ทะลุมิติทั้งครอบครัว - บทเสริมตอนที่ 3
บทเสริมตอนที่ 3
เมียของจินเป่าก็ทำหน้าที่ปกป้องครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ของแม่สามีได้ดี
นางรู้ว่าแม่สามีมีนิสัยแย่ๆ มากมาย
แต่นางคิดว่าใครก็ดูถูกจูซื่อได้ มีแค่นางกับจินเป่าที่ไม่มีสิทธิ์ดูถูกจูซื่อ
จูซื่อสองมือประคองสมบัติที่สะสมไว้ในบ้านออกมา เหลือบตามองสะใภ้เหมือนอยากเอาใจ มีของหลายชิ้นที่หลายปีมานี้นางหน้าหนาไปขอ ‘บิณฑบาต’ มาจากต้ายา เอ้อร์ยา ไหนจะเฉียนเพ่ยอิงกับฝูหลิงอีก อย่างพวกผ้าต่างๆ เมียจินเป่าก็มีอยู่แล้ว นางไม่ได้อยากได้ของเหล่านี้จากจูซื่อ
แต่ทุกครั้งที่จูซื่อให้ นางก็จะรับไว้ ต่อมาก็เอาพวกของที่ตัวเองได้ตอนแต่งงานไปชดเชยให้ต้ายา เอ้อร์ยา พวกอาสะใภ้สามพี่สาวคนสาม เลือกเอาของดีๆ ให้ จากนั้นค่อยหาทางกับจินเป่าเกลี้ยกล่อมจูซื่อ ซึ่งจูซื่อก็ฟัง นางชอบพูดคุยกับลูกชายลูกสะใภ้
เล่นเอามีอยู่ช่วงหนึ่งจูซื่อขุ่นเคืองใจซ่งฝูสี่อย่างสิ้นเชิง
คิดว่าสามีไม่ได้ช่วยอะไร ซ่งฝูสี่ ทางที่ดีเจ้าย้ายออกไปจากบ้านนี้เถอะ ดูซินังจิ้งจอกข้างนอกตัวไหนยังจะรับเลี้ยงเจ้าไว้ รีบไปเลยไป
ตอนนี้มีลูกชายลูกสะใภ้และหลาน ชีวิตดีเหลือเกิน แถมยังมีเงิน อายุขนาดนี้แล้วไม่ขาดแคลนอะไร ถ้าไม่ต้องเห็นซ่งฝูสี่ที่ปั้นหน้าเย็นชาใส่จะยิ่งรู้สึกดีกว่านี้
ติดอยู่แค่คนเดียว
เมียของจินเป่าจากเป็นสาวน้อยก็ต้องมาเป็นนายหญิงดูแลบ้าน นับตั้งแต่แต่งงานกับจินเป่าก็เริ่มดึงแม่สามีมาอยู่ด้วยกันบ่อยๆ ไม่เพียงแต่จะคอยดูแลแม่สามีจนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเอง อีกทั้งยังดูแลจินเป่าที่ไปทำงานข้างนอกอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่คนที่นางรู้สึกนับถือและชื่นชมมากที่สุดคือซ่งฝูหลิง
จะบอกว่าซ่งฝูหลิงไม่มีความสามารถในการรับมือกับการแก่งแย่งชิงดีภายในเรือนเลยก็ไม่ได้ เกิดเก่งในด้านนี้แต่ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือล่ะ
เอาเป็นว่าเมียจินเป่ารู้สึกนับถือซ่งฝูหลิงมาก
ไม่มีใครรู้ว่าคืนวันเข้าห้องหอของจินเป่ากับเมีย หลังจากที่เสร็จเรื่องเร่าร้อนสองมือประสานกันแล้ว เรื่องที่คุยก็คือซ่งฝูหลิง
เมียจินเป่าบอกจินเป่าว่า “คุณหนูหลายคนนับถือในตัวพี่สาวคนสามของท่านมาก ข้าก็ด้วย ข้าเคยอ่านหนังสือที่นางแต่ง พวกพี่ๆ น้องๆ ในบ้านลุงๆ อาๆ ของข้าต่างร่ำเรียนอยู่ในสำนักศึกษาของนาง”
จินเป่าถาม “ถ้าอย่างนั้นตอนเจ้าเป็นคุณหนูอยู่บ้านไม่เคยออกไปข้างนอกรึ ไปเป็นแขกจวนอื่นก็ไม่เคยได้พูดคุยกับพี่สาวคนสามของข้าหรือ”
เมียจินเป่าส่ายหน้า
เป็นลูกสาวตระกูลมั่วแล้วอย่างไร ถูกกลบมิดชิดในบรรดาคุณหนูของจวนที่มีอยู่มากมาย ได้แต่ทำความเคารพซ่งฝูหลิงอยู่ไกลๆ ไม่มีสิทธิ์เข้าไปหา
