ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 365 สืออีตกน้ำ!
ตอนที่ 365 สืออีตกน้ำ!
ตอนที่ 365 สืออีตกน้ำ!
ในหมู่บ้านมีเพียงสามครัวเรือนที่เดินทางเข้ามาเจรจาพูดคุยกับแม่นางเหลียนให้ช่วยเป็นแม่สื่อ ด้วยมีความตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะรับเขาให้แต่งเข้าเป็นลูกเขย ทว่าเมื่อถูกปฏิเสธอย่างอ้อมค้อมต่างก็ยอมแพ้ มีเพียงมารดาของหวังเอ้อยาที่ตามตื๊อซ้ำแล้วซ้ำเล่าและยังไม่ยอมแพ้
“ท่านว่าเด็กเอ้อยานั่นเป็นอย่างไร? ใช่ว่าจะแต่งออกเป็นสะใภ้ผู้อื่นไม่ได้แล้วเสียหน่อย เหตุใดจึงได้ยึดมั่นแต่จะเจาะปลายเขาวัวเช่นนี้? แม้แต่แม่ตนเองยังทำให้นางต้องลำบากใจวิ่งเทียวไปเทียวมาไปกลับบ้านเราครั้งแล้วครั้งเล่า” แม่นางเหลียนนึกจนปัญญาเช่นกัน “ต่อให้มาที่นี่อีกสองหน ข้าเองก็หมดคำกล่าวแล้ว เหตุใดนางถึงได้ดื้อรั้นนัก?”
“เอ้อยามีสายตาที่สูงส่ง ไม่แม้แต่จะชายตามองชายหนุ่มธรรมดาสามัญทั่วไป” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“แล้วหลานชายคนที่สองของตระกูลเหวินในหมู่บ้านเถาหลินผู้นั้นธรรมดาสามัญอย่างไรกัน? ตระกูลของเขามีทั้งผืนไร่นาและคอกปศุสัตว์ หนำซ้ำยังเป็นคนซื่อตรง เพียรร่ำเรียนอ่านตำรามาหลายปี เขียนได้ วาดภาพก็ยังได้” แม่นางเหลียนไม่เข้าใจ “ข้าไม่อาจล่วงรู้ความคิดของเด็กคนนี้ได้อย่างแท้จริง”
“อาจเป็นเพราะนางชอบชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาก็เป็นได้” หยุนลี่เต๋อหัวเราะคิกคัก “เจ้าเด็กหนุ่มแห่งตระกูลเหวินผู้นั้นเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ทว่าผิวหน้าของเขาประหนึ่งหลุดออกมาจากกองถ่าน ดำคล้ำยิ่งกว่าข้าเสียอีก ”
แม่นางเหลียนหลุดหัวเราะ “ใบหน้าที่ได้รับมาจากบิดามารดาจะแก้ไขอย่างไรได้? อีกอย่าง… มีเพียงใบหน้าหล่อเหลาแล้วจะมีประโยชน์อันใด? อุปนิสัยและวิถีชีวิตเท่านั้นจึงจะนำพาครอบครัวให้อยู่รอด ขยันขันแข็ง อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักทำมาหากิน”
“ใช่ ใช่ ใช่” หยุนลี่เต๋อพยักหน้าเพราะเห็นด้วยกับความเห็นของภรรยาอย่างที่สุด จากนั้นจึงกล่าวต่อว่า “หากจะกล่าวว่าเด็กเอ้อยาผู้นั้นดื้อรั้นก็ไม่ผิดนัก ทว่านางมีสายตาที่เฉียบแหลม นางอาจคิดว่าในเมื่อสืออีไร้พ่อแม่บังเกิดเกล้า ย่อมต้องตอบตกลงโดยปราศจากทางเลือกอื่น”
สืออีมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ทำงานอย่างคล่องแคล่ว เรียบร้อยรอบคอบทั้งยังรู้ความ ยึดความอ่อนโยนเป็นที่ตั้ง ทุกครั้งที่พบเจอผู้คนมักเผยรอยยิ้มอย่างมีมิตรไมตรี ทว่าเขากลับไม่เคยพึงใจในตัวผู้ใดเลย สองสามีภรรยาพูดคุยไปพลางก็สบตากันด้วยรู้สึกถึงบางอย่าง ก่อนทอดสายตามองออกไปตามช่องประตูห้องที่เปิดออกครึ่งหนึ่งไปยังลานบ้านโดยพร้อมเพรียงกัน
ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าต้าหวงกินมากจนไปหรือเป็นเพราะเกี๊ยวชามโตที่มันกินเข้าไปเมื่อคืนนี้ ทำให้วันนี้ทั้งวันมันได้แต่ฟุบนอนอยู่ในเพิงอย่างนั้น ท่าทางของมันดูเหี่ยวแห้งไร้ชีวิตชีวา บางครั้งก็สะอึกและเรอออกมาเป็นลมคล้ายว่าจะมีอาการท้องอืด
หยุนเชวี่ยเทน้ำอุ่นเติมในกระบะอาหารให้มันเล็กน้อย ท่วามันกลับไม่อยากกินน้ำเท่าไรนัก สืออีซึ่งนั่งยอง ๆ อยู่กับพื้นเอื้อมมือไปนวดคลึงบริเวณท้องของมัน จนมันเริ่มรู้สึกสบายขึ้น ทันใดนั้นมันจึงพลิกตัวนอนหมอบบนเท้าของตัวเองได้ หางกวาดไปกระดิกไปมาอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้า
เมื่อมองจากมุมห้อง จึงเห็นว่าทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน นานครั้งหยุนเชวี่ยจึงพูดอะไรออกมาบางอย่าง ซึ่งสืออีก็รีบเงยหน้าขึ้นรับฟัง คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและอดทน ภาพนั้นทำให้หยุนลี่เต๋ออดหัวเราะชอบใจไม่ได้
แม้แต่มุมปากของแม่นางเหลียนก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย นางจึงเอ่ยขึ้นอย่างอ้อมค้อม “ท่านว่า หากเด็กคนนี้อยู่ในบ้านของเราอย่างถาวรจะเป็นอย่างไร?”
หยุนลี่เต๋อยกยิ้มพลางพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ข้ามองว่าดี ข้ามองว่าดี!”
“แต่เชวี่ยเอ๋อของเรายังอายุน้อยนัก” แม่นางเหลียนรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย “พวกเราไม่สามารถชักช้าไปกว่าผู้อื่นได้ เพราะหากเขาเกิดชอบพอผู้ใดขึ้นมา แม้แต่เราก็ไม่อาจห้ามปรามได้เช่นกัน เฮ้อ…” แม้ยังไม่ทันสืบทราบชื่อแปดอักษร ทันใดนั้นความคิดหนึ่งกลับผุดขึ้นมาเสียก่อน นางรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งยวดกระทั่งเผลอถอนหายใจออกโดยไม่รู้ตัว นึกเสียใจที่นางไม่รีบคลอดลูกสาวคนรองให้เร็วกว่านี้สักปีสองปี
“เพียงสองถึงสามปีเท่านั้นเอง เวลาผ่านไปเร็วนัก” หยุนลี่เต๋อกลับใจเต้นแรงขึ้นกว่าเก่า เขายิ้มกว้างและเปล่งเสียงหัวเราะ “ถึงอย่างไรพวกเราก็ถือว่ารู้เบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมดแล้ว หากสะใภ้สามตระกูลหวังมาที่นี่อีกครั้ง เจ้าจงบอกความแก่นางให้ชัดเจน”
“ว่าอย่างไรนะ?!” แม่นางเหลียนไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ท่านคงไม่ให้ข้าบอกกับมารดาของหวังเอ้อยาว่าบ้านของเราเองก็พึงใจให้สืออีแต่งเข้าเป็นลูกเขยหรอกกระมัง? เชวี่ยเอ๋อยังเล็กนัก ในฐานะที่ข้าเป็นแม่ ข้าไม่อาจกล่าวเช่นนั้นได้…”
