ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 364 วันปีใหม่
ตอนที่ 364 วันปีใหม่
ตอนที่ 364 วันปีใหม่
เมื่อถูกหยุนลี่เต๋อปลอบใจเช่นนี้ แม่นางเหลียนจึงอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป นางหันหลังซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือ เสียงครวญในลำคอแปรเปลี่ยนกลายเป็นเสียงสะอึกสะอื้น หนึ่งเป็นเพราะความคับข้องใจ สองเป็นเพราะความสงสารที่มีต่อหยุนลี่เต๋อ แม่เฒ่าจูบีบบังคับลูกชายแท้ ๆ ของตนถึงขั้นนี้ได้อย่างไร?!
หยุนเชวี่ยดึงหยุนเยี่ยนออกมาพลางหันไปขยิบตาให้เสี่ยวอู่ สามพี่น้องพากันเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่ออกมาจากห้อง หยุนเชวี่ยก็พุ่งตัวไปที่หน้าต่างอย่างรวดเร็วพร้อมขยับเปิดหน้าต่างขึ้นด้วยความระมัดระวังทีละน้อย ก่อนจะหันไปหาหยุนเยี่ยนและเสี่ยวอู่พลางกรีดนิ้วสื่อความหมายบางอย่างทั้งที่ใบหน้าบูดบึ้ง
“นี่…” หยุนเยี่ยนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เก่า
ส่วนเสี่ยวอู่รีบโน้มศีรษะเข้าหาพี่สาวโดยไม่พูดอะไร
เมื่อหยุนลี่เต๋อเห็นว่าไม่มีคนอื่นอยู่แล้วจึงหันไปหาแม่นางเหลียน เขายกขาข้างหนึ่งลงยันพื้นไว้ ค่อย ๆ ดึงมือนางขึ้นมาตบไปที่หน้าอกตนเองสองหน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอน “ทุบตีข้าเสียเถิด อย่าอดกลั้นจนตนเองลำบากใจเลย ข้าไม่เจ็บหรอก”
แม่นางเหลียนร้องไห้คร่ำครวญขณะออกแรงตบครั้งแล้วครั้งเล่า
“ข้าช่างเป็นสามีที่ไม่ดีเอาเสียเลย วันตรุษแท้ ๆ กลับทำให้เจ้าได้รับความคับข้องใจ เจ้าระบายความโกรธออกมาเถิด อย่าทำให้ตนเองเสียอารมณ์เลย” หยุนลี่เต๋อจับข้อมือนางไว้ “เจ้าตีให้แรงกว่านี้อีกหน่อย ผิวกายของข้ากร้านหนานัก”
“ท่าน ท่านเสียสติไปแล้วรึ?” แม่นางเหลียนน้ำตาไหลพราก นางใช้มืออีกข้างปาดน้ำตาก่อนเปล่งเสียงสะอึกสะอื้นต่อไปอีกสองครั้ง “ผิวกายของท่านกร้านหนาย่อมไม่เจ็บปวด ทว่ามือของข้าเริ่มปวดแล้ว”
หยุนลี่เต๋อชะงักงันพลางมองไปรอบห้อง จากนั้นจึงหยิบไม้ขนไก่ปัดฝุ่นจากหัวเตียงส่งให้แม่นางเหลียน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่ เจ้าใช้สิ่งนี้แทนเสีย จะได้ทุ่นแรงในการตีไปได้เปลาะหนึ่ง” เขาเอ่ยพลางตบไหล่ซึ่งหนาแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อของตนเบา ๆ
แม่นางเหลียนจับจ้องไปยังสีหน้าโง่งมที่เต็มไปด้วยความจริงจังของเขา ทั้งรู้สึกใจเต้นแรง ทั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในเวลาเดียวกันจนอดหัวเราะไม่ได้ ไหนเลยจะลงมือทุบตีเขาได้ มือที่กำไม้ปัดขนไก่ยกขึ้นสูง แต่แล้วกลับปล่อยให้ร่วงตกลงมา
แรงที่ตกกระทบลงบนไหล่ของหยุนลี่เต๋อราวกับไม้ที่มาสะกิดต่อมคันของเขาเท่านั้น เขาขยับเข้าไปใกล้แม่นางเหลียนอีกครั้ง ใบหน้าดำคล้ำมองดูอีกฝ่ายด้วยสีหน้าและแววตาออดอ้อนประจบประแจง
