ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 775 ผู้ปกป้อง
ตอนที่ 775 ผู้ปกป้อง
ภายในห้องรับรอง ไม่มีสาวใช้
หลิ่วฮูหยินให้แค่หมอมอคนสนิทอยู่ช่วยรินชา เพื่อที่เฉียนเพ่ยอิงจะได้ไม่อึดอัด
ยิ้มพูดคุยกับเฉียนเพ่ยอิง
“ท่านพี่มักพูดเสมอว่า เขาเป็นเพียงทหาร ที่มีทุกวันนี้ได้ ทั้งหมดเป็นเพราะตอนนั้นได้แม่ทัพใหญ่ช่วยชีวิตไว้และให้การสนับสนุน”
ก่อนเฉียนเพ่ยอิงมาถึงไม่คาดคิดว่าลู่พั่นจะเขียนจดหมายมาจริงๆ
เด็กคนนี้ ตอนนี้ตัวอยู่แนวหน้ายังจะเป็นห่วงเหล่าซ่ง พยายามเบิกทางให้เหล่าซ่งเต็มที่
ทั้งยังไม่บอกพวกเขาสองคนแม้แต่น้อย
ภายในศาลาที่อยู่บนเขา
แม่ทัพหลิ่วมองไปไกล กำลังคุยกับซ่งฝูเซิงราวกับนึกย้อนความหลัง
“ตอนนั้นเพื่อกอบกู้ความสงบสุขของที่นี่ สงครามยืดเยื้อจนสุดท้ายเหลือทหารไม่ถึงพันคน…
…ข้าบอกตัวเองว่า หากไม่ได้รับคำสั่งก็ห้ามถอย…
…แต่ไร้เสบียง ไร้ลูกธนู ทหารกล้าเหลืออยู่ไม่มาก ทำได้เพียงใช้แผนที่เหนือความคาดหมายต่อสู้กับโครยอที่อยู่ฝั่งตรงข้าม สู้เสร็จต้องเสี่ยงอันตรายไปดึงลูกธนูออกจากคนตายแล้วเฝ้าประจำการต่อ…
…ในขณะที่ข้าคิดว่าตัวเองจะต้องเอาชีวิตมาฝังไว้ใต้หิมะแล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่ก็มา”
พอแม่ทัพหลิ่วพูดถึงตรงนี้ก็พยายามลืมตาเข้าไว้ ไม่อยากให้ซ่งฝูเซิงเห็นเขาหลั่งน้ำตา
เขานึกถึงคำพูดของแม่ทัพใหญ่ “เจ้าเคยเป็นผู้ช่วยของข้า ข้าเป็นคนส่งหน่วยของเจ้าออกไป อย่าว่าแต่เหลือหนึ่งพันคน ต่อให้เหลือเจ้าแค่คนเดียว ข้าก็ต้องมาช่วย”
ขณะเล่า คำพูดบางอย่างไม่ต้องพูดออกมา ซ่งฝูเซิงก็เข้าใจ
อาจเพราะแม้แต่ฮ่องเต้ในตอนนั้นก็ยังอยากยอมแพ้สงครามครั้งนั้นแล้ว แต่แม่ทัพใหญ่จัดการศึกในพื้นที่อื่นก่อน จากนั้นถึงมุ่งหน้ามาที่นี่
เรียกได้ว่า พื้นที่แถบนี้สงบลงได้เพราะแม่ทัพใหญ่กับแม่ทัพหลิ่วร่วมกันกอบกู้มา
“ตอนนี้ท่านมีธุระมาก ปีหน้าถ้ามีโอกาส ข้าจะพาท่านไปดูแถวริมแม่น้ำยาลี่ว์ ที่นั่นมีหลักศิลาที่ตั้งขึ้นเพื่อแม่ทัพใหญ่หลังจากเสร็จสิ้นสงครามครั้งนั้น คราวก่อนหมินหรุ่ยมาที่นี่ก็เพื่อไปที่นั่น”
ซ่งฝูเซิงใช้สองมือรับเหล้าที่แม่ทัพหลิ่วยื่นให้ พยักหน้าตอบตกลงว่าไว้จะไปดู
แม่ทัพหลิ่วเล่าชาติกำเนิดของตัวเองให้ซ่งฝูเซิงฟังโดยไม่ปิดบัง หากไม่มีแม่ทัพใหญ่ก็ไม่มีเขาในวันนี้
หลังจากที่ทราบว่าแม่ทัพใหญ่เสียชีวิต เขาก็ยื่นหนังสือขึ้นไปหลายครั้งเพื่อขอออกศึกแทนตระกูลลู่ แต่ก็ถูกปฏิเสธ
