ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 844-2 ความสามารถมากเกินไป ถ่อมตัวไม่ไหวจริงๆ
ตอนที่ 844-2 ความสามารถมากเกินไป ถ่อมตัวไม่ไหวจริงๆ
ซุ่นจื่อคิดในใจ
คุณชายต้องการหาคู่ครองให้แม่นางเอ้อร์ยา แถมยังต้องเป็นชายโสดที่อายุระหว่างสิบแปดถึงยี่สิบหกปี หน้าตาต้องพอไปวัดไปวาได้ อย่างน้อยต้องเป็นทหารขั้นหก อีกทั้งอ่านออกเขียนได้ ห้ามดูดิบเถื่อนเกินไป
ทั้งยังบอกอีกว่า คนในครอบครัวต้องเรียบง่าย ห้ามมีอนุในเรือนหลัง ไม่เคยเรียกหญิงมาปรนเปรอ มีชื่อเสียงที่ดีพอสมควรในหมู่ทหาร
ชื่อเสียง ไม่ใช่แค่นิสัย ซึ่งก็หมายความว่าอัธยาศัยการวางตัวต้องดีด้วย ดูแม้กระทั่งการวางตัว
ซุ่นจื่อก็เข้าใจอยู่หรอก ก็แค่มันยากเกินไป
ขั้นหกขึ้นไป ยังไม่แต่งงาน แถมต้องอ่านหนังสือออก ตัดทิ้งไปได้ถึงเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์
หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ นี่ก็ตัดทิ้งไปได้อีกไม่น้อย
ลู่พั่นที่นอนคว่ำอยู่บนเตียงตวัดมือไล่บ่าวรับใช้ชายสองคนที่นวดให้ออกไป
รับรายชื่อมาดู เขาคิดในใจ อืม หายากพอสมควร
พอเห็นประวัติของเริ่นจื่อฮ่าว เขาก็ขยำทิ้งทันที แถมยังเหล่มองซุ่นจื่อ
ซุ่นจื่อยิ้มแหย “คุณชาย เริ่นจื่อฮ่าวเป็นตัวเลือกชั้นดีเลยนะ เขาสอดคล้องกับเงื่อนไขมากที่สุด คุณชายบอกเองว่าให้ไล่รายชื่อคนที่เข้าเงื่อนไข บ่าวไม่ได้จงใจกวนประสาทคุณชายเลยนะขอรับ”
ฮี่ๆ ตอนนี้คุณชายให้ความสำคัญกับเริ่นจื่อฮ่าวพอสมควร ครั้งนี้ให้หยุดพักยาว แสดงให้เห็นว่าทำผลงานใช้ได้
แต่เมื่อก่อนหมอนั่นเคยคิดจะสู่ขอแม่นางซ่ง กำลังจะไปซื้อของมาสู่ขอ แต่ถูกเจอก่อนระหว่างทาง ตอนนั้นทำคุณชายของพวกเขาโมโหควันแทบออกหู ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จนดึงม่านรถม้าพัง ถ้าหมอนั่นกล้าพูดมากกว่านั้นอีกหน่อยได้ถูกเด็ดหัวทิ้งแน่
แต่น่าเสียดาย เริ่นจื่อฮ่าวเป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว
อีกทั้งนี่ก็เป็นโอกาสดี
ขอแค่คุณชายถูกใจยอมให้เป็นเขยเหมือนกัน คุณชายก็จะย้ายออกจากการเป็นลูกน้องของเขาให้ เช่น ย้ายไปอยู่ที่แม่ทัพหลิ่ว ก่อนย้ายยังจะเลื่อนขั้นให้ด้วย
เรื่องดีจะตาย แม่นางเอ้อร์ยาก็ใช้ได้ ได้ภรรยาดีแบบนั้น ครอบครัวพ่อตาคือผู้ว่าฯ ซ่ง คุณชายยังจะแถมของขวัญแต่งงานให้อีกมากมาย
