ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 584 คิดถึงพวกเราบ้างหรือไม่ / ตอนที่ 585 ราษฎรก็คือตราชั่ง
- Home
- ทะลุมิติทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 584 คิดถึงพวกเราบ้างหรือไม่ / ตอนที่ 585 ราษฎรก็คือตราชั่ง
ตอนที่ 584 คิดถึงพวกเราบ้างหรือไม่ / ตอนที่ 585 ราษฎรก็คือตราชั่ง
ตอนที่ 584 คิดถึงพวกเราบ้างหรือไม่
ที่ลู่พั่นกลับมา เป็นเพราะฮ่องเต้มีราชโองการให้สองทางเลือก ให้เลือกระหว่างไปรักษาตัวที่เมืองหลวงหรือเมืองเฟิ่งเทียน ห้ามเหน็ดเหนื่อยจนเจ็บหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อีกทั้งได้ส่งแม่ทัพไปสานงานต่อแล้ว พร้อมกับขุนนางอีกสิบกว่าคน
ลู่พั่นถึงได้นำทหารใกล้ชิดกับทหารตระกูลลู่สองพันนายกลับมาพร้อมท่านย่าและมารดา
เวลานี้เสี่ยวเฉวียนจื่อที่อยู่กับพวกทหารใกล้ชิดกำลังยิ้มหน้าบานอยู่บนหลังม้า หันไปมองซุ่นจื่อที่เป็นอาจารย์ของตัวเอง
พวกเราใกล้ถึงบ้านแล้ว ครั้งนี้จะได้เจอพ่อกับแม่จริงๆ แล้ว
ซุ่นจื่อถือบังเหียนพลางคิดอย่างปลงๆ ขณะที่มองสองข้างทาง
ตอนจากไปเป็นฤดูร้อนปีที่แล้ว เกือบครบหนึ่งปีแล้ว
ในหนึ่งปีนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน หลายเรื่องที่นองเลือดและอยู่ระหว่างความเป็นความตายของชีวิต
เริ่นจื่อฮ่าวกับทหารตระกูลลู่กลุ่มหนึ่งก็กำลังยิ้มอยู่บนหลังม้า
ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง ข้ากลับมาแล้ว พอเสร็จงานข้าก็จะกลับบ้านทันที
“เอ๊ะ ซื่อจ้วงล่ะ” หาเพื่อนหน่อย กลับหมู่บ้านด้วยกัน
ซื่อจ้วงกลับไม่สนใจเขา เอาแต่มองตรงไปข้างหน้า ขี่ม้าตามติดรถม้าที่ลู่พั่นนั่งอยู่คอยคุ้มกันตลอด
แต่อันที่จริงในใจของเขากำลังนึกชื่อคน นายท่าน คุณหนู คุณชายน้อย คุณหนูเล็ก หนิวจั่งกุ้ย รวมถึง เป่าจู…
ในเวลานี้องครักษ์ของเหล่าฮูหยินได้มาถ่ายทอดคำสั่ง
เหล่าฮูหยินบอกว่า ให้เอาธงที่มีอักษรลู่กับธงที่เป็นของแม่ทัพติ้งไห่นำข้างหน้าขบวน
เหล่าฮูหยินอยากให้ทุกคนรู้ว่าหลานชายของนางกลับมาแล้ว
“ไป”
“ไป”
มีการแปรขบวนในทันที รถม้าของลู่พั่นเริ่มเพิ่มความเร็ว
ลู่พั่นกำลังอ่านหนังสือ อยู่ๆ ก็ถูกรบกวน
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นความต้องการของท่านย่า
เขานวดหว่างคิ้ว ขยับตัวแรงหน่อยก็จะเจ็บแผลที่หลัง
เดิมทีก่อนหน้านี้เขากำลังครุ่นคิดคำถามที่จะออกในปีนี้ ในมุมของขุนนางระดับสูงกับเท่าที่รู้จักฮ่องเต้ ลู่พั่นเดาว่า คำถามเกี่ยวกับบ้านเมืองในการสอบจอหงวนน่าจะเกี่ยวกับว่า จะขจัดความยากแค้นของราษฎรอย่างไร