เขายังบอกซ่งฝูเซิงอีกว่า ตอนหมินหรุ่ยติดอยู่ที่แนวหน้า เขาร้อนใจยิ่งกว่าใคร
ด่าพวกแม่ทัพหน่วยอื่นอยู่ในใจนับหมื่นครั้งที่โง่เขลาเบาปัญญา แต่…
คำพูดบางอย่างพูดออกมาไม่ได้ ต่อให้ร้อนใจแค่ไหน ฮ่องเต้ก็กดเขาไว้ ไม่ให้บุ่มบ่าม
ดังนั้นแค่คิดดูก็รู้ว่า
“น้องจื่อเจิน ข้าต้องการเจอเจ้าให้ได้ พอข้าอ่านจดหมายของหมินหรุ่ยเสร็จก็คิดว่า ต้องเชิญเจ้ามาดื่มให้ได้ ในฐานะที่ข้าเป็นผู้อาวุโสของหมินหรุ่ย เป็นอาของเขา ข้าต้องขอบคุณเจ้าให้ได้ มา พวกเราชนสุราจอกนี้กัน”
ซ่งฝูเซิงบากหน้าเข้าไปชนสุราดื่ม
อีกทั้งเขาพอมองออกแล้วว่า บุคคลตัวเล็กๆ อย่างว่านปิ่งอี้ไม่ควรค่าให้แม่ทัพหลิ่วพูดถึง แม่ทัพหลิ่วไม่มีเอ่ยถึงสกุลว่านแม้แต่น้อย พูดแต่เรื่องตระกูลลู่
แม่ทัพหลิ่วเอาแต่รื้อฟื้นความหลัง ถามเรื่องของเขากับลู่พั่นสารพัด แล้วเขาจะไม่บอกได้หรือ แต่ที่เขามาเพราะมีธุระสำคัญ
พอดื่มไปได้สักพักซ่งฝูเซิงก็หน้าแดง เริ่มเข้าประเด็นในระหว่างที่ตัวเองยังไม่เมา
เห็นเพียงแม่ทัพหลิ่วที่อยู่ในศาลาเดี๋ยวก็ตบโต๊ะด้วยความโมโห เดี๋ยวก็ขมวดคิ้วถอนหายใจ
บ่าวรับใช้ที่อยู่ไกลกับพวกทหารใกล้ชิดได้ยินแม่ทัพของพวกเขาย้อนถามนายอำเภอซ่ง
“เรื่องใหญ่แค่ไหนก็ต้องมาถามข้าหมด เพราะข้าตำแหน่งใหญ่อย่างนั้นรึ…
…ข้าจะไปรู้อะไร ในปีหนึ่งส่วนใหญ่ออกลาดตระเวน ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงไปจนถึงหลังหว่านเมล็ดเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิกว่าจะกลับจวน มีแค่ช่วงนี้ที่อยู่บ้าน…
…ฮูหยินของข้าตั้งแต่มาข้าก็ไม่ได้อยู่ฉลองปีใหม่ด้วย…
…พอถึงเวลาสำคัญข้ากลับกลายเป็นคนดุร้ายวางอำนาจบาตรใหญ่ในสายตาของชาวบ้าน”
ซ่งฝูเซิงจะพูดอะไรได้ เพราะเขาก็รู้สึกเหมือนกันว่าพวกขุนนางของเขตหวงหลงมีนิสัยแบบนี้
ไม่สิ พูดให้ถูกคือ ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่กล้าตัดสินใจเองมีน้อยมาก
เฟิ่งเทียนบริหารจัดการดี แต่เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น อย่างตอนครั้งนั้นที่น้ำท่วมลู่พั่นอยู่ในเฟิ่งเทียน เจ้าหน้าที่ของเฟิ่งเทียนกลับฝากความหวังไว้ที่ลู่พั่น ผลักภาระนี้ไปให้เขา
หรือจะเรียกได้ว่า มีสาเหตุมาจากเพราะตอนนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม สถานะของขุนนางฝ่ายบู๊ก็เลยสูงกว่าขุนนางฝ่ายบุ๋น
“เขาช่างกล้านัก เจ้าคนแซ่โหยวชักจะเอาใหญ่เกินไปแล้ว!”
