ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 428 จวนตระกูลหยุน (2)
ตอนที่ 428 จวนตระกูลหยุน (2)
ตอนที่ 428 จวนตระกูลหยุน (2)
เมื่อได้ยินหยุนลี่จงกล่าวว่าอาการป่วยของผู้เฒ่าดีขึ้น หยุนลี่เต๋อก็คลายกังวลลงเล็กน้อย
“น้องรอง เหตุใดน้องสะใภ้ถึงไม่มาด้วยเล่า?” หยุนลี่จงเอ่ยถาม
“นางยุ่งอยู่กับการทำงานที่เรือนจึงไม่ได้ตามมาด้วย” หยุนลี่เต๋อตอบ “พวกเราสองคนตั้งใจมาพักที่นี่ไม่นาน ในเมื่อท่านพ่อสบายขึ้นแล้ว พวกเราคงเดินทางกลับในอีกสองวันข้างหน้า”
“อีกสองวันจะกลับ?” หยุนลี่จงตะลึงงัน “ไม่เป็นไร! น้องรอง ข้าจริงจังกับเรื่องที่บอกเจ้าผ่านจดหมาย เราคือครอบครัวเดียวกัน เราเป็นพี่น้องกันไม่มีวันตัดขาดได้ ตอนนั้น… ตอนนั้นพี่ใหญ่ทำผิดกับเจ้า พี่ใหญ่รู้อยู่แก่ใจ!”
“พี่ใหญ่ พวกเราเป็นพี่น้องกัน อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลย”หยุนลี่เต๋อกล่าว “ข้าไม่ต้องการใช้อำนาจและหลงระเริงไปกับทรัพย์สมบัติของท่าน ข้าทำทุกอย่างเพื่อท่านพ่อ เพื่อตระกูลของเรา”
“ใช่แล้ว นั่นคือความต้องการของข้า” หยุนลี่จงวางถ้วยชาลงด้วยท่าทีตื่นเต้น “เจ้ารอง นั่นคือสิ่งที่ข้าอยากจะพูดกับเจ้า เราเป็นครอบครัวเดียวกันย่อมต้องแบ่งปันความสุข พ่อแม่ของเราอยู่ที่ใด ที่นั่นคือบ้านที่แท้จริง เจ้าไม่คิดว่ามันสมเหตุสมผลหรือ?”
หยุนลี่เต๋อ “…”
หยุนลี่จงกล่าวต่อ “พี่ใหญ่ได้สาบานต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ว่าเมื่อใดที่พี่ใหญ่มีอำนาจ ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้น้องชายต้องทนลำบาก… เจ้ารอง เชื่อฟังพี่ใหญ่เถิด ย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่แล้วใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยกัน!”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หยุนลี่เซียวเป่าชาพลางเบ้ปากแล้วหัวเราะ “พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงยังไม่เข้าใจอีก? ตอนนี้เจ้ารองเป็นใคร เขามีพระราชกฤษฎีกาอยู่ที่บ้าน! เจ้าไม่รู้หรือท่านขุนนางผู้สูงส่ง?”
“เจ้า เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!” หยุนลี่จงหันกลับไปชี้น้องชาย “หยุดเรียกเขาว่าเจ้ารองได้แล้ว เขาเป็นพี่ชายของเจ้า เจ้ายังมีมารยาทเหลืออยู่บ้างหรือไม่?”
“มารยาท…” หยุนลี่เซียวยังคงเผยท่าทีไม่สบอารมณ์ เขาสะบัดขาพลางแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “ให้ข้าหุบปากรึ… พี่ใหญ่ ตั้งแต่ได้เป็นขุนนาง เจ้าก็ไม่ได้ให้เงินแก่ข้าแม้แต่แดงเดียว ทั้งยังอวดดีมากขึ้นเรื่อย ๆ ชุดขุนนางที่เจ้าสวมใส่จะมีประโยชน์อันใด?”
