ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 760 ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อน ไม่เชื่อคนง่าย
ตอนที่ 760 ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อน ไม่เชื่อคนง่าย
พวกมือปราบแย่งกันจะเข้าไปยกป้าย แต่ละคนใบหน้ายิ้มแย้ม “พวกข้าน้อยมาแล้ว มาแล้วขอรับ ป้ายพระราชทานนี้ต้องเอาไปอยู่ข้างหน้าเพื่อเปิดทาง”
พวกแรงงานของร้านม้าพันลี้ที่ตามมาด้วยมองเถียนสี่ฟา
เถียนสี่ฟาโบกมือ เช่นนั้นก็ให้พวกเขายกไปแล้วกัน
คิดในใจ พอป้ายนี้ปรากฏ แต่ละคนถึงเชื่อฟัง ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ แต่น่าเสียดายที่บางคนไม่รู้ มันสายไปแล้ว
ก็เพราะว่ากลัวสายเกินไปอย่างไรล่ะ
เมื่อครู่ได้ยินคำสั่งแต่กลับไม่ขยับ กลัวที่สุดก็คือใต้เท้านายอำเภอหมายหัวพวกเขาอยู่ในใจ
พวกหัวหน้ามือปราบพากันทำความเคารพซ่งฝูเซิง พูดเชิญ “เชิญใต้เท้าขึ้นเกี้ยว”
บางคนคิดไว้แล้วว่า ขอแค่ใต้เท้าขึ้นเกี้ยว เขาก็จะไล่คนหามเกี้ยวแล้วไปหามเอง
ซ่งฝูเซิงดึงบังเหียน ลูบหัวเสี่ยวหงที่เชิดหน้าขึ้น ขึ้นม้าโดยไม่แม้แต่จะมอง
พวกหัวหน้ามือปราบมองหน้ากัน
แย่แล้ว ทำอย่างไรดี
ยังจะทำอย่างไรได้อีก
ก็ต้องเตรียมเกี้ยวไว้ พวกเราวิ่งตามหลัง ยามจำเป็น ใต้เท้าว่าอะไร พวกเราต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ยามที่พวกเราไม่รู้ว่าใต้เท้าจะทำอะไรต่อ ก็ดูใต้เท้าผู้ช่วยนายอำเภอกับเสมียนว่าทำอย่างไร รับรองไม่ผิดหรอก
พวกเขาคิดได้ถึงตรงนี้ก็รีบหันไปหารองผู้ช่วยหลี่ว์ที่อยู่ในกลุ่มคน ปรากฏว่าพอมองไปก็รู้สึกว่าพอกัน
ซ่งฝูเซิงก็ทนดูไม่ไหว
พวกขุนนางอย่างรองผู้ช่วยนายอำเภอ เสมียน ต่างวิ่งหอบอยู่ด้านหลัง
ซ่งฝูเซิงดึงบังเหียน หันมองคนพวกนั้นที่ใส่หมวกขุนนางวิ่ง “ทำไมไม่นั่งเกี้ยว”
ผู้ช่วยหลี่ว์หอบพลางคิดในใจ
ใต้เท้า ท่านขี่ม้า ถ้าข้านั่งเกี้ยว ไม่เท่ากับอยากลงจากตำแหน่งไวๆ เหรอ
ถึงแม้ท่านจะยังหนุ่ม เพิ่งมาถึงได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แต่พูดตามตรง ข้าเห็นบารมีของท่านแล้ว
ข้าจะกล้าทำอวดดีในขณะที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของท่านได้อย่างไร