“ไม่จำเป็นต้องตรงไปตรงมาถึงเพียงนั้น” หยุนลี่เต๋อโบกมือ “เจ้าเพียงต้องยืนกรานอย่างเด็ดขาดว่าสืออีมีความคิดที่หนักแน่นมั่นคง และเขาไม่เต็มใจที่จะแต่งงาน พวกเราไม่ใช่พ่อแม่บังเกิดเกล้าของเขา ต่อให้หว่านล้อมให้ตายก็ไม่สามารถตัดสินใจแทนเขาได้”
หยุนเชวี่ยถูกจัดการวางตัวไว้แล้วอย่างชัดเจน ทว่าเจ้าตัวกลับไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเกิดเรื่องใดขึ้นบ้าง นางรู้สึกเพียงว่าตอนถึงช่วงอาหารมื้อเย็น ท่านพ่อและท่านแม่ของนางดูกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ ทั้งสองต่างสบตากันเป็นครั้งคราว จากนั้นจึงมองหน้ากันยิ้ม ๆ ทั้งยังคีบอาหารใส่ในชามของสืออีบ่อยครั้ง
ท่ามกลางความกระตือรือร้นของว่าที่พ่อตาและแม่ยาย วันนี้สืออีไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจจากพวกเขาแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเจริญอาหารมากกว่าทุกครั้ง แม้เอร็ดอร่อยทว่าไม่ตะกละตะกลามจนไร้มารยาท เสียงเคี้ยวข้าวไม่เล็ดลอดหลุดออกมาสักแอะ แม้แต่การเลียปลายนิ้วก็ยังดูสุภาพสบายตาอย่างน่าประหลาดใจ
บางทีอาจเป็นเพราะสายตาของว่าที่แม่ยายที่มองว่าที่ลูกเขย แม่นางเหลียนยิ่งมองก็ยิ่งชื่นชอบในตัวอีกฝ่าย นางเผยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความโอบอ้อมอารีออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้หยุนเชวี่ยซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างและคอยสังเกตพลางกัดปลายตะเกียบรู้สึกถึงความแปลกประหลาดนั้น
หลังมื้ออาหารเสร็จสิ้น หลังจากทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว สมาชิกในครอบครัวจึงนั่งล้อมวงพูดคุยกัน
แม่นางเหลียนบอกกล่าวกับสืออีว่ามารดาของหวังเอ้อยามาที่นี่ในครั้งนี้ด้วยเงื่อนไขที่ดียิ่งขึ้น พวกเขาบอกว่าไม่ต้องการเงินค่าสินสอดแม้แต่หนึ่งเหรียญ หวังเพียงให้เขายอมแต่งงานกับหวังเอ้อยา และยังจะยกบ้านทั้งสามหลังรวมถึงที่ดินสิบไร่ให้อีกด้วย พอแต่งงานแล้วก็ให้ทั้งสองย้ายออกไปสร้างครอบครัวเพียงลำพัง ไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระใด ๆ ทั้งสิ้น
“จุ๊ จุ๊…” หยุนเชวี่ยซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวหยอกล้อ “เจ้าจะหาเรื่องราวดีงามเช่นนี้ได้จากหนใดอีก? อย่างน้อยก็ลดเวลาดิ้นรนสร้างตัวได้ถึงห้าปี รีบตอบรับเร็วเข้า”
“อย่าเอ่ยแทรก” แม่นางเหลียนชำเลืองมองลูกสาวแวบหนึ่ง “เจ้าแสดงความคิดเห็นมากเกินไปแล้ว แม่ไม่ได้ถามเจ้าเสียหน่อย” กล่าวจบนางจึงหันไปมองสืออีอย่างรอคอย “เจ้าคิดเห็นอย่างไร ลองบอกกล่าวให้อาฟังได้หรือไม่?”