อย่างไรเสีย เมื่อเอาด่านอวิ๋นหยาเป็นจุดแบ่ง ราษฎรในด่านจำนวนมากก็ได้ทอดทิ้งที่ทำกิน เดินทางพลัดพราก จะอาศัยโอกาสนี้รวบรวมความคิดเห็นจากผู้เข้าสอบหรือไม่
ในเวลาเดียวกันที่จวนติง
ซึ่งก็คือบ้านท่านตาของลู่พั่น
ติงเจียนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกำลังมองหลินโส่วหยางกับซย่าเหวินอวี่ บุตรชายสายตรงของอู่อันโหวด้วยสายตาที่หมดคำจะพูด “ไปไหนนะ หมู่บ้านเหรินจยาเหรอ ไม่ๆๆ” เขาไม่ไป
ซย่าเหวินอวี่ “ท่านไม่สงสัยเหรอว่าสตรีที่หมินหรุ่ยชอบหน้าตาเป็นอย่างไร”
ติงเจียน “แล้วเจ้าไม่สงสัยบ้างหรือว่า หากเจ้าสอบตกจอหงวนครั้งนี้ จะถูกพ่อเจ้าส่งไปอยู่แนวหน้าหรือไม่”
อย่าคิดว่าตอนนี้สงครามจบแล้ว อาศัยแค่การคุมแนวแม่น้ำฉางเจียงก็จะป้องกันระยะยาวได้
ซย่าเหวินอวี่ถึงกับสะอึก
เขาอุตส่าห์ออกมาจากคลังอาวุธได้แล้ว
หลินโส่วหยางทำตัวเป็นคนดี แท้จริงแล้วเขานี่แหละตัวกระจายข่าวไปทั่ว
“เอ่อคือ เช่นนั้นก็ช่างเถอะ ไม่ไปดูก็ดีเหมือนกัน” อย่างไรเสียเขาก็เคยเห็นแล้ว “อืม ข้าก็พอรู้เกี่ยวกับแม่นางคนนั้นแล้ว อันที่จริงตอนนี้สงสัยยิ่งกว่าว่า พอหมินหรุ่ยกลับมาจะรับนางเข้าจวนหรือไม่ หรือว่าเลี้ยงดูนอกจวน”
ติงเจียนพูด “น้องชายของข้าไม่เคยทำเรื่องหลบๆ ซ่อนๆ จะต้องรับนางเข้าจวนเป็นอี๋เหนียงแน่นอน”
ซย่าเหวินอวี่รีบพยักหน้า “นั่นสิ หมินหรุ่ยไม่กลัวคนในครอบครัวหรอกนะ ดีไม่ดีอาจทำเรื่องอย่างจัดงานเลี้ยงฉลองก็ได้”
หลินโส่วหยางกางพัดออกมาพัด “ก็ไม่รู้ว่าเหล่าสตรีจากหลายจวนที่จับจ้องหมินหรุ่ยอยู่จะโกรธจนกัดฟันหรือไม่”
ในสายตาของทั้งสามคน บุตรสาวสายตรงของขุนนางขั้นห้าขั้นหก ต่อให้ถูกส่งไปเป็นอนุของลู่พั่นก็มีแต่จะยินดี ถือเป็นการยกระดับฐานะทั้งนั้น
ดังนั้น ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ คิดไปตามความเป็นจริง นี่ก็ถือเป็นการให้เกียรติซ่งฝูหลิงมากแล้ว
“เรียนคุณชาย แม่ทัพติ้งไห่กลับมาแล้วขอรับ”
“ว่าไงนะ” ติงเจียน หลินโส่วหยาง ซย่าเหวินอวี่ ต่างยืนขึ้นทันที ตกตะลึงมาก
“จริงขอรับ ขบวนรถม้าถึงบริเวณศาลาที่ห่างออกไปสิบลี้แล้ว ตอนนี้ประตูเมืองเปิดกว้างรอแล้วขอรับ”
ขณะที่ติงเจียนเดินออกไป เขาก็รีบกำชับบ่าวรับใช้ของตัวเองให้เข้าไปรายงานเรือนในว่าน้องชายของเขากลับมาแล้ว
เหล่าราษฎรที่อยู่ในเมืองพากันส่งข่าว
“แม่ทัพติ้งไห่ ใช่ เขานั่นแหละ ดูสิ ธงตระกูลลู่”
