ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 815 พี่สาววิ่งตัวปลิว / ตอนที่ 816 ยังไม่ทันอะไรเจ้าก็คิดไปก่อนแล้ว
- Home
- ทะลุมิติทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 815 พี่สาววิ่งตัวปลิว / ตอนที่ 816 ยังไม่ทันอะไรเจ้าก็คิดไปก่อนแล้ว
ตอนที่ 815 พี่สาววิ่งตัวปลิว / ตอนที่ 816 ยังไม่ทันอะไรเจ้าก็คิดไปก่อนแล้ว
ตอนที่ 815 พี่สาววิ่งตัวปลิว
เหล่าสหายร่วมชั้นเรียนของหมี่โซ่วต่างเคยหยุดอยู่ริมถนน เห็นรถม้าของซ่งฝูหลิง
ม่านบางพลิ้วไหว แต่กลับไม่เคยเห็นนาง
เด็กหนุ่มที่ศึกษาเล่าเรียนเหล่านี้ ยิ่งได้ยินเรื่องเล่าของคุณหนูจวนผู้ว่าฯ ก็ยิ่งควบคุมตัวเองไม่ได้ อยากจะเจอหน้าสักครั้ง
เอาแค่ที่หมี่โซ่วก็ตัดสหายร่วมชั้นเรียนไปได้จำนวนหนึ่งแล้ว
บางคนเข้ามาเรียนในสำนักศึกษาตระกูลเหยียนได้โดยอาศัยความรู้ความสามารถ อย่างลูกชายบ้านเศรษฐี อย่างลูกชายเจ้าของสวนที่ขยันขันแข็ง คนเหล่านี้แทบไม่ได้มีเรื่องให้ต้องคุยกับหมี่โซ่ว
เป็นคนที่เดินคนละเส้นทางนับตั้งแต่หมี่โซ่วเข้าเรียนวันแรก
อย่าเห็นว่าอยู่ในชั้นเรียนเด็กโตกันหมด
ปกติพวกเขากับหมี่โซ่วก็แค่ทักทายกันผิวเผิน
ดังนั้นสหายร่วมชั้นเรียนที่หมี่โซ่วพากลับบ้านมา ส่วนใหญ่ซ่งฝูเซิงจะรู้จักมักคุ้นกับพ่อหรือปู่ของพวกเขา
นี่ก็เลยเป็นเรื่องที่หมี่โซ่วลำบากใจมาก
ถ้าบอกว่า อย่าไปเลย บ้านข้าไม่ต้อนรับ ไม่ว่าจะท่านลุงข้าหรือตัวข้าเอง มันจะดูไม่ดี บุรุษเขาไม่กระทำกัน
แบบนั้นจะกลายเป็นอย่างไร คนข้างนอกได้หาว่าบ้านเราไร้มารยาท
แต่วันนี้ตามกลับมาหนึ่งคน พรุ่งนี้ตามมาอีกสองคน
เดี๋ยวพวกเขาก็บอกว่าจะขอยืมหนังสือดู เดี๋ยวก็บอกว่ามาขอยืมหนังสือกลับไปดู อีกไม่กี่วันบอกจะมาดูเสี่ยวหง วันต่อๆ ไปหัวเราะบอกจะมาช่วยสอนขี่ม้าที่จวนให้ด้วยตัวเอง คิดว่าข้าโง่เหรอ จะไม่รู้เลยเหรอว่าพวกเจ้ามาทำไมกัน
ทำอะไรกันน่ะ คิดว่ามาแล้วจะได้เจอพี่สาวข้าเหรอ ห้องของข้าอยู่ห่างจากพี่สาวตั้งไกล แถมยังทำให้ข้าต้องเอาเงินค่าขนมไปจ่ายเงินค่าอาหารด้วย
ลูกไม้ตื้นๆ
ตอนพี่แม่ทัพเล็กใช้วิธีตีเนียน ตอนนั้นพวกเจ้าอยู่ที่ไหนกันยังไม่รู้เลย
เมื่อเทียบกับวิธีของพี่แม่ทัพเล็ก วิธีของพวกเจ้าอ่อนหัดมาก ขอบอกเลยว่าตอนพี่แม่ทัพเล็กข้าก็ยังดูไม่ออก
เฮ้อ หมี่โซ่วแอบส่ายหน้าในใจ นี่เป็นความกลัดกลุ้มที่คนทั่วไปไม่มีทางเข้าใจ
เล่าความกลุ้มนี้ให้คนอื่นฟัง คนอื่นก็คงไม่มีอารมณ์ร่วม
อย่างไรเสีย ใช่ว่าทุกบ้านจะมีพี่สาวที่ฉลาดปราดเปรื่อง น่าปวดหัวจริงๆ
หมี่โซ่วแอบรู้สึกผิดต่อพี่แม่ทัพเล็กนิดหน่อยที่เขาพาโจรเข้าบ้าน โจรที่คิดจะขโมยหัวใจ ขณะนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มที่ทั้งจริงใจและสุภาพให้เหยียนซี่หานสหายที่มาเป็นแขก พลางตอบ
“อืม ใช่ บ้านข้าไม่เหมือนจวนอื่น จวนของพวกท่านมีบ่าวรับใช้ค่อนข้างเยอะ มีห้องให้พวกเขาอยู่เป็นสัดส่วน บ้านข้ามีสาวใช้อยู่ไม่กี่คน คนในครอบครัวทั้งนั้น ไม่ได้แบ่งเป็นห้องหลักห้องรองอะไร สะดวกอยู่แบบไหนก็อยู่”
เหยียนซี่หานแปลกใจมาก หมี่โซ่วพักอยู่แถวหลังสุด ปกติตรงนี้สำหรับบ่าวรับใช้อยู่
“เช่นนั้นแถวหน้าล่ะ”
“แถวหน้าเป็นห้องคลังทั้งหมด เก็บพวกเสบียง ถ้าท่านสนใจข้าจะพาไปดู”
“ได้”
หมี่โซ่วเดินนำหน้าในฐานะเจ้าบ้าน
“คนนอกอาจไม่ค่อยเข้าใจ แต่เมื่อก่อนบ้านเราอยู่ติดกับภูเขา เคยอาศัยอยู่ในบ้านผุพัง คนเฒ่าคนแก่ในบ้านคิดมาตั้งแต่ตอนนั้นว่า ตำแหน่งห้องแถวหลังสุดไม่ดี พวกหมูป่าอะไรพวกนั้นอาจลงจากเขามาได้ตลอดเวลา อันตราย ของมีค่าจึงต้องเก็บไว้ในที่เหมาะสม”
หืม?