สืออีนึกจนปัญญาขึ้นมาอีกครั้ง มือข้างหนึ่งกุมหน้าผาก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนสำรวจมองใบหน้าของหยุนเชวี่ย “ท่านอา ท่านเคยถามเรื่องนี้กับข้ามากกว่าสามถึงสี่รอบแล้ว”
“ทว่าเจ้าก็ยังไม่ยอมตอบตกลงสักครั้งมิใช่รึ?” ครั้นแม่นางเหลียนกล่าวจบก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าสีหน้าของตนอาจฉายชัดซึ่งความยินดีเกินควร จึงรีบกดมุมปากลงฉับพลันพร้อมกระแอมเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อน “อะแฮ่ม นั่นเป็นเพราะว่ามารดาของหวังเอ้อยาเทียวไปเทียวมาที่บ้านของเราหลายหน และทุกครั้งนางก็ต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผล”
“ท่านอา บางทีท่านควรให้ข้าเดินทางไปปฏิเสธนางถึงที่ด้วยตนเอง” สืออียังเผยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจเริ่มหมดความอดทนแล้ว หวังเอ้อหยาคือผู้ใดกันแน่? เหตุใดจึงเอาแต่ตามรังควานเขาไม่หยุดหย่อนเสียที!
“ไม่ดี ทำเช่นนั้นไม่ดีหรอก” แม่นางเหลียนรีบโบกมือห้ามปรามเขาไว้ “หากทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการดูหมิ่นให้นางเสียหน้า ต่อให้เจ้าปฏิเสธจนตายถึงอย่างไรทางนั้นก็ไม่ยอมเช่นเดียวกัน วันพรุ่งนี้อาจะไปที่บ้านของนางเพื่อพูดคุยเรื่องนี้เอง”
“ข้าไม่แต่ง” สืออีกล่าวย้ำ
“เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่เจ้า” แม่นางเหลียนพยักหน้ารับ แต่แล้วก็อดเอ่ยถามขึ้นไม่ได้ “ทว่าเจ้าเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ไม่ช้าก็เร็วจำเป็นต้องแต่งภรรยา ฉะนั้นหากมีผู้อื่นเอ่ยถามก็ให้บอกว่าเจ้าให้อาสะใภ้และท่านลุงของเจ้าเป็นผู้ตัดสินใจ”
กล่าวจบแล้วแม่นางเหลียนหันไปสบตาหยุนลี่เต๋อ ซึ่งหยุนลี่เต๋อไม่อ้อมค้อมแต่อย่างใด กลับกล่าวออกอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าจะรีบร้อนไปไย? ยังหนุ่มแน่นไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเรื่องนี้นักหรอก อีกสองปีก็นับว่ายังไม่สายเกินไป สมัยที่ข้าแต่งงานกับอาสะใภ้ของเจ้า ข้าอายุตั้งสิบแปดย่างสิบเก้าปี อย่าได้กลัวที่จะรอคอยอาหารชั้นเลิศสักมื้อ…”
“แค่ก…” แม่นางเหลียนสำลักน้ำลายก่อนหันไปกลอกตาใส่เขา
หยุนลี่เต๋อยกมือขึ้นเกาศีรษะ ตระหนักว่าตนเองอาจกล่าวถ้อยคำตรงไปตรงมาจนเกินไป จึงรีบกล่าวเสริม “เจ้าวางใจเสียเถิด คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตนเอง เรื่องราวของอนาคตค่อยว่ากันทีหลัง”
“ข้าเห็นควรตามที่ท่านลุงกล่าวขอรับ” สืออีโค้งศีรษะลงอย่างนอบน้อม “เช่นนั้นก็รอต่อไปอีกสองสามปี ไม่รีบร้อนขอรับ”
วันที่สองของเทศกาลวันตรุษ
แม่นางเหลียนตั้งใจหิ้วไก่ฟ้าอวบอ้วนตัวหนึ่งเพื่อนำไปเยี่ยมเยียนบ้านตระกูลหวัง จากนั้นจึงเดินไปยังห้องของครอบครัวสามเพื่ออธิบายเจตจำนงของตนให้มารดาของหวังเอ้อยาได้รับทราบ แม่นางเหลียนกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน “เด็กคนนั้นมีความคิดอ่านที่หนักแน่นแน่วแน่นัก ข้าไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของเขาจึงไม่สามารถตัดสินใจแทนเขาได้”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า?” มารดาของหวังเอ้อยารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง “ข้าอุตส่าห์ยินยอมให้ลูกสาวแต่งงานออกเรือนไป ไม่ต้องการให้เขาแบกรับภาระของตระกูล ซ้ำยังจะมอบไร่นาและบ้านให้เขาสำหรับสร้างครอบครัว ถึงขั้นนี้แล้วเหตุใดจึงไม่ยินยอมอีกเล่า?”