แม่ทัพหลิ่วตบโต๊ะ
‘เขา’ ในที่นี้หมายถึงคนสกุลว่าน
ส่วนคนแซ่โหยวก็คือนายอำเภอฮุ่ยหนิงคนก่อนๆ หน้านี้ หรือก็คือหลานชายสายนอกของรองเสนาบดีเหมา
หลังจากความโกรธทุเลาลง อยู่ๆ แม่ทัพหลิ่วก็แสดงสีหน้าเหนื่อยล้า
“ผืนดินทุกตารางนิ้วของที่นี่ล้วนถูกกอบกู้โดยแม่ทัพใหญ่ ใต้ผืนดินแห่งนี้มีบรรดาพี่น้องจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนของข้าถูกฝังอยู่ ข้าไม่อยากเห็นที่นี่เจริญรุ่งเรืองรึ ข้าอยากเห็นเสียยิ่งกว่าใคร!”
แต่ทำไมเรื่องราวมักสวนทางกับสิ่งที่ปรารถนาเสมอ
เขาก็แค่รับอนุภรรยา แต่ครอบครัวอนุกลับกล้าทำเรื่องชั่วช้าลับหลังเขา
ซ่งฝูเซิงอาศัยจังหวะที่แม่ทัพหลิ่วกำลังทำความเข้าใจเรื่องฉ้อโกง แอบรินน้ำชาให้ตัวเอง ดื่มเสร็จเขาถึงพูดขึ้น
“พูดตามตรงนะท่านแม่ทัพ คืนนั้นข้าสอบสวนเสร็จก็นอนไม่หลับ มัวแต่คิดว่าวันหน้าจะคุมคนในครอบครัวอย่างไร…
…ถามตัวเองว่า ถ้าคนในครอบครัวของข้าไปแอบอ้างชื่อข้าทำเรื่องไม่ดีข้างนอก เจ้าหน้าที่หลายคนก็อำนวยความสะดวกให้พวกเขา ข้าจะทราบหรือไม่…
…ข้าพบว่า ตัวข้าเองก็อาจจะไม่รู้”
คืนนั้น เขายกฝูกุ้ยเป็นตัวอย่างอยู่ในใจ “ต่อให้คนในครอบครัวข้าจะเป็นคนซื่อๆ ก็ตาม”
ความหมายแฝงของซ่งฝูเซิงก็คือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกครอบครัวอนุของจวนแม่ทัพว่าจะวางตัวอวดดีกันขนาดไหน แม่ทัพไม่ได้รู้จักนิสัยใจคอของคนพวกนั้นดีด้วยซ้ำ
ซ่งฝูเซิงพูดแบบนี้ในเวลานี้ ไม่ใช่เพื่ออยากหาทางลงให้แม่ทัพหลิ่ว แต่เพราะคิดว่า ความจริงเป็นอย่างไร ฮ่องเต้จะไปสืบสวนอีกที ว่านปิ่งอี้ก็จะถูกนำตัวไปทีละขั้นๆ
ไม่ว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แม่ทัพหลิ่วย่อมต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวอยู่บ้าง ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราก็ไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นการตบหัวแล้วลูบหลังอีก
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้แม่ทัพหลิ่วให้เกียรติเขามากเพราะมีสาเหตุมาจากลู่พั่น ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องให้เกียรติแม่ทัพหลิ่วเพราะลู่พั่นเช่นกัน
“คนแซ่ว่านนั่นได้บอกเส้นทางหรือไม่”
ซ่งฝูเซิงหยิบกระเป๋าทันที
ภาพลักษณ์ของเขาในตอนนี้เหมือนคนมาเก็บค่าน้ำค่าไฟ ไม่มีผู้ติดตามแม้แต่คนเดียว ค้นกระเป๋าเอง