ผู้ช่วยหลี่ว์ปาดเหงื่อ สายตามองป้ายพระราชทานที่เปิดทางอยู่ข้างหน้า
จะว่าไป เขาสามารถรู้ตื้นลึกหนาบางของตระกูลที่ได้รับป้ายพระทานได้ด้วยเหรอ
รู้สึกว่าในบรรดาคนรู้จักทั้งหมด ดูเหมือนคนที่เข้าไปคลุกคลีกับของแบบนี้ได้ เขาไม่รู้จักเลยสักคน
บางทีทางเขตหวงหลงน่าจะรู้เรื่องของนายอำเภอคนใหม่ตอนอยู่เมืองเฟิ่งเทียนบ้างหรือเปล่า ไม่รู้ว่าเบื้องบนจะเปิดเผยให้เขารู้บ้างได้ไหม
เสมียนฉินเดินอ้อมผู้ช่วยหลี่ว์ที่อยู่ข้างหน้า “เรียนใต้เท้า ท่านไม่ขึ้นเกี้ยว ข้าจะนั่งเกี้ยวได้อย่างไร อีกอย่าง พวกข้าขนาบซ้ายขวาของท่าน อีกประเดี๋ยวเข้าเมืองจะได้ช่วยแนะนำให้ท่านได้”
ต่อมาพอใกล้ถึงประตูเมือง ซ่งฝูเซิงก็ทนเห็นคนพวกนี้วิ่งตามต่อไปไม่ไหว ชาวบ้านเห็นจะดูไม่งาม เลยหันไปสั่งให้พวกเขาขึ้นเกี้ยว
แต่ขุนนางพวกนี้กลับขัดคำสั่งอีกครั้ง
ไม่กล้าขึ้นเกี้ยว
ผู้ช่วยหลี่ว์หันไปยิ้มให้ซ่งฝูไฉที่คุมเกวียนอยู่ หลบหน่อย พี่ชาย หลบหน่อย”
ปีนขึ้นไปบนเกวียนล่อ
คราวนี้ไม่กล้าเดาสถานะคนในครอบครัวซ่งมั่วๆ อีกแล้ว พูดอย่างนอบน้อม “ไม่ทราบว่าท่านเป็นอะไรกับใต้เท้าหรือ”
“ข้าเป็นพี่ชายคนโตของเขา”
“ไอ๊หยา ที่แท้ก็พี่ใหญ่ ข้าเสียมารยาทที่ไม่ได้รีบออกไปต้อนรับ” ผู้ช่วยหลี่ว์ยิ้มพลางพูดอย่างจริงใจ
เล่นเอาซ่งฝูไฉยังรู้สึกอาย
แต่เขายังไม่ลืมที่เมื่อครู่ตอนน้องชายเขาสั่ง คนพวกนี้กลับไม่ขยับ คนในครอบครัวต่างมองอยู่
ตอนนั้นเขาเห็นใจน้องชายมาก
ดีนะที่ครั้งนี้พวกเขาตามมาด้วย ถ้าไม่ได้มา ไม่เท่ากับว่าน้องชายเขาเพิ่งรับตำแหน่งก็ถูกคนวางอำนาจข่มแล้วเหรอ
น้องชายเขาจะยิ่งโดดเดี่ยว แม้แต่คนร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ก็ไม่มี
สรุปว่าคนผู้นี้ดูเหมือนจริงใจ แต่มันเป็นของปลอม
ซ่งฝูไฉอายที่ว่า ทำไมขุนนางพวกนี้เล่นละครเก่งแบบนี้ สมจริงมาก เป็นพวกเราไม่ไหวหรอก ชีวิตนี้คงเล่นได้ไม่ถึงระดับนี้
เกวียนด้านหลัง เสมียนฉินปีนขึ้นไปบนเกวียนล่อ กำมือคารวะพูดด้วยความตื่นเต้นดีใจ “พี่ชายคนรองหรือ ไอ๊หยา พอเห็นหน้าข้าก็ว่าท่านคล้ายใต้เท้าอยู่”
ซ่งฝูสี่หวดแส้พลางพูด “อย่างนั้นเหรอ เอ่อคือ รบกวนท่านพูดเสียงเบาหน่อย ในเกวียนนี้มีสองเจ้าตัวน้อยนอนอยู่”
เจ้าตัวน้อยเหรอ
