ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 766-2 เจ้ามักปรากฏตัวได้ทันเวลา อบอุ่นหัวใจ
ตอนที่ 766-2 เจ้ามักปรากฏตัวได้ทันเวลา อบอุ่นหัวใจ
“หมดแล้วเหรอ”
“มีอีกท่านแม่ทัพ ต่อมาเขาก็ล้างแค้น…
…เพื่อทำให้ทุกคนได้เห็น คราวนี้เอาใหญ่ยิ่งกว่าเดิม…
…ไม่เพียงแต่จะลงโทษพี่ใหญ่ของข้าโดยไม่ถามให้กระจ่าง ยังใช้สิทธิ์ที่ตัวเองเป็นนายอำเภอ ยืนหน้าที่ว่าการอำเภอใช้เงินหลวงจ้างคนมาปกป้องตัวเอง บอกว่าสู้แล้วมีคนตายก็ไม่เป็นไร…
…พี่รองกับพี่สามของข้าพาพวกบ่าวรับใช้ในบ้านรวมถึงพวกเพื่อนๆ ของพี่ใหญ่ไปยังที่ว่าการอำเภอ ก็แค่อยากถามว่ามีสิทธิ์อะไรคิดจะใช้เครื่องลงโทษก็ใช้ บ้านเมืองมีขื่อมีแป ไม่อยากให้นายอำเภอคนใหม่ทำร้ายพี่ใหญ่ของข้าปางตาย กลัวจะเกิดเรื่องอย่างตัดหัวก่อนค่อยรายงาน…
…แค่คิดว่าพาคนไปเยอะหน่อย ตะโกนเสียงดังหน่อย ให้ชาวบ้านได้เห็น ข่มนายอำเภอได้บ้าง ถ้าเป็นแบบนั้นคนเยอะหน่อย ทำเป็นเรื่องใหญ่หน่อย นายอำเภอคนใหม่จะได้เกรงกลัวบ้าง…
…ไม่อย่างนั้นพี่ใหญ่ของข้า ฮือๆๆ ท่านแม่ทัพ อาจจะถูกซ้อมจนตายเลยก็ได้…
…คิดไว้ว่าหลังจากข่มเสร็จจะยื้อเวลาเอาไว้ ได้สักวันก็ยังดี อย่าเพิ่งใช้กำลัง จะได้มาส่งจดหมายให้ข้าได้ เพื่อให้ท่านแม่ทัพออกหน้าทวงความยุติธรรม…
…ต่อให้พี่ใหญ่ของข้าผิดจริงก็ต้องให้ท่านแม่ทัพตัดสิน ไม่ใช่นายอำเภอที่ไม่สอบสวนให้แน่ชัดก็ลงโทษคนนั้น แต่กลับไม่คิดว่า…”
แม่ทัพหลิ่วหมดอารมณ์ผ่อนคลาย โยนเม็ดแตงในมือกลับไป “ไม่คิดว่าอะไร”
“นี่ก็ต้องย้อนกลับไปที่ตอนแรก ไม่คิดว่านายอำเภอคนใหม่จะทำตัวเหิมเกริม ว่าจ้างพวกชาวบ้านที่ไม่รู้ความจริงด้วยเงินห้าร้อยเงิน…
…ท่านแม่ทัพ ท่านเองก็ทราบว่าห้าร้อยเงินสำคัญสำหรับชาวบ้านมาก…
…คนเราก็แบบนี้ นึกถึงแต่ตัวเองก่อน ขอแค่ให้เงินก็ยอมทำทุกอย่างแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ…
…เขาก็เลยจ้างคนได้เยอะมาก ร่วมพันคนได้ท่านแม่ทัพ พี่รองกับพี่สามของข้า รวมถึงพวกเพื่อนๆ ของพี่ใหญ่ก็เลยถูกซ้อมอยู่บนถนนหน้าที่ว่าการอำเภอ…
…ซ้อมจนพวกเขาต้องเอามือกุมหัว ร้องอ้อนวอนว่าไม่กล้าทำอีกแล้ว บอกว่าจะกลับบ้านแล้วยังไม่พอใจอีกหรือ…
…ไม่ได้ นายอำเภอคนนั้นออกคำสั่งให้ซ้อมต่อ ยิ่งหนักยิ่งดี ทั้งยังจะมอบตำแหน่งมือปราบให้ แค่คิดก็รู้แล้วว่า พี่รองกับพี่สามของข้าขอร้องไปก็ไม่มีประโยชน์ คนพวกนั้นที่อยากเป็นมือปราบก็เลยซ้อมพวกเขาอย่างสุดกำลัง ปางตายเชียวนะ!”
