ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 746-1 ข้าอยากขอบคุณท่าน
ตอนที่ 746-1 ข้าอยากขอบคุณท่าน
ภายในตำหนักไท่เหอมีก้งเซิงทั้งหมดสามร้อยคน
พวกเขาบ้างก็หลับตาครุ่นคิด บ้างก็เดี๋ยวเขียนเดี๋ยวหยุด คิดหนักก่อนจะเขียน
บ้างก็ลังเลแกว่งพู่กัน
ยังมีบางคนที่นั่งเหม่อในช่วงเวลาสำคัญนี้ ชำเลืองมองตำหนักใหญ่สีทองอร่าม
คิดในใจ ไม่รู้ว่าชีวิตนี้ยังจะมีโอกาสได้เข้ามาที่นี่อีกหรือเปล่า
ส่วนหยางหมิงหย่วนเป็นประเภทที่จิตใจจดจ่อ อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ลงมือเขียน
เขากำลังเสริมคำพูดที่ซ่งฝูเซิงยังเขียนตอบไปไม่หมด
บางความคิดเขารู้สึกว่าต้องเขียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น กระจ่างยิ่งขึ้น
รวมถึงเขียนความคิดบางอย่างที่ระหว่างทางมาเมืองหลวงเขาได้แนวทางมาจากซ่งฝูเซิงแล้วไปสืบค้นหนังสือประวัติศาสตร์ต่อในทุกคืน
เวลานี้หากเขาออกไปแล้วมีคนถามเขาด้วยความสงสัยว่าตำหนักไท่เหอเป็นอย่างไร
เขาคงตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้ดูเลย
เมื่อเขียนในสิ่งที่เขาคิดว่าควรเขียนเสร็จ หยางหมิงหย่วนก็ไม่ได้หยุด
ในสมองของเขาเต็มไปด้วยภาพที่เกี่ยวกับคำพูดและรอยยิ้มของซ่งฝูเซิง
อำเภอที่เดินทางผ่านมา
“พี่ชาย ปีนี้น้ำท่วม หมู่บ้านพวกเจ้าเป็นไงบ้าง”
“เถ้าแก่ ทำไมขายข้าวแพงขนาดนี้ ที่นี่ไม่ปลูกข้าวเหรอ”
“ท่านลุง ของขึ้นชื่อของที่นี่มีอะไรบ้างเหรอ”
ตอนนั้นเขารู้สึกงงว่าทำไมอาซ่งถึงได้มีเรื่องคุยกับคนเหล่านั้นได้มากขนาดนั้น
ไม่ว่าจะไปที่อำเภอไหน ขอแค่อาซ่งออกไปซื้อของก็มักจะมีเรื่องคุยกับคนเหล่านั้น ทั้งๆ ที่เดินทางมาก็เหนื่อยมากแล้ว
ต่อมาท่านอาจารย์ได้บอกว่า
“หมิงหย่วน จำไว้นะ ถ้าวันหนึ่งได้เป็นขุนนางต้องไปดูตามท้องถิ่นให้ทั่วๆ…
…อย่าเชื่อแค่สิ่งที่คนอื่นมารายงาน…
…ต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเองว่าชาวบ้านของเจ้ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรกันแน่ เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่ถูกปิดหูปิดตา”
ตอนนั้นซ่งฝูเซิงพูดแบบนี้กับหยางหมิงหย่วนโดยไม่ได้ตั้งใจ แค่รู้สึกว่าขุนนางท้องถิ่นของยุคโบราณสมกับที่ถูกเรียกว่าเป็นพ่อแม่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านจริงๆ
เพราะที่นี่ไม่เหมือนยุคปัจจุบัน