“เห็นทีคงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว แตงโมอ่อนจะมีรสหวานได้อย่างไร?” แม่นางเหลียนพยายามจูงมือนาง งัดทุกหนทางออกมาเกลี้ยกล่อม “ฐานะทางบ้านของเจ้าออกจะดีถึงเพียงนี้ หากคิดจะเฟ้นหาลูกเขยสักคนคงไม่ยากเกินความสามารถ”
“เจ้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าไม่รู้จักนิสัยดื้อรั้นของเอ้อยาดีพอ…” มารดาของหวังเอ้อยาส่ายหน้าอย่างเศร้าสลด “เฟ้นหาลูกเขยไม่ใช่เรื่องยาก ทว่ากว่าจะเสาะหาผู้ที่นางพึงพอใจนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ต่อให้พบแล้วอีกฝ่ายก็ไม่ชอบพอในตัวนาง หรือนางจะต้องอยู่เป็นสาวเทื้อคาเรือนเช่นนี้ไปตลอดชีวิตกัน?”
“ข้าไม่ชอบคำกล่าวเช่นนั้นเอาเสียเลย” แม่นางเหลียนเอ่ยปลอบใจ “นี่ถือเป็นเรื่องของวาสนา อาจเป็นเพราะวาสนายังไม่เสริมส่งซึ่งกันและกัน หากถึงเวลาไม่แน่ว่าโชคชะตาอาจเลือกผู้ที่เหมาะสมและดีพร้อมให้แก่นางเอง”
มารดาของหวังเอ้อยาถอนหายใจยาว “เจ้าเชื่อเรื่องทำนองนี้จริงหรือ?”
แม่นางเหลียนพยักหน้า
“ช่างมันเถอะ ช่างมันเสีย” นางส่ายหน้าพลางเผยรอยยิ้มเจื่อน “หากยังดันทุรังกันต่อไป คงเป็นทางฝั่งลูกสาวคนรองของข้าเสียเองที่หน้าทนไร้ยางอาย เฮ้อ… ข้าไม่ปิดบังเจ้าแล้ว ข้าช่างน่าอับอายเสียนี่กระไร เอาเถิด”
“เจ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร?” เมื่ออีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ แม่นางเหลียนก็บังเกิดความละอายใจเล็กน้อย “มีลูกสาวก็ควรแต่งงานออกเรือนไปอยู่กับตระกูลอื่น นี่จึงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ประเดี๋ยวคนดีก็ผ่านเข้ามา เจ้าเองก็ควรผ่อนคลายเรื่องนี้ลงเสียบ้าง”
มารดาของหวังเอ้อยาจับมือแม่นางเหลียนไว้แน่นพร้อมเผยรอยยิ้มและกล่าวขอบคุณ “สะใภ้รอง เป็นเพราะเจ้ามีน้ำใจ ข้าถึงได้แบกหน้าไปยังบ้านของเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องนี้ไม่นานคงกลายเป็นเรื่องซุบซิบนินทา อาจแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านกลายเป็นเรื่องที่น่าขบขัน”
“เจ้าวางใจเสียเถิด เรื่องของลูกสาวทั้งคน ข้าย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่มีทางพูดจาเหลวไหลเป็นแน่” แม่นางเหลียนกล่าว
“ข้าเปล่าหมายความเช่นนั้นนะ เจ้าดูข้าสิ… ช่างพูดจาไร้วาทศิลป์เสียจริง” มารดาของหวังเอ้อยายังคงจมอยู่กับความผิดหวังที่ได้รับ นางถอนหายใจก่อนกล่าวต่อ “วันพรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางไปจุดธูปเทียนที่วัดเฉิงหวงเสียแล้ว ขอพรจากเทพเซียนให้อวยพรเอ้อยาของข้า”
เหลียนซื่อกล่าวปฏิเสธย้ำหลายครั้งหลายหนถึงการแต่งงานระหว่างสืออีและตระกูลหวังว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ทว่าหวังเอ้อยาผู้ดื้อรั้นที่ลอบฟังบทสนทนาดังกล่าวกลับไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง นางรีบวิ่งตรงไปยังบ้านหลังใหม่ของตระกูลหยุนทันที
ระหว่างทางหวังเอ้อยาบังเอิญเห็นว่าสืออีกำลังตักน้ำใส่หาบอยู่บริเวณริมแม่น้ำ นางไม่สนใจผู้อื่นที่นั่งรวมตัวกันอยู่ด้านข้าง รีบปรี่เข้าไปเอ่ยถามเขาด้วยอารมณ์โทสะ “เจ้าไม่ชอบข้าเพราะอะไรกันแน่?”
