ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 774-2 คนยุคปัจจุบันเห็นพวกเจ้ายังต้องกลัว
ตอนที่ 774-2 คนยุคปัจจุบันเห็นพวกเจ้ายังต้องกลัว
เนื้อหาที่ประกาศมีสามเรื่อง
เรื่องแรกคือ บอกชาวบ้านว่า ว่านปิ่งอี้ทำผิดกฎหมาย ตอนนี้มีข้อหาอะไรบ้าง ชาวบ้านที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงสามารถมาตีกลองร้องทุกข์ได้เต็มที่ ทางอำเภอจะให้เวลาสิบวัน จะรอทุกคนมาร้องเรียนอยู่สิบสองชั่วยามโดยไม่มีพัก หากเกินกว่านี้จะไม่รับร้องเรียน
เรื่องที่สองคือ ชาวบ้านที่คราวก่อนแสดงความกล้าหาญไว้ หากเห็นรายชื่อของตัวเองในประกาศนี้ก็ให้มารายงานตัวกับทางอำเภอ ส่วนเรื่องตำแหน่งงานจะแล้วแต่ทางอำเภอพิจารณา
ส่วนเรื่องที่สาม เสมียนฉินก็เดาไม่ถูกว่าทำไมนายอำเภอคนใหม่ถึงให้เขียนแบบนี้
เนื้อหามีอยู่ว่า รับสมัครชายฉกรรจ์ของแต่ละท้องที่ โดยเฉพาะคนที่มีความสามารถในการล่าสัตว์ ไม่จำกัดจำนวน
เท่าที่ฟังมา คนที่ถูกเลือก นายอำเภอคนใหม่จะมีงานให้ทำและให้เงินตอบแทนด้วย
และเรื่องที่ทำให้เสมียนฉินแอบดีใจก็คือ “เจ้าน่ะ ไปส่งข่าวที่บ้านข้าให้หน่อย คืนนี้ข้าไม่กลับไปแล้ว บอกฮูหยินของข้าด้วยว่าเตรียมสัมภาระให้หน่อย อีกสองวันข้าจะตามใต้เท้านายอำเภอไปข้างนอก ยังไม่รู้วันกลับ”
เห็นหรือยัง ใต้เท้าบอกแล้วว่า หลังกลับจากจวนแม่ทัพจะพาเขาไปลงพื้นที่
นี่หมายความว่าอะไร
ก็หมายความว่าเห็นเขาเป็นคนกันเองแล้ว
เสมียนฉินตะโกนสั่งมือปราบเสร็จก็อารมณ์ดีมาก แอบชำเลืองมองผู้ช่วยหลี่ว์กับรองนายอำเภอพานที่กำลังทำงานอยู่ ดูเอาแล้วกัน ไม่พาพวกเจ้าไปด้วย
พวกเจ้าจบเห่แน่
ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ แต่เปลี่ยนยุคสมัยก็เปลี่ยนขุนนาง
รองนายอำเภอพานมีอารมณ์ ‘อิจฉา’ ที่ไหนกัน เขาปวดเท้ามาก
เขายกเท้าไม่ขึ้นตั้งแต่ตอนเที่ยงจนถึงเย็น
ต่อมานายอำเภอยังให้พวกเขายืนดูแผนที่
ขนาดนายอำเภอยังยืน เขาจะนั่งก็ไม่ได้ ตอนนั้นก็เลยยืนทั้งที่เท้าแพลง ยืนทีก็เกินครึ่งชั่วยาม
รองนายอำเภอพานแอบนวดเท้า จากนั้นก็ทำงานต่อ
พ่อครัวเข้ามาตอนที่ดวงดาวเต็มท้องฟ้าแล้ว เอาข้าวมาส่งให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานล่วงเวลาเหล่านี้
