ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 580-2 กลุ้มใจเพราะเจ้า พูดจนปากจะฉีก
วันที่ห้า พ่อของนางก็เอาอีกแล้ว อยากจะออกจากบ้าน
พวกเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะออกไปทำอะไร ไม่มีอะไรให้ทำไม่ใช่เหรอ
ท่านย่ามาเอาของที่ห้องใต้ดิน พอเห็นเขาก็ถามขึ้น “ไม่อ่านหนังสือ ออกมาเดินเตร็ดเตร่ทำอะไร”
พ่อของนางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ออกมาเข้าส้วมไม่ได้เหรอ”
ท่านย่าเอาของเสร็จปีนขึ้นมาจากห้องใต้ดินก็เห็นลูกชายตัวเองอีก “ทำไมยังออกมาอีก”
พ่อของนาง “จึ๊ เข้าส้วม”
ซ่งฝูหลิงได้ยินเสียงท่านย่าบ่นอยู่แถวหน้าต่าง “จึ๊ ทำไมมาฉี่บ่อย เจ้าสามเป็นอะไร ต้องหาเวลามาดูหน่อยแล้ว”
นางถึงกับหัวเราะ
โมโหจนหัวเราะ
จริงๆ เลย นางล่ะนับถือพ่อเลยจริงๆ อดทนได้แค่ไม่กี่วันเนี่ยนะ
เวลานี้ นางล่ะอยากเป็นตัวแทนของลูกๆ ทุกคนออกมาแฉเหลือเกิน
นี่น่ะเหรอความอดทนของพวกผู้ปกครอง
สั่งสอนลูกได้เป็นตุเป็นตะ แต่ในความเป็นจริงถ้าตอนนี้ เอาพวกพ่อแม่โยนกลับเข้าโรงเรียน นั่งเรียนแบบเด็กมอต้นมอปลายที่มีภาระงาน แถมต้องอ่านทบทวนตำราอยู่ตลอด พวกพ่อแม่ก็นั่งไม่ทนเหมือนกันหรือเปล่า ลองถามตัวเองดู บางทีอาจสู้ลูกๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ละคนอยากให้ลูกสาวกลายเป็นหงส์ ลูกชายกลายเป็นมังกร อยากให้สอบเข้าชิงหวา เข้าปักกิ่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ขนาดพวกผู้ปกครองยังทำไม่ได้ กลับอ้าปากพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย
แต่จะว่าไป หน้าที่ของนางในตอนนี้ก็ไม่เท่ากับเป็น ‘ผู้ปกครอง’ ที่เฝ้าพ่ออ่านหนังสือเหรอ
และก็อยากพูดแทนพวกผู้ปกครอง
เช่นนั้นการบ้าน เรียนหนังสือ สอบ คิดว่าหนีพ้นไหมล่ะ
ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องตั้งใจ
ทั้งๆ ที่เป็นการท่องตำราธรรมดาๆ เช้าเย็น อย่างไรก็ต้องท่อง รีบท่องให้เสร็จก็ไม่ต้องนั่งทรมานตรงนั้นแล้ว ไม่ดีเหรอ
ไม่
ถือหนังสือ นั่งหาวนั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น เดี๋ยวนั่นเดี๋ยวนี่ อยู่ไม่สุข
ฟังดูท่องได้เป็นตุเป็นตะ แต่นั่นก็แค่ไม่ต้องเขียนได้ก็ไม่เขียน
ความจำดียังไม่สู้นักจด นี่ไม่ใช่คำพูดที่เดิมทีพ่อของนางสอนหมี่โซ่วหรอกเหรอ
เฮ้อ เรื่องที่ทำชั่วโมงเดียวก็เสร็จ แต่พ่อของนางกลับแคะหูเกาหน้าลีลายืดยาดสองชั่วโมงกว่าจะเสร็จ
ซ่งฝูหลิง “จริงๆ เลย…”
วันที่สิบ
ซ่งฝูเซิงนวดหว่างคิ้ว เดี๋ยวนวดเดี๋ยวอ่านหนังสือ หลับตาสักพัก เหมือนกำลังท่องจำ
ซ่งฝูหลิงนั่งฝึกเขียนพู่กันอยู่บนเตียง ส่งเสียงเตือนโดยไม่เงยหน้า “อะแฮ่ม!”
