ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 363 วันส่งท้ายปีเก่า
ตอนที่ 363 วันส่งท้ายปีเก่า
ตอนที่ 363 วันส่งท้ายปีเก่า
เมื่อสองวันที่แล้ว เอ้อหลางกลับมาเยี่ยมเยือนครอบครัว เขาไม่ได้กลับมามือเปล่า แต่กลับมาพร้อมอาชีพทำมาหากินที่สามารถสร้างเงิน แม่นางเฉินอาศัยบารมีของลูกชายใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแข็งข้อกับแม่เฒ่าจู เมื่อใดที่แม่เฒ่าด่าทอนางด้วยคำหยาบคาย นางก็จะตอบกลับด้วยคำพูดน่าอับอายเพียงสองประโยค
เมื่อสถานการณ์กลับตาลปัตร แม่เฒ่าจูจึงวิตกว่าแม้แต่ลูกสะใภ้ผู้ที่ไร้ประโยชน์ที่สุด ตนก็ไม่สามารถควบคุมนางได้แล้วหรือ? หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ตนคงต้องตายอย่างโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดดูแลปรนนิบัติจริง ๆ หรือ?
แม่เฒ่าจูพลันครุ่นคิดพร้อมวางแผนในใจ
วันนี้คือวันส่งท้ายปีเก่า ทุกคนในครอบครัวจะต้องมารวมตัวกันรับประทานอาหารเย็นเพื่อความเป็นมงคล แม่เฒ่าจูจึงตัดสินใจเผชิญหน้ากับบุตรชาย อย่างไรเสียเขาไม่มีทางต่อต้านเป็นแน่ ขอเพียงเจ้ารองอ่อนข้อยอมตอบตกลง ตนก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ดังนั้นนางจึงต้องฉวยโอกาสนี้ควบคุมเขาให้อยู่หมัด!
แม่เฒ่าจูเม้มริมฝีปากแน่นพลางจ้องมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตาก้าวร้าว หากวันนี้เขาไม่ยอมหย่ากับภรรยา นางจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้ขาดสะบั้น
แม่นางเฉินยืนอยู่ข้างหลังแม่เฒ่าจูพลางเอนกายพิงกรอบประตูพร้อมกล่าวเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนอย่างเบิกบานใจ “พี่รอง วันนี้วันมงคล ท่านทำตามที่ท่านแม่ขอเถิด อย่าสร้างปัญหาให้นางเลย…”
ขณะเดียวกันเอ้อหลางประคองผู้เฒ่าหยุนเดินออกมาจากห้องชั้นบน สีหน้าของชายชราทั้งเดือดร้อนใจและเต็มไปด้วยโทสะ จากนั้นตะโกนไปทางแม่เฒ่าจู “อ่า… อ่า”
แม่เฒ่าจูทำทีเป็นหูทวนลมพลางเงยหน้ามองใบหน้าคล้ำแดดของหยุนลี่เต๋อ ในใจของนางรู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อยและคิดว่าบุตรชายคนรองของตนใกล้จะใจอ่อนเต็มทนแล้ว มุมปากของนางพลันยกยิ้มบาง ๆ
“อ่า… อ่า!” ผู้เฒ่าหยุนเป็นกังวลยิ่งนัก ด้วยเดินออกไปหน้าเรือนอย่างรีบร้อน เขาจึงบังเอิญทำไม้เท้าหลุดมือตกไปอยู่ที่เท้าของแม่นางเฉิน
“ท่านแม่” หยุนลี่เต๋อกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “หากท่านไม่ยอมรับครอบครัวของข้า เช่นนั้นพวกเราก็กลับกันเถิด” ไม่รอให้แม่เฒ่าจูตอบสนอง เขารีบจูงมือแม่นางเหลียน หยุนเชวี่ย และเสี่ยวอู่เดินกลับทันที
แม่เฒ่าจูตะลึงงัน บุตรชายของนางจากไปแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้น แม่เฒ่าจึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพลางตบต้นขาและร้องคร่ำครวญทันที “เจ้าลูกอกตัญญู วันนี้เป็นวันตรุษจีน แต่เจ้ากลับทำให้ข้าโกรธจนแทบกระอักเลือด! โตจนปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ ได้เมียแล้วลืมแม่! มีชีวิตอยู่จะมีความหมายอะไรอีกเล่า ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”
แม่นางเหลียนเม้มริมฝีปากพลางกำมือแน่น ในขณะที่ขอบตาพลันแดงระเรื่อ
หยุนลี่เต๋อไม่กล่าวคำใด
เมื่อเห็นว่าบีบเค้นน้ำตาเท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์ แม่เฒ่าจูจึงใช้ไพ่ตายด้วยการลุกขึ้นยืนเอาศีรษะโขกกำแพง จากนั้นตะโกนเสียงดัง เพราะกลัวว่าหยุนลี่เต๋อจะไม่หันมามอง “อย่าห้ามข้า ใครหน้าไหนก็ไม่ต้องมาห้ามข้า ปล่อยให้ข้าตายไปเสีย! หากข้าตายไป มันคงจะพอใจ!”