พัศดีเฉินร่างอ้วนถลึงตาใส่ “ให้กินแค่นี้เหรอ”
โจ๊กสองถัง ไม่มีแม้แต่ผักดอง
ผู้ช่วยหลี่ว์ถอนหายใจ เดินออกไปหยิบชามตักโจ๊กก่อน “โจ๊กข้นที่ยังพอติดตะเกียบขึ้นมาได้ ท่านยังอยากได้อะไรอีก ไม่ได้ยินที่วันนี้ใต้เท้าถามพวกเราเหรอ เสบียงมีไม่ถึงหกสิบต้าน จะพอกินจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างไร”
เจ้าหน้าที่คนอื่นไม่ได้ตะกละกินแบบพัศดีเฉิน อยู่ที่ว่าการอำเภอจะได้กินดีหรือไม่ดีก็ไม่เดือดร้อน ไว้กลับบ้านก็ค่อยไปกินเพิ่ม
แต่เรื่องที่ทำพวกเขาหงุดหงิดใจก็คือ เงินทอนค่าอาหารของพวกเจ้าหน้าที่ในปีนี้ไม่มีแล้ว
ถึงแม้นายอำเภอคนใหม่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลย
ดูจากท่าทางเอาเรื่องของเขาก็รู้ อย่าว่าแต่เงินทอนค่าอาหารตอนปลายปีเลย ตอนนี้พวกเขาล่ะกลัวใจนายอำเภอคนใหม่ว่าจะหักเงินเดือนพวกเขา
…
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่ทำงานล่วงเวลาเหล่านี้เคยกรอกตารางรับเงินเดือนของกรมคลังไปแล้ว อย่างมากพวกเขาก็แค่ไม่ได้เงินพิเศษปลายปี ยังไม่ถึงกับตกงาน
หลังจากซ่งฝูเซิงเรียกประชุมไป คนที่อกสั่นขวัญแขวนอย่างแท้จริงก็คือพวกมือปราบที่ไม่ได้ลงตารางรับเงินเดือน อีกทั้งยังทำงานไม่ดี
“นี่พ่อ ทำอย่างไรดีหากตกงาน มือปราบคนอื่นได้หัวเราะเยาะแน่”
พวกมือปราบออกเวรก็กลับบ้านตัวเอง บางคนถูกเมียถามเซ้าซี้ก็โมโหตีลูกตีเมีย บางคนก็ทำลายข้าวของ
บางคนก็ไปค้นโสมในบ้านตัวเองหรือของดีอย่างอื่นที่เก็บไว้ เตรียมเอาไปมอบให้คนที่น่าจะช่วยได้
แต่เมื่อเดินไปถึงประตูก็ต้องหยุด
ว่าแต่จะให้ใครล่ะ พวกหัวหน้าก็ต้องเอาตัวเองรอดก่อน เว้นเสียแต่จะเอาไปให้ใต้เท้านายอำเภอ
บางครอบครัวก็เผชิญกับปัญหาที่ว่า ดีไม่ดีได้ตกงานกันหลายคน
เพราะงานบางอย่างต้องใช้ฝีมือที่สืบทอดกันมาในครอบครัว
เช่น นักชันสูตรศพ เพชฌฆาต คนสืบคดี เป็นต้น
บางคนถามด้วยความลังเล “พวกเราไม่น่าจะตกงานหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นใครจะสืบคดีล่ะ”
หัวหน้ามือปราบเซียวบอกว่า “เจ้าอย่าทำแข็งข้อกับนายอำเภอคนใหม่เชียวนะ เห็นชัดๆ ว่าเขาไม่กลัวหรอก…
…ทั้งๆ ที่ไม่มีกุนซือ แต่กลับท่องกฎหมายได้ฉะฉาน ตรวจสอบบัญชีละเอียดถี่ถ้วน เจ้าเคยเจออยู่กี่คน…