“เรื่องเจอก็เคยเจออยู่หรอก ก็แค่พี่สาวของท่านปรากฏตัวแต่ละทีก็มักนั่งอยู่ระหว่างเหล่าฮูหยินกับฮูหยินของแต่ละจวน”
จินเป่าพูด “นางงานยุ่ง บางครั้งพี่สามก็งานยุ่งกว่าอาสามของข้าเสียอีก ไม่เป็นไร เจ้าแต่งกับข้าแล้ว ไว้วันหลังเดี๋ยวก็ได้เจอบ่อยๆ ยังไงเสีย พี่สามก็ชอบกลับมาบ้านพ่อแม่บ่อยๆ ติดย่าข้าจะตาย ต่อไปเจ้าเจอนางบ่อยคงไม่ตื่นเต้นอะไรแล้ว”
จินเป่าได้คุยก็ชักสนุก ทั้งยังทำไม้ทำมือบอกเมียว่า
“ภาพพระชายาอวี้ชินอ๋องที่เจ้าเห็นน่ะเป็นภาพลวงตาทั้งนั้น แต่ในบรรดาพี่สาวของข้า นางก็เก่งสุดจริงๆ นั่นแหละ เวลานางนึกสนุกก็เล่นกับพวกข้าอย่างสุดเหวี่ยง แต่ถ้านางไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ข้าขอบอกเจ้าเลยนะ นางก็กล้าถลึงตาใส่พวกผู้ชายอย่างข้ามาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อีกทั้งยังไม่พูดอะไรมาก แค่เหล่ตามองขวาง พวกเราก็วิ่งหนีไปไกลแล้ว”
เมียจินเป่าหัวเราะ
ต่อมาแต่งงานกันหลายปี ก็เหมือนที่จินเป่าพูด นางได้เจอซ่งฝูหลิงบ่อย แต่ความศรัทธาที่มีให้กลับยังคงไม่ลดน้อยลง ยิ่งเมียจินเป่าได้ใกล้ชิดซ่งฝูหลิงก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมและนับถือ
หลายปีมานี้หลังจากที่ซ่งฝูหลิงแต่งงานก็ได้เปิดสำนักศึกษาสตรีไปทั่วเหนือใต้
นางยังมีเปิด ‘โรงเรียนอนุบาล’ ในเมืองหลวง
สิ่งที่ดึงดูดเด็กๆ ในโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ก็คือ บรรยากาศคล้ายสวนสนุกที่เปลี่ยนไปตามสี่ฤดู เห็นแล้วก็อยากไปเล่นในนั้น
สิ่งที่ดึงดูดบรรดาผู้ปกครองคือ ไม่ได้มีแค่วิชาเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียน ยังมีวิชาเสริมมากมายที่สำนักศึกษาส่วนตัวที่อื่นไม่มี แถมยังมีหลากหลายด้าน
แม้แต่ ‘วิชาลงพื้นที่’ ก็ยังมี
อวี้ชินอ๋องลู่พั่นออกมาสนับสนุนภรรยาด้วยตัวเอง
ได้ยินว่าวิชาลงพื้นที่ที่ว่านี้มีความจำเป็นมาก “เป็นขุนนาง ไม่รู้ว่าที่ดินหนึ่งหมู่ให้ผลผลิตได้เท่าไร ชาวบ้านจะหัวเราะฟันร่วงเอาได้”
นี่ถ้าซ่งฝูเซิงมาได้ยินคำพูดนี้ก็คงหัวเราะฟันร่วงเหมือนกัน คิดในใจ ลูกเขยข้า ทำอย่างกับตอนเด็กๆ เจ้ารู้ว่าที่ดินหนึ่งหมู่ให้ผลผลิตได้เท่าไร ขนาดหญ้ากับต้นกล้ายังแยกไม่ออก อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ
โรงเรียนอนุบาลราบรื่นยิ่งกว่าสำนักสตรี ก็เพราะซ่งฝูหลิงมีตัวเรียกลูกค้าอย่างลู่เฟย
บรรดาฮูหยินของแต่ละจวนที่มีลูกเล็กอายุเจ็ดแปดขวบลงมา “รีบไปสิ ลู่เฟยอยู่ที่นั่น” พ่อของลู่เฟยคือลู่พั่น ท่านตาของเขาคือซ่งฝูเซิง ใช่ไหมล่ะ แค่นี้ก็เข้าใจแล้ว ถ้าผูกพันเล่นมาด้วยกันตั้งแต่เด็กย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่น
