ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 766-1 เจ้ามักปรากฏตัวได้ทันเวลา อบอุ่นหัวใจ
ตอนที่ 766-1 เจ้ามักปรากฏตัวได้ทันเวลา อบอุ่นหัวใจ
ใต้เท้าเถาเขตหวงหลงหลับตานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก
สิบนิ้วของเขาประสานกันวางอยู่บนพุงพลุ้ย นิ้วมือขยับขึ้นลง
ใต้เท้าเถาหลับตาคิดหนักอยู่สักพักแล้วถึงถามขึ้น
“คนร่วมพันสู้กันรึ”
“ขอรับนายท่าน คิดดูก็รู้ว่ายากที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ในทันที”
“อืม เช่นนั้นมีคนตายกี่คน คนตายเป็นชาวบ้านหรือคนของสกุลว่าน”
เพราะจะจัดการไม่เหมือนกัน
หากคนตายเป็นชาวบ้านตาดำๆ ในฐานะที่เขาเป็นขุนนางตำแหน่งสูงกว่าจะต้องออกหน้าตำหนิและเอาเรื่องซ่งฝูเซิง โดยไม่สนว่าจุดประสงค์ของซ่งฝูเซิงคืออะไร
แต่ถ้าเป็นคนในสกุลว่าน…
“ไม่มีขอรับ มีแค่คนบาดเจ็บ…
…ได้ยินว่าชาวบ้านคนไหนที่บาดเจ็บเล็กน้อยจากการต่อสู้ นายอำเภอฮุ่ยหนิงจะให้เงินชดเชย ทั้งยังเชิญหมอมารักษาด้วยขอรับ…
…ส่วนทางด้านสกุลว่าน หมอที่รักษาให้จะคิดเงินพวกคนที่มาหาเรื่อง…
…นอกจากนี้ นายท่านขอรับ ได้ยินว่านายอำเภอฮุ่ยหนิงก็ไม่ได้คิดจะให้อาหารพวกคนที่ถูกจับ ต้องให้ครอบครัวของคนพวกนั้นมาจ่ายเงินให้ทางที่ว่าการอำเภอสิบตำลึงเป็นค่าอาหารขอรับ”
“ถ้าไม่จ่ายล่ะ”
“ได้ยินว่าก็ปล่อยให้หิวไป”
“หึ ปล่อยให้หิวอย่างนั้นเรอะ ไม่กลัวเกิดเรื่องใหญ่หรืออย่างไร”
คนตอบวิเคราะห์ให้ใต้เท้าผู้ว่าฯ ฟังว่า
“นายอำเภอคนใหม่น่าจะกำลังเล่นแง่ พวกญาติคนที่ถูกจับย่อมทนดูไม่ไหว ต่อให้เรียกเงินมากกว่านี้ก็ต้องจ่าย มั่นใจว่าคนพวกนั้นทำงานอยู่ในบ้านสกุลว่านมานานย่อมต้องมีเงินเก็บอยู่บ้าง คิดๆ ดูจุดประสงค์ของเขาไม่ได้เพื่อให้คนตายคนสองคนเป็นการข่มขู่ แต่เพื่อเงินขอรับ”
พอวิเคราะห์จบ ผู้ว่าฯ เถาคิดเกี่ยวกับซ่งฝูเซิงอย่างไร อันนี้ไม่ทราบแล้ว
เขาหลับตาลง
อาจคิดว่านายอำเภอคนใหม่ของฮุ่ยหนิงเป็นคนใจแคบ เคยยากจนมาก่อน ไม่อย่างนั้นจะคิดแต่เรื่องเงินโดยไม่สนเกียรติของขุนนางได้อย่างไร
หรืออาจคิดว่าซ่งฝูเซิงเรียกเก็บเงินเพื่อความร่ำรวยของตัวเอง ทำไมเพิ่งมาถึงก็โลภแล้วล่ะ แถมยังสิบตำลึง สามร้อยตำลึง มีแบ่งหลายระดับ ก็อยากจะรอดูว่าสุดท้ายเงินพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหน
และก็อาจคิดว่า ลำบากนายอำเภอคนใหม่แล้ว