“ท่าน…” สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดแม่นางเหลียนก็โยนไม้ปัดขนไก่ทิ้ง “ลุกขึ้นเร็วเถอะ อย่ามัวทำสีหน้าเช่นนั้นเลย”
“เช่นนั้นเจ้าก็หยุดร้องไห้เสีย” หยุนลี่เต๋อดึงมือนางมากอบกุมไว้อีกครั้ง
ครั้งนี้แม่นางเหลียนไม่พยายามดิ้นหรือสะบัดออก ทว่าน้ำตายังคงไม่หยุดไหล ยามนี้นางไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมากเท่าก่อนหน้านี้แล้ว หยุนลี่เต๋อมีอุปนิสัยซื่อสัตย์ ทั้งยังซื่อตรงจนเกินไป แม้แต่คำพูดสวยหรูยังไม่อาจสรรหามาใช้ปลอบประโลม ถึงอย่างไรก็ตามการกระทำของเขากลับทำให้นางรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
“รีบลุกขึ้นเถิด” แม่นางเหลียนฉุดดึงมือของเขา “ข้าทนเห็นท่านตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว วันปีใหม่ทั้งทียังไม่อาจร่วมวงกินอาหารกับครอบครัวอย่างมีความสุข…”
“ข้าเปล่าลำบากใจเสียหน่อย” แม่นางเหลียนยังไม่ทันกล่าวจบก็ถูกเขาขัดจังหวะ หยุนลี่เต๋อกล่าวต่อไป “ข้าไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยแม้แต่น้อย เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลไป ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตคู่จนถึงบัดนี้ตัวข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น เจ้าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับข้ามาสิบกว่าปี เผชิญทนทุกข์ทรมานเพียงใด แม้สักคำยังไม่เคยพร่ำบ่นกับข้า ฉะนั้นหากข้าไม่กล่าวขออภัยต่อเจ้าเห็นทีคงไร้สำนึกไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉาน…”
เดิมทีหยุนลี่เต๋อใคร่กล่าวถึงการควักเอาหัวใจของตนออกมาสารภาพผิดเพื่อปลอบใจนางด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงว่ายิ่งกล่าวนางยิ่งร้องไห้หนักข้อขึ้นทุกขณะ น้ำตาไหลพรากอาบสองพวงแก้มจนเปียกชื้น ซึมลึกลงมาถึงบริเวณคอเสื้อ
หยุนลี่เต๋อรู้สึกว่ามือและเท้าของตนดูเกะกะไปเสียหมด จะช่วยเช็ดน้ำตาออกก็เกรงว่าจะไม่ทันการ เห็นแม่นางเหลียนร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุดหย่อนอยู่ตรงหน้าเช่นนี้แล้วรู้สึกอึดอัดคับข้องจนแทบหายใจไม่ออก เขายื่นแขนออกไปดึงรั้งร่างของนางมาโอบไว้ในอ้อมกอด ลักษณะคล้ายปลอบโยนเด็กน้อยไม่รู้ประสา พร้อมตบและลูบหลังนางแผ่วเบา
หยุนเชวี่ยไม่รู้ตัวว่าหยุนเยี่ยนขยับเข้ามาใกล้ตนเองตั้งแต่เมื่อไร นางยื่นมือไปแตะน้องสาวด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายปิดหน้าต่างลงตามเดิม
เสี่ยวอู่ละสายตาจากภาพนั้นทันทีอย่างรู้ความ
แม่นางเหลียนถูกปลอบประโลมอยู่ไม่นานนักก็กลับคืนอารมณ์สู่สภาวะปกติ นางเรียกให้ทุกคนรีบเข้าบ้านมาช่วยกันห่อเกี๊ยวทั้งที่ดวงตายังบวมแดงจากการร้องไห้เมื่อครู่