ขุนนางที่นี่ต้องดูแลทุกเรื่อง เรื่องใหญ่ก็ถึงขั้นที่ตัดสินความเป็นความตายของคนที่ทำผิดกฎบ้านเมือง เรื่องเล็กก็แบบที่ต้องให้ความยุติธรรมกับสตรีที่ถูกผู้ชายรังแกแล้วไปฟ้องทางการ
ที่สำคัญที่สุดคือ ขุนนางท้องถิ่นไม่เพียงแต่ต้องควบหลายตำแหน่ง เช่น เป็นขุนนางตุลาการ ขุนนางตรวจตรา ยังต้องคุมจีดีพี พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในความดูแลมีชีวิตที่กินอิ่มท้อง
หยางหมิงหย่วนเอาความคิดหลังจากฟังสิ่งเหล่านี้จบมาถ่ายทอดลงบนกระดาษคำตอบ
ต่อมาสมองของเขาก็นึกถึงสิ่งต่างๆ ที่ซ่งฝูเซิงเล่าให้ฟัง เขียนสองความคิดของซ่งฝูเซิงลงไป ทำเป็นบทสรุปสุดท้ายของการตอบข้อสอบครั้งนี้
ข้อแรก ขุนนางท้องถิ่นควรเป็นอย่างไร
เมื่อประสบปัญหา อย่าคิดว่าตัวเองมีทางหนีทีไล่
ชาวบ้านมีทางรอด ขุนนางถึงจะรอดด้วย
ต้องรอดไปพร้อมกับชาวบ้าน ต้องเป็นเสาหลักให้ชาวบ้าน
อย่างไรเสีย ตัวเองก็มีอำนาจอยู่ในมือเมื่อเทียบกับคนทั่วไป
ข้อสอง เมื่อท้องถิ่นของตัวเองไม่มีวิกฤติ ได้ยินว่าภายนอกเกิดภัยพิบัติ ในฐานะที่ตัวเองเป็นขุนนางท้องถิ่นอย่าคิดว่าพื้นที่ของตัวเองสงบสุขก็พอแล้ว
มีบ้านเมืองถึงมีครอบครัว
ราชสำนักแข็งแกร่งเท่านั้นครอบครัวเล็กๆ ของเจ้าถึงจะกินอิ่มร่ำรวยได้
เกล็ดหิมะแต่ละแผ่นต่างไม่ยินดียอมรับว่าตัวเองเป็นตัวหายนะที่ก่อให้เกิดหิมะถล่ม แท้จริงแล้วเกล็ดหิมะทั้งหมดล้วนมีส่วนที่ทำให้หิมะถล่ม เมื่อหิมะถล่ม ไม่มีเกล็ดหิมะแผ่นไหนที่รอดพ้น
ดังนั้นขุนนางของทุกพื้นที่ เมื่อได้ยินว่าที่ใดประสบความลำบาก โปรดมีความรู้สึกร่วม โปรดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฮ่องเต้ ราชสำนัก หรือขุนนางท้องถิ่นที่ประสบภัย แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน
…
หยางหมิงหย่วนเป็นคนแรกที่ลงมือเขียน เมื่อคนอื่นตอบเสร็จทั้งหมด เขากลับเป็นคนสุดท้ายที่วางพู่กัน
เขารู้ว่าตัวเองเขียนออกนอกเรื่องแล้ว
เขาไม่ได้บอกว่าโจทย์ในวันนี้เป็นกระดาษข้อสอบของอาจารย์ของเขา เขาแค่เขียนถึงอาจารย์ในคำตอบของเขา บรรยายอีกมุมหนึ่งของซ่งฝูเซิง เล่าถึงสิ่งที่จุดประกายความคิดมากมายของเขา
แต่ต้องพูดเลยว่า ‘อาจารย์’ ที่หยางหมิงหย่วนเอ่ยถึงดูมีตัวตน ทำให้คนตรวจข้อสอบราวกับเห็นคนผู้นั้นมีชีวิตตัวเป็นๆ สงสัยเหลือเกินว่าอาจารย์ของก้งเซิงผู้นี้เป็นใคร
กระดาษคำตอบถูกเก็บไป
หยางหมิงหย่วนที่ดูงามสง่าเม้มริมฝีปาก เก็บถุงใส่พู่กันอย่างใจเย็น
รอฮ่องเต้กับคนตรวจข้อสอบตัดสินชะตาชีวิตของเขา