ไม่รู้ทำไม ความรู้สึกแรกของเสมียนฉินคือ เจ้าตัวน้อยไม่ใช่เด็ก แต่เป็นวัตถุที่ไม่ทราบแน่ชัด
เป็นต้นว่า หมาป่าที่ครอบครัวใต้เท้าเลี้ยงไว้ หรืออาจจะหมาอะไรสักอย่าง
นี่แสดงให้เห็นว่าการที่ซ่งฝูเซิงพาสองศพมาด้วยอย่างหน้าตาเฉย ไหนจะปรากฏตัวพร้อมนักโทษร้อยกว่าคน แถมยังจับผู้ตรวจว่านที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ ได้สร้างความสะเทือนใจให้เขามากขนาดไหน
ในความเป็นจริงในนั้นคือเด็ก ตัวล้างผลาญที่กำลังนอนดูดนิ้วกับเหนียนเหนียนน้อยลูกชายคนสุดท้องของซ่งฝูกุ้ย
ชื่อเหนียนเหนียน ซ่งฝูเซิงเป็นคนตั้งให้
ไม่ให้ฝูกุ้ยตั้งชื่อแรกเกิดว่าเนียนปาอีก จะเนียนอะไรได้อีก อีกทั้งตอนตั้งชื่อให้เหนียนเหนียนยังได้สั่งฝูกุ้ยว่า “นับตั้งแต่นี้ไปเจ้าคิดชื่อจริงที่เพราะๆ ได้แล้ว วันหน้าพวกเนียนปาเข้าเรียนในสำนักศึกษาฮุ่ยหนิงต้องเรียกชื่อใหม่”
และยังได้ให้หวังจงอวี้คิดชื่อใหม่ให้ซ่วนเหมียวจื่อ
พวกเด็กๆ โตแล้ว ขืนเรียกชื่อแบบนี้ต่อไปคนอื่นได้หัวเราะเยาะ
มาเข้าเรียนในถิ่นใหม่พอดี เริ่มใหม่ตั้งแต่ชื่อเลยแล้วกัน
ผู้ตรวจลาดตระเวนสองคนในที่สุดก็ทนไม่ไหวตอนก่อนเข้าเมือง
ก่อนอื่นว่านปิ่งอี้เป็นคนผลักดันพวกเขาขึ้นมา กินน้ำต้องไม่ลืมคนขุดบ่อน้ำ
ต่อมา สำคัญที่สุด พวกเขาสองคนรู้ดีแก่ใจว่าถ้าว่านปิ่งอี้จบเห่ เกรงว่าพวกเขาก็คงไม่รอด
เวลานี้สองคนนี้แค่หวังว่า นี่เพิ่งจะไหนถึงไหน ตอนนี้นายอำเภอคนใหม่จับตัวว่านปิ่งอี้ไว้ แต่จะจับไว้ได้นานสักแค่ไหนกันเชียว ต่อให้มีป้ายพระราชทานแผ่นนั้นก็เถอะ
ไม่เคยได้ยินนักเล่าเรื่องพูดเหรอ ต่อให้มีกระบี่อาญาสิทธิ์ก็ใช่ว่าอยากจะฆ่าใครก็ฆ่าได้
พอชั่งน้ำหนักดูแล้วจึงเดินเข้าไปพูด “ใต้เท้าขอรับ นี่ก็จะเข้าเมืองแล้ว ข้าน้อยขอบังอาจแนะนำสักหน่อย ผู้ตรวจว่านยังไม่ถูกกล่าวโทษ ใต้เท้าอาจไม่ทราบว่า สถานะของสกุลว่านในอำเภอนี้…”
หึหึ สถานะ
สูงกว่ากฎหมายอีกเหรอ
“ไม่ขอรับใต้เท้า ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น หากเข้าเมืองไปแล้วพวกชาวบ้านเห็นเขาถูกมัดไว้ อีกทั้งใต้เท้าเพิ่งมาถึงวันแรก จะตกเป็นที่นินทาได้นะขอรับ”
ซ่งฝูเซิงมองสองคนที่ขวางม้า คิดในใจ พวกเจ้านี่แถเก่งจังนะ พูดไปพูดมาทำไมฟังเหมือนกำลังขู่ข้าอยู่ อย่ามาปฏิเสธ ข้าเป็นใต้เท้า ข้าบอกว่ามีก็มี