เขายื่นกระดาษให้แม่ทัพหลิ่วหลายแผ่นพลางพูด “นี่เป็นแผนภาพที่ข้าวาดตามคำให้การของว่านปิ่งอี้ เขาฉางไป๋ของพวกเราใหญ่เหลือเกินท่านแม่ทัพ มีส่วนหนึ่งที่ยื่นเข้าไปในเขตโครยอ”
นี่ก็คือจุดประสงค์สุดท้ายของซ่งฝูเซิงในการมาที่นี่ มีแค่แม่ทัพหลิ่วที่มีอำนาจมีทหารจำนวนมากไปลาดตระเวนแถวภูเขาได้ สามารถปิดกั้นเส้นทางสำคัญ
เห็นบนภูเขาอันตรายแบบนั้น แต่ก็มักจะมีพวกขบวนม้าที่หวังในทรัพย์สมบัติขึ้นไปเสี่ยงอันตราย
วันนี้เป็นเสบียง พรุ่งนี้อาจขนพวกอาวุธก็ได้
ส่วนแม่ทัพหลิ่วเริ่มคิดเรื่องอื่นแล้ว
เขามองแผนภาพพลางคิดว่า ลูกน้องของเขามีใครเกี่ยวข้องกับเรื่องลักลอบขนเสบียงหรือไม่
พอเกิดเรื่องสกุลว่านขึ้น ก็เป็นการยากที่เขาจะไม่สงสัยว่าอาจมีลูกน้องเกี่ยวข้อง ต้องสืบให้กระจ่างก่อนออกไปลาดตระเวน
ในขณะเดียวกันก็โกรธแค้นกัดฟันกรอด คนโครยอควรทำตัวเหิมเกริมกว่านี้อีกสักหน่อย ฮ่องเต้จะได้อนุญาตให้เขาไปตามจับกษัตริย์ครองแคว้นที่นั่นมา จะได้สงบศึกสักทีก่อนที่เขาจะปลดระวาง
ผู้ชายคุยกันมีแต่หัวข้อเคร่งเครียด
ส่วนทางด้านผู้หญิงผ่อนคลายเหลือเกิน
เป็นต้นว่า ไม่มีสาวใช้ ใครทำงานให้
เฉียนเพ่ยอิงบอกว่า ทำเองทั้งนั้น ทุกคนในบ้านต้องทำงาน เหล่าซ่งของนางก็มีมาช่วยทำด้วย
“นายอำเภอซ่งก็ช่วยทำด้วยหรือ”
“อืม ส่วนใหญ่เขาจะทำกับข้าว พวกเด็กๆ ชอบกินอาหารที่เขาทำ”
หมอมอที่อยู่ข้างกายหลิ่วฮูหยินตกใจอ้าปากค้าง
หลิ่วฮูหยินก็ตกใจมากเช่นกัน
ไม่มีอนุ มีลูกสาวแค่คนเดียว ทั้งยังเอาหลานของภรรยามาเลี้ยงเหมือนเป็นลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง
แถมนายอำเภอซ่งยังเข้าครัวทำกับข้าวด้วย
เฉียนเพ่ยอิงมองสีหน้าของเจ้านายกับบ่าว แอบบ่นซ่งฝูเซิงอยู่ในใจ
ดูซิ ข้าก็บอกแล้วว่าอย่าพูดความจริง แต่เจ้ากลับบอกว่าก็ว่าไปตามจริง ทั้งยังจะให้บอกทุกคนว่าบ้านเราโดดเด่นมีเอกลักษณ์
และเรื่องที่ทำให้หลิ่วฮูหยินรู้สึกเหลือเชื่อมากที่สุดคือ นางชวนเฉียนเพ่ยอิงอีกไม่กี่วันให้มานั่งเล่นที่จวนแม่ทัพอีก ดอกไม้ที่นางปลูกไว้กำลังจะบาน จะเรียกฮูหยินคนอื่นๆ มาด้วย
เฉียนเพ่ยอิงปฏิเสธด้วยความลำบากใจ เหตุผลก็คือ ต้องตามนายอำเภอซ่งไปลงพื้นที่
“เขาให้ท่านตามไปด้วยหรือ”
“พวกเราไปกันทั้งครอบครัว”
หลิ่วฮูหยินรู้สึกอิจฉา นางมองออกแล้วว่านายอำเภอซ่งไม่อยากอยู่ห่างจากครอบครัว
ถ้านัดหลังจากกลับมาจากลงพื้นที่ล่ะ
หลิ่วฮูหยินชอบพูดคุยกับเฉียนเพ่ยอิง รู้สึกเป็นกันเอง อีกทั้งมีเรื่องใหม่ๆ ให้คุย
เฉียนเพ่ยอิงลำบากใจอีกครั้ง ตอนนั้นอาจต้องไปทำงานแล้ว
“หา?”