นอกจากนี้ซ่งฝูหลิงยังได้เปิด ‘สำนักฟ้องร้อง’
ฮ่องเต้เคยพูดต่อหน้าขุนนางใหญ่หลายคนในห้องทรงพระอักษรด้วยความจนปัญญาว่า “ข้าว่าจัดตั้งสำนักฟ้องร้องแบบนี้ขึ้นมาก็ดี จะได้ช่วยกันตรวจดูความสมบูรณ์ของกฎหมายบ้านเมืองด้วย”
เหล่าขุนนางใหญ่ที่ดูแลด้านนี้เป็นหลักต่างเลิกลั่ก ฮ่องเต้ขาดก็แค่ด่าพวกเขาว่าเลี้ยงเสียข้าวสุก นักฟ้องร้องที่ถูกอบรมมาจากสำนักฟ้องร้องต่างพากันหาช่องโหว่ไม่หยุด
ตอนนั้นซ่งฝูเซิงที่เป็นแค่เสนาบดีกรมขุนนางอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้กับบรรดาขุนนางใหญ่ เขารู้สึกภาคภูมิใจมาก แต่ภายนอกแสดงออกถ่อมตัวไม่ขอยุ่งเกี่ยว ราวกับว่าลูกสาวที่กำลังถูกวิจารณ์อย่าง ‘น่าโมโห’ คนนั้นไม่ใช่ลูกของเขา
หลายปีมานี้ซ่งฝูหลิงอบรมปลุกปั้นนักฟ้องร้องเก่งๆ ออกมาได้มากมาย ยังมีนักฟ้องร้องที่เปลี่ยนวงการ ถูกนายอำเภอของแต่ละท้องที่เชิญไปเป็นกุนซือ
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่พลาดจากการสอบจอหงวน
นางใช้การกระทำพิสูจน์ ทำให้ชาวบ้านไม่ถูกปรักปรำอีกต่อไป ขณะเดียวกันก็เหมือนที่ฮ่องเต้กล่าวไว้ นางใช้การกระทำบอกเป็นนัยๆ ช่วยตรวจดูความบกพร่องของข้อกฎหมาย
อีกทั้งในระหว่างที่เปิดสำนักฟ้องร้อง ซ่งฝูหลิงก็ได้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย
เวทีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมถูกนำโดยพระชายาอวี้ชินอ๋องอย่างนางที่สถานะมีความพิเศษ ให้บรรดาผู้ทรงความรู้จากทั่วทั้งแผ่นดินมาพบปะกัน ไม่เพียงแต่จะช่วยกันหาช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่เพียงแต่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อีกทั้งยังได้แบ่งกำไรส่วนใหญ่ของสำนักศึกษาในแต่ละปีมาสร้างหอเก็บตำราแห่งแรกของราชสำนักที่จัดตั้งสำหรับชาวบ้าน ช่วยกันกับเหล่าผู้ทรงความรู้ค้นหาตำราล้ำค่ามาเก็บไว้ หอนี้มีชื่อว่า หอเทียนอี
เทียนอีเป็นของราษฎร หนังสือเหล่านั้นที่ถูกเก็บรักษาไว้ได้บันทึกประวัติศาสตร์ของราชวงศ์นี้
เรียกได้ว่าซ่งฝูหลิงมีบทบาทอย่างสูงต่อเวทีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้
สถานะของนางไม่เกี่ยวกับว่าสามีของนางเป็นใคร ไม่เกี่ยวกับพ่อของนาง
ในระหว่างที่เกิดเรื่องเหล่านี้ ซ่งฝูหลิงยังได้ทำให้บุรุษหลายคนได้ก่อความลับในใจ สมมตินะ สมมติว่าในขณะที่ข้ากำลังแสดงความสามารถแล้วนางมาดูได้ นั่งฟังอยู่ด้านล่าง คงเป็นเรื่องที่ข้ามีความสุขที่สุดแล้ว
…
ในวันเกิดอายุครบสามสิบปีของซ่งฝูหลิง เป็นช่วงที่มีขุนนางจากแดนอื่นมาเข้าเฝ้าในเมืองหลวงพอดี
เมืองหลวงจึงครึกครื้นเป็นพิเศษ