แม่นางเฉินมองภาพด้านหน้าด้วยความตื่นเต้น ด้วยเกรงว่าใต้หล้ายังวุ่นวายไม่พอ นางหวังให้แม่เฒ่าตายไปเสียที่นี่ เพราะในอนาคตชีวิตของนางจะได้รุ่งโรจน์เช่นผู้อื่นบ้าง ฉะนั้นจึงทำเพียงยืนกอดอกไม่ห้ามปราม ทั้งยังถอยหลังไปอีกสองก้าวเพื่อเปิดทางให้แม่เฒ่า
“ข้าจะกลับบ้านก่อน ท่านพี่ไปดูนางเถิด” เนื่องจากทนเห็นหยุนลี่เต๋อลำบากใจไม่ได้ แม่นางเหลียนจึงเช็ดน้ำตาตรงหางตาพลางกล่าวออกมา
สีหน้าของหยุนลี่เต๋อหม่นหมอง แก้มทั้งสองข้างเกิดริ้วรอยจากความตึงเครียด เขาหยุดฝีเท้าพร้อมกล่าวคำเบาว่า “กลับบ้านด้วยกันเถิด”
แม่นางเหลียนพยายามกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถ ทว่าท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว น้ำตาร้อนผ่าวที่ไหลออกมากลายเป็นน้ำเย็นในชั่วพริบตา ลมเย็นพัดปะทะใบหน้า ทำให้เจ็บปวดราวกับโดนมีดเสียดแทง
หยุนลี่เต๋อเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดเข้ามาห้าม แม่เฒ่าจูผู้สิ้นหวังจึงหยุดเอาศีรษะกระแทกกับผนัง ด้วยเกรงว่าร่างกายอันแก่ชราของตนจะได้รับบาดเจ็บเข้าจริง นางจึงทรุดตัวลงตรงประตูพลางแหงนหน้าขึ้นฟ้าและส่งเสียงโวยวาย
ผู้เฒ่าหยุนโกรธเคืองภรรยาจนร่างกายสั่นเทา แววตาของเขาอัดแน่นไปด้วยโทสะ แม้เปล่งเสียงออกมาไม่ได้ก็ตาม ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้เอ้อหลางผู้ที่เคยลูบแผ่นหลังของชายชราเพื่อปลอบประโลมอย่างสุดกำลังจนทำให้เขาอารมณ์เย็นลง
“จุ๊ ๆ พี่รองช่างไร้สามัญสำนึก เขากลับไปแล้วหรือ?” แม่นางเฉินเดาะลิ้นด้วยความเสียดาย “เขาไม่แม้แต่จะแบ่งของกินให้ ใจดำเสียจริง”
“ท่านแม่ ท่านพูดให้น้อยลงเถิด” เอ้อหลางค่อย ๆ พยุงผู้เฒ่าหยุนเดินกลับเข้าไปในห้อง
แม่นางเฉินเบ้ปาก “มิใช่ว่าข้าพูดถูกหรอกหรือ? พี่รองร่ำรวย ทุกครั้งที่ไปเรือนของเขา เขาแบ่งอะไรให้เจ้ากินบ้างเล่า? ยิ่งรวย ยิ่งตระหนี่ ยิ่งรวยก็ยิ่งมีความเป็นมนุษย์น้อยลง!”