“แม่ทัพติ้งไห่กลับมาแล้ว”
มีพวกสาวๆ หลายคนยืนอยู่กับเหล่าหญิงสูงวัย บังเอิญมาก พวกนางเห็นลู่พั่นที่นั่งอยู่ในรถม้ากำลังแหวกม่านดู
บรรดาสาวๆ เก็บอาการไม่อยู่อีกต่อไป มีผู้หญิงที่ไหนบ้างไม่ปลาบปลื้มผู้กล้า พูดพึมพำ “ข้าเห็นเขาด้วย”
“ข้าก็เห็น เหมือนเขายิ้มให้ข้าด้วยล่ะ”
ในความเป็นจริงลู่พั่นกำลังมองขบวนเกวียนขนอิฐขนกระเบื้องที่อยู่ไกลออกไปกำลังถูกพวกมือปราบสั่งให้หยุดก่อน ออกคำสั่งให้คนเหล่านี้ดูขบวนกลับมาของเขา
ตอนที่ 585 ราษฎรก็คือตราชั่ง
วันนี้เป็นซ่งฝูกุ้ยที่นำขบวนออกมาขนอิฐ
นัดวันกับทางร้านไว้แล้ว ได้เวลามาเอากระเบื้องด้วย จ่ายเงินไปหมดนานแล้ว เพราะถ้าไม่จ่าย ร้านก็ไม่ทำให้ก่อน ปริมาณเยอะมาก
เดิมทีควรเป็นพวกคนในบ้านขี่เกวียนออกมารับด้วยกัน แต่พวกเด็กหนุ่มหลายคนในหมู่บ้านร่ำๆ ว่าอยากออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง
สำหรับหลายคนในหมู่บ้าน การจะเข้าเมืองต้องมีธุระ ไม่ใช่มาเดินเล่น มีเหรอที่จะได้ออกมาเปิดหูเปิดตา
ช่วงนี้พวกคนในครอบครัวกับชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านกำลังช่วยกันขุดดิน
ซ่งฝูกุ้ยก็เลยมีหน้าที่พาพวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านเหรินจยามารับอิฐที่เมืองเฟิ่งเทียน
ตอนนี้กำลังจะออกจากเมือง อยู่ๆ ก็ถูกขวางไว้
ซ่งฝูกุ้ยที่คุมเกวียนนำมาคิดว่าตัวเองได้ยินผิด จึงรีบจับมือปราบมาถาม “ท่านว่าใครกลับมานะ”
มือปราบคิดในใจ บอกให้ลงมายืนก็ยืนไปสิ ไม่เห็นขุนนางฝ่ายบุ๋นลงจากเกี้ยว ขุนนางฝ่ายบู๊ลงจากม้ามาต้อนรับหรืออย่างไร เจ้าเป็นชาวบ้านอย่าถามให้มาก
ทันใดนั้นก็มีเสียงพวกคนหนุ่มตะโกน “แม่ทัพติ้งไห่ แม่ทัพติ้งไห่!” แค่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นการแสดงความยกย่องลู่พั่น
ซ่งฝูกุ้ยอึ้ง
จากนั้นก็ตื่นเต้น “เอ๊ะ เอ๊ะ”
ซ่งฝูกุ้ยอยู่ไกล ทำได้เพียงกระโดดดึ๋งๆ กลัวตัวเองจะถูกจมไปกับฝูงชน
กระโดดพลางทำท่าโบกไม้โบกมือ “เอ๊ะ ซื่อจ้วง!” พวกเราก็ไม่กล้าเรียกชื่อแม่ทัพออกไปตรงๆ
เป็นเพราะท่าทางของเขา ลู่พั่นได้ยินเสียงคนเรียกซื่อจ้วง ถึงได้แหวกม่านออก
ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่ได้คิดจะเปิดม่าน
พอเปิดม่านก็ได้เรื่อง มีชาวบ้านตะโกนขึ้น “ท่านแม่ทัพ ท่านได้รับบาดเจ็บหรือ”
มีชาวบ้านโบกมือด้วยความซาบซึ้ง “ท่านแม่ทัพ ชาวบ้านขอบคุณท่าน”
ขอบคุณที่ท่านสร้างคุณูปการที่ด่านอวิ๋นหยา ต่อสู้กับศัตรูด้วยกำลังทหารที่น้อยกว่า