ว่านอี๋เหนียงร้องไห้จนคุกเข่าไม่อยู่แล้ว ล้มไปนอนร้องไห้บนพื้น
แม่ทัพหลิ่วยืนขึ้น
ว่านอี๋เหนียงตกใจคิดว่าแม่ทัพหลิ่วรำคาญนางเลยจะเดินออก รีบลุกเข้าไปกอดขาแม่ทัพหลิ่วพลางเงยหน้าคร่ำครวญต่อ
“ท่านแม่ทัพ ข้าขอร้อง ช่วยพี่ใหญ่ พี่รอง พี่สามของข้าด้วย…
…ท่านแม่ของข้าล้มป่วย ข้าออกจากบ้านมานานขนาดนี้ ท่านแม่ไม่เคยขอร้องอะไรข้าเลย…
…ทุกครั้งที่เจอหน้ากันจะมีแต่พูดว่า ดูแลปรนนิบัติท่านแม่ทัพให้ดี นี่เป็นบุญที่สกุลว่านสามชาติถึงจะมี อย่าแก่งแย่งชิงดี บอกให้ข้าทำตัวดีๆ…
…ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ นี่เป็นเพียงคำขอร้องเดียวของนาง ขอแค่ท่านแม่ทัพช่วยออกหน้าให้พวกพี่ชายของข้าได้ออกมาก่อน อย่าถูกรุมซ้อมตามอำเภอใจอีกเลย…
…นายอำเภอคนใหม่นั่นเขาเห็นเพียงท้องฟ้าที่ใหญ่เท่าฝ่ามือ เขาย่อมไม่รู้จักท่านแม่ทัพ เขาถึงกล้าทำเรื่องอย่างซ้อมก่อนตายค่อยว่ากันแบบนี้ มีอยู่คำพูดหนึ่งไม่ใช่หรือว่า ผู้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ!”
ว่านอี๋เหนียงยังพยายามเกาะแข้งเกาะขาแม่ทัพหลิ่ว
แม่ทัพหลิ่วนวดขมับ นึกเสียใจที่มา
พวกผู้หญิงทำไมถึงได้พูดเก่งขนาดนี้
เรื่องที่ง่ายๆ กลับร้องไห้คร่ำครวญ พูดจนหายใจหายคอไม่ทัน ร่ายยาวเป็นมหากาพย์ ตรงไหนตกหล่นไปยังมีกลับมาเก็บตก พูดจนเขาชักปวดหัว
เอาล่ะๆ
เขาต้องไปจากสถานที่แห่งนี้ก่อน
“ใครก็ได้บอกให้รองผู้บัญชาการจงไปที่ว่าการอำเภอฮุ่ยหนิงหน่อย”
ว่านอี๋เหนียงติดสินบนพ่อบ้านรองจนได้รู้ว่า คนที่แม่ทัพส่งไปคือรองผู้บัญชาการจง นางก็โล่งอกทันที เพราะรองผู้บัญชาการจงสนิทกับพี่ใหญ่ของนาง
รองผู้บัญชาการจงไป เรื่องก็ง่ายแล้ว
…
รองนายอำเภอขั้นเก้าของอำเภอฮุ่ยหนิงเท้าแพลง ไม่ได้มาปรากฏตัวตั้งแต่ซ่งฝูเซิงมารับตำแหน่ง อ้างว่าเสียภาพพจน์ ร่างกายไม่สะดวกก็เลยลาป่วย
เวลานี้วันแห่งความวุ่นวายได้ผ่านมาเกือบถึงกลางดึกแล้ว เขาถึงได้สั่งบ่าวรับใช้หามเกี้ยวมาส่งเขาที่ที่ว่าการอำเภอ
อยากมาดูด้วยตัวเอง ป้องกันพวกบ่าวรับใช้ทำงานขาดตกบกพร่อง บอกแค่ว่าที่ว่าการอำเภอไฟยังสว่างอยู่ มีเจ้าหน้าที่เดินเข้าออกอยู่ตลอด
