ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 899-2 เตะลอยขึ้นฟ้า
ตอนที่ 899-2 เตะลอยขึ้นฟ้า
สามวันต่อมา
กลุ่มผู้ตรวจประเมินเดินตามระเบียงทางเดินที่มีภาพการเจรจาในงานจัดแสดงสินค้า จับปลาในแม่น้ำ ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องทำงานของที่ว่าการเขตหวงหลง
ซ่งฝูเซิงเป็นตัวแทนต้อนรับ กำลังรายงานผลให้กลุ่มผู้ตรวจประเมินฟังอย่างตั้งใจ
สร้างเขื่อน ล้อมแนวเขาป้องกันหินถล่ม ทำถนนเชื่อมแต่ละหมู่บ้าน เรื่องพวกนี้รายงานเสร็จไปแล้ว
ซ่งฝูเซิงกำลังรายงานเรื่องการให้คำแนะนำผลผลิตทางการเกษตรในช่วงไม่กี่ปีนี้ สิ่งที่ปลูกออกมาได้ ทางที่ว่าการจะมีบริการเผยแพร่ผลผลิตของชาวบ้านให้แพร่หลายอย่างมีประสิทธิภาพ
ในระหว่างนี้เนื่องจากมักมีขุนนางนำขบวนลงพื้นที่ไปตามแต่ละอำเภอ จึงนำคำสั่งของทางการไปตามหมู่บ้านได้อย่างทันท่วงที ทำให้ชาวบ้านได้ทราบโดยทั่วกัน แต่ละท้องที่มีปัญหาอะไรก็สามารถแก้ไขได้ทันเวลา
ต่อมาก็เป็นเรื่องการเพิ่มผลผลิตของชาวประมง เป็นต้น ส่วนเรื่องการให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าเล่าเรียนของคนยากจน ซ่งฝูเซิงไม่ได้รายงาน
เขาหันไปบอกให้ลูกน้องรายงานการทำงานต่อกลุ่มผู้ตรวจประเมิน
เขาเรียกชื่อใครคนนั้นก็รายงาน
ความหมายชัดเจนมาก หวงหลงมีวันนี้ได้ แต่ละด้านดูทำได้ดี ก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบของขุนนางทุกฝ่าย ขุนนางแต่ละคนร่วมทำหน้าที่กัน
กลุ่มผู้ตรวจประเมินก้มหน้าก้มตาเขียนตลอด มีแค่ตอนนี้ พอได้ยินถึงเงยหน้ามองซ่งฝูเซิงแล้วหันไปมองทุกคนเพื่อบอกว่าอนุญาต ให้ขุนนางแต่ละคนพูดได้
กลุ่มขุนนางผู้ตรวจประเมินของกรมขุนนางมีสองคนที่เหม่อลอยขณะจดบันทึก
มิน่าขุนนางหวงหลงถึงตั้งใจกันทุกคน ไม่รู้สึกว่ามีใครแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต่างช่วยเหลือกันโดยไม่มีแก่งแย่งชิงดี
พูดตามตรง แอบอิจฉา รู้สึกว่าถ้า ‘ลูกพี่’ ของพวกเขาปกป้องพวกเขาแบบนี้ก็คงดี
ให้โอกาสแสดงฝีมือ ไม่ขโมยผลงาน พูดเหมือนง่าย แต่ทำยาก เพราะคนเรามีความโลภในตัวเอง
ระหว่างทางที่ทำการประเมินมาได้ประเมินไปแล้วสองแห่ง ขุนนางบางคนก็ ‘ฉาบทองเต็มตัว’ แทบอยากกวาดเอาสิ่งดีๆ ทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเอง สิ่งไม่ดีผลักให้คนอื่น อยากให้พวกเขาไปรายงานต่อฝ่าบาท
แต่หวงหลงกลับไม่เหมือนที่อื่น
…
การประชุมครั้งนี้ใช้เวลาไปถึงสี่วัน รายงานการทำงานวันแรก ตรวจสอบบัญชีสองวัน ตรวจความถูกต้องของคลังเก็บของ สุ่มตรวจสอบสมุดการทำงานของพวกขุนนาง
การประเมินขุนนางแบ่งออกเป็นสูง กลาง ต่ำ สามขั้นเก้าระดับ สูงสูง สูงกลาง สูงต่ำ กลางสูง…ไล่เรียงลงมา
กลุ่มผู้ตรวจประเมินจะให้ความคิดเห็นก่อนว่าขุนนางแต่ละคนถูกประเมินอยู่ระดับไหน สุดท้ายจะเป็นเสนาบดีกรมขุนนางไปรายงานต่อฮ่องเต้เพื่อหาข้อสรุป
แต่โดยทั่วไปจะอิงตามความคิดเห็นของกลุ่มผู้ตรวจประเมิน เสนาบดีจะไม่แก้อะไร ยกเว้นขุนนางท้องถิ่นที่สำคัญ ขุนนางที่ฮ่องเต้ให้ความสนใจ ถึงจะมีการเปิดตรวจดู
เพราะแบบนี้กลุ่มผู้ตรวจประเมินจึงมีการประชุมย่อยเพื่อประเมินระดับขุนนางของหวงหลงในแต่ละด้าน
อย่างผู้ว่าฯ ซ่งไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ระดับสูงสูงแน่นอน
ยังจะมีใครเก่งกว่านี้อีกเหรอ