เรื่องจริง
เฉียนเพ่ยอิงคิดในใจ จะอธิบายอย่างไรดีล่ะ
เหล่าซ่งของนางบอกว่าจะเปิดห้องทำงานให้ เพื่อให้นางดูแลพวกผู้หญิงทำงานฝีมือ
ครอบครัวนางไม่ได้ร้อนเงินจนถึงขั้นที่นางต้องออกไปทำงานหรอก
แต่ห้ามใส่ร้ายสามี สามีนางกลัวว่านางทำแต่งานบ้านจะเบื่อ
…
ขณะที่ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงมาเป็นแขกที่จวนแม่ทัพ ทางอำเภอฮุ่ยหนิงก็ได้ต้อนรับขบวนพิเศษขบวนหนึ่ง
ทางเขตหวงหลงได้ส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งคุ้มกันมาส่ง
ในความเป็นจริง มีขุนนางในเขตหวงหลงหลายคนที่อยากตามขบวนนี้มาด้วย ก็แค่กระดากใจไม่กล้าตามมา
ใต้เท้าเถาผู้ว่าการเขตหวงหลง ตามคาด พี่ชายที่อยู่เมืองหลวงเขียนมาในจดหมายเป็นเรื่องจริง นายอำเภอซ่งสนิทกับจวนผู้สำเร็จราชการ
ไม่สิ ตอนนี้พี่ชายรู้จักมากกว่าเขาแล้ว แบบนี้เรียกสนิทมาก
ขบวนรถม้าขององค์หญิงใหญ่จัดมาอย่างพิถีพิถัน
จุดประสงค์ก็เพื่อบอกทุกคนว่า นายอำเภอซ่งอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับจวนผู้สำเร็จราชการหรือใต้เท้าอัครเสนาบดี แต่เกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเหล่าฮูหยินถึงได้ต้องส่งขบวนรถม้าโอ่อ่านำของขวัญขึ้นบ้านใหม่มาให้น่ะหรือ
เพราะความคิดบางมุมของเหล่าฮูหยินคล้ายกับจิ่วอี๋เหนียงของแม่ทัพหลิ่ว
จิ่วอี๋เหนียงเคยพูดตอนฟ้องแม่ทัพหลิ่วไม่ใช่หรือว่า ซ่งฝูเซิงตำแหน่งเล็ก เห็นแค่ท้องฟ้าขนาดเท่าฝ่ามือ ถึงได้ไม่รู้ว่าแม่ทัพหลิ่วมีอิทธิพลขนาดไหน กล้าลงมือกับสกุลว่านอย่างไม่เกรงกลัว
เหล่าฮูหยินที่อยู่เมืองหลวงเลยคิดว่า พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงน่ารำคาญ เพราะไม่รู้ก็เลยไม่เกรงกลัว
ไม่มีใครรู้ว่าซ่งฝูเซิงเป็นว่าที่พ่อตาของหลานชายนาง สิ่งที่เห็นมีแค่ตำแหน่งขุนนางขั้นหกของซ่งฝูเซิง นางอยู่ไกลขนาดนี้ กลัวว่าพวกขุนนางขั้นสี่ขั้นห้าจะเล่นงานซ่งฝูเซิง
แถมหลานชายของนางก็ทำศึกอยู่ที่แนวหน้า
หลานชายสูญเสียพ่อไปแล้ว เมื่อต้องเรียกพ่ออีกครั้ง คนที่จะถูกเรียกก็คือซ่งฝูเซิง
นางไม่มีทางและไม่ยอมให้พ่อตาของหลานชายเป็นอะไรไปแม้แต่น้อย
เวลานี้เสมียนฉินตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เอาแต่ถูมือ
ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าทำไมแม่ของใต้เท้านายอำเภอถึงได้ใจกล้าแบบนั้น
เห็นเพียงหมอมอสี่คนที่แต่งตัวดูดีมีเกียรติลงมาจากรถม้า ทำความเคารพท่านย่าหม่าอย่างพร้อมเพรียง “น้อมทักทายเหล่าฮูหยินสกุลซ่งเจ้าค่ะ”
ท่านย่าหม่ายิ้มหน้าบานอย่างภูมิใจทันที “รีบลุกขึ้น”
พวกบ่าวรับใช้ชายเริ่มเอาของลง ชุดเครื่องเรือนต่างๆ และยังมีข้าวของตกแต่งในห้องท่านย่าหม่า เป็นแจกันขนาดใหญ่สี่ใบ
นอกจากนี้ยังมีของขวัญพิเศษที่เหล่าฮูหยินมอบให้ซ่งฝูเซิง
เก้าอี้ขุนนาง
เก้าอี้ขุนนางตัวนี้น่าสนใจ
คนที่มองออกวิเคราะห์ว่า นี่เหมือนจะเป็นการบอกว่า
นั่งให้ดีนะ
ดูสิว่าใครจะกล้าแตะต้องเจ้า
novel lovers
มีผู้ปกป้อง 555