คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ - บทเสริมตอนที่ 12 เว็บบอร์ดเอ็นโอเคสะเทือน ตบหน้าอย่างจัง หึง
บทเสริมตอนที่ 12 เว็บบอร์ดเอ็นโอเคสะเทือน ตบหน้าอย่างจัง หึง
ลูคัสโพสต์เสร็จก็หยิบลูกอมอีกเม็ดจากกระเป๋าเสื้อมาใส่ปาก
เขาเคี้ยวให้แตกแล้วกลืนลงคอ รู้สึกลูกอมมันแปลกๆ
นี่ไม่ใช่ลูกอมทั่วไปแน่ ในนั้นมีสมุนไพร แบบที่ช่วยต่ออายุได้
ลูคัสเหลือบมองอิ๋งจื่อจินที่อยู่ข้างหน้า
หรือว่าเทพพยากรณ์ก็รอบรู้เรื่องยาด้วย
เหมือนนึกอะไรออก ทันใดนั้นเขาเอามือตีหน้าผาก
เขาเคยอ่านข่าว จำได้ว่าอิ๋งจื่อจินยังเป็นหมอที่โรงพยาบาลเซ่าเหรินของประเทศจีนด้วย จะรู้เรื่องสมุนไพรก็ไม่แปลก
แต่ใช้สมุนไพรแม้กระทั่งกับลูกอม ใจกว้างเกินไปหรือเปล่า
แต่วีนัสกรุ๊ปกับตระกูลลอเรนท์ บอสก็เหมือนกุมเส้นเลือดเศรษฐกิจของทั้งโลกแล้ว
ลูคัสค่อยๆ เปิดมือถือดู กลับพบว่าหน้าหลักของเว็บบอร์ดเอ็นโอเคหยุดนิ่ง แม้แต่ยอดคลิกโพสต์ก็ไม่ขยับแล้ว
เขาแอบแปลกใจ
เชิญมากินยา : [ทุกคน คุยอะไรหน่อยสิ]
เชิญมากินยา : [ไปไหนกันหมด]
เจ้าพวกนี้ช็อกจนกลับบ้านเก่าไปหมดแล้วหรือไง
ดีมาก
อยู่ๆ ลูคัสก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมา
ดูท่าจะมีคนช็อกเป็นเพื่อนเขา นี่เป็นเรื่องที่สวยงามนะ
เชิญมากินยา : [ก็แค่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของบอสไม่ใช่เหรอ แค่นี้ก็รับไม่ได้กันแล้วเหรอ ไม่ไหวเลยจริงๆ]
ในที่สุด หลังจากผ่านไปหลายนาที ยอดคลิกกระทู้กับคอมเมนต์ก็พุ่งสูงอีกครั้ง
[นายจะเข้าใจอะไร นายจะเข้าใจอะไร!]
[เร็วเข้า จิ้มตาฉันที บอกฉันสิว่ามันไม่จริง!]
[ปู่ครับ เทพพยากรณ์ที่ปู่เฝ้ารอดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าผมอีก พวกบอสนี่มีชีวิตกลับด้านเหรอ]
[โว้ย ฉันได้แค่ใช้คำนี้บรรยายความรู้สึกในตอนนี้]
เนื่องจากว่านับตั้งแต่สมาพันธ์ลับปรากฏตัวในรูปแบบเว็บไซต์เว็บบอร์ดเอ็นโอเค อันดับหนึ่งของชาร์ตก็ไม่เคยเปลี่ยน
มีคนหลายหมื่นทยอยเข้ามาในสมาพันธ์ลับ ต่างเคยให้ความยำเกรงเทพพยากรณ์
ตอนนี้พอรูปถ่ายตัวจริงปรากฏ บรรดาสมาชิกเลยอึ้งไปตามๆ กัน
พวกเขาก็เคยแข่งกันเดาในเว็บบอร์ดเอ็นโอเค ต่างคิดว่าเทพพยากรณ์เป็นเทพจากแห่งหนไหนกันแน่ ถึงได้เก็บซ่อนตัวได้ดีขนาดนี้ ไม่เคยถูกพบเจอ
ใครจะไปคาดคิดว่า บอสใหญ่ที่เป็นอันดับหนึ่งของชาร์ตคนนี้ก็คือคนที่ช่วงนี้ปรากฏตัวในทีวีบ่อยๆ
เดี๋ยวก็ชูกวงมีเดียได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เดี๋ยวมหาวิทยาลัยตี้ตูก็ออกประกาศแสดงความยินดี
ไม่มีใครคิดเชื่อมโยงอิ๋งจื่อจินกับเทพพยากรณ์เลยแม้แต่น้อย
หลายคนเลยใจเย็นไม่ไหวแล้ว
[จะว่าไป บอสเปิดเผยตัวแบบนี้ อันตรายไม่ยิ่งเยอะขึ้นเหรอ]
[บ้าไปแล้ว ใครจะกล้าไปฆ่าอันดับหนึ่งของชาร์ต ขนาดเดวิลที่อยู่อันดับสองตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าไปกำจัด ยังจะคิดฆ่าเทพพยากรณ์ เพ้อเจ้อกันไปใหญ่]
[ฉันขอพูดตามตรงเลยนะ ด้วยความสามารถของท่านเทพ พวกนายจะมาเถียงกันอยู่ตรงนี้ทำไม ถ้าเธอเอาจริง ไม่ต้องเข้าเน็ตหรอก เธอก็รู้ได้หมดทุกอย่าง]
[…]
นี่คือเรื่องจริง
รอบรู้ทุกอย่าง บารมีปกคลุม
เรื่องที่อิ๋งจื่อจินเป็นเทพพยากรณ์ได้ถูกลือไปทั่วสมาพันธ์ลับทันที
สมาชิกของสมาพันธ์ลับมีทั่วทุกหนแห่งในโลก พวกบอสติงต๊องทยอยช็อกไปตามๆ กัน
“โห!” บาร์เทนเดอร์กดโทรหาฟู่อวิ๋นเซินทันที พอมีคนรับสายเขาก็โวยวายออกไป “ทำไมนายไม่รีบบอกเนี่ย!”