อย่างรองผู้ว่าฯ โจว กลุ่มผู้ตรวจประเมินไม่รู้ว่าเขาอาศัยใบบุญ ก็ให้สูงสูงหมดทุกคน นี่ก็แสดงว่าจะได้เลื่อนขั้นแล้ว
อันที่จริงรองผู้ว่าฯ โจวไม่ได้เป็นคนมีความสามารถอะไรในสายตาของซ่งฝูเซิง จุดที่โดดเด่นที่สุดคือการเป็นผู้ช่วย ตั้งใจเชื่อฟังเขาเป็นอย่างดี
ส่วนหัวหน้าหลัวคนเก่งมีสองคนที่ให้กลางล่างกับกลางกลาง
หลักๆ คือมีคดีที่ทำผิดพลาดเยอะ อย่างน้อยก็เยอะกว่าเฟิ่งเทียนมาก
ถึงแม้กลุ่มผู้ตรวจประเมินจะรู้ดีแก่ใจว่า ขุนนางบางคนทำงานอย่างเต็มที่เพื่อการประเมิน ใช่ว่าจะตัดสินถูกต้องหมดทุกคดี แต่ไม่มีคนมารายงาน มาฟ้อง สิ่งที่พวกเขาตรวจสอบได้อย่างน้อยก็มีคนที่ทำได้ดีกว่าหัวหน้าหลัว เรื่องอื่นก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาแล้ว
ก่อนที่รองเสนาบดีกรมขุนนางจะกลับหนึ่งวันก็ได้รับจดหมายผลักดันจากผู้ว่าฯ ซ่ง
แต่ละท้องที่จะผลักดันขุนนางได้หนึ่งคน บางครั้งยังสำคัญกว่าผลประเมินเบื้องต้นด้วยซ้ำ เพราะฮ่องเต้จะอ่านด้วยตัวเอง
หากเป็นผู้ว่าการเขตคนอื่น ขุนนางระดับล่างคงต้องทุ่มเงินกันไม่น้อยเพื่อให้ได้สิทธิ์นี้ เตรียมการเพื่องานนี้ล่วงหน้า
แต่บรรดาขุนนางหวงหลงต่างไม่กล้า รู้ดีว่าให้ของแก่ ‘หัวหน้า’ ของพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์
คนที่ซ่งฝูเซิงผลักดันก็คือหัวหน้าหลัว
เขายกผลประเมินที่พวกเขาทำเป็นการภายในทุกครึ่งปีขึ้นมาพูด
ในขณะที่มอบจดหมายผลักดันให้รองเสนาบดี เขาก็ได้คุยกับกลุ่มผู้ตรวจประเมินเป็นการส่วนตัว อธิบายถึงสาเหตุที่หวงหลงมีคดีผิดพลาดจนต้องรื้อทำใหม่หลายคดี
ดูเหมือนไม่มีผลงานอะไรที่สะดุดตา แต่เขาสบายใจ หัวหน้าหลัวก็เป็นคนที่ทำงานดี ทั้งหมดเป็นปัญหาที่คนในอดีตทำไว้ ช่วงหนึ่งปีมานี้ทางหวงหลงได้ทำการสืบและไต่สวนอีกครั้งในคดีที่หลักฐานไม่เพียงพอ
อีกทั้งเขายังเป็นคนสั่งเอง จึงควรเป็นเขาที่รับผิดชอบในด้านนี้
จวนหลัว
ใต้เท้าหลิวกลับไป หัวหน้าหลัวได้ทราบจากใต้เท้าหลิวว่าผู้ว่าฯ ซ่งไปหากลุ่มผู้ตรวจประเมินด้วยตัวเองเพราะเขา หากเดาไม่ผิด คนที่ถูกผลักดันก็คือเขา เขาเกือบหลั่งน้ำตา
หลัวฮูหยินพลิกตัวนอนไม่หลับทั้งคืน
วันต่อมาหลัวฮูหยินก็ไปร้องไห้ต่อหน้าเฉียนเพ่ยอิง
บอกว่าตัวเองคิดผิดไปตั้งมากมาย สามีของนางเดือดร้อนถูกใต้เท้าซ่งเรียกไปด่ายกใหญ่ พูดตามตรง เตรียมใจถูกกลั่นแกล้งไว้แล้ว
ขนาดพวกขุนนางใหญ่ที่ไม่เคยด่าลูกน้องยังมีกลั่นแกล้งถ้าไม่ถูกใจ แล้วนับประสาอะไรกับการฉีกหน้ากันแบบนี้
พวกเขาสองสามีภรรยากลุ้มใจ และก็กัดฟันยอมรับว่าจะถูกหลงลืมไปในช่วงสองสามปีนี้ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าใต้เท้าด่าแล้วก็จบไป ระบายความโกรธเสร็จก็ไม่มีอะไรอีก แถมยังช่วยผลักดันให้สามีนางมีอนาคต
หลัวฮูหยินคุกเข่าตบปากตัวเอง
นางบอกว่านางเคยพูดคำพูดไม่ดีไปมากมาย ไม่ขอให้เฉียนเพ่ยอิงยกโทษให้ แต่ตบนี้รู้สึกจากใจว่าต่อไปอย่าคิดกับคนอื่นแบบนี้ไม่ว่ากับใคร
…
วันที่กลุ่มผู้ตรวจประเมินกลับ
ซ่งฝูเซิงเตรียมเลิกงานกลับบ้านตามปกติ ระหว่างที่ผ่านห้องทำงานใหญ่พวกขุนนางก็ลุกขึ้นคารวะเขา
ซ่งฝูเซิงถือกระเป๋าทำงานพยักหน้าให้เหมือนเคย ทันใดนั้นก็มีขุนนางยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ใต้เท้า อาศัยช่วงนี้ที่ยังไม่ยุ่งจนไม่มีเวลากินข้าว ให้เกียรติพวกเราเลี้ยงข้าวใต้เท้าได้หรือไม่”
หืม?