…รอบรู้ทุกอย่าง เจ้าเคยเห็นนายอำเภอคนไหนก่อนหน้านี้เก่งขนาดนี้บ้าง…
…คิดว่าเขายังจะเสียดายมือปราบสืบคดีอย่างพวกเราเหรอ…
…ไม่ได้ยินนายอำเภอแสยะยิ้มพูดตอนเกิดเรื่องเหรอ สมัยนี้ไม่ขาดแคลนคนหรอก ข้าถึงขั้นสงสัยแล้วว่า นายอำเภอทำเป็นแม้กระทั่งงานชันสูตรศพ”
“แบบนั้นก็น่าสยองเลยนะ หัวหน้า เขาไม่ได้มาจากการสอบจอหงวนเหรอ”
“ใช่สิ แต่ก็น่ากลัวมาก พวกเจ้าสังเกตเห็นไหม พวกคนในครอบครัวที่นายอำเภอพามาด้วย มีหลายคนที่มีกลิ่นอายโหดเหี้ยม ข้าว่าน่าจะเคยทำผิดหนักกว่าคนที่พวกเราจับมาอีก”
มีอยู่คำพูดหนึ่งที่หัวหน้ามือปราบเซียวไม่ได้พูดออกไปคือ อีกนิดก็จะใกล้เคียงกับนักโทษแล้ว ยามที่เข้าตาจนยิ่งเหมือนพวกนักโทษหนีคดี
เอาเป็นว่าเขายอมแล้ว
หากครั้งนี้เป็นแค่การจัดระเบียบกลุ่มผู้ตรวจลาดตระเวน ไม่ได้เกี่ยวพันถึงพวกเขาที่ต้องใช้ฝีมือเฉพาะทาง วันหน้าก็จะตั้งใจทำงาน คุมลูกน้องตัวเองให้ดี ขอคำชี้แนะจากใต้เท้านายอำเภอบ่อยๆ
ในเวลาเดียวกัน ซ่งฝูเซิงกำลังกินเกี๊ยวพลางลูบหู
เกี๊ยวห่อตั้งแต่เมื่อเช้าตอนพวกพี่รองไป เป็นเกี๊ยวเลี้ยงส่งออกเดินทาง
เขาตื่นแต่เช้าท้องฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อไปเขตหวงหลงโดยไม่ได้กินอะไร ตอนเย็นพวกผู้หญิงก็เลยห่อให้กินอีกมื้อ
“ทำไมหูข้ามันร้อนขนาดนี้”
ท่านย่าหม่าเหยาะซีอิ๊วลงในชามของพั่งยาพลางพูด “มีคนด่าเจ้าน่ะสิ”
พูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ
ท่านย่าหม่าคิดว่า ถ้าเป็นเด็กบ้านเราถูกนายอำเภอคนใหม่กดดันจนตกงานมือปราบ เราก็ด่ายันบรรพบุรุษสามรุ่นเหมือนกัน จริงไหมล่ะ
ดีไม่ดีไม่ใช่แค่ด่า ยังจะทำตุ๊กตาสาปแช่งเหยียบย่ำด่าอีกเป็นพันรอบหมื่นรอบ เขียนชื่อเอาไปโยนใส่ในกองขี้ เอาให้เหม็นไปหมื่นปี
แต่นางปลงได้นานแล้ว ขอแค่อย่ามาด่าลูกชายนางต่อหน้านางเป็นพอ
นี่เป็นเรื่องปกติ
สมัยนี้มีคนชมเราได้ ก็มีคนด่าเราลับหลังได้เช่นกัน
อย่างพรุ่งนี้พอติดประกาศ เด็กหนุ่มที่ยากจนพวกนั้น อยู่ๆ ก็ได้เป็นเจ้าหน้าที่ทางการ คงแทบอยากจุดประทัดเสียเต็มประดา คนแก่ในครอบครัวพอเห็นลูกสามของนางก็แทบอยากจะมาคุกเข่าคำนับขอบคุณ และก็ย่อมมีครอบครัวของคนที่ตกงาน พอเห็นลูกชายของนางก็กัดฟันอยากจะสาดขี้ใส่
