ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 795 ข้าเข้าใจแล้ว
ตอนที่ 795 ข้าเข้าใจแล้ว
“หินซงฉวา มีอีกชื่อหนึ่งว่าหินจงฮวา…
…นายท่านดูชิ้นนี้สิขอรับ…
…มีทั้งสีเขียวเข้ม เขียวอ่อน เขียวเหลือง เขียวขาว ลวดลายเป็นริ้วเหมือนคลื่น ลองลูบดูก็ให้สัมผัสเนื้อละเอียดมันวาว เขียวดุจหยก แยกชั้นชัดเจน ล้ำค่ามากขอรับ…”
เมิ่งจิ่งอวี้รู้สึกยอมใจชาวบ้านคนนี้
เขาทำเสียงฮึดฮัดในใจ
เจ้าเล่ห์เหมือนนายตัวเอง
นายของเจ้าทำข้อสอบไม่รู้จักตอบดีๆ เพ้อเจ้ออะไรมาก็ไม่รู้
ตอนนี้ก็เหมือนกัน จะขายของดีของท้องถิ่นก็ขายไปสิ ทำมาเป็นแขวนภาพวาดเขียนบรรยายเสียยืดยาว กะเอาผลงานเต็มที่
ส่วนเจ้า ชาวบ้านธรรมดา เห็นๆ อยู่ว่ารู้จักข้า เดาได้ว่านี่คือฮ่องเต้ อย่าคิดว่าข้ามองเจ้าไม่ออก
แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้จักต่อหน้าฮ่องเต้ พูดฉอดๆ
เจ้าคิดว่าฮ่องเต้ไม่รู้รึว่าเจ้ารู้สถานะของเขา
พี่เขยรองของลู่พั่นอยู่ด้านหลังฮ่องเต้ ขณะที่ฝูกุ้ยแนะนำหินซงฮวาให้ฮ่องเต้ฟัง เขาก็แอบคิดในใจ
อันที่จริงทั้งสองฝ่ายต่างรู้สถานะของกันและกันแล้ว
ฮ่องเต้ถามเจ้าว่าแซ่อะไร เจ้าบอกแซ่ซ่ง
แค่คิดดูก็รู้ว่าฮ่องเต้แน่ใจแล้วว่ากิจการนี้เกี่ยวข้องกับนายอำเภอซ่ง เป็นของครอบครัวซ่ง
คิดอะไรอยู่ เขาก็เดาไม่ถูก
ส่วนเจ้า ชาวบ้านคนนี้รู้ว่าเป็นฮ่องเต้แต่กลับยังทำเนียนให้ความร่วมมือกับฮ่องเต้ ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่แสดงตัวก่อน เจ้าก็ไหลตามน้ำไป ไม่ให้เป็นที่สังเกต
ทั้งยังยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่าแซ่ซ่ง
ชาวบ้านทั่วไปเวลาเจอฮ่องเต้ควรทำไงน่ะเหรอ เล่นเอาพี่เขยรองของลู่พั่นสับสนเล็กน้อย
เจ้าช่างเป็นบุคคลที่โดดเด่นในหมู่ชาวบ้าน เป็นอัจฉริยะ
หลี่เต๋อเฉวียนขันทีใหญ่แอบหัวเราะในใจ
เขาคือคนที่รู้ใจฮ่องเต้ที่สุด
สาเหตุที่เขาหัวเราะ เป็นเพราะก่อนหน้านี้ฮ่องเต้เพิ่งบอกว่านายอำเภอซ่งเป็นคนจริงจัง แม้แต่ในฎีกาก็เขียนเฉพาะใจความสำคัญ บอกประโยชน์ของมันโดยตรง
แต่กลับไม่คิดว่าวันนี้ข้อดีสารพัดทั้งหลายจะออกมาจากปากคนสนิทที่นายอำเภอซ่งส่งมาทั้งหมด
อีกทั้งชาวบ้านตรงหน้าคนนี้บอกว่าไม่เคยเรียนหนังสือ เขาพูดตามที่นายอำเภอฮุ่ยหนิงชื่นชมของพวกนี้
ใช่ ฝูกุ้ยจงใจ
ซ่งฝูกุ้ยคิดในใจ ซ่งฝูเซิงเป็นตัวแทนนำเสนอสินค้าให้ชาวฮุ่ยหนิง ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะเป็นตัวแทนฝูเซิง
คำพูดบางอย่าง รวมถึงฝูเซิงคิดอย่างไร ต้องให้ฮ่องเต้ได้รู้
ซ่งฝูกุ้ยพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า งานแสดงสินค้าเกษตรครั้งนี้ไม่เหมือนกับการค้าขายในอดีต มีนายอำเภอฮุ่ยหนิงเป็นผู้นำ
ซ่งฝูกุ้ยอธิบายอย่างไม่หยุดปาก แม้แต่ใต้เท้าเมิ่งที่เมื่อครู่คิดว่าเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมก็ยังรู้สึกว่าฝูกุ้ยเหมือนมีมนต์สะกด
ไม่อย่างนั้น ทำไมอยู่ๆ เข้าก็ฟังแล้วเคลิ้มล่ะ ทำไมถึงเริ่มรู้สึกว่าใช้เล่ห์เหลี่ยมแล้วอย่างไรล่ะ
ขุนนางท้องถิ่นคนหนึ่งยอมทิ้งศักดิ์ศรี ไปลงพื้นที่ของชาวบ้าน ทั้งยังเปิดร้านขายของแทนชาวบ้าน ใช้เล่ห์เหลี่ยมนิดหน่อยเพื่อให้งานสำเร็จ แล้วอย่างไรล่ะ