ทำไมต้องกินข้าวร่วมกัน
กลัวข้าได้เลื่อนตำแหน่งถูกสั่งย้ายเหรอ
พวกเจ้าถ่อมตัวกันหน่อยได้ไหม พอกลุ่มผู้ตรวจประเมินไปก็จะฉลองเลยเหรอ
ซ่งฝูเซิงเดินออกไปแล้ว ในขณะที่ทุกคนแอบผิดหวังเขาก็ถอยกลับมา พูดอย่างลังเล “เอ่อคือ นอกจากตอนนั้นที่ลูกเขยข้ามา ข้าเลยเลี้ยงข้าวทุกคน ระหว่างที่ทำงานร่วมกันมานี้ข้ายังเคยเลี้ยงข้าวพวกท่านอีกหรือไม่”
ไม่มี แม้แต่บะหมี่สักชามก็ไม่เคย
“เช่นนั้นข้าเลี้ยงทุกคนแล้วกัน”
เวลานี้ภายในห้องทำงานใหญ่เหมือนกำลังจะจัดงานเลี้ยงฉลองก็มิปาน
ซ่งฝูเซิงจะเลี้ยงข้าวยังต้องกลับบ้านก่อนหนึ่งรอบ เพราะต้องไปขอเงินเมีย
วันนี้มีแค่รองผู้ว่าฯ โจวที่ไม่ได้ขอบตาแดง เขาหัวเราะเสียงดัง
เขารู้สึกว่าตัวเองจะได้เลื่อนเป็นผู้ว่าฯ แล้ว เยี่ยมทีเดียว เจอเบื้องบนที่เลื่อนตำแหน่งเร็วขนาดนี้ เขาก็ได้ขยับตำแหน่งไวขึ้น ถ้าเป็นเบื้องบนคนอื่นที่ไร้ความสามารถก็คงเกาะติดตำแหน่งนี้แน่น ลูกน้องไม่มีทางได้ขึ้น
มีขุนนางหลายคนดื่มเหล้า ขอบตาแดง ทำเหมือนกับว่าซ่งฝูเซิงจะไปพรุ่งนี้แล้ว
ใต้เท้าเสิ่นที่พูดไม่ค่อยเก่ง นั่งข้างซ่งฝูเซิงพลางพูดอย่างตื้นตันใจ “ข้ารู้สึกดีมากที่ได้เป็นลูกน้องของท่าน”
กลางเดือนหกมีราชโองการมาจากเมืองหลวง
ซ่งฝูหลิงใช้สองมือประคองชุดขุนนางที่ฮ่องเต้เตรียมไว้ให้ซ่งฝูเซิงนานแล้ว
ชุดขุนนางชุดนี้วางอยู่ในบ้านมาระยะหนึ่ง
คนสกุลซ่งหลั่งน้ำตา เพราะซ่งฝูหลิงร้องไห้ ฝูเซิงที่เป็นเหมือนดั่งขุนเขาก็หลั่งน้ำตาต่อหน้าลูกสาว
ฝูหลิงบอกว่า “เยี่ยมไปเลย ท่านพ่อท่านแม่ยังอยู่ข้างลูกได้”
ซ่งฝูเซิงได้เลื่อนเป็นรองขุนนางขั้นสาม รับตำแหน่งรองเสนาบดีฝ่ายขวาของกรมคลัง
ติงเจียนที่ก่อนหน้านี้ทำงานในสำนักฮั่นหลินมาเป็นลูกน้องของเขา หลินโส่วหยางเป็นลูกน้องของเขา ซย่าเหวินอวี่ที่จับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานตำแหน่งเล็กๆ ในกรมคลังได้สองสามปีก็เป็นลูกน้องของเขา
เหล่าสหายของลู่พั่นล้วนเป็นลูกน้องของพ่อตาลู่พั่น
นอกจากนี้ยังมีหยางหมิงหย่วนที่ทุกคนประเมินให้สูงสูงเหมือนกันหมด