ท่านย่าหม่าปลงแล้ว แต่ท่านลุงซ่งกลับปลงไม่ได้
เมื่อไหร่ที่ท่านลุงซ่งจินตนาการว่ามีคนเผากระดาษสาปแช่งฝูเซิง เขาก็จะโมโหมาก
เขาบอกว่า ไม่เป็นไร
ไว้เดี๋ยวเขาจะเผากระดาษบ้าง บอกให้พวกญาติของซ่งเก้าสกุลที่ตายไปแล้ว พ่อตาของเจ้า รวมถึงบรรพบุรุษสามรุ่น คนของหมู่บ้านสกุลซ่งเมื่อก่อนนี้ที่ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่กันหรือเปล่า ให้พวกเขาคุ้มครองฝูเซิง ขับไล่สิ่งไม่ดี
เขาไม่เชื่อหรอกว่าหมู่บ้านสกุลซ่งมีคนตั้งมากขนาดนั้น ถูกฝังไปแล้วยังจะสู้พวกภูตผีปีศาจไม่ได้อีก
ซ่งฝูหลิงสำลักเกี๊ยวทันที “แค่ก แค่ก ฮ่าๆๆ”
ท่านย่าหม่ารีบลูบหลังให้ “ขำอะไรนักหนา วันๆ ชอบเอาแต่นั่งหัวเราะ” ทำไมหัวเราะเก่งขนาดนี้ วันหน้าไปกินข้าวที่จวนผู้สำเร็จราชการจะทำอย่างไร
นางล่ะกลัวหลานสาวคนเล็กจะหัวเราะไม่ดูกาลเทศะจนพ่นข้าวใส่หน้าองค์หญิงใหญ่
ตกกลางคืน ในขณะที่พวกเจ้าหน้าที่กินโจ๊กทำงานล่วงเวลากันอยู่ที่ด้านหน้า ซ่งฝูเซิงที่อยู่ในห้องก็ดูเมียเปลี่ยนชุดมาให้เลือก ชุดแล้วชุดเล่า
“ข้าว่านะ สีเขียวเข้มดูดีกว่า ใส่ชุดนี้ตอนตามข้าไปจวนแม่ทัพแล้วกัน ข้าก็จะเลือกชุดที่เข้ากันกับเจ้า จะได้เป็นชุดคู่รัก ใส่ชุดตัวยาวสีเขียวเข้ม”
“ไม่ใส่ชุดขุนนางเหรอ”
“ไม่ใส่ ในบัตรเชิญก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเป็นการเยี่ยมเยียนส่วนตัว”
วันพรุ่งนี้พวกเขาสองคนจะไปที่จวนหลิ่วแต่เช้า น่าจะกินข้าวที่นั่น ไม่ได้พาฝูหลิงไปด้วย เพราะทางนั้นไม่ได้เชิญลูก
วันต่อมา ตอนที่พ่อบ้านจวนหลิ่วกับหมอมอที่อยู่ข้างกายหลิ่วฮูหยินออกมาต้อนรับ ต่างก็อึ้ง
เห็นซ่งฝูเซิงอยู่ในชุดตัวยาวสีเขียวเข้ม ประคองเฉียนเพ่ยอิงที่อยู่ในชุดกระโปรงสีเขียวเข้มลงมาจากรถม้าด้วยตัวเอง
ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีสาวใช้แม้แต่คนเดียว คนที่ตามมาด้วยมีเพียงคนคุมม้าของทางอำเภอ
ซ่งฝูเซิงยังถือถุงมาใบหนึ่งด้วยตัวเอง ในนั้นเป็นของขวัญพบหน้า คือน้ำพริกสองกระปุก
อีกหลายปีหลังจากนี้หลิ่วฮูหยินก็ยังคงจดจำเหตุการณ์นี้ได้ สองสามีภรรยาเดินประคองกันมา ไม่มีคนไม่เกี่ยวข้องแม้แต่คนเดียว