสู้กันไม่ได้เช่นกัน!
“เช่นนี้ก็ได้”
ซูอี้ละสายตากลับมามองตี้เอ้ออีกครั้ง และกล่าวว่า “เจ้ามีสัมพันธ์อันใดกับเจ้าของประกาศิตกำเนิดวิถี?”
ประกาศิตกำเนิดวิถี!
ยามจอมเทพอวิ๋นเหอปรากฏตัวขึ้นกาลก่อน วัตถุชิ้นนี้เองที่ทำให้ตัวตนบรรพกาลจากสถานที่ไร้นามกลุ่มหนึ่งล่าถอยไปตามบัญชา
แต่แทบไร้ผู้ใดที่นี่ทราบว่าเจ้าของประกาศิตกำเนิดวิถีคือผู้ใด
แต่ซูอี้รู้!
ในโลกเทพแต่บรรพกาล มีตัวตนในตำนานเพียงกลุ่มน้อยผู้สามารถย่างก้าวสู่ธารนทีแห่งโชคชะตาได้โดยแท้จริง
เจ้าของประกาศิตกำเนิดวิถีคือหนึ่งในนั้น
คนผู้นี้มีนามว่าลู่ซื่อ!
โลกหล้าขนานนามยกย่องเขาเป็น ‘ราชันเทพปฐมกาล’ !
นับแต่ที่อี้เต้าเสวียนท่องสัญจรอยู่ในโลกเทพ ลู่ซื่อก็เป็นหนึ่งตำนานผู้ก้าวสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาแล้ว!
ตี้เอ้อขมวดคิ้ว กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยชา “เรื่องพรรค์นี้เกี่ยวอันใดกับเจ้า? รู้แล้วเช่นไร? มันไม่อาจเปลี่ยนจุดจบของเจ้าได้อยู่ดี!”