เอ้อหลางไม่ตอบโต้ เขาพยุงผู้เฒ่าหยุนไปนอนยังเตียงนอน จากนั้นเดินหายเข้าไปในห้องครัว
ในห้องครัวมีขาหลังหมูหนึ่งขาแขวนอยู่บนผนัง นอกจากนี้ยังมีเนื้อไก่ป่าและกระต่ายป่าตากแห้งอีกด้วย ซึ่งเนื้อสัตว์เหล่านี้ต่างเป็นสิ่งที่ลุงรองของเขานำมามอบให้ หากไม่ใช่เพราะแม่เฒ่าจู พวกเขาคงไม่ได้กิน
เอ้อหลางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นนำหม้อน้ำอันเย็นเยียบตั้งบนเตาถ่านและเตรียมจุดไฟ
แม่นางเฉินเดินตามลูกชายเข้าไปและชี้ไปที่ตู้ไม้ “ด้านในมีแป้งสาลีเหลืออยู่หนึ่งห่อ วันนี้พวกเราทำเกี๊ยวกินกันเถอะ”
เอ้อหลางมองตามนิ้วมือของมารดาพลางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ครอบครัวไหนไม่กินเกี๊ยวในวันฉลองปีใหม่บ้าง” แม่นางเฉินเร่งเร้า “รีบทำไส้เร็วเข้า เนื้อครึ่งหนึ่ง มันหมูครึ่งหนึ่ง ใส่เนื้อเยอะ ๆ ผักน้อย ๆ อย่าตระหนี่ไปเลย”
เอ้อหลางจ้องมองขาหมูที่แขวนอยู่บนผนัง
“เจ้าใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกอย่างสุขสบายจะรู้อะไร” แม่นางเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ข้าต้องทนกินรำและผักบุ้งทุกวัน ในท้องมีเพียงน้ำมันและน้ำเปล่า ย่าของเจ้าไม่ยอมให้ข้ากินอิ่มแม้แต่มื้อเดียว ดูสิ น้องสาวของเจ้าแทบจะอดตายอยู่แล้ว ร่างกายมีเพียงหนังหุ้มกระดูก”
เมื่อกล่าวถึงหยุนเซียง เอ้อหลางที่เป็นพี่ชายคนโตก็แสดงท่าทีอ่อนไหวเล็กน้อย
เอ้อหลางหนีออกจากบ้านไปเพียงไม่กี่เดือน ก่อนหน้านี้น้องสาวของเขายังคงมีน้ำมีนวลเหมือนเด็กคนอื่น ทว่าขณะนี้นางผอมแห้งจนแทบจำไม่ได้
เอ้อหลางขบกรามแน่น จากนั้นนำขาหมูที่แขวนอยู่บนผนังลงมาแล่เนื้อเป็นชิ้นใหญ่
แม่นางเฉินเผยท่าทีมีความสุขพลางกล่าว “แล่เนื้อเพิ่มอีกสักหน่อย แล่ตามลายไขมันสิ อย่าขี้งกไปเลย ตรุษจีนแล้วเราต้องกินให้อิ่มหนำสำราญ”
เสียงทำอาหารดังออกมาจากห้องครัว แม่เฒ่าจูนั่งอยู่บนธรณีประตู ขาทั้งสองข้างชาวาบ บั้นท้ายเย็นเฉียบ หลังจากโวยวายด่าทอจนเหนื่อย นางก็เข้าใจสัจธรรมหนึ่งข้อ
ไม่มีผู้ใดสนใจนางเลย
แม่เฒ่าจูเริ่มร่ำไห้พลางตะโกนด่าทออีกครั้งพร้อมครุ่นคิดว่าตนเป็นเพียงคนแก่ไร้ประโยชน์ หากตายไปคนเหล่านั้นคงมีความสุขไม่น้อย
เมื่อคิดเช่นนั้น หญิงชราที่คอยชี้นิ้วบงการผู้อื่นมาตลอดชีวิตจะยินยอมได้อย่างไร?
แม่เฒ่าจูลุกยืนขึ้นก่อนวิ่งเข้าไปในห้องครัวและเริ่มก่นด่า
“กิน ๆ ๆ กินได้ทั้งวี่ทั้งวัน แม้แต่ลูกชายของข้ายังทนนิสัยเกียจคร้านของเจ้าไม่ได้ ยังหน้าด้านอาศัยอยู่ในบ้านของข้าอีก ถุย! นังหญิงเจ้าเล่ห์! เนื้อเหล่านั้นเป็นของเจ้ารึ?!”