ช่วยพี่เขยออกสินสอด
แบบนี้ตอนแต่งเอ้อร์ยาก็จะไม่ดูน้อยหน้าแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อให้ครอบครัวซ่งดูมีเกียรติ
ก็แค่ พอมีเรื่องนั้นคุณชายเลยไม่มีทางพิจารณาเริ่นจื่อฮ่าว
ลู่พั่นพลิกดูอีกหลายแผ่น “รองผู้บัญชาการพาน ยี่สิบหกเหรอ”
“เรียนคุณชาย เขาบอกเขาอายุยี่สิบหกขอรับ”
ลู่พั่นขยำทิ้งไปอีกแผ่น หน้าตาดูแก่กว่าอาซ่งของเขาอีก ต่อให้ยี่สิบหกจริงก็ไม่เอา
หน้าแก่แบบนั้น ออกงานไม่น่ามอง
ซุ่นจื่อพบว่าสายตาของลู่พั่นจับจ้องที่สองแผ่น เขารีบเข้าไปพูด
“คุณชาย อย่าเห็นว่าบ่าวเขียนสองคนนี้ไปด้วย แต่เมื่อครู่พวกบ่าวแอบปรึกษาหารือกันแล้ว เหมือนจะไม่มีใครเคยได้ยินว่าสองคนนี้แต่งงานแล้ว แต่ในครอบครัวกลับมีเด็ก…
…เรื่องส่วนตัวแบบนี้ บ่าวยังไม่ได้สืบที่ภูมิลำเนาของพวกเขา ไม่ค่อยแน่ใจ ต้องไปสืบเพิ่มเติมขอรับ…
…ด้วยความที่ยังไม่แน่ใจก็เลยเขียนไปก่อน ดูตรงนี้บ่าวเขียนกากบาทเอาไว้ เพื่อบอกว่าต้องสืบเพิ่มเติม”
ลู่พั่นได้ฟังก็พยักหน้า ลำบากซุ่นจื่อจริงๆ
ผู้ชาย พาทหารทำสงคราม มีความสามารถเป็นพอ แต่กลับเป็นการยากที่จะรู้เรื่องส่วนตัวแบบนี้
คนที่อาจจะยังไม่แต่งงานก็มีลูกแบบนี้ ยอมตัดทิ้งดีกว่าเก็บเอาไว้
ไม่อย่างนั้น ใต้เท้าพ่อตาของเขาจะพูดได้ว่า ‘เอ้อร์ยาคุกเข่าต่อหน้าพระพุทธรูป โศกเศร้าจิตใจด้านชา สวดมนต์ภาวนาทุกวัน’
ปัญหายากมาแล้ว ลู่พั่นเปิดดูต่อเนื่องไปอีกหลายหน้า คนที่พอใจอยู่บ้างกลับมีเครื่องหมายกากบาททั้งหมด เอามาให้เขาดูทำไม นี่น่ะเหรอผลงานของเจ้าในช่วงสองชั่วยามนี้
“คุณชาย อย่าถลึงตาแบบนั้น บ่าวทำได้แค่ถึงขั้นนี้ คนที่ยังไม่แต่งงานมีน้อยมาก ไม่อย่างนั้นลองขยายขอบเขตหน่อยไหมขอรับ เป็นต้นว่า ขยายอายุไปอีกหน่อย ถึงสามสิบ ดีไม่ดีอาจมีตัวเลือกเพิ่ม…”
ซุ่นจื่อยังไม่ทันพูดจบ ลู่พั่นก็พูดแทรก “ไม่ต้องขยายอายุให้มากขึ้น แต่ลดอายุลง สิบห้าถึงยี่สิบหก อายุสิบห้าสิบหกก็ไม่จำเป็นต้องขั้นหกแล้ว อายุน้อย วันหน้ายังมีโอกาส ขอแค่หน้าตาใช้ได้ นิสัยความประพฤติอยู่กับร่องกับรอย ต้องอ่านหนังสือออก”
ซุ่นจื่อฟังแล้วก็อึ้ง ขอบคุณที่ยังรู้ว่าอายุสิบห้าสิบหกจะมาขอให้มีขั้นหกไม่ได้
ขอบคุณที่ยังเมตตาบ่าวอยู่บ้าง
“คุณชาย อายุสิบห้าสิบหกเด็กเกินไปหรือเปล่า น่าจะเด็กกว่าคุณหนูรองซ่งอีกนะขอรับ”