ขอบคุณที่ท่านไม่สนความเป็นความตายของตัวเอง จับเป็นทรราชย์อ๋องหลู่กลับมา
เรียกได้ว่า ภายในใจของชาวบ้านหลายคนที่ติดตามสถานการณ์สงคราม หากไม่มีแม่ทัพติ้งไห่ที่กล้าโดดลงทะเลไปจับข้าศึก สงครามครั้งนี้จะต้องรบกันไปถึงปีไหน จะต้องมีคนตายอีกเท่าไร หากทำสงครามต่อเนื่องหลายปี ชีวิตของพวกเราจะลำบากถึงขั้นไหน
อีกทั้งได้ยินว่าสงครามบนท้องทะเลเกิดขึ้นได้เป็นเพราะแม่ทัพติ้งไห่มีการเตรียมการไว้ก่อน ฝึกซ้อมทหารที่ว่ายน้ำไม่เป็นมาตลอด
ลู่พั่นนั่งรถม้ากลับมา ชาวบ้านก็ไม่ได้โง่ แค่ดูก็รู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บ
ที่แท้แม่ทัพที่ตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้ บุตรชายคนเดียวของตระกูลลู่ มีองครักษ์มากมายคุ้มกัน ก็บาดเจ็บจากสงครามครั้งนี้ได้เหมือนกัน แสดงให้เห็นว่าในสงครามนั้นมีอันตรายขนาดไหน
“ท่านแม่ทัพเป็นอะไรมากหรือไม่”
“ท่านแม่ทัพดูแลตัวเองด้วย!”
ลู่พั่นเปิดม่านให้สุด ขนาดนี้แล้วก็อย่าปิดบังหน้าตาอีกเลย
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เขาค่อยๆ ยกแขนขึ้นแล้วโบกมือให้ชาวบ้านที่พากันตะโกนบอกให้เขารักษาเนื้อรักษาตัว พร้อมทั้งพยักหน้าให้
เห็นชาวบ้านในเมืองเฟิ่งเทียนทำแบบนี้ ซุ่นจื่อที่อยู่บนหลังม้าก็ดวงตาแดงก่ำ หัวใจสั่นไหวยิ่งกว่าใคร
ซุ่นจื่อรู้สึกเพียงว่าถึงบ้านจริงๆ แล้ว อบอุ่นใจ ทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่ล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
บนรถม้าของเหล่าฮูหยิน
เหล่าฮูหยินได้ยินเสียงชาวบ้านตะโกนบอกให้หลานชายของนางดูแลตัวเอง เวลานี้นางจึงนั่งยืดหลังตรง ดูเหมือนสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามือขวาของนางสั่นเล็กน้อย
ลูกชายของนางพลีชีพในสงครามครั้งนี้
หลานชายเสี่ยงอันตราย บาดเจ็บกลับมา
อะไรที่ตระกูลลู่ควรทำและทำเพื่อราชวงศ์ได้ก็ทำหมดแล้ว
บนรถม้าของลู่ฮูหยิน
ลู่ฮูหยินยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน ดูเหมือนไม่มีอะไร
แต่ในความเป็นจริงรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชาย สามี และตัวเองเหลือเกินที่เป็นคนตระกูลลู่
“หมินหรุ่ย?” หลินโส่วหยางเอาศอกกระทุ้งติงเจียน “เห็นหรือยัง มานู่นแล้ว”
ติงเจียนไม่ตอบ ซย่าเหวินอวี่พึมพำขึ้นมาก่อน “เห็นแล้ว”
มิน่า ท่านแม่ของเขาถึงได้ชอบอวดเรื่องที่เขาเป็นเพื่อนเล่นกับหมินหรุ่ยมาตั้งแต่เด็ก