เขาอยากมาดูว่าเรื่องอะไรกัน อาศัยจังหวะที่นายอำเภอคนใหม่นอนหลับอยู่ที่เรือนหลังลองถามพวกเพื่อนร่วมงานดูว่าทำไมดึกดื่นแล้วยังไม่พักผ่อนกันอีก แล้วพวกคนสกุลว่านเป็นอย่างไรบ้าง ทางเขตหวงหลงพูดอะไรหรือออกคำสั่งอะไรหรือยัง
ในขณะที่อีกร้อยกว่าเมตรเกี้ยวก็จะถึงที่ว่าการอำเภอ ทันใดนั้นรองนายอำเภอก็สั่งให้หยุด “เร็วเข้าๆ รีบหามข้ากลับไป ดับโคมเดี๋ยวนี้”
ไกลออกไปมีเสียงฝีเท้าม้าร่วมร้อยตัวดังพร้อมกัน ชวนน่ากลัวในยามดึกดื่นแบบนี้
ทำให้รองนายอำเภอรู้สึกว่า ราวกับจะมีการค้นบ้าน
ตึงๆๆ เสียงทุบประตู
เฉียนเพ่ยอิงที่นอนอยู่ในอ้อมกอดซ่งฝูเซิงขยับตัวก่อน ดันตัวซ่งฝูเซิงที่นอนกรน “พ่อ”
หมี่โซ่วที่อยู่ข้างห้องขยับตัวลุกขึ้นมานั่ง นวดตรงหน้าอก ยังไม่ตื่นดี พูดพึมพำว่า “ไอ๊หยา ตกใจหัวใจสั่นเลย”
ไม่กี่นาทีต่อมา แม้แต่ท่านลุงซ่งก็ตื่น สวมเสื้อคลุมไปเรียกพวกคนหนุ่มด้วยความไม่วางใจ “ตามฝูเซิงไปที่เรือนหน้ากันไป”
จากนั้นก็ไปยังห้องที่วางป้ายพระราชทาน กะว่าจะอุ้มออกไปหากจำเป็น
มืดๆ ค่ำๆ ยังจะมาทุบประตู
นั่งเกวียนเดินทางมาก็ลำบากมากแล้ว ยังจะมาทำให้ตกใจตื่นกลางดึกอีก
ซ่งฝูหลิงรีบไปประคอง “ปู่ทวด ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ใครน่ะ พั่งยาเหรอ ปู่ทวดมองไม่ออก ตามัวอยู่”
ตอนที่ซ่งฝูหลิงกับท่านย่าหม่าไปถึงเรือนหน้าก็เห็นพ่อของนางกำลังคุยอยู่ “รองผู้บัญชาการจง ข้าอยากอธิบายรายละเอียด เพื่อที่ท่านจะได้กลับไปรายงานท่านแม่ทัพได้”
“ท่านไม่ต้องเล่าละเอียด ข้าเข้าใจแล้ว”
“สิ่งที่ท่านเข้าใจอาจไม่ใช่ความจริง”
“ข้าจะเอาตัวคนพวกนี้ไป เป็นความจริงหรือเปล่าไม่ใช่ท่านพูดก็จบ…
…จริงสิ นายอำเภอ ได้ยินว่าท่านจ้างทหารส่วนตัว ทั้งยังเอาสิทธิ์เป็นมือปราบหลอกล่อชาวบ้านให้ทำร้ายคนไม่มีทางสู้ กล้ามากนะ”
ลูกชายคนโต คนสองและคนสามของสกุลว่าน ถูกคนที่แม่ทัพหลิ่วส่งมาเอาตัวไป
นั่นเป็นทหารของทางการ ใครก็ไม่กล้าเข้าไปขวาง
คบเพลิงหลายอันไกลออกไปพร้อมเสียงม้าที่ค่อยๆ หายไป
รู้สึกภายในที่ว่าการอำเภอเงียบลงทันตา ไม่มีใครกล้าส่งเสียง
ผู้ช่วยหลี่ว์ที่กำลังทำคดีข้ามคืนยืนอยู่หน้าเรือนจำ