“เด็กกว่าก็ไม่เป็นไร” ลู่พั่นลุกขึ้นมานั่ง สวมเสื้อผ้า “คู่สามีภรรยาอยู่กันจนแก่เฒ่า นี่ต่างหากที่สำคัญ ผู้ชายอายุไม่ยืนเท่าผู้หญิง เดิมทีก็อายุสั้น ยังจะหาคนแก่กว่าอีกเหรอ ยอมหาคนอายุน้อยดีกว่า”
อายุน้อย หน้าตาโดดเด่น นิสัยการวางตัวใช้ได้ สามารถรับไว้เป็นกรณีพิเศษ
ซุ่นจื่อฟังแล้วก็งง
คุณชาย ขอบังอาจถาม คุณชายศึกษาตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าหญิงแก่อายุยืนกว่าชายชรา
ลู่พั่นพูดจบยังพยักหน้า ยอมรับความคิดของตัวเอง คำพูดนี้มีเหตุผล
ดูเอานะ ครอบครัวซ่งมีชายสูงวัยน้อย มีแต่พวกยายๆ
แล้วก็ ในบรรดาคนที่รู้จัก แต่ละจวนมีหญิงสูงวัยเยอะกว่า
ลู่พั่นปวดหัวมากเพราะเรื่องเอ้อร์ยา
ก่อนออกไป อยู่ๆ ลู่พั่นก็หันไปพูดว่า “จริงสิ ไม่ใช่แค่ลดอายุ ขอบเขตก็ต้องกว้างขึ้นด้วย อย่าหาแค่ในหมู่ทหารตระกูลลู่ ยังมีแม่ทัพหลิ่ว แม่ทัพมั่ว แม่ทัพเหลียง เจ้าอยู่ข้างกายข้าน่าจะพอรู้จักลูกน้องของพวกเขาพอสมควร ลองนึกดูให้ดีว่ายังมีใครที่ไม่ได้แต่งงาน”
“เดี๋ยวนะคุณชาย เดี๋ยว ทหารตระกูลลู่ยังพอจัดการง่ายหน่อย แต่ต่อให้กองทัพอื่นมีตัวเลือกที่ใช้ได้จริง เราจะจัดการให้พบหน้ากันอย่างไร”
เรื่องนั้นจะไปยากตรงไหน ข้าเป็นใคร
ลู่พั่นคิดไว้ก่อนแล้ว ตอนต้าหลังแต่งงาน ครอบครัวพ่อตาต้องกลับเฟิ่งเทียนกันใช่ไหมล่ะ
เขาก็จะเลือกสิบอันดับแรกออกมาตรวจสอบประวัติ จากนั้นก็เรียกรวมที่เฟิ่งเทียน
เขาไม่มีทางแนะนำให้แค่คนเดียวหรอก
เกิดวันหน้าอยู่กันไม่ได้ หมี่โซ่วเตือนถูก คนที่จะเอาเรื่องเขาเป็นคนแรกก็คือฝูหลิง
เช่นนั้นเขาจะทำอย่างไรน่ะเหรอ
พอถึงตอนนั้น เขาจะให้ยืนเรียงกันอยู่หลังม่าน เอาประวัติที่สืบได้มอบให้ครอบครัวซ่ง
ครอบครัวซ่งมีประวัติอยู่ในมือก็พิจารณาเลือกเอาเอง
เกิดแต่งไปอยู่กันไม่ได้ ครอบครัวซ่งเลือกเองนะ ไม่เกี่ยวกับเขา
เขารับรองได้แค่ว่าตอนนี้คนที่เขาเลือกมาใช้ได้ แต่รับรองอนาคตไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้จักนิสัยใจคอของเอ้อร์ยา ไม่มีใครรู้ว่าเอ้อร์ยาจะมีความสามารถประคับประคองครอบครัวได้หรือเปล่า
อย่างไรเสีย สตรีบางคนก็มัดใจสามีอยู่
แต่สตรีบางคนสามารถบีบให้สามีไม่อยากอยู่บ้านได้
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมลู่พั่นไม่พิจารณาลูกหลานของตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋น
ลู่พั่นคิดว่าครอบครัวขุนนางฝ่ายบุ๋นมีระเบียบในบ้านค่อนข้างเยอะ
ในสายตาของเขา เอ้อร์ยาไม่เหมาะเป็นสะใภ้ในตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋น
ยังมีอีกข้อ อันนี้อยู่กับความเป็นจริงมาก
ผู้ว่าฯ ซ่งมีเกียรติก็จริง แต่ก็เป็นแค่อาของเอ้อร์ยา
แต่งงาน ตอนสู่ขอเจอหน้ากันกลับต้องเป็นลุงรองของฝูหลิงที่เจอกับพ่อแม่ของฝ่ายชาย
ถ้าพอถึงตอนนั้นพ่อของฝ่ายชายเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แม้จะเป็นขุนนางขั้นหกขั้นเจ็ด ลุงรองของฝูหลิงไปเจอก็แทบไม่มีหัวข้อสนทนาร่วมกัน
แต่คนที่เป็นทหารกลับไม่เหมือนกัน ในครอบครัวมีคนทำงานหลากหลายอาชีพ
โดยทั่วไปก็แค่รู้หนังสืออยู่บ้าง เอาแค่พอใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องใฝ่หาความรู้ทุกวัน เอ้อร์ยาอยู่กับคนแบบนี้ถึงจะคุยกันรู้เรื่อง
…
หน้าโรงงานฝั่งใต้ที่เฉียนเพ่ยอิงทำงานอยู่
มีรถม้าของฮูหยินขุนนางจำนวนมากมาจอดอยู่
อย่างหลิ่วฮูหยินกับโจวฮูหยินที่ทราบข่าวย่อมมาหาเฉียนเพ่ยอิงทันที
ส่วนฮูหยินคนอื่นไม่มีญาติอยู่เมืองหลวง สายข่าวไม่มาก แม้จะไม่รู้ แต่กลับได้ยินข่าวมาว่าเมื่อวานผู้ว่าฯ ซ่งพบท่านอ๋องแล้วไม่คุกเข่า ท่านอ๋องยังมีกอดผู้ว่าฯ ซ่งด้วย ก็เลยรีบมา
ลู่พั่นแต่งตัวแบบคุณชายตระกูลร่ำรวย หมี่โซ่วยืนอยู่ด้านข้าง
ไม่พกผู้ติดตามแม้แต่คนเดียว มีเพียงองครักษ์ลับที่ติดตามอย่างเงียบๆ
เขามารับหมี่โซ่วเลิกเรียนก่อน สร้างความฮือฮายกใหญ่ พาหมี่โซ่วออกไปท่ามกลางพวกนักเรียนที่คุกเข่าอยู่ ระหว่างนั้นก็ถามหมี่โซ่วเรื่องเรียน
ลู่พั่นคิดไว้ว่า หลังจากแต่งงานกับฝูหลิงจะส่งหมี่โซ่วเข้าไปเรียนกับพวกองค์ชาย
ประตูใหญ่เปิดออก บรรดาฮูหยินต่างอึ้ง นี่ใครกัน คุณชายสูงใหญ่ที่แสนสง่างามคนนี้
หลิ่วฮูหยินมองเฉียนเพ่ยอิงแล้วยิ้มพลางพูด “ท่านอ๋อง เสด็จมาถึงที่นี่ได้อย่างไรเพคะ”
บรรดาฮูหยินร้องเสียงหลงอยู่สักพักถึงพอตั้งสติได้ด้วยความร้อนรน พากันทำความเคารพ
ลู่พั่นรอฮูหยินเหล่านี้ทำความเคารพเสร็จถึงพูดขึ้น “ข้าแค่มารับท่านแม่ยายกลับจวน ฮูหยินทุกท่านไม่ต้องมากพิธีรีตอง”
แม่ยายเฉียนเพ่ยอิงจูงมือหลิ่วฮูหยินขึ้นรถม้า ไปกินข้าวที่บ้านนาง
ส่วนคนอื่นๆ ต่างขอตัว
ลู่พั่นกับหมี่โซ่วยืนอยู่ด้านข้าง รอเฉียนเพ่ยอิงกับหลิ่วฮูหยินนั่งให้เรียบร้อย