มิน่า ท่านพ่อถึงชอบด่าเขาว่า เขามันไม่ได้เรื่อง
ไม่ใช่แค่ซย่าเหวินอวี่ที่อยู่ๆ ก็รู้สึกหดหู่
ขณะที่หลินโส่วหยางมองพวกชาวบ้านตะโกนว่า ‘แม่ทัพติ้งไห่’ ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกว่า ดูเหมือนระยะห่างระหว่างเขากับหมินหรุ่ยจะไกลออกไปเรื่อยๆ
ทั้งๆ ที่หมินหรุ่ยเกิดปีเดียวกันกับเขา แต่กลับไปถึงขั้นนั้นแล้ว
ส่วนเขา นอกจากในจวน คนข้างนอกจะมีสักกี่คนที่รู้ชื่อของเขา
เรื่องที่หมินหรุ่ยทำเพียงพอให้ขุนนางบันทึกลงในประวัติศาสตร์แล้ว
กลับเป็นติงเจียนที่ไม่มีความคิดอะไร มีเพียงความภาคภูมิใจ นั่นน้องชายของเขาเลยนะ
เขายังแกล้งถามซย่าเหวินอวี่กับหลินโส่วหยางว่า “นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะเป็นแบบนี้ ต่อไปหมินหรุ่ยออกจากบ้านต้องแต่งตัวเต็มยศเลยหรือเปล่า พวกเจ้าคิดว่าไง แค่หมินหรุ่ยไปเคาะประตูบ้านไหน เอ่ยชื่อตัวเองไปก็อยู่กินข้าวได้แล้ว”
กลับไปดูทางด้านซ่งฝูกุ้ย เวลานี้ได้สบตากับซื่อจ้วงท่ามกลางฝูงชนแล้ว พอเห็นแบบนี้เขาก็รีบเอานิ้ววางตรงปาก อยากเป่าให้เกิดเสียง แต่ก็วืด
ซ่งฝูกุ้ยร้อนใจเหลือเกิน ทำไมเห็นพั่งยาเป่ามันง่ายจัง ทีเขาทำไมเป่าไม่ออก
มือปราบที่กันชาวบ้านแถวหน้า หันมามองเขาอยู่บ่อยครั้ง
ซ่งฝูกุ้ยตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ พูดกับมือปราบ “คนบ้านข้าเอง คนที่ขี่ม้าคุ้มกันท่านแม่ทัพคือคนบ้านข้าเอง”
แม้แต่คนที่อยู่ด้านหลังข้าก็รู้จัก ซุ่นจื่อ เฉวียนจื่อ เริ่นจื่อฮ่าว
อันที่จริงข้าก็รู้จักท่านแม่ทัพเล็กดีเลยล่ะ แต่กลัวว่าพูดออกไปพวกเจ้าจะหาว่าข้าโม้จงใจก่อกวน
ไม่ใช่แค่ฝูกุ้ยที่นำทีมมาจะยืนไม่เป็นสุข เกือบกระโดดข้ามไหล่มือปราบที่อยู่แถวหน้า พวกเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านเหรินจยาที่อยู่ด้านหลังก็วุ่นวายเหมือนกัน
“เจ้าสามตระกูลเริ่นหรือเปล่า”
“เริ่นจื่อฮ่าวเหรอ”
“ใช่เขาจริงด้วย”
“ไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมเลยจริงๆ ทำไมข้าว่าเขาดูองอาจกว่าพี่ชายคนโตของเขาอีกล่ะ”
“มิน่าหัวหน้าทีมของพวกเรากลับมาถึงปลอบอากงซิ่นว่าให้วางใจ”
“หัวหน้าทีมไหว้วานคนให้ดูแลเขาหรือเปล่า ดูเขาสิ อย่างกับเป็นขุนนางแล้ว หัวหน้าทีมของพวกเราสนิทกับแม่ทัพติ้งไห่มากเลยนะ”
มือปราบที่อยู่ข้างหน้าทนไม่ไหวแล้ว หันกลับไปหาพวกคนลากเกวียน “ถ้าใครกล้าคุยโวอีก ข้าจะจับคนผู้นั้น” อย่ามาทำลายชื่อเสียงของท่านแม่ทัพ