เหยียนซี่หานฟังแล้วก็หัวเราะ
ซึ่งก็หมายความว่า จัดให้สหายเฉียนไปพักแถวหลังสุด แต่กลับเอาพวกเสบียงอาหารไว้แถวหน้า เพราะสหายเฉียนสำคัญน้อยกว่าข้าวของพวกนั้นเหรอ
หมี่โซ่วยิ้มตอบ ใช้ได้นี่ เดาได้ก็เก่งแล้ว เดาได้แต่ไม่พูดออกมา ถือว่าเป็นสหายที่ดี เขากับพวกพี่จินเป่าพักอยู่แถวหลังสุดกันหมด
เด็กผู้ชายอยู่ในบ้านสุดจะไม่มีค่า
ทั้งสองคนเดินเล่นไปจนถึงโรงม้า
ในเวลานี้เอง พ่อของเซาจีได้ยินเสียงกระดิ่งที่อยู่นอกประตูจึงรีบวางพวกหญ้าฟางแล้วรีบไปเปิดประตูให้สุด
หมี่โซ่วรีบพูด “ไปๆๆ”
ทำไมพี่สาวเขากลับมาแล้วล่ะ ไหนว่าวันนี้จะไปที่ท่านป้าแล้วกลับมาพร้อมกัน รีบถอย เดี๋ยวเจอกัน
คุณชายเหยียนคนนี้ถือว่าใช้ได้
อีกอย่าง ไม่ว่าจะเห็นแก่อาจารย์เหยียนหรือการที่คนตระกูลเหยียนทุกคนดูแลเขาเป็นอย่างดี แต่อย่าให้พี่สาวของเขาทำหัวใจของคุณชายเหยียนผิดหวังจะดีกว่า
ช่วยไม่ได้ เฮ้อ ซ่งฝูหลิงมีแค่คนเดียวในโลก แถมยังถูกพี่แม่ทัพเล็กศัตรูระดับสุดยอดจับจองไว้แล้ว
แต่รถม้าวิ่งเร็วมาก
วันนี้ซ่งฝูหลิงยังไม่ทันได้ให้เซาจีประคองลงจากรถม้า นางก็กระโดดลงตั้งแต่รถม้ายังไม่จอดสนิท
ดื่มน้ำเยอะไป กลั้นฉี่อยู่ นางที่อยู่ในชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนเงยหน้าขึ้น
เหยียนซี่หานเห็นชุดพลิ้วไหว หัวใจเต้นเร็ว
ในที่สุดเขาก็ได้เจอซ่งฝูหลิงที่ไปที่บ้านเขาทุกวัน คนที่ท่านปู่กับน้องสาวของเขามักพูดถึงว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้
ใครมาก็ไม่มีประโยชน์ ซ่งฝูหลิงวิ่งหัวกระเจิงไปแล้ว
ตอนที่ 816 ยังไม่ทันอะไรเจ้าก็คิดไปก่อนแล้ว
“พี่เหยียน” หมี่โซ่วสูงเท่าไหล่ของอีกฝ่าย แต่บุคลิกเอาเรื่อง สองมือไพล่หลัง เงยหน้าเรียกอีกฝ่าย
เพื่อบอกว่าให้ตามเขามา เลิกตะลึงได้แล้ว ดูม้าจะมีประโยชน์อะไร
“อ๋า อ่อ”
เหยียนซี่หานที่สุภาพอ่อนโยนพยักหน้าให้หมี่โซ่ว
เย็นวันนี้ หมี่โซ่วตักข้าวมาให้เขา เขาเองก็ไม่ได้ถามว่าทำไมบ้านเจ้ากินแบบตามใจชอบ ทำไมบ้านเจ้าไม่เหมือนจวนอื่น
สมองมีแต่ภาพหญิงงามตอนนั้น สลัดไม่หาย
จนมาถึงตอนจะกลับ ต้องไปเจอซ่งฝูเซิง สติของเหยียนซี่หานถึงได้กลับมาอยู่กับร่องกับรอย
ซ่งฝูเซิงกำลังเขียนเอกสารอยู่ในห้องหนังสือของที่บ้าน ได้ยินหมี่โซ่วบอกว่าสหายอยากมาลากลับ เขาก็รีบหาเวลามองไปทางประตู
คนเป็นพ่อก็ต้องไว้หน้าลูกชายบ้าง
นี่คือเพื่อนของลูกชายทั้งนั้น
ซ่งฝูเซิงพยักหน้าให้เหยียนซี่หานที่โค้งตัวคารวะให้เขาอยู่ตรงประตู เขานั่งพิงพนัก ยิ้มพลางส่ายมือ เพื่อบอกไม่ต้องมากพิธีรีตอง “จะกลับแล้วเหรอ ได้ ไว้มาเที่ยวเล่นบ่อยๆ นะ”
ประตูใหญ่ปิดลง
เหยียนซี่หานจูงม้า หันหลับไปมองประตูบ้านผู้ว่าฯ
พอปิดประตูลงก็ไม่เห็นความครึกครื้นภายใน
เขามองอยู่สักพักแล้วถึงออกไป
…