เขาไม่รู้สึกลนลานแม้แต่น้อย
สนามก่อนเขาไม่กล้าเขียน
สนามนี้ได้ยินว่าการสอบเตี้ยนซื่อจะไม่คัดคนออก อย่างแย่สุดก็เป็นถงจิ้นซื่อขั้นสามเหมือนๆ กัน เช่นนั้นเขายังจะกลัวอะไรอีก
ดูเขาสิ ขนาดอยากแสดงความคิดเห็นของตัวเองยังต้องรอหาโอกาส มีความกล้าอยู่แค่นี้
เขาจึงคิดว่าตัวเองไม่มีทางสู้อาจารย์ที่อยู่ในใจเขาได้ เขาคิดว่าจอหงวนที่แท้จริงก็คือซ่งฝูเซิง
หยางหมิงหย่วนสลัดภาพซ่งฝูเซิงยืนโดดเดี่ยวที่หน้าบ้านไม่หลุด
จวี่เหรินห้าสิบหกคนที่มาด้วยกัน คนที่ควรได้เข้ามาที่ตำหนักใหญ่แห่งนี้มากที่สุด คนที่สามารถเป็นขุนนางน้ำดีได้มากที่สุด กลับต้องยืนส่งพวกเขาที่หน้าบ้าน ช่างน่าตลกสิ้นดี
เช่นนั้นเขาก็เป็นถงจิ้นซื่อไปแล้วกัน
ถึงขั้นที่หยางหมิงหย่วนแทบอยากกลับไปเป็นซิ่วไฉ เพราะซ่งฝูเซิงเพิ่งได้เป็นจวี่เหริน นี่จะเป็นการแสดงออกหรือเปล่าว่า คนบางคนที่สอบตกต่างหากถึงจะเป็นคนเก่งที่แท้จริงของราชสำนัก
…
ภายในตำหนัก บรรดาก้งเซิงต่างรอกันอยู่เงียบๆ
ขั้นตอนการสอบเตี้ยนซื่อในปีนี้แตกต่างจากเมื่อสิบกว่าปีก่อน
การสอบจอหงวนเมื่อสิบปีก่อน หลังสอบเตี้ยนซื่อเสร็จให้กลับไปรอที่บ้าน
ตรวจข้อสอบจำเป็นต้องใช้เวลาหนึ่งวัน ฮ่องเต้อ่านเองอีกหนึ่งวัน ซึ่งก็หมายความว่า ต้องกลับบ้านก่อน อีกสองวันค่อยมาฟังผลในตำหนัก
แต่ปีนี้ แนวหน้ากำลังทำสงคราม ท่าทีของฮ่องเต้ราวกับบอกว่าข้ามีเวลาว่างที่ไหนกัน ยังจะสองวันให้หลังอะไรอีก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ไหม
ปีนี้ก็เลยกลายเป็นว่า พอพวกก้งเซิงตอบเสร็จก็ถูกเก็บกระดาษคำตอบส่งไปที่ห้องทรงพระอักษรทันที
ภายในห้องทรงพระอักษรมีหัวหน้าคุมสอบพร้อมขุนนางของแต่ละกรมจำนวนสิบสองคนกำลังรออยู่ เมื่อได้กระดาษคำตอบมาพวกเขาก็เริ่มตรวจ
เลือกคำตอบของคนที่พวกเขาเห็นดีเห็นชอบ จากนั้นก็รวบรวมให้ฮ่องเต้
เมื่อถึงเวลาฮ่องเต้ก็จะไปยังตำหนักว่าราชการที่ใช้หารือ ตัดสินด้วยตัวเองว่าบทความไหนที่ถูกเลือกอย่างแท้จริง
“ใต้เท้าเมิ่ง ท่านอ่านคำตอบของก้งเซิงคนนี้หรือยัง”
หยางหมิงหย่วนโชคดีมาก ข้อสอบของเขาถูกแบ่งไปที่ใต้เท้าอัน
ก็ไม่รู้ว่าใต้เท้าอันจงใจหรือเปล่า เอาเผือกร้อนลวกมือชิ้นนี้ที่เขารู้สึกว่าอาจมีการเห็นแย้งครั้งใหญ่โยนไปให้เมิ่งจิ่งอวี้ที่เป็นหัวหน้าคุมสอบ
ราวกับอยากดูว่าใต้เท้าเมิ่งจะจัดการอย่างไร
คนเราน่ะ ให้ความสำคัญกับโอกาส คนพร้อม ในเวลาที่เหมาะสม