เอ้อหลางกำมีดทำอาหารแน่นพลางเหลือบมองแม่เฒ่าจูอย่างอดกลั้น
“มองอะไร ไอ้เด็กเวร คิดจะต่อต้านข้าเช่นกันหรือ?” แม่เฒ่าจูหวาดกลัวแววตาดุร้ายของหลานชาย อารมณ์โมโหจึงเย็นลงบ้าง ทว่าริมฝีปากกลับไม่ยอมแพ้ “เจ้าหนีออกจากบ้านไปกี่เดือน ไม่เห็นแม้แต่เงา หากคิดว่าตนเก่งกล้าและมีความสามารถพอก็ตายอยู่ข้างนอกเสีย อย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้า!”
เอ้อหลางไม่กล่าวคำใด เขากระแทกมีดลงกับเขียงไม้จนเสียงดัง ตึง!
แม่เฒ่าจูตกใจกลัวจนเข่าแทบทรุด นางก้าวถอยหลังสองก้าว
โบราณกล่าวไว้ว่าเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกจะเป็นช่วงวัยที่ดื้อด้านและอารมณ์ร้อนที่สุด ฉะนั้นแม่เฒ่าจูจึงรู้สึกเกรงกลัวหลานชายผู้นี้ เนื่องจากเขาอาจบันดาลโทสะและสามารถบั่นคอตนได้ในคมมีดเดียว
เอ้อหลางเผยสีหน้ามืดมน ดวงตาทั้งคู่จ้องเขม็งไปยังแม่เฒ่าจู จากนั้นหยิบมีดขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นออกแรงสับหมูจนเสียงดังทั่วบริเวณพลางหันไปกล่าวกับแม่นางเฉิน “ท่านแม่ ล้างขิงมาสองแง่งขอรับ”
“ได้สิ!” แม่นางเฉินผู้มีบุตรชายหนุนหลังฉีกยิ้มกว้างให้แม่เฒ่าจู เผยให้เห็นฟันสีเหลืองซี่ใหญ่น่าขยะแขยง
แม่เฒ่าจูสบถด่าสองสามคำก่อนเดินหลับไปยังห้องชั้นบน นางนั่งลงบนเตียงพลางร่ำไห้ตัดพ้อให้ผู้เฒ่าหยุนฟัง “ตาแก่เอ๊ย เจ้ารองช่างน่าผิดหวังเหลือเกิน มันกล้าขัดคำสั่งข้า ลืมไปเสียแล้วกระมังแล้วว่าข้าเป็นแม่ แม้แต่สะใภ้สามกับเดรัจฉานที่นางให้กำเนิดยังกล้าถอนหงอกข้า! ตาแก่เอ๊ย เจ้าไร้ประโยชน์เสียจริง เจ้าไม่สามารถสั่งสอนเดรัจฉานเหล่านี้ให้อยู่ในโอวาทได้ พวกเราสองคนอยู่ไม่สู้ตาย มีชีวิตอยู่แล้วมีความหมายอะไรเล่า…”
“อ่า… อ่า อ่า…” ผู้เฒ่าหยุนตบโต๊ะอย่างเต็มแรงพลางยกนิ้วขึ้นชี้แม่เฒ่าจู ดวงตาขุ่นมัวอัดแน่นไปด้วยโทสะ
แม่เฒ่าจูยิ่งสะอื้นไห้ “ตาแก่เอ๊ย เจ้าคนบาปหนา… เจ้ากลายเป็นคนป่วยนอนติดเตียงทั้งวัน ส่วนข้าก็กลายเป็นคนแก่ที่ต้องตายไปอย่างโดดเดี่ยว ทุกคนร่วมมือกันรังแกข้า ข้าไม่อยากอยู่แล้ว ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป!”