พวกเด็กหนุ่มของหมู่บ้านเหรินจยารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน สมัยนี้พูดความจริงก็ผิด
หน้าจวนลู่
อัครเสนาบดีลู่ที่ตั้งใจรีบกลับมาได้ประคองเหล่าฮูหยินลงจากรถม้าด้วยตัวเอง
ประคองมือเหล่าฮูหยิน “ฮูหยิน ลำบากเจ้าแล้วนะ”
เหล่าฮูหยินยิ้มพลางสำรวจสีหน้าของอัครเสนาบดีลู่อย่างละเอียดก่อน เพื่อดูว่าเขากินอิ่มนอนหลับพักผ่อนดีหรือไม่ จากนั้นถึงตีมืออัครเสนาบดีลู่เบาๆ พลางพูด “ท่านก็ลำบากเช่นกัน หึหึ”
สองสามีภรรยาวัยชราแกล้งหยอกเย้ากันชั่วครู่ก็ยืนคู่กัน มองรถม้าที่ค่อยๆ เข้ามาจอดอยู่ด้านหลัง
ลู่ฮูหยินลงจากรถม้า อัครเสนาบดีลู่พยักหน้าให้ลูกสะใภ้เล็กน้อย
ชั่วขณะที่ซุ่นจื่อเปิดม่านออก ใบหน้าของลู่พั่นปรากฏ อัครเสนาบดีลู่ที่เอามือไพล่หลังได้กะพริบตาอย่างต่อเนื่อง มีเพียงการกะพริบตาถี่และถลึงตามองเท่านั้น เขาถึงกลั้นน้ำตาในดวงตาได้
“ท่านปู่” ลู่พั่นที่ร่างสูงใหญ่พูดขึ้น
“ดี ดี” อัครเสนาบดีลู่นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะมีช่วงเวลาที่พูดไม่ออก ที่แท้พอได้เจอหลานชายเขาก็พูดอะไรไม่ออก
ตื้นตันอยู่ในใจ
หลานชายของข้า ไม่มีพ่อมาต้อนรับอีกแล้ว ต่อไปต้องเป็นข้าที่มาต้อนรับ
ลูกข้า เจ้าเห็นหมินหรุ่ยกลับมาแล้วหรือยัง
ในเวลาเดียวกัน พ่อแม่ของซุ่นจื่อก็ยืนอยู่ในกลุ่มบ่าวรับใช้ จ้องมองซุ่นจื่อ ไม่กล้าเข้าไป
แต่เมื่อเทียบกับพ่อแม่ของเสี่ยวเฉวียนจื่อ พ่อของซุ่นจื่อเป็นพ่อบ้านของจิ้งหยวน ยังถือว่ามีสิทธิ์ก้าวออกไปได้
แต่ลำบากพ่อแม่ของเสี่ยวเฉวียนจื่อ
อยากรีบเข้าไปหาลูกชายตั้งแต่แวบแรกที่เห็น แต่เนื่องจากเป็นแค่คนสวนภายในจวน ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะได้ออกไปต้อนรับนายกลับมา ทำได้เพียงแอบด้อมๆ มองๆ อยู่ตรงหัวมุมถนน พอเห็นเฉวียนจื่อไม่มีแขน แม่ของเขาก็ยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตา
ในเวลานี้เอง ไม่มีใครคาดคิดว่า ก่อนลู่พั่นจะเดินเข้าจวน ทันใดนั้นเขาได้กวักมือเรียกทางหัวมุมถนน
ยิ้มให้พ่อบ้าน บอกให้พ่อแม่ของเสี่ยวเฉวียนจื่อเข้ามาดูลูกชายตัวเองใกล้ๆ
บรรดาบ่าวรับใช้ในจวนลู่ต่างคิดในใจ คุณชายละเอียดอ่อนจริงๆ คุณชายของพวกเขาเป็นคนดีที่สุด
“ขอบคุณคุณชาย ขอบคุณขอรับ” เสี่ยวเฉวียนจื่อเก็บอาการไม่อยู่ “ท่านแม่ ท่านพ่อ!”
———————————————-
[1] แม่น้ำฉางเจียง แม่น้ำแยงซี
Amina22
#อ่านทีไรซึ้งจนน้ำตาจะไหล สงครามสร้างความเจ็บปวดไม่สิ้นสุดจริงๆ