สมาชิกทั้งหกนั่งล้อมรอบโต๊ะ หยุนลี่เต๋อรับหน้าที่รีดตัวแป้ง ส่วนคนอื่น ๆ รับผิดชอบด้านการห่อแป้ง แม้ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาออกจะใหญ่เทอะทะทว่าการกลิ้งไม้คลึงรีดแป้งกลับยืดหยุ่นเป็นอย่างดี แป้งแต่ละแผ่นมีขนาดเท่า ๆ กัน จากนั้นจึงทำการตัดให้เป็นวงกลมเรียบร้อย
แม่นางเหลียนห่อเกี๊ยวได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว เมื่อเติมไส้ไว้ตรงกลางแล้วใช้สองมือบีบเกี๊ยวให้ปิดแน่นสนิทเป็นแผ่นบาง แล้ววางซ้อนกันบนตะแกรงนึ่งที่ทำจากฟางข้าวจนดูคล้ายกับตุ๊กตาตัวอ้วนสีขาวที่นั่งเรียงรายเป็นแถว กระบวนการนี้ค่อนข้างครึกครื้นเป็นพิเศษ
หยุนเยี่ยนจีบแป้งได้เชื่องช้ากว่าผู้เป็นแม่ ทว่าด้วยฝีมือที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างประณีตทำให้ไม่มีสักชิ้นที่ตัวไส้โผล่ออกมา
ส่วนคนที่เหลือมีฝีมืออยู่ในขั้นสมัครเล่นที่ต้องการมีส่วนร่วมกับครอบครัว เสี่ยวอู่นวดแป้งแผ่นเล็ก ๆ กลิ้งไปมา ประเดี๋ยวก็ปั้นเป็นรูปปลา ประเดี๋ยวก็ปั้นเป็นรูปไก่ ดูสนุกสนานยิ่งนัก
หยุนเชวี่ยคิดค้นห่อเกี๊ยวให้มีรูปร่างผิดแปลกออกไป ไม่ว่าจะเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกไม้ น้ำเต้า รูปคนยืน คนนั่ง หรือคนนอนคว่ำ ทั้งหมดนั้นทำขึ้นด้วยการช่วยเหลือของสืออีที่หวังปั้นแป้งเกี้ยวให้เป็น ‘ภาพครอบครัว’ ที่สมบูรณ์
“พวกเจ้าอย่าได้ปั้นเป็นรูปทรงประหลาดเกินไปนัก ห่อเป็นรูปทรงเช่นนั้นประเดี๋ยวถ้าโยนลงหม้อไปเกรงว่าไส้ด้านในจะไม่สุกเสีย” แม่นางเหลียนหัวเราะอย่างจนปัญญา
หยุนลี่เต๋อกล่าว “ปล่อยให้พวกเขาเล่นไปเถิด วันปีใหม่ทั้งที”
ใบหน้าของหยุนเชวี่ยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางเพิ่งเผยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจได้ไม่นาน แต่แล้วหยุนลี่เต๋อกลับกล่าวประโยคหลังออกมาอย่างไม่รีบร้อน “แต่ก่อนอื่นพวกเราต้องตกลงกันให้ดีเพื่อที่จะได้ไม่เสียของ หากชิ้นนั้นเป็นฝีมือใครปั้น ผู้นั้นก็ต้องกินเอง”
สืออีได้ยินดังนั้นจึงรีบแบ่งเขตแป้งเกี๊ยวปั้นสำเร็จกับหยุนเชวี่ยทันที แสดงให้เห็นว่าชิ้นที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย
เสี่ยวอู่รีบนำแป้งที่ปั้นเป็นก้อนกลมมารีดให้เป็นแผ่นบางโดยเลียนแบบท่าทางของหยุนลี่เต๋อ จากนั้นจึงหยิบแผ่นแป้งขึ้นมาสองแผ่นเพื่อห่อไส้ประกบกัน ทั้งยังบิดแป้งเพื่อทำสัญลักษณ์เป็นเครื่องหมาย
หยุนเชวี่ยได้แต่จับจ้องไปยังเกี๊ยวรูปน้ำเต้า ดอกไม้ และรูปทรงอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหน้าพลางกะพริบตาปริบ นางพึมพำกับตนเอง “ต้มนานกว่าปกติอีกสักหน่อยคงปรุงให้สุกได้กระมัง”
แม่นางเหลียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “นั่นขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของเจ้า”