ซ่งฝูเซิงรีบยืดตัวขึ้น จับหนังสือเข้ามาอ่าน
เอาแค่ท่าทางที่พอได้ยินเสียงไอก็ทำตามสัญชาตญาณทันทีนี้ อยู่ๆ ก็ทำให้ซ่งฝูหลิงใจอ่อน
ซ่งฝูหลิงวางพู่กันลง เงยหน้ามองไป คิดแล้วลงจากเตียง
ตอนไปห้องครัว นางได้จงใจพูดเสียงดัง “ท่านแม่ ลูกจะไปดูที่ห้องทำขนมหน่อย เอาตารางไปส่ง คุยกับพวกพี่ๆ สักพัก”
“อ้อ ไปสิ ออกไปเดินบ้าง”
พอซ่งฝูหลิงไป ซ่งฝูเซิงก็โยนหนังสือทิ้งตามคาด เริ่มพักผ่อน เอนตัวบนเตียง อาศัยความที่ตัวเองอยู่ในบ้านคนเดียวไม่มีใครเห็น สะบัดรองเท้าทิ้งด้วยความโมโห
เฉียนเพ่ยอิงเข้ามาเห็นสภาพนี้ก็ยิ้มจนปัญญา “ลูกสาวเจ้าน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ”
ซ่งฝูเซิงได้ฟังก็รู้สึกน้อยใจ ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิพลางพูด “อย่างกับมีตางอกบนหัว ไม่รู้ว่านางรู้ได้อย่างไรว่าพ่อแอบเสียสมาธิ พอพ่อวอกแวกนิดหน่อยลูกก็แกล้งไอแล้ว”
“หึหึหึ”
ช่วยไม่ได้ ทุกครั้งที่เฉียนเพ่ยอิงฟังเหล่าซ่งบ่นก็จะกลั้นหัวเราะไม่อยู่
นับตั้งแต่เหล่าซ่งเริ่มอ่านหนังสือ มีหลายครั้งที่นางหัวเราะจนน้ำตาไหล
นี่คงเป็นสิ่งที่ติดค้างมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ติดค้างเรื่องเรียนหนังสือ สมัยเรียนเขานั่งอยู่แถวสุดท้ายคอยก่อกวน ไม้กวาดไม้ถูพื้นก็เอามาเล่นหมด ทำเอาพวกอาจารย์ปวดหัว
คราวนี้พอมาอยู่ที่นี่ก็ต้องเรียนอยู่ดี
คนเราพอมาถึงช่วงวัยกลางคนก็ต้องฝืน แถมยังต้องถูกลูกสาวบังคับ
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้วพูด
“ยังจะหัวเราะออกอีก ทำไมไม่สงสารกันบ้างเลย รู้หรือเปล่าว่าลูกสาวเราอย่างกับผี จ้องข้าไม่วางตาเลย…
…เฮ้อ ลูกไม่ได้ว่าอะไร และก็ไม่เอาอะไรด้วย แค่ใช้ตามองมา แต่สายตาแบบนั้นมันคือการบังคับ…
…ข้าไม่เคยเห็นลูกเป็นแบบนี้มาก่อนเลย อายุยี่สิบกว่าแล้ว ไม่กตัญญู”
“เอ๊ะๆ ทำมาพูดว่าอายุยี่สิบกว่า” เฉียนเพ่ยอิงย้อนเข้าให้ “ไหนบอกว่าลูกเรายังอายุไม่ถึงสิบห้า ยังอีกหลายเดือนกว่าจะถึงวันเกิด ไม่ถึงสิบห้า ถ้านับตามสัปดาห์อายุยังไม่ครบสิบสี่ ก็คือแค่สิบสาม อายุยังน้อย เจ้าแทบอยากให้นางอายุแค่สิบสอง ตอนนี้กลับด่าว่าลูกอายุยี่สิบกว่าแล้ว”