สืออีนั่งยอง ๆ อยู่บนหินก้อนใหญ่แผ่นเรียบ เมื่อได้ยินเสียงเขาจึงหันหน้าไปมองทางซ้ายทีขวาทีด้วยสีหน้างุนงง ครั้นหันกลับไปจึงพบว่าเด็กสาวคิ้วหนาเข้มคนหนึ่งกำลังกัดริมฝีปากแน่น จ้องเขม็งมาทางเขาด้วยความโกรธเคือง ถึงได้รู้ว่าคงเป็นนางไม่ผิดแน่ที่กำลังพูดกับตน
“เจ้าคือใคร?” เขาเอ่ยถามกลับตามสัญชาตญาณ ครั้นประโยคคำถามจบลงจึงนึกขึ้นได้ว่า หรือหญิงสาวผู้นี้จะเป็นหวังเอ้อยาที่ชื่นชอบเขา?
ถัดจากเขา กลุ่มเด็กชายซึ่งรวมกลุ่มกันเพื่อหว่านอวนจับปลาต่างเปล่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
หวังเอ้อหยาจ้องมองสีหน้าที่ทั้งเย็นชาและไม่แยแสใด ๆ ของสืออีแล้วให้รู้สึกอับอายไม่น้อย อีกใจก็รู้สึกโกรธเคืองเป็นที่ยิ่ง อารมณ์โทสะคุกรุ่นถึงขั้นยกเท้าเตะถังน้ำให้ร่วงตกลงไปในแม่น้ำก่อน จากนั้นพุ่งตัวเข้าไปผลักเขาโดยแรง
หน้าผิวของก้อนหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาทั้งเปียกและลื่น สืออีซึ่งถูกอีกฝ่ายผลักไม่ทันทรงตัวจึงกลิ้งตกลงไปในแม่น้ำที่เย็นยะเยือก ซ้ำยังสำลักน้ำเข้าไปหลายครั้ง
“ฮึ่ม!” หวังเอ้อยาแค่นเสียงก่อนเดินจากไปท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกและสับสนของกลุ่มเด็ก ๆ ที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก
เด็กชายคนหนึ่งรีบเปล่งเสียงตะโกนดังลั่น “ไม่ดีแล้ว! มีคนตกลงไปในแม่น้ำ! เขากำลังจะแข็งตายอยู่แล้ว! ช่วยด้วย! ใครก็ได้มาช่วยเขาที!”
โชคที่ที่เป็นเพียงริมฝั่งแม่น้ำ ทำให้ระดับน้ำไม่ลึกจนเกินไป สืออีพยายามกระเสือกกระสนเข้าหาฝั่งหลายครั้ง ทันทีที่คว้ายึดหินก้อนหนึ่งได้จึงกึ่งปีนกึ่งคลานขึ้นมานอนแผ่หลาด้วยความเหนื่อยอ่อน เสื้อและกางเกงผ้าฝ้ายทั้งหนาและหนักเพราะชุ่มโชกไปด้วยน้ำเย็นเฉียบ เขาได้แต่หอบหายใจทั้งที่ร่างกายสั่นสะท้าน
Jan1960
บ้าผู้ชายจนเลวไปแล้ว