หยุนเชวี่ย “มันต้องสุกอย่างแน่นอน”
ปรากฏว่าทฤษฎีความเชื่อมั่นนั้นค่อนข้างได้ผล ‘เกี๊ยวหลากรูปแบบ’ ของนางเริ่มลอยขึ้นลงอยู่ท่ามกลางน้ำเดือดจัดหลังจากโยนลงหม้อ จากนั้นก็บิดเบี้ยวอย่างไร้รูปทรง ในที่สุดก็สุกทั่วดี แต่กลับกลายเป็นเกี๊ยวเหนียว ๆ เสียอย่างนั้น
หยุนเชวี่ยทนมองสภาพเกี๊ยวที่เละบิดเบี้ยวโดยตรงไม่ได้ หลังจากพยายามฝืนใจกินอยู่หลายคำ ท้ายที่สุดจึงลอบเทแป้งทั้งหมดลงในกระบะอาหารของต้าหวง ซึ่งสุนัขอย่างต้าหวงไม่มีนิสัยเลือกกินแต่อย่างใด มันกระดิกหางอย่างเบิกบานใจขณะก้มหน้าก้มตากินจนหมดภายในอึดใจเดียว
หยุนเชวี่ยลูบหัวมันด้วยความเอ็นดูระคนปลื้มปีติ จากนั้นจึงถอนหายใจ “มีโชคลาภร่วมสุข มีทุกข์ร่วมกันแบ่งเบา ต้าหวง เราสองคนช่างมีวาสนาต่อกันนัก”
ต้าหวงพลิกตัวกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นแทบเท้านางอย่างมีความสุข
หลังจากมื้ออาหารเย็นในวันส่งท้ายปีเก่า ตามธรรมเนียมแล้วควรรั้งรออยู่ต่อจนกระทั่งฟ้าสาง ทันทีที่ได้ยินเสียงไก่ขัน คนรุ่นหลังต้องเข้าคารวะกราบไหว้ผู้ที่อาวุโสกว่าเพื่อกล่าวคำมงคลอวยพรปีใหม่ หากทำตามประเพณีแล้วจึงจะได้รับซอง ‘อั่งเปา’ จากผู้อาวุโสเหล่านั้นเป็นการตอบแทน
ขณะที่เวลาล่วงเลยมาเกินค่อนคืน หยุนเชวี่ยก็ไม่อาจอดทนคอยให้ถึงเช้าได้อีกต่อไป เปลือกตาบนและล่างของนางพยายามต่อสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดความสามารถ ในที่สุดจึงอ้าปากหาวร้องตะโกนว่าขอเข้านอนก่อน ส่วนเสี่ยวอู่นอนอยู่บนเตียงนานแล้ว เขาแนบหนังสือไว้ในอ้อมอกแล้วผล็อยหลับไป
วันตรุษปีใหม่ในยามเช้าตรู่
ทันทีที่หยุนเยี่ยนตื่นขึ้นจึงรีบเข้าไปปลุกหยุนเชวี่ย “วันนี้เจ้าอย่าได้นอนเกียจคร้านอยู่บนเตียง รีบตื่นขึ้นมาคำนับท่านพ่อท่านแม่เพื่ออวยพรปีใหม่เร็วเข้า”
หยุนเชวี่ยฝืนลืมตาตื่นขึ้นอย่างยากลำบาก นางยื่นมือไปสัมผัสเสื้อผ้าชุดใหม่ที่วางอยู่ตรงหัวเตียง เป็นเสื้อคลุมกันหนาวสีชมพูลูกท้อสดใส คอเสื้อแซมด้วยขนกระต่ายสีขาวสะอาดราวหิมะล้อมรอบเป็นวงกลม เนื้อผ้านิ่มลื่นมือ ทั้งยังมีกางเกงผ้าฝ้ายสีเดียวกัน ปลายขากางเกงตกแต่งด้วยขนสัตว์เช่นเดียวกันกับรองเท้าบูตสั้น หมวกบนศีรษะปักเป็นลายเมฆสีฟ้าอย่างประณีต เครื่องนุ่งห่มตั้งแต่หัวจรดเท้าล้วนใหม่เอี่ยม
“งามเหลือเกิน” หยุนเชวี่ยสวมใส่ชุดใหม่แล้วเอาแต่เดินวนไปมาอยู่ภายในห้อง รู้สึกประหนึ่งตนเองเป็นตุ๊กตาน่ารักจิ้มลิ้ม โดยเฉพาะขนกระต่ายที่ประดับอยู่บนคอเสื้อและปลายแขนเสื้อ ทั้งสวมใส่สบาย อบอุ่น และงดงามยิ่ง
คิ้วและแววตาของหยุนเยี่ยนเต็มไปด้วยความอ่อนโยนขณะพินิศดูน้องสาวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าชอบก็ดีแล้ว ท่านแม่ใช้ความคิดมากมายทีเดียวในการตัดเย็บชุดของเจ้า”
“ชอบเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยรีบจับเรือนผมที่ยุ่งเหยิงของตนทันที “พี่สาว ท่านช่วยหวีผมทำทรงให้ขมวดเป็นก้อนสองข้างให้หน่อยสิเจ้าคะ วันนี้ข้าจะได้กลายเป็นเด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในหมู่บ้าน ”
หยุนเยี่ยนหัวเราะคิกคัก
“พี่สาว ชุดใหม่ของท่านก็สวยงามไม่แพ้กันเลย” หยุนเชวี่ยนั่งลงบนเก้าอี้พลางหยิบกระจกขึ้นส่องใบหน้า โดยมีหยุนเยี่ยนซึ่งกำลังหวีผมให้นางอยู่ทางด้านหลัง “ฮิฮิ ประเดี๋ยวข้าคงต้องไปที่บ้านของท่านลุงอู๋เสียหน่อยเพื่อกล่าวคำอวยพรปีใหม่”
“เจ้านั่งให้ดี อย่าใจร้อนขยับไปมาให้มากนัก” หยุนเยี่ยนตระหนักดีว่าหยุนเชวี่ยกำลังจะกล่าวสิ่งใดต่อไป นางจึงทำเพียงหลุบตาลงด้วยความเขินอาย
สองสตรีพี่น้อง คนหนึ่งเรียบร้อยอ่อนโยน ส่วนอีกคนฉลาดเฉลียวและน่ารักเดินออกมาจากห้อง เดินตรงไปกราบไหว้คำนับหยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนก่อนเป็นลำดับแรก ทำให้สองสามีภรรยารู้สึกปลื้มปีติเสียจนไม่อาจหุบยิ้มได้ พวกเขารีบคลำหาเงินอั่งเปาปีใหม่จากใต้หมอนมอบให้พวกนางทันที
หยุนเชวี่ยเป็นฝ่ายอ้าปากกล่าวคำมงคลเพื่ออวยพร “ขอให้ท่านพ่อและท่านแม่และอยู่เย็นเป็นสุข ทุกสิ่งอย่างสมปรารถนา”
สองพี่น้องคำนับอวยพรเสร็จแล้วจึงเก็บเงินอั่งเปาไว้ให้เรียบร้อย ทั้งครอบครัวร่วมวงกินเกี๊ยวด้วยกันอย่างมีความสุข ครั้นจบมื้ออาหารแล้วจึงเดินทางออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นและอวยพรปีใหม่ตามบ้านต่าง ๆ วันนี้หมู่บ้านคึกคักเป็นพิเศษ บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ต่างกล่าวคำอวยพร ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในอ้อมแขนของเด็ก ๆ แต่ละคนเต็มไปด้วยขนมขบเคี้ยวขณะวิ่งแล่นไปทั่วทั้งหมู่บ้านโดยแบ่งกันไปเป็นสามถึงห้ากลุ่ม
เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงบ่าย เหล่าสตรีต่างก็มารวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือกันเรื่องงานเย็บปักและพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอย่างเป็นกันเอง ส่วนบรรดาผู้ชายก็สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ร่วมวงกันกินถั่วเหลืองผัด เต้าหู้คั่ว ทั้งยังร่ำสุรากันอย่างเบิกบานใจ
บ้านใหม่ของตระกูลหยุนกลายเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนต่างแวะเวียนกันมาอย่างครึกครื้นที่สุดในหมู่บ้าน ประการแรกเป็นเพราะหยุนเชวี่ยได้ติดต่อกับเฉียนเสี่ยวปังให้เขาช่วยสร้างงานสร้างอาชีพขึ้นในเขตตัวเมือง และแนะนำคนในหมู่บ้านให้ออกไปหารายได้รวมถึงเรียนรู้เกี่ยวกับงานฝีมือต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน พ่อแม่ของเด็ก ๆ ในหมู่บ้านจึงเดินทางมายังบ้านของนางเพื่อแสดงความขอบคุณ ประการที่สองคือเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สองสาวพี่น้องสวมใส่ในวันนี้ช่างสวยงามสะดุดตายิ่งนัก หญิงสาวหลายคนเห็นแล้วนึกชื่นชอบและอิจฉา จึงไหว้วานให้มารดาของตนเดินทางมาขอคำชี้แนะจากแม่นางเหลียน ประการที่สามคือเหล่าชายฉกรรจ์หลายคนในหมู่บ้านที่เดินทางแวะเวียนกันมาหลายคน เพราะเมื่อพวกเขาเห็นว่าหยุนลี่เต๋อสามารถล่าสัตว์และทำเงินจากมันได้อย่างมหาศาล ทั้งยังทำให้ครอบครัวไม่ขาดแคลนเนื้อสัตว์สำหรับอาหารการกิน จึงคิดมาขอคำชี้แนะเช่นกัน ท้ายที่สุดนี้… แน่นอนว่าบางคนเห็นครอบครัวหยุนมีชีวิตที่ดีเช่นนี้ พวกเขาจึงคิดถึงการสานสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ หญิงสาวหลายคนแวะเวียนกันมาถามหาหยุนเยี่ยนและหยุนเชวี่ยอ้างว่าต้องการพบปะพูดคุยกับนาง ทว่าแท้จริงแล้วพวกนางกลับจับจ้องไปยังสืออีตาไม่กะพริบ
จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงเย็น ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ บ้านหลังใหม่ตระกูลหยุนจึงสงบลงตามลำดับ
ขณะที่แม่นางเหลียนกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดถ้วยชาและจานบนโต๊ะ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “วันนี้ต้องพูดคุยรับแขกตลอดทั้งวัน เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่าตรากตรำทำงานในวันปกติเสียอีก ไหนจะแม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนที่มาในวันนี้ เพียงหวนนึกถึงขึ้นมาเท่านั้นเอง โอ๊ย! หูสองข้างของข้ายังอื้อไม่หาย…”
“สะใภ้จางไม่เยินยอเจ้าถึงเพียงนี้แน่หากไม่คาดหวังถึงผลประโยชน์อื่นใด เจ้าเองก็อย่าได้พูดคุยกับนางมากนักเลย” หยุนลี่เต๋อส่ายหน้าพร้อมกล่าวต่อไป “ข้าไม่คิดว่าเด็กแฝดสองคนนั้นจะเป็นที่พึ่งพาได้ ความคิดของพวกเขาเจ้าเล่ห์เกินไป”
แม่นางเหลียนเผยรอยยิ้ม “ยังมีผู้ใดคิดใคร่ครวญได้เจ้าเล่ห์เทียบเท่ากับลูกสาวคนรองของท่านอีกหรือ?”
“นั่นไม่เหมือนกัน ความคิดเจ้าเล่ห์ของลูกสาวเราล้วนใช้แต่ในหนทางที่ถูกต้อง ทว่าเด็กสองคนนั้นไม่เป็นเช่นนั้นเสียหน่อย” นานทีปีหนหยุนลี่เต๋อจึงจะเผยสีหน้าไม่พอใจออกมา อาจเป็นเพราะกังวลว่าลูกสาวของตนจะถูกคนรังแก
แม่นางเหลียนไม่รู้ว่าตนควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ดี ดี ลูกสาวของท่านประเสริฐไปเสียทุกสิ่ง ลูกสาวของท่านเนื้อหอมเสียยิ่งกว่าอะไรดี ส่วนลูกหลานผู้อื่นเป็นเพียงหัวไชเท้าหรือกะหล่ำปลีเท่านั้น ข้าเข้าใจแล้ว”
หยุนหลี่เต๋อเปล่งเสียงหัวเราะลั่นพลางพยักหน้าสนับสนุนความคิดดังกล่าวว่าถูกต้อง “วันนี้ข้าเห็นสะใภ้สามของตระกูลหวังมาที่นี่ด้วย เห็นนางพูดคุยกับเจ้าอยู่เป็นนาน หรือนางต้องการทวงถามถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว?”