“คุณชายเก้า” บ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูมารับบังเหียนม้าไป
บ่าวรับใช้อีกคนเดินเข้ามาบอก “คุณชายขอรับ นายท่านผู้เฒ่าให้คุณชายไปหาหน่อยขอรับ”
“เข้าใจแล้ว”
วันนี้อาจารย์เหยียนได้เรียกรวมลูกหลานในบ้านเพื่อคัดเลือกคนที่จะมาช่วยเขียนหนังสือ
เขาหารือกับซ่งฝูหลิงแล้วว่าจะเขียน ‘การคำนวณขั้นพื้นฐาน’ กับ ‘การคำนวณระดับต้น’ ก่อน
จัดการเรียบเรียงข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้มาแต่งเป็นหนังสือก่อน
ส่วนคนที่จะช่วยเขียนก็ย่อมเป็นคนตระกูลเหยียนของพวกเขา
ซ่งฝูหลิงยืนยันคำเดิมตลอดว่า นางไม่ยินดีจะทำงานเขียนที่มีรายละเอียดยิบย่อย
สิ่งที่นางทำให้ได้คือเขียนเค้าโครง ส่วนรายละเอียดนางไม่ทำ ไม่ต้องไปหานาง
คนงานส่วนเล็กส่วนน้อยสุดท้ายจะไม่มีชื่อปรากฏในผลงาน จะมีแค่เหยียนซี่หานกับนายท่านสี่แห่งจวนเหยียนพ่อของเขา
ทว่าคนเหล่านี้กลับดีใจที่ได้มีสิทธิ์เข้าร่วม
เวลานี้อาจารย์เหยียนนั่งอยู่หน้าสุด กำลังบอกลูกหลานที่ถูกเลือกมา
สองมือของเขาวางบนแท่น กิริยาท่าทางเหมือนซ่งฝูหลิงตอนสอน
เวลาพูดถึงเนื้อหาสำคัญ อาจารย์เหยียนก็จะหยิบชอล์กขึ้นมา ยืนขึ้น จากนั้นก็เขียนคำสำคัญบนกระดานดำ
เหยียนซี่หานนั่งอยู่ด้านล่าง นั่งตรงตำแหน่งที่ปกติท่านปู่ของเขานั่งเรียนพอดี
เขาได้ยินท่านปู่พูดว่า
การคำนวณไม่ใช่แค่เครื่องมืออย่างหนึ่งเท่านั้น
หากแพร่หลายในวงกว้างได้ มันจะมีบทบาทสำคัญในงานด้านต่างๆ เช่น การก่อสร้าง การผลิต การทหาร เป็นต้น
ถึงแม้ตระกูลเหยียนจะถอนตัวจากศูนย์กลางอำนาจแล้ว แต่สิ่งใดที่มีประโยชน์ต่อราชสำนัก แม้จะมีบทบาทเพียงเล็กน้อยก็ตาม ตระกูลเหยียนก็จะไม่นิ่งดูดาย
ยิ่งท่านปู่พูดเยอะ ในใจของเหยียนซี่หานก็ยิ่งคิดเยอะ
เริ่มใจเย็นลง
สายตาของเขามองหนังสือเล่มหนาที่อยู่บนโต๊ะ ราวกับเห็นภาพที่แม่นางซ่งสอนท่านปู่ที่นี่
โชคดีมากที่วันนี้ได้เจอแม่นางซ่ง
ก่อนเจออันที่จริงเขาไม่ได้คิดอะไรมาก
เขาก็เหมือนกับพวกสหายร่วมชั้นเรียน ที่มากกว่าคือความอยากรู้อยากเห็น แค่อยากเจอสตรีที่ชื่อเสียงเลื่องลือคนนี้กับตาตัวเอง
รู้ว่านางเก่งคำนวณมาก
รู้ว่านางมักเล่นสิ่งประดิษฐ์ที่ผู้ชายอย่างพวกเขาไม่ถนัดสักเท่าไร
รู้ว่านางมักชอบอ่านคดีฆาตกรรมในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตอนที่พ่อของนางเป็นนายอำเภอฮุ่ยหนิง
สตรีคนอื่นอ่านหนังสือบทกลอนบทเพลง กล่าวถึงความรัก แต่แม่นางซ่งกลับชอบอ่านข้อกฎหมาย ชอบหาช่องโหว่มาเล่าให้สหายเฉียนฟัง
เขากล้าเดาว่า แม่นางซ่งคงไม่ได้เขียนไล่เรียงช่องโหว่พวกนั้นออกมาแล้วใช่ไหม
สตรีที่น่าสนใจมีไม่มาก แม่นางซ่งก็คือหนึ่งในนั้น
แต่พอได้เจอแล้วอย่างไรล่ะ
สู่ขอรึ
บางครั้งต้องพูดเลยว่า ต้องดูฐานะ
ผู้ว่าฯ ซ่งเจริญก้าวหน้าขึ้นทุกวัน
ส่วนตระกูลเหยียนดุจดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน
ถึงแม้เขาจะภูมิใจมาตลอด คิดว่าตัวเองก็คือตัวเอง
แต่ในความเป็นจริง เขาอยู่ข้างนอกคือคุณชายตระกูลเหยียน หากฮ่องเต้ถือสาอยู่ในใจ วันหน้าเขาจะได้ลงสอบจอหงวนหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แล้วจะมุ่งมั่นเพื่ออนาคตอย่างไร
เมื่อไม่มีอนาคต มีหรือจะได้รับการยอมรับจากผู้ว่าฯ ซ่ง
อย่างไรเสีย เขารู้ว่าข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่าผู้ว่าฯ ซ่งไม่ให้ความสำคัญกับคุณหนูซ่งล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ต่อให้ห้ามใจตัวเองไม่ไหว อยากลองดูสักตั้งถึงจะไม่รู้สึกเสียดาย แต่ก็ไม่ใช่ตอนนี้แน่นอน
เพราะถ้าเขาได้รับความเห็นชอบจากท่านปู่กับพ่อแม่ให้ไปสู่ขอ พอถึงตอนนั้น เกิดแม่นางซ่งไม่ตอบตกลง แบบนั้นแม่นางซ่งยังจะมาที่ตระกูลเหยียนได้อย่างไร หนังสือยังจะได้เขียนอีกหรือ
นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของเขา
เขาหวังว่าสตรีที่ฉลาดและร่าเริงจะเป็นอย่างที่น้องสาวของเขาพูด มีความสุขได้ทุกวัน อย่าได้รู้สึกหนักใจเพราะเขา
“ซี่หาน?”
“อ๋า? ขอรับ ท่านปู่”
อาจารย์เหยียนชอบหลานชายคนนี้มากที่สุด
ซี่หานของบ้านสี่มีความรู้ดีที่สุด แต่กลับดูธรรมดาไม่โดดเด่น
ในความเป็นจริงเขารู้ดีว่าหลานชายคนนี้เก่งกว่าเขา รู้จักเดินทางสายกลาง
“ทำไมเจ้าเพิ่งกลับมาล่ะ เห็นลูกบอกว่ามีแขกมาหา ใครเหรอ” ซ่งฝูเซิงวางพู่กันลง เงยหน้าถามเฉียนเพ่ยอิง
เฉียนเพ่ยอิงเอากระเป๋าแขวนไว้บนตะขอที่กำแพงแล้วหันกลับไปมองเหล่าซ่ง
“หลิ่วฮูหยิน ตอนฝูหลิงไป พวกเราสองคนคุยกันอยู่ในห้องใน ลองเดาดูสิว่าวันนี้หลิ่วฮูหยินพูดกับข้าว่าอะไร”
“อย่าให้ข้าเดาบ่อยๆ เลย เจ้าพูดจนติดปากแล้วรู้ไหม เดาดูสิๆ พอเริ่มพูดก็ต้องมีคำนี้นำมาก่อนละ เจ้าไม่พูด ข้าจะรู้เหรอ”
เฉียนเพ่ยอิงถลึงตาใส่ซ่งฝูเซิง
จากนั้นถึงนั่งลงพูด “ทำไมข้ารู้สึกว่านางอยากเกี่ยวดองกับบ้านเราก็ไม่รู้ มาวันนี้เพื่อมาเผยกับข้า”
“ใครเหรอ เอ้อร์ยาเหรอ”
“ซื่อบื้อหรือเปล่า ไม่ว่าอย่างไร เอ้อร์ยาก็เป็นแค่หลาน ไม่ถึงกับต้องมาคุยกับข้าหรอก คงไปหาท่านย่าหม่าแล้ว ลูกสาวเจ้าต่างหาก”
ซ่งฝูเซิงหน้าบึ้งทันที กล้าขอลูกสาวเขา “นางจะขอให้ใคร”
“ก็ต้องเป็นลูกชายสายตรงที่มีอยู่คนเดียวอยู่แล้ว”
“พ่อว่าแม่กับนางชักเลอะเทอะ ลูกชายนางเพิ่งจะอายุเท่าไร พูดอะไรไม่คิด ลูกชายนางอายุน้อยกว่าลูกสาวเราอีกนะ”
เฉียนเพ่ยอิงก็รู้ว่าเด็กกว่า
แต่ฟังจากที่หลิ่วฮูหยินพูด ผู้หญิงแก่กว่าสามปีเหมือนกอดก้อนทอง ฝูหลิงอายุมากกว่าก็จะเอา ตราบใดที่นางกับเหล่าซ่งยินดี ดูจากท่าทางแล้วฝ่ายนั้นเหมือนไม่สนเรื่องอื่น
อีกทั้งยังไม่มีเค้าลางเลยสักนิดก็กระตือรือร้นมาก แทบอยากรับประกันกับนางเสียเดี๋ยวนี้ว่าไม่มีทางทำให้ฝูหลิงต้องลำบาก