หญิงชราแผดเสียงเล็กแหลม ส่งผลให้คนฟังแสบแก้วหูยิ่งนัก นางยังคงตีโพยตีพายต่อไปไม่หยุดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ผู้เฒ่าหยุนพลันปวดศีรษะราวกับถูกตะปูขึ้นสนิมเจาะเข้าที่ขมับและแทงทะลุเข้าไปในสมอง
“เฮ้อ!” ผู้เฒ่าหยุนถอนหายใจยาวก่อนเบือนหน้าหนีและหลับตาลง
โดยปกติแล้วผู้ที่มีอุปนิสัยซื่อสัตย์มักยึดมั่นในความคิดของตน เมื่อตัดสินใจแล้ว พวกเขาจะหนักแน่นในตัวเลือกนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
ตลอดทางการเดินทางกลับ หยุนลี่เต๋อไม่หันกลับไปมองมารดาแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากมาถึงเรือน เขาก็ปิดประตูพลางสูดหายใจเข้าลึกก่อนพับแขนเสื้อขึ้น “ล้างมือให้สะอาดแล้วมาห่อเกี๊ยวกันเถอะ”
แม่นางเหลียนเผยท่าทีราวกับต้องการกล่าวบางอย่าง ทว่าก็หยุดเสียก่อน จากนั้นนางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ในห้องอากาศหนาว ข้าจะไปจุดเตาผิงก่อน”
“ข้าทำเองขอรับ ข้าทำเอง!” สืออีมีไหวพริบที่ดี เขาก้าวออกจากประตูสองก้าว อย่างไรเสียตนก็ไม่ใช่คนในครอบครัว สืออีไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลหยุน จุดมุ่งหมายเพียงข้อเดียวของเขาคือสร้างความประทับใจให้กับพ่อตาและแม่ยายในอนาคตเท่านั้น
“ท่านแม่…” หยุนเยี่ยนพยุงแม่นางเหลียนไปนั่งบนเตียงพลางส่งผ้าเช็ดหน้าให้มารดา นางไม่รู้ว่าจะกล่าวปลอบใจอย่างไรจึงยื่นยืมออกไปลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
ข้างนอกอากาศหนาวเหน็บ แม่นางเหลียนเพิ่งเดินตากลมหนาวจนมือทั้งคู่เย็นเยียบ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดได้ยินเพียงเสียงสะอื้นไห้ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดใจของนาง ขณะที่น้ำตาไหลพรากราวกับเขื่อนแตก
หยุนเชวี่ยยืนอยู่ข้างหยุนลี่เต๋อ นางกระตุกแขนเสื้อบิดาผู้ซื่อสัตย์เบา ๆ
สองมือหยาบกร้านของหยุนลี่เต๋อกุมมือหยุนเชวี่ยแน่นด้วยความประหม่า ชายฉกรรจ์สูงแปดฉื่อเหลือบมองบุตรสาวด้วยความรู้สึกผิดและทำอะไรไม่ถูก
หยุนเชวี่ยเชิดคางไปทางแม่นางเหลียนที่กำลังร้องไห้จนจมูกแดงระเรื่อ
หยุนลี่เต๋อถูฝ่ามือเปียกชุ่มเข้ากับหัวเข่าพลางเกาศีรษะ
หยุนเชวี่ยประทับใจกับภาพตรงหน้ายิ่งนักจึงอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วขึ้นปาดน้ำตาตรงหางตา วิเศษยิ่งนักที่บิดาของนางแต่งงานกับหญิงสาวผู้อ่อนโยนราวกับหยก ทั้งยังให้กำเนิดลูก ๆ ผู้มีความสามารถเช่นนี้ ช่างน่าอัศจรรย์เสียจริง
“ฮึก…” แม่นางเหลียนสะอื้นจนตัวโยน จากนั้นหอบหายใจอีกหลายครั้ง
ร่างกายอันแข็งแกร่งของหยุนลี่เต๋อสั่นเทา เขาลุกยืนขึ้นก่อนเดินเข้าไปหาภรรยา จากนั้นนั่งลงตรงหน้าของนางและยื่นมือออกไปปาดน้ำตาของแม่นางเหลียน “ข้ารู้ว่าเจ้าน้อยเนื้อต่ำใจ แต่อย่าร้องไห้เลยนะ ข้าจะทำอย่างไรดี เจ้าร้องไห้หนักเกินไปแล้ว เอาอย่างนี้ดีกว่า… เจ้าทุบตีข้าสองสามครั้งเพื่อระบายความโกรธออกมา ดีหรือไม่?”
บางครั้งมันอาจเป็นเรื่องดีหากไม่ปลอบประโลมผู้คนเมื่อเสียใจ เนื่องจากเมื่อถูกคนใกล้ชิดเข้ามาปลอบโยนแล้ว ความคับข้องในใจคนผู้นั้นอาจถูกระเบิดออก ทำให้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่และควบคุมอารมณ์ไม่ได้