ขณะที่ซ่งฝูกุ้ย ‘นำเสนอ’ หินซงฮวาให้ฮ่องเต้ เขาก็ได้ใช้โอกาสนี้อธิบายว่าทำไมครั้งนี้ถึงต้องให้ทางอำเภอหนุนหลัง นายอำเภอก้าวออกมานำทุกคน
เขาบอกว่า
พื้นที่ฮุ่ยหนิงของพวกเขาอยู่ห่างไกล การขนส่งลำบาก
สินค้าเกษตรที่มีค่ามากที่สุดกระจัดกระจายอยู่ในเขตภูเขา ของดีที่ยากจะเข้าถึง
พวกพ่อค้ารับซื้อไปในราคาที่ต่ำและไม่ยุติธรรมก่อนที่นายอำเภอซ่งจะเข้ามารับตำแหน่ง ซื้อมาราคาต่ำขายออกไปในราคาสูงยังไม่เท่าไหร่ พ่อค้าบางคนยังเอาไปทำให้คุณภาพด้อยลง คนข้างนอกก็พากันวิจารณ์ว่าของจากบนเขาในฮุ่ยหนิงมีดีบ้างไม่ดีบ้างปะปนกันไป
หลังจากนายอำเภอซ่งเข้ารับตำแหน่ง คิดว่านายอำเภอต้องออกหน้าเท่านั้น รับซื้อของจากชาวบ้านมารวมเป็นจุดเดียว ก่อเกิดเป็นพลังไม่กระจัดกระจาย ถึงจะได้เปรียบทำให้ของดีของฮุ่ยหนิงครองตลาดได้ อีกทั้งยังรับประกันคุณภาพ แบบนี้ถึงจะค่อยๆ สร้างชื่อเสียงที่ดีขึ้นมาได้
ฝูกุ้ยไม่เพียงแต่อธิบายอย่างชัดเจนว่าต้องให้นายอำเภอออกหน้าเท่านั้น ชาวบ้านถึงจะสมัครสมานเป็นหนึ่งเดียว
ถึงจะทำให้คนที่ยากจนในเขตภูเขาหลุดพ้นจากความแร้นแค้น ผ่านการขายของในพื้นที่คุณภาพดีที่ตัวเองผลิตได้ ทำให้ราชสำนักพอนึกถึงพื้นที่ห่างไกลแห่งนั้น ก็จะเลิกติดภาพว่าเป็นอำเภอยากจน ต้องสลัดคำว่ายากจนออกจากฮุ่ยหนิงให้ได้
อีกทั้งยังบอกฮ่องเต้อีกว่า การค้าของเขาทั้งรับซื้อทั้งนำมาขายแบบนี้กลับไม่ได้มีกำไรสูงแบบที่คนอื่นคิด
เพราะใต้เท้านายอำเภอสั่งพวกเขาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ต้องเจียดกำไรจำนวนมากออกมาสร้างฮุ่ยหนิง นี่เป็นกฎที่ตั้งไว้ก่อนแล้ว หรือจะเรียกว่าเป็นคำสั่งก็ว่าได้
ฮ่องเต้ลูบหินซงฮวา ท่าทางเหมือนรอฟังอยู่อย่างเงียบๆ
ซ่งฝูกุ้ยก็เริ่มท่องคำพูดของซ่งฝูเซิง
ในขณะที่นำสินค้าของดีท้องถิ่นออกมาขายก็ได้มอบเงินเพื่อเป็นกำลังใจ ให้ชาวบ้านไปแพ้วถางที่รกร้าง หวังจะให้ทำการเพาะปลูกมากขึ้น
ใต้เท้านายอำเภอเน้นย้ำเสมอว่า ไม่ว่าเมื่อไรพวกเราก็หนีไม่พ้นต้องกินต้องใช้ ต้องเอาการเพาะปลูกเป็นหลัก เพาะปลูกเจริญงอกงามถึงจะเรียกว่าเป็นปีที่อุดมสมบูรณ์
ขันทีใหญ่มองฮ่องเต้ คิดในใจ ถือว่าพูดได้เข้าถึงหัวใจของฮ่องเต้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ห้ามหลงลืมการเพาะปลูก
ฝูกุ้ยพูดต่อ หลังจากนายอำเภอเข้ารับตำแหน่งยังพูดอีกว่า ไม่ว่าคนทั้งอำเภอจะทำอะไรก็ต้องยึดเป้าหมายเดียวกัน ‘สองไม่กลุ้ม สามรับประกัน’
ไม่กลุ้มว่าจะหิวตาย ไม่กลุ้มว่าทั้งครอบครัวจะไม่มีเครื่องนุ่งห่ม
ส่วนรับประกัน
รับประกันว่าทุกบ้านมีที่เพาะปลูก
รับประกันว่าแต่ละครอบครัวมีรายได้เสริมยามว่างจากการทำเกษตร เพื่อนำมาช่วยค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ฮ่องเต้ถาม “ทำไมเจ้าไม่พูดแล้วล่ะ รับประกันที่สามคืออะไร”
ฝูกุ้ยทำเป็นหยั่งเชิงฮ่องเต้ จากนั้นเขาถึงบอก
รับประกันที่สามคือ เมื่อต้องเจอกับภัยพิบัติอีกครั้ง ยามที่ต่อกรกับสวรรค์ไม่ได้ ทางอำเภอจะมีเงินสำหรับช่วยชาวบ้านได้เอง
ทางอำเภอไม่ต้องยื่นเรื่องขอเงินช่วยเหลือจากเบื้องบน ไม่ต้องแบมือขอราชสำนัก ก็สามารถรับประกันได้ว่าชาวบ้านที่ประสบเคราะห์จะมีหมอรักษาและมีที่พักพิงชั่วคราว