“พวกเจ้าตาบอดรึ เขามีกระสอบคลุมหัวอยู่” เขาเคารพสิทธิ์ส่วนบุคคลนะ
เออะ
ผู้ตรวจลาดตระเวนสองคนอึ้ง
รู้สึกเหลือเชื่อ
ต่อให้เป็นนายอำเภอที่ถูกแต่งตั้งด้วยวิธีอื่นก็พูดจารุนแรงแบบนี้ไม่ได้หรือเปล่า
แล้วนับประสาอะไรกับนายอำเภอคนใหม่ที่อยู่ตรงหน้านี้มาจากการสอบจอหงวน ได้ยินว่าเป็นจิ้นซื่อที่มีสถานะสูงส่งด้วย แต่ด่าคนว่าตาบอดง่ายๆ เลยเหรอ
ทำไมพูดจาไม่มีมารยาทเลยล่ะ
ซ่งฝูเซิงขี่ม้าเข้าเมือง ยิ้มกับฝูกุ้ยจงอวี้ที่อยู่ซ้ายขวา
ในที่สุดก็ถึงแล้ว มีความสุข
ฝูกุ้ยกับจงอวี้หันกลับไปมองพวกมือปราบกับขุนนางที่ตามมา จากนั้นก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะ
ตอนฝูเซิงยังมาไม่ถึง เกรงว่าคนพวกนั้นคงกำลังคิดว่าจะข่มเหงอย่างไร
รวมถึงผู้ช่วยนายอำเภอที่นั่งยิ้มกว้างอยู่บนเกวียนของพี่ใหญ่ด้วย
ผู้ช่วยนายอำเภอคนนั้นคงเคยคิดว่า พอฝูเซิงมาถึงที่นี่คงไม่มีทางทำงานร่วมกับทุกคนได้อย่างราบรื่น วาดฝันว่าฝูเซิงต้องไปขอคำชี้แนะจากพวกเขาทุกเรื่อง หรือไม่ก็อย่างมากก็ได้แค่จับผิด
สรุปว่าเรื่องที่คิดส่วนใหญ่คือฝูเซิงต้องมืดแปดด้านทุกเรื่องสินะ
แต่กลับไม่คิดว่า ฝูเซิงเคยพูดไว้ก่อนที่จะจับโจรพวกนี้ได้แล้วว่า
“ข้าไม่ว่างมาเสียเวลาพร่ำเพรื่อกับเจ้าหน้าที่พวกนั้น ขอแค่คนพวกนั้นเชื่อฟังข้า คำสั่งของข้าเป็นใหญ่…
…ใครกล้าขวางข้า ถ้าไม่เขาต้องลงจากตำแหน่งก็ต้องเป็นข้า เช่นนั้นพวกเราก็มางัดข้อกัน…
…เพราะข้ามีเวลาแค่สามปี…
…พวกเขาใช้อย่างสิ้นเปลืองได้ แต่ข้าไม่ได้…
…ภายในสามปี ข้าต้องกำจัดพวกขุนนางที่ไม่โปร่งใสของฮุ่ยหนิง เพื่อที่ว่าพอข้าไปแล้ว ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานจากพวกนักเลงท้องถิ่นอีก…
…ทั้งยังต้องทำให้ชาวบ้านร่ำรวยขึ้น ฟื้นราคาข้าวของให้เป็นปกติ ชาวบ้านกินอิ่มท้องใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่น…
…สองภารกิจใหญ่นี้กินกำลังมากเหลือเกิน…
…จึงไม่มีเวลามานั่งอ่อนโยนกับใคร ต้องเด็ดขาด”
ขบวนเกวียนทยอยผ่านเข้าประตูเมือง
เกวียนแต่ละเล่มจะมีหัวน้อยๆ โผล่ออกมา
พวกเด็กๆ ของเก้าสกุลตื่นตาตื่นใจมาก
นับแต่นี้ไปที่นี่ก็คือที่ที่อาสามต้องดูแลเหรอ
ว้าว ใหญ่จังเลย