“บอกว่าชอบสภาพแวดล้อมของครอบครัวเรา ชื่นชมพวกเราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ บอกว่าก็พอดีกับที่พวกเราอยากเก็บลูกไว้นานอีกหน่อย ทุกอย่างแล้วแต่พวกเราเลย ทั้งยังชมฝูหลิง…”
เฉียนเพ่ยอิงยังพูดไม่จบซ่งฝูเซิงก็ลุกขึ้นส่ายมือพลางพูด
“พอๆๆ พอนางพูดคำหวานหน่อยเจ้าก็เชื่อแล้ว…
…พวกเรามีลูกกี่คน…
…พวกเขาคิดว่าอายุไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ข้ากลับมีปัญหา…
…ดูเรือนหลังของจวนหลิ่วสิ อนุเต็มไปหมด ลูกไม้มันหล่นไม่ไกลต้นหรอก บอกให้พวกเขาเลิกคิดไปเลย”
เฉียนเพ่ยอิงมองตามหลังซ่งฝูเซิงที่เดินออกไปด้วยความโมโห
“ใช่ ข้าไม่ได้รับปาก ข้าบอกว่าบ้านเราไม่เคยคิดเรื่องหาคนอายุน้อยกว่า…
…นี่ก็แค่การเปิดเผยให้อีกฝ่ายรับรู้ ข้าเลยมาเล่าให้ฟัง สุดท้ายก็ไม่ได้เคืองใจอะไรกัน…
…ข้าว่า หลิ่วฮูหยินก็แค่ลองมาถามๆ ดู ไม่ได้อะไรมาก แล้วเจ้าโมโหอะไร ข้าก็แค่อยากบอกให้รู้ว่าลูกสาวเรามีตลาดต้องการนะ”
วันต่อมา บังเอิญมาก ซ่งฝูเซิงได้จดหมายสองฉบับที่ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องแต่งงานทั้งนั้น
ฉบับหนึ่งมาจากเฟิ่งเทียน การแต่งงานของต้าหลังได้ถูกกำหนดในขั้นต้นแล้ว รอแค่ครอบครัวพวกเขาปีนี้กลับไปฉลองปีใหม่ก็จะเข้าพิธีแต่งงาน
เดิมทีก็อารมณ์ดีอยู่หรอก
แต่พอได้อ่านจดหมายฉบับที่สองก็หมดอารมณ์
สหายจิ้นซื่อของเขาที่เป็นนายอำเภออยู่ที่อื่นบอกมาในจดหมายว่า ผู้ว่าฯ เรียกไปคุยส่วนตัว อยากให้เป็นพ่อสื่อช่วยสู่ขอคุณหนูแก้วตาดวงใจบ้านผู้ว่าฯ ซ่งให้ลูกชายคนเล็ก
ซ่งฝูเซิงอ่านจดหมายแล้วก็แอบด่าในใจ รู้ว่าเป็นแก้วตาดวงใจยังจะมีหน้ามาสู่ขออีกเหรอ
จับพู่กันเขียนตอบกลับ
รีบให้ลูกชายคนเล็กบ้านผู้ว่าฯ ไปเลือกคนอื่นเถอะ ที่เขาคงเป็นไปไม่ได้
เพราะมีลูกสาวอยู่คนเดียว ดั่งไข่มุก ดั่งของล้ำค่า
ไม่เคยคิดเรื่องให้แต่งงานไปอยู่ไกลตา วันหน้าต่อให้ออกเรือนก็อยากให้กลับมาบ้านบ่อยๆ ได้
เดิมทีกำลังโมโหมาก แต่เขียนไปเขียนมาอยู่ๆ ซ่งฝูเซิงก็หยุดพู่กัน
เสมียนฉินเข้ามาเติมชา ได้ยินใต้เท้าถอนหายใจหนักหน่วงพอดี “เฮ้อ”
ใต้เท้าเป็นอะไรไป
…
ซ่งฝูหลิงออกจากจวนเหยียน กำลังจะขึ้นรถม้า นางเห็นคนรูปร่างสูงใหญ่ออกมาจากหัวมุม แอบตกใจ “ท่านพ่อ”
ซ่งฝูเซิงมือไพล่หลังเดินยิ้มแย้มเข้ามา “อืม”
“มาได้อย่างไร มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ มาแล้วทำไมไม่เข้าไป”
ซ่งฝูเซิงเดินเข้าไปรับกระเป๋าของลูกสาวในมือเซาจี จากนั้นก็ช่วยจับชายกระโปรงประคองลูกสาวขึ้นรถม้า
จะเข้าไปในจวนทำไม เขาก็แค่มารับลูกสาว ‘เลิกงาน’ ไม่จำเป็นต้องทำตัวเอิกเกริก
แต่ซ่งฝูเซิงไม่อธิบาย แค่เข้าไปนั่งในรถ สั่งให้ฉือสิงกับฉืออวี่คุมม้าวิ่งไปที่สำนักใต้รับเพ่ยอิง