ทันใดนั้น หูของซ่งฝูเซิงก็ขยับ “เลิกพูดๆ กลับมาแล้ว” เขารีบร้อนลงจากเตียง หารองเท้าใส่
ตอนที่ซ่งฝูหลิงเข้ามาในบ้าน ซ่งฝูเซิงกำลังถือหนังสือเอามือไว้ข้างหลังหนึ่งข้าง ยืนอ่านอยู่ที่ริมหน้าต่าง
ซ่งฝูหลิงส่ายหน้า พ่อเหมือนพวกเราตอนเด็กๆ ไหม พอพ่อแม่เปิดประตูเข้าบ้าน เราก็จะรีบปิดทีวีแล้วไปเขียนการบ้าน
เห็นทีจะต้องคุยกัน จะเป็นเพราะอ่านต่อเนื่องหรือเปล่า พ่อถึงได้ประวิงเวลาแบบนี้
อย่างไรเสีย เรียนจบอย่างหนึ่งก็มีอีกอย่างตามมา ก็เลยลีลามาตลอด
“ท่านพ่อ ขอแค่ท่านพ่อทำเป้าหมายของแต่ละวันให้เสร็จ จากนั้นอยากจะทำอะไรก็ไปทำ แบบนี้ดีไหม”
“จริงเหรอ”
“จริง ที่นี่พวกเราไม่มีการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด มีแต่ขอบเขต”
ซ่งฝูเซิงพยักหน้าต่อเนื่อง ถ้าลูกสาวพูดแบบนี้ แสดงว่าเด็กคนนี้ก็ยังเอาใจใส่อยู่บ้าง รู้สึกโล่งขึ้นเยอะ
แต่ก็ยังอดบ่นไม่ได้ ระบายความอัดอั้นตันใจกับลูกสาว “ฝูหลิง ไม่ใช่ว่าพ่อไม่อยากเป็นแบบอย่าง ลูกลองคิดดูสิ อ่านหนังสือแบบนี้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ต่อให้เป็นคนอื่นก็ไม่ไหวเหมือนกัน มันทรมาน ลูกพอจินตนาการออกใช่ไหม”
ซ่งฝูหลิงหัวเราะ “ท่านพ่อ ลูกจินตนาการความทุกข์ทรมานของท่านพ่อไม่ออกจริงๆ”
ผ่านไปอีกห้าวัน
ซ่งฝูหลิง เฉียนเพ่ยอิง ท่านย่าหม่า เข้าเมืองไปด้วยกัน ซ่งฝูเซิงดีใจแทบบ้า เขาอ่านหนังสือของวันนี้เสร็จล่วงหน้าไปแล้วสองวัน
ซึ่งก็หมายความว่า วันนี้เขาว่างทั้งวัน
“ขึ้นเขา ข้าจะขึ้นเขาไปเดินเล่นสักหน่อย เสร็จแล้วจะไปดูว่าจะทำกังหันน้ำในหมู่บ้านอย่างไร จากนั้นก็กลับมาที่บ้านพวกเรา ดูว่าจะสร้างบ้านอย่างไร บ้านใครติดกับใคร”
“ฝูกุ้ย จงอวี้ ไป”
“เอ้อ มาแล้วๆ” ซ่งฝูกุ้ยกับหวังจงอวี้ก็ดีใจ
ซ่งฝูกุ้ยยังพูดอีกว่า “เจ้ามันไม่ง่ายเลยจริงๆ ครั้งนี้ข้าเห็นกับตาว่าเจ้าต้องอ่านหนังสืออยู่ในบ้านทั้งวัน ข้าไม่นึกเสียดายแล้วที่เมื่อก่อนบ้านจน ส่งข้าเรียนไม่ได้ ข้ายอมนั่งทุบหินต่อไปดีกว่า”
คำพูดนี้แทงใจของซ่งฝูเซิง ใช่ไหมล่ะ