นับตั้งแต่กรมคลังออกหนังสือบอกให้ทุกระดับชั้นต้องประหยัดรายจ่ายส่วนรวม ยกเลิกค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่เมื่อก่อนขอเบิกเพื่อบรรเทาภาระได้ พูดตามตรง ชนชั้นปกครองแต่ละระดับอยากทำอะไรก็เป็นเรื่องยากมาก
เงินเหวินเดียวสามารถสร้างวีรบุรุษได้ฉันใด ก็สามารถล้มขุนนางอย่างพวกเขาได้ฉันนั้น
แล้วดูนะ ในสมุดบัญชีของอำเภอฮุ่ยหนิงไม่มีเงินสำหรับรายจ่ายส่วนรวมแล้ว นายอำเภอคนใหม่นี้เพิ่งเข้ารับตำแหน่งก็จัดการหาวิธีแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นสกุลว่านส่งคนไปที่จวนแม่ทัพหรือยัง”
“น่าจะไปแล้วขอรับ ตอนนี้ก็น่าจะได้รับจดหมายแล้ว”
“ใต้เท้าหลิวรู้หรือเปล่า” ใต้เท้าหลิวเป็นขุนนางประจำการฝ่ายป้องกันของเขตหวงหลง
“ได้ยินว่า ม้าเร็วรีบเร่งไปที่จวนแม่ทัพ คิดว่าเพื่อรีบไปสืบท่าทีของแม่ทัพขอรับ”
“หึ”
ใต้เท้าเถาหัวเราะ
ใต้เท้าหลิวอยู่ฝ่ายป้องกัน ควรฟังคำสั่งของข้า ทว่านับตั้งแต่ข้าขึ้นมาเป็นผู้ว่าการเขตหวงหลงก็ไม่เคยสั่งการเจ้าได้เลย เห็นแต่เจ้าไปขอคำชี้แนะจากแม่ทัพตลอด
ทำไม
ครั้งนี้ที่ว่าการอำเภอฮุ่ยหนิงถูกปิดล้อม เจ้าไม่เอาทหารไปช่วย แต่กลับวิ่งแจ้นไปฟังคำสั่งที่จวนแม่ทัพ หลังฟังคำสั่งเสร็จคิดจะเอาทหารไปคุ้มกันพวกสารเลวสกุลว่าน จากนั้นก็ข่มเหงชาวบ้านที่ปกป้องที่ทำการของราชสำนักหรืออย่างไร
เอาสิ ถ้าเจ้ากล้าทำแบบนี้จริง เช่นนั้นก็อย่าโทษที่ข้าจะใช้โอกาสนี้จับจุดอ่อนของเจ้ามาเล่นงานครั้งใหญ่
ฝ่ายป้องกันควรเปลี่ยนคนได้แล้ว
สักพักก็ถามขึ้นอีก ผู้ว่าฯ เถาถามสิ่งที่ควรถามเสร็จถึงลืมตาขึ้น
ดื่มชาพลางเดินไปที่โต๊ะทำงาน มองจดหมายฉบับนั้นที่มาจากพี่ชายที่อยู่เมืองหลวง
เขาท่องเนื้อความในจดหมายจนจำได้ขึ้นใจ
ศิษย์แห่งโอรสสวรรค์แบ่งเป็นหลายแบบ
แบบหนึ่งคือในสายตาของชาวบ้าน จิ้นซื่อทุกคนล้วนเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์
ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับกันทั่วไป
แต่ฮ่องเต้แหกกฎเป็นกรณีพิเศษ
หากฮ่องเต้เห็นจิ้นซื่อเหล่านี้เป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์กันหมดทุกคน ถ้าอย่างนั้นเพราะเหตุใดถึงเอ่ยถึงนายอำเภอคนใหม่เพียงคนเดียว
พี่ชายบอกว่า ตอนนั้นฮ่องเต้ใช้คำสละสลวยมากมาย ข้อสอบเตี้ยนซื่อก็มาจากมือของศิษย์แห่งโอรสสวรรค์คนนี้ ก็แค่ฮ่องเต้ไม่ได้เรียกเข้าเฝ้า