หากใต้เท้าเมิ่งไม่ถูกฮ่องเต้เรียกไปดุ เขาก็อาจทำแบบเดิมอีก
แต่เขาเพิ่งถูกดุไป รู้สึกว่าจะรีบตัดสินคำตอบที่มีความเห็นแย้งอย่างรุนแรงแบบนี้ไม่ได้ ต้องซึมซับบทเรียนครั้งก่อน อันไหนที่คนตรวจเห็นต่างกันมากๆ ก็เอาไปให้ฮ่องเต้ตัดสินดีกว่า
ใช่ว่าฮ่องเต้จะไม่มา เดี๋ยวก็มาแล้ว
และประเด็นสำคัญคือ ‘อาจารย์’ ที่หยางหมิงหย่วนเอ่ยถึง ไหนจะความคิดที่สาธยายออกมา สรุปออกมา เอาแค่ความคิดนี้ คนเป็นขุนนางต้องคิดแทนฮ่องเต้ แทนราชสำนัก และแทนราษฎร
เหล่าเมิ่งรู้สึกว่ากระดาษคำตอบฉบับนี้แตกต่างออกไป
อย่าเห็นว่าคนตรวจข้อสอบเห็นต่างกันมาก แต่คุณลักษณะไม่เหมือนคนอื่นเลย
“ฮ่องเต้เสด็จ”
ขุนนางทั้งหมดรีบลุกขึ้นจัดชุดให้เรียบร้อยแล้วคุกเข่าต้อนรับ
“ตรวจไปถึงไหนแล้ว”
ใต้เท้าเมิ่งหยิบกระดาษคำตอบที่คัดเลือกออกมาโน้มตัวถวายฮ่องเต้ “ทูลฝ่าบาท นี่เป็นคำตอบที่ค่อนข้างเป็นที่เห็นต่าง ต้องขอให้พระองค์ช่วยตัดสินพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองใต้เท้าเมิ่ง
มองออกเลยว่าช่วงไม่กี่วันมานี้มหาบัณฑิตเมิ่งซูบผอมลงไปไม่น้อย
คิดในใจ เพราะเห็นต่างท่านเลยต้องช่วยข้าตัดสินมิใช่รึ
ฮ่องเต้ประทับอยู่ด้านหน้าสุดของห้องทรงพระอักษร
พอเปิดอ่าน ทำพูดไป มีหลายฉบับที่ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกเหนือความคาดหมาย
หนึ่งในนั้นเป็นบทความของติงเจียน
ตอนติงเจียนตอบได้คิดว่า ในเมื่อผู้เขียนคำตอบของข้อสอบฉบับนี้เขียนได้ถึงขั้นนี้ เช่นนั้นเขายังจะมีอะไรที่ตอบไม่ได้อีก
หากฮ่องเต้อยากให้พวกเขาไม่เห็นด้วยกับความคิดพวกนี้ก็ไม่เห็นต้องลงทุนลงแรงขนาดนี้
เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้อยากฟังสิ่งที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น นำไปใช้ได้จริง
เนื่องจากมีชาติกำเนิดที่สูง เจอโลกมามาก ติงเจียนจึงเขียนได้รอบด้านมากกว่าโดยอิงพื้นฐานบทความของซ่งฝูเซิง
ยังมีก้งเซิงอีกคนที่มาจากเขาอู่ไถ
ก้งเซิงคนนี้อายุค่อนข้างมาก ห้าสิบกว่า บทความที่เขียนถึงกับทำให้ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว
ก็แค่ได้ยินมาว่ารูปร่างหน้าตาธรรมดา แถมอายุยังมากแล้ว หลักๆ คืออายุมาก แอบเสียดายอยู่ในใจ
คนสุดท้ายคือคำตอบของหยางหมิงหย่วน
ฮ่องเต้อ่านทั้งหมดจนจบ
อ่านจบก็ยกถ้วยชา ก้มน้ำดื่มชาเงียบๆ ไปหลายจิบ กินขนมสองชิ้น
ดูท่าข้าเกือบจะพลาดขุนนางน้ำดีไปหนึ่งคน อาจารย์ของผู้เข้าสอบคนนี้คือใคร