เสมียนฉินคิดในใจ แย่แล้ว เขายังจะได้ดีอีกเหรอ เขาเป็นคนบันทึกชื่อพวกคนกล้าพวกนั้น
มีลมพัดมาระลอกหนึ่ง ใบไม้ปลิวมาตกบนหมวกของซ่งฝูเซิงสองสามใบ
ซ่งฝูหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รองผู้บัญชาการจงที่มายังมีลูกพี่ใหญ่คือแม่ทัพหลิ่วอยู่เบื้องหลัง รู้ทั้งรู้ว่าพ่อของนางเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ (ต้องรู้แน่นอน เพราะนั่นเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นสอง) ยังไม่เก็บเอามาใส่ใจ
ก็จริง แม่ทัพหลิ่วต่างหากที่เป็นคนที่พูดคุยกับฮ่องเต้ได้มากที่สุด ทั้งยังใส่ร้ายพ่อนางว่าจ้างทหารส่วนตัว เอาเงินไปล่อ
ท่านย่าหม่ากลับใจเย็นไม่ลนลาน นางรู้สึกว่าถึงเวลาแสดงฝีมือการเขียนเรียงความแล้ว
ถ้าลูกสามของนางไม่ไหว นางจะเขียนจดหมายถึงองค์หญิงที่อยู่เมืองหลวง
เฮ้อ ด้วยทักษะการเขียนของนาง เห็นทีเดี๋ยวจะต้องเขียนแล้ว คืนนี้จะลากหมี่โซ่วไปนอนด้วย เขียนทีอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งคืน
“มองอะไรกันอยู่ เจ้าสาม เขาอยากเอาตัวก็เอาไปสิ เรื่องของพรุ่งนี้ เช่นนั้นพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน กลับไปนอนเถอะ”
ท่านย่าหม่าพูดจบก็เดินไป
เล่นเอาเสมียนฉินสงสัยหนักจนต้องเหลียวคอมองนาง ท่านนี้ก็คือแม่ของนายอำเภอเหรอ
“เหล่าฉิน”
“เอ๊ะ? อ่อ ข้าอยู่นี่”
“มีอะไรทำก็ไปทำ ให้ผู้คุมสองคนจับตาดูคนอื่นๆ ให้ดี อย่าคิดว่าเห็นมีความหวังก็จะก่อเรื่องได้อีก”
“ขอรับใต้เท้า”
ซ่งฝูเซิงกะว่าพรุ่งนี้จะไปขอพบที่จวนแม่ทัพด้วยตัวเอง ขอพบได้ค่อยว่ากัน สบตากับผู้ช่วยหลี่ว์แล้วเดินกลับไปที่เรือนหลัง
เช้าวันต่อมา แม่ทัพหลิ่วเพิ่งฝึกเสร็จกลับมา รองผู้บัญชาการจงกำลังจะรายงานเขาเรื่องที่พาพวกพี่ชายของว่านอี๋เหนียงกลับมาแล้ว แต่พ่อบ้านใหญ่ก็รีบเข้ามารายงานด้วยสีหน้ายินดี “นายท่าน จดหมายขอรับ”
เห็นเพียงบนจดหมายมีตราประทับส่วนตัวของลู่พั่น
แม่ทัพหลิ่วรู้สึกเหลือเชื่อ
อยู่แนวหน้าไม่ใช่รึ เจอกันครั้งก่อนตอนยังไม่ไปออกศึกที่แนวหน้า ตั้งใจลาดตระเวนมาเยี่ยมเขาที่ชายแดน
แม่ทัพหลิ่วยิ้มกว้างถือจดหมายเข้าไปในห้อง