บรรดาชาวบ้านออกมามุงดูกันแต่เช้า อย่างไรเสียช่วงหลายปีมานี้ที่เปิดเส้นทางเดินเรือ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ต้อนรับคนจากต่างแดน แถมยังมาเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นเรื่องที่หาดูได้ยาก
เพราะแบบนี้ ท่านย่าหม่าถึงได้รีบหวีผมแต่งตัว แต่งเป็นหญิงชราร่ำรวยที่ดูธรรมดาที่สุด เบียดเสียดอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน บรรดาหลานๆ รับหน้าที่เปิดทางให้นาง
นางกำลังมองประตูวังหลวงที่บรรดาขุนนางในราชสำนักจะเดินออกมา
“ไอ๊หยา ออกมาแล้ว สะใภ้สามเจ้าดูสิ”
เฉียนเพ่ยอิงรีบมองไป
ประตูเปิดออก
เห็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เข้าท้องพระโรง สตรีคนแรกที่สวมชุดสั่งตัดพิเศษขุนนางหญิงขั้นสาม ชุดนี้ฮ่องเต้มีคำสั่งตัดให้นางโดยเฉพาะ สตรีผู้นั้นเดินนำออกมา
ซึ่งก็คือลูกสาวของนาง
ลูกสาวของนาง ช่วงหลายปีมานี้ศึกษาภาษาต่างแดนจนพูดได้หลากหลาย แต่ละภาษาหัดทีละนิดเหมือนตอนที่เพิ่งมาอยู่ที่นี่ กว่าจะมีวันนี้ที่ฮ่องเต้แต่งตั้งให้นางเป็นทูตใหญ่ ออกจากเมืองนำขบวนไปรับขุนนางจากต่างแดน
เฉียนเพ่ยอิงแอบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตา
ภูมิใจ ปวดใจ สารพัดความรู้สึกพรั่งพรูเข้ามาในหัวใจ เพราะลูกสาวนางต่อสู้ดิ้นรนมาสิบปีกว่าจะมีวันนี้ได้
ท่านย่าหม่ายืนอยู่หน้าเฉียนเพ่ยอิง นางก็สะอื้นใช้ฝ่ามือเช็ดน้ำตา
นางไม่ได้คิดเยอะเหมือนสะใภ้สาม นางก็แค่ตะลึงในความเท่ห์ของหลานสาวจนน้ำตาซึม
ดูดีเหลือเกิน
ดูสิ หลานสาวคนเล็กของนางเดินออกมาในชุดขุนนาง ด้านหลังมีขุนนางใหญ่ที่เป็นผู้ชายตามมาอีกสิบสองคน แม้แต่หยางหมิงหย่วนก็ยังต้องตามอยู่ด้านหลัง พวกขุนนางผู้ชายเพิ่งจะได้ขึ้นรถม้า แถมยังมีทหารร่างสูงใหญ่สองกลุ่มคุ้มกันไป
วันนี้หลานสาวของนางไม่ได้นั่งรถม้าของพระชายา ไม่เกี่ยวกับเพศ แต่นั่งรถม้าของขุนนางขั้นสาม
หลานสาวคนเล็กเป็นขุนนาง ขุนนางใหญ่
ท่านย่าหม่าไม่สนว่ายืนอยู่ไกลขนาดนี้ ฝูหลิงจะเห็นนางหรือไม่ แต่นางโบกมือไว้ก่อน
“พั่งยา พั่งยา พั่งยา” ท่านย่าหม่าโบกทั้งมือทั้งแขน มือถือธงขนาดเล็กที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว บนธงมีอักษรที่นางปักเองว่าพั่งยา พึมพำด้วยความดีใจ เรียกซ่งฝูหลิงที่ห่างออกไปไกลครั้งแล้วครั้งเล่า
ถ้าบอกว่าท่านย่าหม่าเป็นผู้หญิงที่คลั่งซ่งฝูหลิงคนแรก แต่นางกลับไม่ใช่แฟนคลับคนแรก
แฟนคลับคนแรกของซ่งฝูหลิงคือลู่พั่น
ลู่พั่นมองภรรยาตัวเอง ไม่สิ วันนี้นางเป็นเพื่อนร่วมงานของเขา มองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยประกาย
ไม่เคยคาดคิดว่าจะเจอคนที่เก่งกว่า
ผู้หญิงคนนี้อยู่บ้านเป็นภรรยาของเขา อยู่ข้างนอกก็เป็นคนที่เขาเลื่อมใส