จากนั้นถึงพูดขึ้น “วันนี้พวกเราไม่กลับไปกินข้าวบ้าน พ่อให้หมี่โซ่วไปรอที่ร้านมั่วเหลียน ไปกินที่นั่น กินเสร็จพวกเราไปเดินเล่นกัน”
ซ่งฝูหลิงสงสัย “งานไม่ยุ่งหรือ”
ช่วงนี้พ่อนางงานยุ่งมาก
เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่จะขนสินค้าออกไปเดือนละครั้ง มีทั้งขบวนสินค้าส่วนตัวกับดาบของทางการที่ต้องเอาไปส่งคลังสรรพาวุธของกรมทหาร จากนั้นกรมทหารก็จะขนไปที่แนวหน้า
คอกกวางกับแหล่งเพาะพันธุ์เห็ดหูหนูก็ล้อมไว้แล้ว เมื่อหลายวันก่อนพ่อของนางก็ไปดูมารอบหนึ่ง
นอกจากนี้แปลงนาทดลองของปีนี้ก็กำลังไปได้ดี ต้องบุกเบิกพื้นที่รกร้างขนาดใหญ่ สาเหตุที่เมื่อก่อนทิ้งร้างเป็นเพราะพื้นที่ห่างไกลหรือไม่ก็ผันน้ำเข้าลำบาก ต้องหาทางขุดคลองเพื่อให้น้ำไหลมาจากบนเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ฤดูใบไม้ผลิก็กำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้ง
สารพัดเรื่องที่กำลังรอพ่อของนางอยู่ แม้แต่ฮุ่ยหนิงพ่อนางก็ยังไม่มีเวลาไป
ทุกเย็น พ่อของนางถ้าไม่อยู่ตรงที่ว่าการด้านหน้าก็จะเขียนสรุปรายงานอยู่ในห้องหนังสือ
ซ่งฝูเซิงตอบ “ไม่ยุ่งเท่าไหร่ ให้เวลากับลูกกับแม่จะเป็นการเสียเวลาได้อย่างไร ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
ภายในร้านมั่วเหลียน บนโต๊ะมีกับข้าวหกอย่างที่เป็นจานเด็ดของพ่อครัว
กั้นด้วยม่านมุก พอจะได้ยินเสียงน้ำไหลจากภูเขาจำลองกับเสียงดีดเครื่องดนตรีกู่เจิง
หมี่โซ่วไม่ได้มีน้ำเสียงเด็กน้อยแบบเมื่อก่อนแล้ว เสียงเหมือนเด็กโต
“ฮี่ๆ เกี๊ยวน้ำข้างทางยังอร่อยกว่าอีก ท่านลุง ยังจำตอนที่พวกเราเข้าเมืองครั้งแรกไปกินเกี๊ยวน้ำได้ไหม”
เฉียนเพ่ยอิงเตือนความจำซ่งฝูเซิง “ก็ตอนนั้นที่มีเสี่ยวเอ้อร์ดูถูกพ่อไง”
ซ่งฝูเซิงคีบกับข้าวให้ลูกสาว “จำได้ ครั้งนั้นที่หมี่โซ่วหายไปใช่ไหม วิ่งไปกอดขาลู่พั่นจะเอาเห็ดให้เขาให้ได้ ครั้งนั้นพ่อล่ะอยากจะฟาดสักที”
หมี่โซ่วพูด “แต่ข้าก็ไม่เคยถูกตีสักครั้ง”
“อืม ใช่ ลุงไม่เคยตีเจ้า ดูท่าเจ้าจะอยาก ชักเสียดายแล้วสิ”
ทั้งสี่คนหัวเราะพร้อมกัน
ซ่งฝูเซิงหัวเราะพลางสังเกตใบหน้ายามหัวเราะของลูกสาว
ช่วงนี้มีเรื่องให้หงุดหงิดใจ อยู่ๆ เขาก็เริ่มอ่อนแอ
มองหมี่โซ่วพลางครุ่นคิด หมอนี่ต้องอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตแน่ เด็กผู้ชาย ต่อให้แยกบ้านก็ไปไหนได้ไม่ไกล แถมยังจะพาสะใภ้กลับมาให้
พอมองฝูหลิงความรู้สึกกลับกลายเป็น เฮ้อ ทำไมเวลามันผ่านไปไวขนาดนี้ แปบเดียวโตเป็นสาวแล้ว พวกเขาสี่คนยังเหลือเวลาแบบนี้อีกนานเท่าไรกันเชียว
กินข้าวเสร็จ ข่าวก็ไปไวมาก รู้กันก่อนแล้วว่าวันนี้ใต้เท้าซ่งจะพาเมียกับลูกมาเดินเล่น