“เจ้าสาม!” หยุนลี่จงเผยสีหน้าบึ้งตึง “ข้ากำลังเจรจาเรื่องสำคัญกับพี่รองของเจ้า เจ้าอย่ายุ่งวุ่นวาย”
หยุนเชวี่ยกระทืบเท้าดัง ‘ปัง’ ก่อนหดขากลับ
“นายท่าน นายท่านรอง นายท่านสาม คุณหนู อาหารพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” สาวรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาก่อนโค้งกาย
“กินข้าวกันเถอะ ๆ พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าสั่งให้บ่าวในครัวเตรียมอาหารและสุราชั้นดีเอาไว้ พวกเรากินไปคุยไปเถิด” หยุนลี่จงดูแลแขกก่อนกำชับสาวรับใช้ผู้นั้น “ไป ไปเอาสุราที่ดีที่สุดในจวนมา”
บนโต๊ะอาหาร หยุนลี่จงพยายามยัดเยียดให้หยุนลี่เต๋อดื่มสุราไม่หยุด ทั้งยังส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หยุนลี่เซียวเพื่อให้เขาช่วยเกลี้ยกล่อมพี่ชาย แม้หยุนลี่เต๋อจะสามารถดื่มสุราได้เก่งกว่าผู้อื่น ทว่าปริมาณสุราที่เขาดื่มเข้าไปในตอนนี้นั้นเกินขีดจำกัดแล้ว หลังจากดื่มไปไม่นาน พวงแก้มทั้งสองข้างของหยุนลี่เต๋อก็แดงก่ำ ขณะที่ลิ้นแข็งค้างพูดไม่รู้ความ
“ไม่ ไม่เอาแล้ว พี่ใหญ่ ข้าดื่มอีกไม่ได้แล้ว…” หยุนลี่เต๋อก้มหน้าพร้อมโบกมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พวกเราพี่น้องไม่ได้พบหน้ากันมาครึ่งปี วันนี้พวกเราจึงต้องดื่มให้หนำใจ ดื่มจนฟ้าสางไปเลย มา ๆ ๆ!” หยุนลี่จงกล่าวเกลี้ยกล่อมพลางรินสุราใส่จอกให้เขา
“ไม่ดื่ม ไม่ดื่ม…” หยุนลี่เต๋อเบิกตากว้าง “หากยังดื่มเข้าไปอีก ประเดี๋ยวข้าคงเดินไม่ไหว”
“เจ้ารอง วันนี้ข้าจะละทิ้งความบาดหมางไว้ที่นี่” หยุนลี่เซียวดื่มสุราเข้าไปอีกหลายจอก ขณะนี้สติของเขาเริ่มเลือนรางบ้างแล้ว จากนั้นทุบโต๊ะพลางกล่าวว่า “หากเจ้าไม่ดื่มก็เท่ากับเจ้าไม่ให้เกียรติพี่ใหญ่” สิ้นคำ หยุนลี่เซียวก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม
“…” หยุนลี่เต๋อไม่ได้ตอบกลับ เขาเพียงกัดฟันดื่มสุราเข้าไปอีกหนึ่งจอก
“ถูกต้องแล้ว อยู่ที่จวนของพี่ใหญ่ไม่ต้องกลัวสิ่งใด รับรองว่าข้าจะให้บ่าวรับใช้ปรนนิบัติเจ้าให้อยู่อย่างสุขสบาย” ใบหน้าของหยุนลี่จงระบายรอยยิ้มก่อนรินสุราให้หยุนลี่เต๋อ
“พี่ พี่ใหญ่…”
“น้องรอง อย่าทำให้พวกเราพี่น้องหมดสนุกสิ มาดื่มต่อเถิด…”
“พี่ใหญ่ ข้า… ข้าไม่ไหวแล้ว อีก… อีกประเดี๋ยวข้าต้องไปหาท่านพ่อท่านแม่ของพวกเรา…”
“เจ้ารอง ใครไม่ดื่มวันนี้เป็นไก่อ่อน!”
