ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 596 ยามราตรีฟ้าสลัว
ตอนที่ 596 ยามราตรีฟ้าสลัว
คืนนี้ซ่งฝูเซิงดื่มไปเยอะมาก อาเจียนหนักยิ่งกว่าคนท้อง
เสียงอ้วกใส่พื้นของซ่งฝูเซิงดังเป็นระลอก บรรดาเพื่อนบ้านรวมถึงสุนัขเฝ้าบ้านที่เพื่อนบ้านเลี้ยงไว้ไม่เป็นอันได้หลับสบาย
เถาฮวาหนวกหูน้าสามจนนอนไม่หลับ พลิกตัว เอาแขนหนุนศีรษะนอนยิ้มหวานอยู่บนเตียง
ท่านแม่บอกว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนพี่เถี่ยโถวกลับบ้านมา มีมาหาท่านแม่เป็นการส่วนตัว
เงินเดือนออกแล้ว ต้องการฝากเงินไว้ที่ท่านแม่ เห็นบอกว่าคนในครอบครัวไม่ยุ่งเรื่องเงินของเขา
ท่านแม่ไม่รับ แต่ท่านพ่อท่านแม่ พี่ชาย ท่านย่า พอรู้เรื่องนี้ก็มองออก ทุกคนดีใจมาก
เป่าจูที่นอนอยู่ข้างเถาฮวาก็ขยับตัว เอาผ้าห่มคลุมโปงด้วยความระมัดระวัง
นางที่อยู่กับความมืดในผ้าห่ม กำลังใช้สองมือกะขนาดดูว่าเท้าของซื่อจ้วงใหญ่ขนาดไหน
นางอยากทำรองเท้าให้ซื่อจ้วง ทำได้เพียงกะขนาดด้วยสายตา
อย่างไรเสีย จะให้ถามผู้ชายเรื่องขนาดรองเท้า นางก็ถามไม่ออก
วันนี้ซื่อจ้วงไปช่วยสร้างบ้าน ตอนนางเดินผ่านได้แอบมองไปหลายครั้ง แถมยังถูกซื่อจ้วงจับได้ด้วย
ตอนนี้เป่าจูกำลังนึกถึงเรื่องต่างๆ ของซื่อจ้วง ไม่ใช่เพราะประทับใจที่ซื่อจ้วงให้กระจกทองแดงราคาแพง และไม่ใช่เพราะคุณหนูฝูหลิงบอกนางว่าแท้จริงแล้วซื่อจ้วงเป็นคนซื้อโคมให้
แน่นอนว่าเรื่องพวกนั้นนางก็ดีใจ
ก็แค่เรื่องพวกนั้นยังสู้เรื่องที่ซื่อจ้วงล้วงแป้งทอดที่ยังอุ่นๆ อยู่มาให้นางกินระหว่างที่เขารับนางกลับมาหมู่บ้านเหรินจยาไม่ได้
วันที่อากาศหนาวขนาดนั้น แป้งทอดชิ้นนั้นจะต้องแนบไว้กับอกมากแน่ๆ ถึงได้ยังร้อนอยู่
วันนั้น มองไปสองข้างทางไม่มีแม้แต่เงาอะไรสักอย่าง
แต่ซื่อจ้วงเดินอยู่ข้างหน้า นางก็ไม่รู้สึกกลัว ปลอดภัยมาก
ก่อนหน้านั้นปิดเมือง ขาดแคลนเสบียง พวกชาวบ้านพากันไปหาซื้อข้าวปลาอาหารกันไม่หยุด พี่ชายไปจากบ้านเพราะต้องการไปเลี้ยงม้าศึก นางอยู่บ้านคนเดียวด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น
อีกทั้งสิ่งสำคัญที่สุดคือ นางเชื่อคำพูดของคุณหนูฝูหลิง
ในสายตาของเป่าจู ซ่งฝูหลิงเป็นเด็กสาวที่มีเสน่ห์มาก น่าไว้ใจ
บางครั้งนางยังเกิดความคิดที่ว่า คุณหนูฝูหลิงน่านับถือยิ่งกว่าคุณหนูสามสกุลลู่เสียอีก
วันนั้นคุณหนูฝูหลิงพูดเปิดใจกับนางว่า
“ซื่อจ้วงพูดไม่ได้เป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง…
…ขอเพียงแต่เจ้ารู้สึกว่าอยู่กับเขาไม่มีอะไรติดขัด ถ้าอย่างนั้นการที่เขาพูดไม่ได้ซึ่งเป็นข้อบกพร่องใหญ่ในสายตาคนอื่นก็ไม่ถือว่ามีอะไร ขอเพียงแต่เจ้ารับได้…
…นอกจากนี้ ซื่อจ้วงอาจมีนิสัยแย่ในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่บ้าง…
…เป็นต้นว่า ไม่ชอบตัดเล็บ ในเล็บมีขี้ดินที่หลงเหลือจากการทำงาน เขาก็เอามือมาจับอาหารกิน ไม่ชอบสระผม ไม่ชอบล้างเท้า ไม่ชอบเปลี่ยนเสื้อผ้า อะไรทำนองนี้…
…แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเจ้ารู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เจ้าไม่ต้องใช้ความอดทนเพื่ออยู่กับคนแบบนี้ และก็มีความมั่นใจที่จะเปลี่ยนแปลงเขาได้ งั้นมันก็ไม่ใช่ปัญหา”
ฟังดูแล้วกัน เอาแค่คำพูดพวกนี้ก็รู้แล้วว่าคุณหนูฝูหลิงเปิดใจกับนางขนาดไหน เล่าข้อด้อยของซื่อจ้วงให้ฟังก่อน ไล่มาทีละอย่าง ไม่ได้ปิดบัง ถึงขั้นที่เป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน
จากนั้นคุณหนูฝูหลิงถึงได้วิเคราะห์ข้อดีของซื่อจ้วงให้ฟัง
“คนที่ไม่พูด ไม่ว่าจะพูดไม่ได้หรือขี้เกียจพูด โดยปกติจะมีความคิดที่ละเอียดอ่อนกว่าคนส่วนใหญ่ เพราะเขาถนัดสังเกตมากกว่า…
…โดยปกติคนแบบนี้จะอ่อนไหวในเรื่องอารมณ์…
…และจะยิ่งเอาใจใส่ความรู้สึกของเจ้า รู้จักใส่ใจ ดูอารมณ์จากแววตาของเจ้า ถามความคิดเห็นของเจ้า…
…แต่งงานกับคนแบบนี้ พึ่งพาได้ทั้งชีวิต…
…เมื่อเทียบกับแต่งงานกับคนปากหวานเจ้าเล่ห์ รู้จักแต่พูดเอาใจแต่กลับไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เจ้าแค่เห็นซื่อจ้วงเดินยังจะภูมิใจกว่า…
…หรือพวกคนไม่ละเอียดอ่อนก็พึ่งพาไม่ได้เหมือนกัน ใช้ความซื่อที่พูดน้อยปกปิดความไม่มั่นใจของตัวเอง จัดการไม่ได้สักเรื่อง เห็นซื่อจ้วงหน้าซื่อแบบนั้น แต่สบายใจกว่าเยอะ”
เป่าจู คุณหนูฝูหลิงฉลาดมาก มีเหตุมีผลทุกคำพูด
สุดท้ายพวกนางสองคนก็ได้ข้อสรุปว่า อย่าดูถูกว่าซื่อจ้วงพูดไม่ได้ นั่นน่ะ ‘ยอดชาย’ แห่งขุนเขาเชียวนะ
คุณหนูฝูหลิงที่ ‘ฉลาด’ ถึงเพียงนี้ ค่ำคืนนี้ก็นอนไม่หลับเหมือนกัน
เมื่อก่อนไม่มีหรอกนอนไม่หลับ หลับสบายมาก หัวถึงหมอนก็เรียบร้อย นางเป็นแบบนี้มาตลอด
ปรากฏว่าพ่อที่อยู่ห้องตะวันออก “อูแหวะ!”
ได้ยินไม่ชัดว่าแม่ของนางพูดอะไร
แต่พ่อตะโกนว่า “ข้า ข้า ข้าจะออกไปอ้วก ออกไปอ้วกแน่นอน เพ่ยอิงเลิกถลึงตาใส่เถอะ อูแหวะ!”
ประตูเปิดแล้วก็ปิด ปิดแล้วก็เปิด ซ่งฝูหลิงไม่ตื่นก็แปลกแล้ว
ออกมาอยากช่วยดูแลพ่อ ปรากฏว่านางเห็นพ่อเปลือยท่อนบนซบแม่อยู่ ทั้งสองคนนั่งบนเก้าอี้ยาวในลานบ้านเพื่อรออ้วกระลอกใหม่ นางก็เลยวางน้ำผสมน้ำผึ้งไว้แล้วเข้าบ้านอย่างรู้งาน
เกิดเหตุการณ์แบบนี้นอนหลับก็แปลกแล้ว
ซ่งฝูหลิงนอนอยู่บนเตียง ช่วงเวลายามราตรี นับแกะนับไปนับมาสมองก็เริ่มคิดอย่างไม่รู้ตัว เขาชอบนางตรงไหนกันนะ
ลูบใบหน้าน้อยๆ สวย
จะชอบใบหน้าของนางก็เป็นเรื่องปกติ ฮ่าๆๆ
รอยยิ้มหยุดชะงัก เช่นนั้นเขาก็ฉาบฉวยเกินไป
คุณหนูใหญ่ฝูหลิงเริ่มวิเคราะห์อีกแล้ว
ไม่สิไม่ พวกเราคุยอะไรต้องมีหลักฐานอ้างอิง อย่าพูดลอยๆ
เขาเป็นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ของยุคโบราณ เคยเจอหญิงงามมามากมาย ถึงแม้เราก็งาม แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า ขนาดผู้หญิงสวยยังมีแบ่งหลายแบบเลยนะ
ถ้าเขาเห็นแก่ความสวยจริงคงมีภรรยามีอนุเป็นโขยงแล้ว
เช่นนั้นคำตอบก็ออกมาแล้ว เขาชอบนางที่มีความคิดของยุคปัจจุบัน กับไอเดียแปลกๆ
นางแต่งเรื่องเล่าได้สนุกสนาน เขาอยากอ่านภาคต่อ
โมเดลจำลอง พลุหลากสี ทุ่นระเบิด แอลกอฮอล์ เป็นต้น ถึงแม้บางอย่างเขาจะไม่แน่ใจว่าเป็นฝีมือนาง แต่ก็น่าจะเกิดความสงสัยอยู่
ซ่งฝูหลิงนึกถึงตรงนี้ก็ห่มผ้าลุกขึ้นมานั่ง
สรุปว่า เลิกเอาของในยุคปัจจุบันมายัดใส่ที่นี่ได้แล้ว ต้องระมัดระวังการใช้ความคิดหน่อย
คนคนนั้นละเอียดอ่อนเกินไป คนฉลาดแบบนี้ยุ่งยากจริงๆ
ถ้าเช่นนั้น อืม ดูท่าสาวยุคปัจจุบันมาที่นี่ก็อาจดึงดูดความสนใจจากเขาได้บ้าง
ซ่งฝูหลิงกระจ่างขึ้นมาทันที อ๋า ที่แท้นี่ก็คือออร่าของนางเอก
ทำไมถึงถูกคนมีความรู้ความสามารถสังเกตเห็นได้ เพราะเจ้ามีความคิดที่ต่างจากคนปกติอย่างไรล่ะ รวมถึงทัศนคติและความรอบรู้
เทียบกับสาวยุคโบราณอย่างแท้จริง การวางตัว แม้แต่สายตาเขินอายหลบตาเวลาเจอคนแปลกหน้าก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นั่นเป็นบุคลิกที่สาวยุคปัจจุบันถูกบ่มเพาะมาจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเก้าปี ผ่านสมรภูมิการแข่งขัน ทำงาน กล้าที่จะสู้กับผู้ชาย
วิเคราะห์สาเหตุอย่างมีเหตุมีผล ซ่งฝูหลิง นอนเถอะ
เข้าใจว่าทำไมลู่พั่นชอบนางก็พอแล้ว ที่นางวิเคราะห์เพราะสงสัย
ส่วนนางจะรับหรือไม่นั้น ทำไมนางต้องรับด้วย
ซ่งฝูหลิงวางอนาคตของตัวเองไว้อย่างชัดเจน
ถ้าอยู่ที่นี่หลายปีแล้วยังทะลุมิติกลับยุคปัจจุบันไม่ได้ นางอายุมากขึ้น ความจริงที่ว่านางไม่แต่งงานจะทำให้พ่อแม่ขายหน้ามาก นางเองก็รู้สึกไม่สะดวก เช่นนั้นนางก็จะพิจารณาเรื่องมีครอบครัว นี่คือความคิดในใจของนาง
ส่วนที่บอกแม่ไปพวกนั้นคือล้อเล่น
ในความเป็นจริง พอถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะลู่พั่นหรือใครก็แล้วแต่ ถ้ายังวนเวียนอยู่รอบตัวนาง นางก็จะพิจารณา คนไหนดีก็เอาคนนั้น
ส่วนตอนนี้หากใครมาชอบนาง ก็ชอบไปสิ ไม่เกี่ยวกับนาง ถ้ายังไม่ถึงคราวจำเป็น ความคิดของคนอื่นไม่อยู่ในการพิจารณาของนาง
แต่จะให้ดีก็ชอบแบบเงียบๆ ไป อย่ามารบกวนนาง
ถ้ากล้ารบกวน อย่างเช่น ถ้าลู่พั่นกล้ามาพูดจาเหลวไหลในครอบครัวของนาง ทำให้ช่วงวันเวลาที่ปลูกผักทำสวนกันอยู่ดีๆ เกิดความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน แบบนั้นก็อย่าหาว่านางไม่เกรงใจที่จะพูดออกไปว่า ‘เลิกฝันไปได้เลย น่ารำคาญ’
เช้าตรู่วันต่อมา ณ จวนผู้สำเร็จราชการ ลู่พั่นกำลังกินอาหารเช้า บนโต๊ะมีอาหารสิบกว่าอย่าง แต่ละอย่างมีปริมาณน้อยมาก เขาไม่สิ้นเปลือง
เสี่ยวเฉวียนจื่อเข้ามารายงาน “คุณชายขอรับ สืบมาแล้ว ชื่อม้าพันลี้ขอรับ”
ม้าพันลี้เป็นชื่อบริษัทขนส่งของซ่งฝูเซิง
รวดเร็วมาก ลู่พั่นพยักหน้ารับรู้
ก่อนหน้านี้งานวิ่งไปสืบเรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่ของซุ่นจื่อ แต่หลังจากลู่พั่นกลับมาครั้งนี้ เขาก็จงใจให้เสี่ยวเฉวียนจื่อเป็นคนออกไปข้างนอก
เขาต้องการให้พวกคนนอกรู้ว่า คนข้างกายเขาที่ไว้ใจได้ไม่ได้มีแค่ซุ่นจื่อ ยังมีเสี่ยวเฉวียนจื่อแขนเดียวอีกด้วย