พวกพ่อค้าแม่ค้าตั้งใจต้อนรับกันมาก คิดว่าอยู่ๆ ผู้ว่าฯ จะออกมาเดินเล่นเหรอ ใต้เท้างานยุ่งจะตาย อีกอย่างก็ไม่จำเป็นด้วย อยากได้อะไรก็มีคนเอาไปส่งให้ที่เรือนหลังโดยเฉพาะ
พวกเขาเดาว่า ดีไม่ดีจะเป็นการมาสอดส่องชาวบ้าน
ก็แค่ไม่มีเวลา ไม่อย่างนั้นแต่ละร้านแทบอยากทำความสะอาดก่อนค่อยต้อนรับ
แต่กลับนึกไม่ถึงว่าผู้ว่าฯ ซ่งจะแค่มาเดินเล่นจริงๆ
เล่นเอาพวกร้านค้าถึงกับงง
“อันนี้มีดอกไม้สวยดีนะ เจ้าว่าอย่างไร”
“ข้าว่าก็ธรรมดา”
ซ่งฝูหลิงดันผ้าลายดอกที่พ่อเอามาวางทาบบนตัวนาง “ลูกก็ว่ามันธรรมดามาก”
ซ่งฝูเซิงมองผ้าต่วนลายดอกสีชมพูในมือ ธรรมดาตรงไหน สวยจะตาย ใส่แล้วดูเด็กลงไปหลายปี
“เช่นนั้นลูกว่าอันไหนสวยล่ะ”
“ผืนนั้น”
ซ่งฝูเซิงชี้ผืนนั้นแล้วบอกพ่อค้า “เอาไปส่งที่รถด้วย”
ซ่งฝูหลิงลองรองเท้า สารพัดรองเท้างานปัก เฉียนเพ่ยอิงเห็นแล้วก็ปวดใจ นี่เข้าเป็นร้านที่สี่แล้ว อันไหนแพงก็เรียกเอามาลองหมด
ถ้าขาดแคลนของพวกนี้ยังพอไหว แต่ฝูหลิงไม่ขาด ท่านย่าหม่าซื้อให้ลูกสาวนางเยอะแยะ
ตอนนี้ท่านย่าหม่าบ้าคลั่งการซื้อของให้ลูกสาวของนางมาก
“ยังจะซื้ออีกเหรอ”
“ท่านพ่อจะให้ลูกลองให้ได้”
แล้วถ้าเราไม่มอง พ่อเขาจะให้ลองเหรอ อย่าเที่ยวมองไปทั่วสิ
ภายในร้านขายเครื่องประทินผิว ซ่งฝูหลิงเดี๋ยวก็เอามาดม เดี๋ยวก็ลูบคลำ พูดโดยไม่เงยหน้ามอง บอกกับซ่งฝูเซิงที่อยู่ด้านหลังที่กำลังจะบอกให้เอาไปส่งที่รถว่า “ท่านพ่อ ลูกก็แค่ดูเฉยๆ ถ้าอยากซื้อลูกจะจ่ายเอง”
เจ้าของร้านแอบชำเลืองมองผู้ว่าฯ ซ่งไม่หยุด
ผู้ว่าฯ ซ่ง “ได้”
ลูกสาวพูดอะไรก็เชื่อฟังหมด ทั้งยังเดินซื้อของเป็นเพื่อนโดยไม่แสดงสีหน้าหงุดหงิดแม้แต่น้อย
หลังจากครอบครัวผู้ว่าฯ ซ่งออกไป สาวใช้สามคนก็รีบเข้าไปล้อมเจ้าของร้าน “กระเป๋าที่ใต้เท้าผู้ว่าฯ สะพายไว้บนบ่าคือกระเป๋าของลูกสาว ส่วนตรงแขนเป็นผ้าคลุมของฮูหยินใช่หรือเปล่า”
“ดูเหมือนจะใช่นะ”
พวกนางคุยกันเสร็จก็มองหน้ากัน รู้สึกงงจนถึงขั้นเหลือเชื่อ “…”
ร้านเครื่องประดับ
ตรงหน้าซ่งฝูเซิงมีเจ้าของร้านกับคนดูแลร้านยืนอยู่ พวกเขาอุ้มกล่องเครื่องประดับมาให้เลือก บนโต๊ะก็มีวางไว้มากมาย
ซ่งฝูเซิงนั่งบนเก้าอี้ ดื่มชาพลางสังเกตสีหน้าของลูกสาวกับเมีย
ขอแค่สองแม่ลูกมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาก็จะพยักหน้าให้เจ้าของร้าน ไปห่อมา
เล่นเอาเจ้าของร้านกลุ้มใจมาก ไม่อยากคิดเงิน แต่ใต้เท้าผู้ว่าฯ ก็ยิ้มให้เขา ทิ้งตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงไว้แล้วพาลูกเมียเดินออกไป
วันนี้เรื่องที่ตื่นเต้นที่สุดของซ่งฝูหลิงไม่ใช่การที่พ่อพานางไปเดินตลาดกลางคืนชมการแสดง
แต่คือเรื่องที่พ่อยื่นตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงให้นางแล้วบอกว่าห้ามบอกแม่
“ทำอะไร”
“อีกเดี๋ยวคนร้องละครจะขอบคุณลูก ลูกก็บอกไปว่าจะจ่ายให้ทุกโต๊ะ