หยุนลี่เต๋อปฏิเสธทั้งสองคนไม่ได้ เขาจึงยอมดื่มสุราจนเมามายและสุดท้ายก็นอนฟุบลงบนโต๊ะ จากนั้นเขาก็ถูกบ่าวรับใช้สองคนพาไปส่งที่ห้อง หยุนลี่จงหันไปส่งสายตาให้แม่นางจ้าวที่นั่งอยู่ด้านข้าง
แม่นางจ้าวพยักหน้าพลางเดินตามหลังคนทั้งสามไป
ห้องทั้งสองห้องในเรือนรับรองนั้นสะอาดสะอ้าน เมื่อหยุนลี่เต๋อเข้ามาในห้อง เขาก็ล้มตัวลงนอนหงายบนเตียง ขณะที่หยุนเชวี่ยก็กลับไปยังห้องของตนเองเพื่อพักผ่อนเช่นกัน ทันใดนั้นนางพลันเหลือบไปเห็นห่อผ้าที่วางอยู่ปลายเตียง
ยามที่เดินทางมาถึงประตูหลังของจวนแห่งนี้ นางจำได้ว่าตนมัดมุมห่อผ้าเข้าด้วยกัน แต่ขณะนี้หยุนเชวี่ยพบว่าปลายผ้านั้นถูกคลายออกและสัมภาระที่อยู่ในนั้นก็ถูกเคลื่อนย้ายเช่นกัน
เคราะห์ดีเมื่อครั้งที่เดินทางออกมา นางนำเงินที่เตรียมมาติดตัวไปด้วย หยุนเชวี่ยสะบัดเสื้อผ้าและตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกห่อผ้าอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่พบร่องรอยอันใด นางจึงนั่งขัดสมาธิพร้อมครุ่นคิดอยู่บนเตียง
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ…” หงอวี้ที่อยู่นอกประตูเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว
“เข้ามาสิ” หยุนเชวี่ยจัดห่อผ้าให้เรียบร้อยอีกครั้ง
หงอวี้หัวเราะคิกคักก่อนชะโงกหน้าเข้าไปในห้อง “คุณหนู ท่านกำลังทำอะไรอยู่?”
“บอกแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าคุณหนู หมู่บ้านของเราไม่มีใครเรียกว่าเช่นนั้น ข้าฟังแล้วไม่คุ้นชินเอาเสียเลย” หยุนเชวี่ยตบที่ว่างข้างตน “มานี่ นั่งตรงนี้ เราสองคนมาคุยกันเถิด”
“ภายในจวนนี้มีกฎระเบียบว่าห้ามตะโกนเสียงดังและอย่าทำตัวไร้มารยาท หากฮูหยินรู้เข้า พวกเราจะถูกลงโทษ” หงอวี้หันกายไปปิดประตูก่อนนั่งลงข้างหยุนเชวี่ยอย่างสนิทสนม “คุณหนู ฮูหยินสั่งให้ข้าพาท่านไปเดินเล่นรอบเมือง”
“พวกเจ้าเสียสติไปแล้ว…” หยุนเชวี่ยพึมพำก่อนก้มหน้าพลางเลียริมฝีปาก
หงอวี้…
“ข้าหมายถึงมณฑลชิงหนิวมีสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านด้วยหรือ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามพลางเกาศีรษะ
“มีสิเจ้าคะ ถนนด้านหน้าศาลาว่าการของเรามีขายทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ผงหอม และทุกอย่างที่ต้องการ ร้านที่นายท่านซื้อกิจการก็ตั้งอยู่ที่นั่นด้วย” หงอวี้คล้องแขนของหยุนเชวี่ย “คุณหนู ข้าจะพาท่านไปชมดีหรือไม่?”
หยุนเชวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนปรบมือ “ได้ เช่นนั้นเราไปกันเลย”
มณฑลชิงหนิวเป็นดังเช่นที่พี่ชายคนขับเกวียนกล่าวจริง ๆ ถนนหน้าศาลาว่าการเป็นดินโคลนมีพื้นที่คับแคบซึ่งมีขนาดเท่า ‘ตรอก’ เมื่อฝนตกลงมาพื้นที่บริเวณนั่นจะกลายเป็นโคลนตมและยากต่อการสัญจร
“คุณหนู ดูนี่สิเจ้าคะ ร้านขายของชำร้านนี้เป็นร้านของนายท่าน” หงอวี้ชี้ไปยังร้านขายของชำตรงมุมถนน
หยุนเชวี่ยมองตามนิ้วของนาง ร้านค้ามีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง แต่กลับไม่มีคนเข้าไปจับจ่ายซื้อของ เมื่อมองเข้าไปด้านในจะเห็นโต๊ะเก็บเงินและด้านหลังโต๊ะมีเถ้าแก่ร้านนั่งสัปหงกงีบหลับอย่างเกียจคร้าน
“อ้อ…” หยุนเชวี่ยพยักหน้า “ข้าได้ยินมาจากลุงใหญ่ว่าเขายังซื้อร้านขายผ้าและภัตตาคารอีกใช่หรือไม่?”
“ใช่เจ้าค่ะ ทั้งสองร้านตั้งอยู่บนถนนนี้เช่นกัน” หงอวี้ยกนิ้วขึ้นชี้ไปด้านหน้า “ร้านที่มีป้ายสีแดงคือร้านขายผ้า ส่วนร้านที่มีป้ายสีดำคือภัตตาคาร ทั้งสองร้านตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก”