ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 727-1 นางมาแล้วๆ นางถือขนมน้ำตาลปั้นเดินมาแล้ว
ตอนที่ 727-1 นางมาแล้วๆ นางถือขนมน้ำตาลปั้นเดินมาแล้ว
เข้าไปพักแล้ว
ก็แค่ได้ยินว่าพาจวี่เหรินที่มาจากภูมิลำเนาเดียวกันมาหลายคน
แต่ถ้าไม่ให้จวี่เหรินพวกนั้นเข้าพักด้วยคงไม่มีทางเข้าไปพักแน่
“ขอแค่เข้าไปพักก็พอแล้ว…
…ข้ายังกังวลอยู่ว่าครอบครัวนั้นจะยืนกรานปฏิเสธ…
…เจ้าคอยไปดูหน่อยว่าทางนั้นขาดเหลืออะไรหรือไม่ เอาไปส่งให้…
…จริงสิ พรุ่งนี้เจ้าส่งคนไปรับย่าของเด็กคนนั้นมาหน่อย ข้าต้องเจอนาง”
เหล่าฮูหยินคำนวณวันเวลาในใจ ไม่เจอท่านย่าหม่ามานานมากแล้วจริงๆ
ครั้งก่อนหมินหรุ่ยเคยเอ่ยถึงในจดหมาย บอกว่าย่าของเด็กคนนั้นเคยกำชับเขาที่เมืองเฟิ่งเทียนว่าต้องเขียนจดหมายหาครอบครัวบ่อยๆ คุยกันให้มาก
ฉินหมอมอได้ฟังก็พูดขึ้น “ได้ยินว่านางไม่ได้มาเจ้าค่ะ”
“หืม? ไม่ได้มารึ”
เหล่าฮูหยินแอบรู้สึกเสียดาย
ดันชามรังนกตรงหน้าออกแล้วรับชามน้ำชาที่สาวใช้ยื่นให้มากลั้วปาก เอาผ้าเช็ดหน้าซับมุมปาก จากนั้นถึงพูดขึ้น
“ยังคิดว่าจะได้คุยกับนางสักหน่อย เอาเถอะ ด้วยความสามารถของลูกชายคนสามของนาง คิดว่าคงอีกไม่ไกลแล้ว”
ฉินหมอมอก็ยิ้มพลางพูด “เจ้าค่ะ ครั้งนี้ไม่มา ครั้งหน้าต้องมาแน่นอน”
สอบได้อันดับสองถึงสองครั้งก็แสดงว่ามีความสามารถจริงๆ
ตอนองค์หญิงที่อยู่ในเมืองหลวงทราบข่าวก็ได้เอ่ยชมขึ้นมาทันที สร้างฐานะด้วยมือเปล่า จากศูนย์จนมั่งมี ช่างเป็นครอบครัวที่มานะบากบั่นเสียจริง
ถึงแม้ต่อให้ครั้งนี้ได้อันดับหนึ่ง สอง หรือสาม อย่างมากก็ได้เป็นแค่ขุนนางขั้นหกขั้นเจ็ด ยังคงแตกต่างกับจวนลู่อีกมาก
แต่มันก็ไม่เหมือนกันแล้ว
เพราะนั่นคือครอบครัวของบัณฑิตที่ฮ่องเต้ให้การรับรอง พอถึงตอนนั้นไปสู่ขอแม่นางซ่ง แต่ละตระกูลในเมืองหลวงก็คงนินทากันน้อยลงไปมาก
มีเสียงพูดของสาวใช้จากด้านนอก “เหล่าฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูสามกับเขยสามกลับจวนมาเจ้าค่ะ”
ทำไมกลับจวนมาเวลานี้
มีของอะไรแปลกใหม่มาให้แม่ตัวเองกับนางอีกแล้วหรือ
แต่ไหนแต่ไรมาเวลาจือหว่านมีของดีอะไรจะไม่เก็บค้างคืน รีบส่งกลับมาที่บ้านแม่บ่อยๆ
เพื่อให้พวกลูกสาวสะดวกเวลากลับบ้าน คราวนี้จวนผู้สำเร็จราชการที่อยู่ในเมืองหลวงจึงมีเรือนเอาไว้ให้ลูกสาวทุกคน
ไม่ใช่จัดเป็นเรือนเหมือนตอนก่อนออกเรือน แต่จัดเป็นเรือนสำหรับให้แต่ละครอบครัวเข้าพัก
แบบนั้นพวกลูกเขยก็ไม่ต้องไปพักที่เรือนหน้าของจวนผู้สำเร็จราชการ
เหล่าฮูหยินให้ส่งคนไปบอกว่านางยังไม่พักผ่อน
ให้หลานสาวคนสามพาอึนนาน้อยมาที่เรือนของนางก่อน และนางก็มีเรื่องอยากคุยกับหลานสาวคนสามอยู่พอดี
ทั้งยังส่ายมือไล่ให้ฉินหมอมอไปจัดหาของที่อึนนาชอบกินชอบเล่นมา
ทุกครั้งที่ลู่จือหว่านกลับบ้านแม่ อย่าว่าแต่เหล่าฮูหยินจะไม่พักผ่อนเลย ต่อให้ล้มตัวลงนอนไปแล้วก็จะลุกขึ้นมา แม้แต่ตอนที่รู้สึกไม่ค่อยสบายก็จะฟังเสียงอยู่หลังม่าน เพียงเพราะอยากได้ยินเสียงความครึกครื้น
จวนผู้สำเร็จราชการใหญ่โต แต่คนกลับน้อยเหลือเกิน
ลู่จือหว่านกำลังเดินมาพลางบ่นสามีระหว่างทาง “แอนนา แอนนา ชื่อออกจะไพเราะ ทำไมสามีของนางถึงเรียกว่าอึนนา พาท่านย่าเรียกเพี้ยนไปด้วย”
ฉีตงหมิงรู้สึกเหมือนถูกปรักปรำ เขายังไม่ได้ไปคิดบัญชีกับน้องชายเมียเลยนะ ตั้งชื่ออะไรกัน
แต่อาจเป็นเพราะหมินหรุ่ยตั้งชื่อให้เด็กคนนี้ คราวก่อนหลังจากหมินหรุ่ยคุยธุระสำคัญในจดหมายเสร็จยังตั้งใจถามถึงแอนนาด้วยว่าสุขภาพแข็งแรงหรือเปล่า
หมินหรุ่ยมีพี่สาวตั้งหลายคน พี่สาวแต่ละคนต่างก็มีลูก แต่แอนนาเป็นคนแรกที่ถูกถามถึง
ช่วงนี้ถ้าฉีตงหมิงตามภรรยากลับบ้านพ่อตาแม่ยายได้ก็จะกลับมาด้วย
เพราะตำแหน่งหน้าที่ของเขาในตอนนี้คือรับผิดชอบกำกับดูแลเสบียงอาหารของทหารตระกูลลู่
เขากลับมาบ้านพ่อตาแม่ยายก็ช่วยเล่าสถานการณ์ของหมินรุ่ยที่อยู่แนวหน้าให้ท่านอัครเสนาบดีกับแม่ยายฟังได้
พอเหล่าฮูหยินเห็นอึนนาน้อยก็ยิ้มกว้างไม่หุบ “อ้วนขึ้นอีกแล้วนะ”
เด็กโตเท่านี้อยู่ในวัยกำลังน่ารัก ผมของแอนนาถูกมัดจุก มืออวบอ้วนดึงดอกไม้ที่อยู่บนหัวเล่น แถมเด็กคนนี้ไม่งอแง
ลู่จือหว่านเอาผ้าเช็ดหน้าปัดๆ “ใช่เจ้าค่ะท่านย่า อ้วนขึ้นอีกแล้ว ข้าอุ้มแล้วกินแรงมาก กินเก่งยิ่งกว่าตอนพี่ชายเยอะเลย ให้อะไรก็กิน ไม่เคยเห็นเลือกกิน ข้าล่ะกลัวลูกจะกินจนอ้วนตุ๊ต๊ะ”
พูดคุยกันอยู่สักพักลู่จือหว่านก็ยืนขึ้น “ท่านย่า ข้าขอฝากแอนนาไว้ที่นี่ ข้าอยากไปดูเรือนของหมินหรุ่ยว่าจัดการไปถึงไหนแล้ว”
ทันใดนั้น เหล่าฮูหยินก็นึกสนใจ “ย่าไปกับเจ้าด้วยแล้วกัน ตอนนี้เรือนนั้นวุ่นวายมาก ตรงไหนก็ดูรกไปหมด ย่าจะแนะนำให้ฟัง”
ฉินหมอมอยิ้ม มีแค่องค์หญิงที่อธิบายที่นั่นได้จริงๆ เพราะองค์หญิงดูแลการก่อสร้างด้วยตัวเองมาตลอด
พากันขึ้นเกี้ยวหามไป เปลวไฟส่องสว่าง ถือโคมเดินตาม มายังเรือนของลู่หมินหรุ่ย
ลู่จือหว่านบอกว่า มองไม่ออกเลยว่าอะไรเป็นอะไร มีแต่กองอิฐกองไม้ อย่างไร รื้อหมดเลยเหรอ เหลือแต่โครงเนี่ยนะ
มิน่าคนนอกถึงลือกันว่าจวนผู้สำเร็จราชการกำลังทำทิวทัศน์ที่ใหญ่โต แบบที่ต้องใช้เวลานานมาก
ไม่เข้าใจ
เหล่าฮูหยินบอกให้สาวใช้เปิดห้องหนึ่ง จุดตะเกียงให้หมด ทันใดนั้นลู่จือหว่านก็เอามือปิดปาก
ภายในห้องว่างมีโต๊ะใหญ่อยู่แค่ตัวเดียว
เป็นโต๊ะแบบจำลองขนาดใหญ่
แต่ละจุดของทั้งเรือนรวมถึงวิวทิวทัศน์ล้วนมีหมด
เหล่าฮูหยินถือไม้ยาวแล้วเริ่มชี้ให้หลานสาวดู
“เห็นนี่หรือไม่ ห้องที่พวกเรายืนอยู่ก็จะทำเชื่อมเป็นห้องหนังสือ…
…แบบที่มีสองห้อง ก็จะกลายเป็นห้องของน้องชายกับน้องสะใภ้เจ้าคนละห้อง…
…เห็นตรงนี้ไหม นี่ก็เป็นห้องของสองคน…
…นี่เป็นห้องวาดภาพ ตรงนั้นเป็นห้องที่เอาไว้ให้น้องสะใภ้เจ้าอยากทำอะไรก็ทำ จะมีโต๊ะวางเรียงกัน…
…นางทำพลุหลากสีเป็นใช่ไหมล่ะ ได้ยินย่าของนางบอกว่านางยังชอบเล่นปั้นดินปั้นโคลนด้วย…
…ย่าเลยคิดว่า หมินหรุ่ยทำห้องนี้ก็เพราะอยากให้นางมีห้องไว้เล่น”
ลู่จือหว่านไม่รู้จะพูดอะไรดีแล้ว เพราะนางยังเห็นน้องชายทำห้องอบขนมด้วย คิดว่าพอถึงเวลาในนั้นก็คงมีสารพัดเตา
“ท่านย่าคงไม่ได้จะให้นางพอแต่งเข้ามาก็ยังอบขนมให้คนอื่นกินนะเจ้าคะ”
“คนอื่นมีสิทธิ์ที่ไหน” เหล่าฮูหยินยิ้มพลางพูดต่อ “หมินหรุ่ยบอกว่า พวกเขาสองคนจะช่วยกันทำมาให้ย่ากิน”
ลู่จือหว่าน
จากนั้นท่านย่าก็หลงคารมน้องชายข้าจนเปิดคลังสมบัติส่วนตัวใช่หรือไม่ ของดีๆ ที่เก็บไว้ขนเอามาไว้ที่นี่หมดแล้วหรือเปล่า
ว้าว กระจกหลากสีที่อยากได้ที่สุด
ลู่จือหว่านอดเข้าไปลูบดูไม่ได้ เมื่อก่อนนางก็อยากได้สักชิ้น แบบที่แค่ส่องเห็นแต่ท่อนบนก็ได้ ไม่มี แต่น้องชายนางกลับมีถึงครึ่งผนัง
เหล่าฮูหยินยิ้มพลางบอกว่านี่แค่ของในห้องอาบน้ำ อนาคตจะยังมีในห้องอื่นอีก
ลู่จือหว่านพูดออกมาทันที “ติดไว้ในห้องอาบน้ำทำไม อาบเสร็จยังจะส่องอีกรึ ดูสิ ในนี้ยังจะปูเตียงปูพรมสำหรับสองคนอีก ไม่เข้าไปนอนในห้องล่ะ ที่นี่ชื้น ส่องกระจกหลากสีแล้วจะอาบสนุกขึ้นหรืออย่างไร”
นางถูกลู่ฮูหยินถลึงตาใส่ เป็นพี่สาวพูดแบบนี้ได้ยังไง จะไปสนทำไมว่าอาบเสร็จแล้วจะนอนไหน เดี๋ยวพวกสาวใช้ได้ยินเข้าจะคิดว่าน้องชายเจ้ามีรสนิยมพิลึก ปากไม่มีหูรูด
แอนนาเข้าไปหากระจกหลากสี ยื่นมืออวบๆ ตีตัวเองที่อยู่ในกระจกพลางเรียกแม่ “อือๆ”
ลู่จือหว่านรีบเข้าไปห้ามลูก “อย่าตีสิลูก แม่ชดใช้ไม่ไหวนะ”
คำพูดนี้เล่นเอาเหล่าฮูหยินกับลู่ฮูหยินหัวเราะ
ลู่จือหว่านสอดส่องซ้ายขวา สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า
ใครบอกกันว่าน้องชายของนางเรียบง่าย พวกคนข้างนอกพูดผิดแล้ว มองคนผิด
ถ้าน้องชายของนางนึกจะล้างผลาญขึ้นมา ใครก็สู้ไม่ได้
แถมยังจะเป็นแบบเรียบหรู
ไม่หวือหวาเกินไป แต่ต้องประณีตพิถีพิถันทุกจุด นี่แหละยากที่สุด
“จือหว่าน พรุ่งนี้ตามย่าไปข้างนอกหน่อย”
“ไปไหนหรือเจ้าคะท่านย่า”
“ไปปินโหลว”
ที่นั่นคือภัตตาคารในเมืองหลวงที่อยู่บนถนนที่ครึกครื้นที่สุด สูงห้าชั้น “ท่านย่าไปที่นั่นทำไมเจ้าคะ”
ลู่จือหว่านพูดจบอยู่ๆ ก็ฉุกคิดได้ “ซ่งพั่งยามาถึงแล้วหรือ”
เหล่าฮูหยินยิ้มตาหยี มาแล้ว หาที่สูงไปแอบส่องดูหน่อย จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเห็นหน้า ทนรอไม่ไหวแล้ว ให้หลานสาวคนสามไปเป็นเพื่อนรับรองมองไม่ผิดตัว
…