“หา?” ซ่งฝูหลิงรู้สึกว่าไม่ได้ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงิน ไม่สิ ต้องพูดเรื่องเงิน นี่มันตั้งห้าร้อยตำลึงเชียวนะ
อีกอย่าง ท่านพ่อ ข้าเป็นลูกสาวนะ เป็นคุณหนูลูกผู้ว่าฯ มันจะดูไม่ดีหรือเปล่า
ผู้ว่าฯ ซ่งเอามือวางบนราวบันไดชั้นสอง พยักหน้าให้ลูกสาวเบาๆ ลุย
ก็แค่ห้าร้อยตำลึง คิดเสียว่าไม่เคยมี
พ่อนั่งอยู่ตรงนี้ ดูซิใครมันจะกล้าพูดไม่ดี
“แต่เงินนี่ เงินนี่” ซ่งฝูหลิงถูกเร่ง ไม่ใช่เรื่องเงินไม่เงินแล้ว เพราะนักแสดงบนเวทีด้านล่างออกมากันหมดแล้ว กำลังคุกเข่าขอบคุณทางชั้นสอง นางไม่ยินยอมก็ต้องทำ
ซ่งฝูหลิงพบว่าทุกโต๊ะด้านล่างกำลังมองนาง
นางยืนขึ้น ยกมือเล็กน้อย พวกเสี่ยวเอ้อร์ตั้งแต่ชั้นบนไปจนถึงชั้นล่างบอกต่อกันไม่หยุด
คุณหนูซ่งเลี้ยงทุกโต๊ะ
บรรดาคุณชายของแต่ละจวนที่อยู่ด้านล่างออกมาสังสรรค์แบบที่เห็นได้ยาก เหยียนซี่หานก็อยู่ด้วย พวกเขา “…”
เห็นคุณหนูซ่งไม่ชัด แต่กลับเห็นผู้ว่าฯ ซ่งที่อยู่ใต้โคมไฟชั้นสองชัดเจน ใบหน้ายิ้มแย้มมองลูกสาวราวกับเห็นดีเห็นงามด้วย ยกจอกเหล้าหันไปทางลูกสาว
ซ่งฝูหลิงโล่งอก จากนั้นก็หันไปยิ้มให้พ่อ
เฉียนเพ่ยอิงสำลักเหล้า หมี่โซ่วกำลังลูบหลังให้ป้า “ท่านป้า อะไรติดคอเหรอ ลองดูว่าจะสำรอกออกมาได้ไหม”
คืนนี้กว่าทั้งสี่คนจะกลับถึงบ้าน ท่านลุงซ่งก็หลับไปสองตื่นแล้ว
จินเป่าประคบเท้าพลางถามหมี่โซ่ว “ไปไหนมา”
ออกไปเที่ยว
หมี่โซ่วตอบ “อย่าให้พูดเลย ตื่นเต้นเร้าใจมาก”
ใช้ชีวิตเรียบง่ายแสนลำบากมานาน นี่เป็นครั้งแรก
ส่วนเฉียนเพ่ยอิงต้องบ่นซ่งฝูเซิงแน่นอน
ตอนซื้อเครื่องประดับ นางไม่พูดอะไร เพราะนั่นเป็นของใช้มีมูลค่า จ่ายเท่าไรก็ไม่เสียดาย
แต่นี่ล่ะ ห้าร้อยตำลึง ปลิวหายไปทั้งแบบนี้
“ดูท่านแม่สิ ซื้อม้า แล้วดูพ่อสิ ทำเป็นหน้าใหญ่ เหล่าซ่ง ทำไปเพื่ออะไร”
ไม่ว่าเฉียนเพ่ยอิงจะบ่นอย่างไร ซ่งฝูเซิงก็พูดเพราะด้วย ยกน้ำล้างเท้ามาให้เมีย อย่างไรเสียนี่ก็เป็นการขโมย แอบหยิบตั๋วเงินในพื้นที่พิเศษออกมาโดยไม่ได้ปรึกษาเมียก่อน
แต่ต่อมาหลังจากปรนนิบัติเมียจนหลับไปแล้ว ซ่งฝูเซิงเอาสองมือหนุนศีรษะ ดวงตาไม่มีความง่วงแม้แต่น้อย
เขาไม่ทำไมหรอก
เขาก็แค่หวังว่าคนเป็นพ่ออย่างเขาจะได้พาลูกไปลิ้มลองอะไรอีกมากที่ฝูหลิงไม่เคยทำ
พูดอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอว่า ไม่เคยใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เช่นนั้นก็ลองใช้ดู
เขาไม่ขาดแคลนเงิน สิ่งที่เขาขาดก็คือลูกสาวยังมีโอกาสให้เขาได้จ่ายเงินเพื่อลูกได้อยู่อีกหรือเปล่า กลัวว่าต่อไปพอมีสามีแล้ว พ่ออย่างเขาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
Kkc520
ความคลั่งรักของพ่อที่หลงลูกสาวเนอะ จะว่าตลกก็ตลก แต่ก็แอบเศร้า