พี่ชายยังบอกอีกว่า คนผู้นี้ค่อนข้างสนิทกับตระกูลลู่ หวังว่าเขาจะเข้าใจและแยกแยะความแตกต่างกับอำเภออื่น
ตระกูลลู่
แม่ทัพหลิ่วขั้นสอง
สองตระกูลนี้ก็สนิทกันเหมือนกัน
ก็แค่ไม่แน่ใจว่าแม่ทัพหลิ่วรู้หรือไม่ว่า นายอำเภอซ่งที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งก็สร้างเรื่องใหญ่โตคนนี้สนิทกับตระกูลลู่ด้วย
ผู้ว่าฯ เถาขมวดคิ้ว
ส่วนจิ่วอี๋เหนียงที่มาจากสกุลว่าน ได้ยินว่าแม่ทัพหลิ่วโปรดนางพอสมควร นี่ก็ตั้งหลายปีแล้วยังรักใคร่เอ็นดูอยู่ พอจะคาดเดาได้
“ช่วงหลายวันนี้เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน โรคเดิมของข้ากำเริบแล้ว”
“นายท่าน ข้าน้อยจะไปตามหมอให้เดี๋ยวนี้”
“ไม่ เจ้าไปหาหมอจางที่ที่ว่าการ คราวก่อนเขาเคยรักษาให้ข้า ใช้ได้เลยทีเดียว”
…
เวลานี้ที่จวนแม่ทัพ
ว่านอี๋เหนียงรอแล้วรอเล่า เฝ้าคอย นับเวลาว่ากี่วันแล้วที่ไม่ได้เจอแม่ทัพ ควรถึงตานางแล้วหรือเปล่า
นางมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ
แสดงให้เห็นว่าจิ่วอี๋เหนียงที่แซ่ว่านคนนี้ไม่ได้เป็นคนโปรดแบบที่ลือกันภายนอก
ก็แค่ในจวนแม่ทัพไม่มีคนใหม่มาต่อจากนางอีก
ข้างนอกเลยลือกันว่าแม่ทัพดูเหมือนจะสิ้นลาย
แต่ทุกคนกลับมองข้ามไป ปีต่อมาหลังจากที่รับนางเข้ามา ฮูหยินก็มาหลังจากที่มีอนุมาอยู่หลายคนแล้ว
ยังไม่พูดเรื่องพวกนี้ ในที่สุดว่านอี๋เหนียงก็เห็นแม่ทัพหลิ่วเดินเข้าเรือนมา
ขอบคุณฟ้า ขอบคุณดินที่คืนนี้นางได้ปรนนิบัติแม่ทัพ
“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพเจ้าคะ!”
ว่านอี๋เหนียงรีบคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้น
เมื่อก่อนแม่ทัพเคยบอกไว้ว่าเกลียดผู้หญิงที่ร้องห่มร้องไห้เจ้าน้ำตาที่สุด ดูก็รู้ว่าไม่ได้เสียใจจริงๆ เสแสร้งเหลือเกิน
นั่นไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจ แต่เป็นการออดอ้อนต่างหาก
ถ้าจะออดอ้อนก็ทำให้ดี
แล้วถ้าร้องไห้เพราะมีเรื่องทุกข์ใจจริง ทำอย่างไรแม่ทัพถึงจะไม่รำคาญ
แม่ทัพบอกว่า
“คนเศร้าเสียใจจริงต้องมีน้ำมูกน้ำตา แบบนั้นสิของจริง…
…หรือโมโหจนไม่มีน้ำตา ตัวสั่น แต่ปากกลับไว พูดจาร้ายกาจ แบบนั้นถึงได้อรรถรส”
พอแม่ทัพพูดออกไปแบบนี้ ก็ทำให้เมื่อใดที่บรรดาอนุของแม่ทัพร้องห่มร้องไห้ก็จะได้ร้องจนหยุดไปเอง
แต่วันนี้ ว่านอี๋เหนียงมีเรื่องเสียใจจริงๆ