การสอบของที่นี่ไม่มีกฎเกณฑ์การผ่าน ถ้าสอบได้หกสิบคะแนนก็รับแล้ว เขาคงเอาสบายๆ เกาะขอบให้ผ่านไปก็พอแล้ว
แต่ที่นี่ ให้ตายเหอะ เลือกเอาแต่คนที่เยี่ยมยอด แถมเราก็ไม่รู้ด้วยว่าคนที่อยู่ก่อนหน้าเราเก่งขนาดไหน
ในเวลาเดียวกัน
เฉียนเพ่ยอิงก็ถามคำถามนี้ “ลูกแม่ บอกแม่มาตามตรง เอาแค่ช่วงนี้ที่ท่องตำรามา ลูกว่าพ่อพอจะสอบได้ซิ่วไฉไหม”
ซ่งฝูหลิงเงียบไปชั่วครู่ “ไม่รู้ว่าจะสอบได้อันดับที่เท่าไหร่”
“อะไรนะ” แบบนี้หมายความว่าไม่ใช่แค่สอบผ่าน แต่ยังอยากให้สอบได้อันดับแรกๆ ด้วยอย่างนั้นเหรอ
“ท่านแม่ อย่าบอกท่านพ่อนะคะ ยังไงเสียข้าก็คิดว่า ข้าเองก็ไม่เคยสอบเข้าขุนนาง…
…แต่ว่าก็ไม่ได้มีการสอบจอหงวนมาหลายปีแล้ว ปีนี้อยู่ๆ ก็ทรงมีพระเมตตาฟื้นฟูการสอบ คำถามน่าจะไม่ยากมาก ด้วยความรู้ที่ติดตัวคุณพ่ออยู่น่าจะไม่มีปัญหา…
…แต่ท่านแม่ลองคิดดู ตั้งกี่ปีแล้วกว่าจะฟื้นฟูการสอบ คนสมัครจะต้องเยอะแน่ อัตราการรับย่อมต่ำ เลือกรับแต่คนเก่งๆ…
…อีกอย่าง ยิ่งสอบระดับสูงขึ้น ก็ยิ่งทดสอบการนำไปใช้ได้จริง ต้องการคนเก่งแบบที่ทำงานเป็น…
…อย่างเช่นสอบจวี่เหรินสอบจิ้นซื่อ จะต้องออกแนวๆ สงครามความโกลาหลของบ้านเมือง รวมไปถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของทางเหนือ…
…เอาเป็นว่าพวกเราไปที่ร้านหนังสือก่อน ลูกจะไปดูข้อสอบปีเก่าๆ”
เฉียนเพ่ยอิงเข้าร้านหนังสือไปอย่างมึนๆ ยังไม่ทันสอบซิ่วไฉ ลูกสาวจะเตรียมให้เหล่าซ่งสอบจวี่เหรินแล้ว วางแผนไปถึงจิ้นซื่อเลยงั้นเหรอ
อีกด้านหนึ่ง ท่านย่าหม่าที่ไปร้านขายยาตามลำพัง กำลังหน้านิ่วมองหมอ
คิดในใจ
ข้าก็แค่อยากถามว่าต้องใช้ยาอะไร ลูกชายของข้าถึงจะเข้าส้วมน้อยลงหน่อย ตอนไปสอบจอหงวนจะได้ไม่ถูกคนคุมสอบหมายหัว ทำไมเจ้าถึงพูดอะไรที่ยายแก่อย่างข้าฟังไม่เข้าใจล่ะ
หลังจากที่หมอถูกถลึงตาใส่สักพักก็ไม่พูดศัพท์เฉพาะต่ออีกด้วยความจนปัญญา แต่กลับถามด้วยภาษาเข้าใจง่าย “ข้าถามหน่อย ลูกชายของยาย ถ้าชักช้าจะอั้นไม่อยู่ แต่พอถอดกางเกงฉี่ไม่ออก ใส่กางเกงกลับยังอยากฉี่ ออกมาเป็นหยดๆ ไม่ได้เป็นสายใช่ไหม คราวนี้ฟังเข้าใจหรือยัง”
ท่านย่าหม่านึก ไม่รู้สิ ช่างเถอะ กินๆ ไปก่อน “อืม”