ก็แค่เขาไม่เคยบอกฝูหลิง
ขุนนางจากต่างแดนมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ครั้งนี้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์
ครั้งนี้ซ่งฝูหลิงที่เป็นล่ามส่วนพระองค์ยืนใกล้ฮ่องเต้ยิ่งกว่าพ่อกับสามีของนาง
แต่เรื่องที่จบลงอย่างสมบูรณ์นี้กลับมีจุดด่างพร้อยเล็กน้อยสำหรับซ่งฝูหลิง
“อูแหวะ!” พอออกจากวังหลวงก็อาเจียน
ซ่งฝูหลิงนอนอยู่บนเตียงในบ้านพ่อแม่ พอฟังหมอหลวงพูดจบว่าตั้งท้องแล้วนางก็หันไปขมวดคิ้วถามลู่พั่น “เจ้าไม่ได้ดื่มยาคุมกำเนิดเหรอ”
ลู่พั่นงงยิ่งกว่าใคร “ข้าดื่มแล้ว แต่ทำไมมันไม่ได้ผลล่ะ”
เดิมทีลู่พั่นคิดว่าชีวิตนี้เขาไม่ควรทำเรื่องซ้ำซากสามครั้ง เรื่องที่เขาดูโง่ที่สุดได้ปรากฏขึ้นแล้วสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่เขาเกือบอดตายอยู่แนวหน้า ถูกพ่อตาด่ามาตลอดชีวิต อีกครั้งหนึ่งที่น่าอายก็คือครั้งนี้ แถมยังถามฝูหลิงว่าทำไมยาไม่ได้ผล นี่ถือเป็นการทำลายภาพพจน์หนุ่มหล่อรวยอย่างเขามาก ชีวิตนี้ห้ามเกิดเรื่องแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สาม
แต่กลับไม่คิดว่าฝูหลิงจะช่วยเติมเต็มให้เขา ตระกูลลู่ได้หลานสาวที่หน้าตาละเมียดละไมที่สุด พอเริ่มพูดได้ก็สร้างเรื่องใหญ่ จับนิ้วพ่อพร้อมหัวเราะเอิ๊กอ๊ากน้ำลายยืด “เปี่ยน”
ลู่พั่นกับลูกสาวก็ไปปรากฏตัวในพื้นที่พิเศษอย่างงงๆ
ชั่วขณะที่ลู่พั่นเข้ามา น้ำไฟในพื้นที่พิเศษใช้ได้หมด ทันใดนั้นหน้าจอโทรทัศน์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ฉายหนังสยองขวัญที่ฝูหลิงดูอยู่ก่อนทะลุมิติ
ลู่พั่นมีทักษะป้องกันตัว มือข้างหนึ่งปกป้องลูกสาว มืออีกข้างยิงธนู จากนั้นก็ยกโต๊ะรับแขกทุ่มใส่โทรทัศน์จนแตกละเอียด
แต่วินาทีถัดมาพื้นที่พิเศษก็ซุกซน ซ่อมโทรทัศน์ให้กลับคืนสภาพเดิม
ทำเอาลู่พั่นเหนื่อยอยู่นาน ทำลาย คืนสภาพ ทำลาย คืนสภาพ ลูกสาวของเขาหัวเราะชอบใจใหญ่
ในเวลาเดียวกัน ฝูหลิงที่อยู่ข้างนอกก็ไปหาซ่งฝูเซิง “แย่แล้วคุณพ่อ ลูกแค่ไปอาบน้ำ พอออกมาสามีกับลูกสาวก็หายไปแล้ว ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน”
เมื่อซ่งฝูเซิง เฉียนเพ่ยอิง ซ่งฝูหลิง และลู่เฟยเข้าไปในพื้นที่พิเศษ ลู่พั่นก็อาบน้ำสระผมในพื้นที่พิเศษเสร็จแล้ว หน้าก็ทาพวกกระปุกเล็กกระปุกน้อยในห้องฝูหลิง อืม ใช่ กลิ่นพวกนี้แหละ
เขากำลังนั่งพิงโซฟา ตบก้นกล่อมลูกสาวนอนพลางเปิดแผนที่ประวัติศาสตร์จีนที่จัดทำโดยสำนักสังคมศาสตร์
พอได้ยินเสียงเอะอะเขาก็เงยหน้าขึ้น “ทุกคนมีเรื่องอะไรจะบอกข้าหรือไม่”
สุดท้ายสายตาของลู่พั่นไปหยุดที่ลู่เฟย คิดในใจ โดยเฉพาะเจ้าลูกชาย คนอื่นข้าไม่กล้าจัดการ แต่เจ้า ถ้าข้ายังจัดการไม่ได้ก็จบสิ้นแล้วชีวิต