“เป็นอะไรไป” แม่ทัพหลิ่วยิ้มพลางนั่งลง เอาผลไม้เชื่อมใส่ปาก
ผลไม้เชื่อมที่ห้องครัวในเรือนอนุเก้าทำ ยังอร่อยเหมือนเดิม
ว่านอี๋เหนียงเอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำมูก ร้องจนแก้มแดงพลางพูด
“คิดถึงท่านแม่ทัพ ข้าเฝ้าคิดถึงทุกคืน แต่พูดตามตรง ตอนนี้ข้าอยากให้ท่านแม่ทัพออกหน้าให้ข้า ข้าโมโหจนตัวสั่น ท่านแม่ทัพมองออกหรือไม่ มันจะรังแกกันเกินไปแล้ว เป็นแค่นายอำเภอเล็กๆ กลับกล้าโยนความผิดให้พี่ชายของข้าทั้งที่เพิ่งมารับตำแหน่ง”
หืม? นายอำเภอคนใหม่ของฮุ่ยหนิง ดูเหมือนที่นั่นจะมีศิษย์แห่งโอรสสวรรค์มาอยู่
“สกุลว่านของเจ้าไปทำอะไรเข้าอีกล่ะ ไหนว่ามาสิ” แม่ทัพหลิ่วยังคงไม่สนใจมากนัก นั่งกินลูกท้อแห้ง
เขามาที่นี่เพื่อผ่อนคลาย
ที่เขาถามก็เหมือนการคุยเล่นทั่วไป
แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการอยากพูดของว่านอี๋เหนียง
ว่านอี๋เหนียงบอกว่า ซ่งฝูเซิงถูกดักปล้น โดนหยามเกียรติ ในฐานะนายอำเภอคนใหม่ก็เลยอยากเอาความโกรธนี้ไปลงกับพี่ชายของนาง
ทำไมน่ะหรือ เพราะการข่มพี่ชายของนางได้ถือเป็นการสร้างบารมี ได้ผลดีกว่าจับคนมาร้อยคน
แต่ในความเป็นจริง พี่ชายของนางรู้จักพวกโจร เลยถูกเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดอ่อนสร้างข้อกล่าวหา แค่รู้จักโจรอยู่คนเดียวในกลุ่มนั้นก็ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง
“ท่านแม่ทัพก็ทราบว่าในอำเภอฮุ่ยหนิง คนที่ไม่รู้จักพี่ชายของข้าสิแปลก…
…ท่านแม่ทัพ มีคนเตือนด้วยความหวังดี บอกว่าเขาเป็นพี่ชายแท้ๆ ของข้า ข้าเป็นคนของท่านแม่ทัพ…
…นายอำเภอคนใหม่จะมาโยนความผิดให้ไม่ได้…
…และก็มีคนพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า อย่าคิดว่าเป็นนายอำเภอก็มีอำนาจล้นฟ้า…
…วิเคราะห์ให้เขาฟังว่า สกุลว่านสามารถไปหาคนที่มาช่วยจัดการให้ได้ สกุลว่านสามารถคุยกับแม่ทัพที่ประจำการอยู่ได้…
…นายอำเภอคนใหม่กลับพูดว่า ท่านแม่ทัพ ท่านฟังอยู่หรือไม่!…
…เขาบอกว่าใครมาก็ทำอะไรไม่ได้ ข้าอยากตัดสินอย่างไรก็อย่างนั้น…
…ทั้งยังบอกว่าไม่เชื่อ ฮุ่ยหนิงไม่ได้อยู่ในความดูแลของท่านแม่ทัพ…
…ไม่ได้ข้องเกี่ยวยังจะกล้าสั่งการส่งเดชได้รึ…
…ไม่ว่าใครหน้าไหน ถ้ากล้ายื่นมือเข้ามายุ่ง เขาก็กล้าท้าชน ในฮุ่ยหนิง คำพูดของเขาถือเป็นคำตัดสิน!”