ฟู่อวิ๋นเซินกำลังนั่งอยู่ร้านน้ำชาในเมืองโบราณของลั่วหนาน พอได้ฟังก็เหลือบตาขึ้น มืออีกข้างแกว่งชา “เกิดอะไรขึ้น”
“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ” บาร์เทนเดอร์ทึ้งหัว “เมียนายคือเทพพยากรณ์ นายไม่รู้เหรอ!”
“รู้สิ” ฟู่อวิ๋นเซินไม่แปลกใจอะไร “ฉันถึงได้ถามนายว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ฉัน…” บาร์เทนเดอร์อึ้ง “เรื่องสำคัญแบบนี้ทำไมนายไม่รีบบอก ตอนนั้นฉันยังตามหาเทพพยากรณ์อยู่เลย ปรากฏว่าถูกคนขอแต่งงานไปแล้วงั้นเหรอ”
“ขอแก้ให้ถูกต้อง” ฟู่อวิ๋นเซินพูด “พวกเราแต่งงานกันแล้ว”
“เออๆๆ ฉันไม่ใช่คนจีนนี่หว่า ใช้คำไม่ถูก” บาร์เทนเดอร์ยังคงทึ้งหัว “แต่ว่านี่มันเป็นไปได้ได้ยังไง!”
พอเขานึกถึงตอนนั้นตัวเองยังพูดกับฟู่อวิ๋นเซินอยู่เลยว่า ทำไมไปถูกใจคนธรรมดา ตอนนี้เขาล่ะอยากตบหน้าตัวเอง
เทพพยากรณ์เป็นคนธรรมดาที่ไหนล่ะ!
บาร์เทนเดอร์มีหลากหลายอารมณ์มากในตอนนี้ ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้น “งั้นตอนนั้นนักแม่นปืนอันดับเจ็ดที่ลอบฆ่านายในฮู่เฉิงก็ฝีมือเธอฆ่าทิ้งเหรอ”
“อืม” ฟู่อวิ๋นเซินตอบ “อิจฉาไหม ฉันมีเยาเยา นายไม่มี นี่แหละข้อแตกต่าง”
บาร์เทนเดอร์ “…”
เขากดวางสายอย่างหมดอาลัยตายอยาก จุดบุหรี่หนึ่งมวน ทำใจให้สงบไม่ได้
ทางด้านฟู่อวิ๋นเซินวางโทรศัพท์มือถือลง สั่งขนมมาอีกหนึ่งจาน
ลั่วหนานมีของกินเล่นหลากหลายชนิด ไม่หวานและไม่เลี่ยน
โทรศัพท์มือถือดังขึ้นในเวลานี้ เป็นข้อความข้ามมิติมาจากเมืองแห่งโลก
คุณชายห้า : [พี่ใหญ่ น้อยใจ.jpg]
คุณชายห้า : [พี่ใหญ่ ทำไมพี่ไปประเทศจีนก็ลืมผมแล้วล่ะ เมื่อไรจะกลับมาเยี่ยมตระกูลอวี้บ้าง]
คุณชายห้า : [มีไอ้พวกไม่ดูตาม้าตาเรือหลายคนไม่ยอมที่ผมเป็นหัวหน้าตระกูล พี่ใหญ่เดาดูสิว่าผมทำไง ผมอัดจนพวกมันยอม]
ฟู่อวิ๋นเซินเลิกคิ้ว ไม่ตอบกลับ
เขาครุ่นคิดอยู่หลายวินาทีแล้วส่งข้อความหาลิซิเนียส
[เตรียมตัวไว้ มีกิจการรอง]
ลิซิเนียส : [ครับผู้บัญชาการ! กิจการอะไรเหรอครับ]
[ท่องเที่ยว]
ลิซิเนียส : [?]
ฟู่อวิ๋นเซินนั่งพิงเก้าอี้เอนอีกครั้ง เริ่มหลับตาพักสายตา
ต่อไปเขาจะทำเมืองแห่งโลกเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หาเงินหน่อย
…
อีกด้านหนึ่ง
ภายในสุสานโบราณ
ทั้งสี่คนเข้ามาถึงห้องหลักของสุสานแล้ว
ด้านหน้าสุดของห้องหลักเป็นโลงศพที่ทำจากไม้เนื้อหนา มีขนาดใหญ่มาก
ตี้อู่เย่ว์ไม่ต้องพยากรณ์ก็รู้ว่าในนั้นคือองค์หญิงฉยงอวี่ที่หลับใหลมาหลายพันปีจากการต่อสู้ปกป้องแผ่นดิน
หลังตายเธอก็ยังคงเฝ้าอยู่ที่ผืนแผ่นดินนี้ ไม่เคยจากไป
“องค์หญิงอายุแค่สิบแปดกลับผ่านสนามรบมาหลายครั้งแล้ว” ตี้อู่เย่ว์ถอนหายใจ “ฉันอายุสิบแปดยังนั่งอยู่บ้าน ฉันนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ”
“เธอพูดอะไรน่ะ” ซีซาร์ขมวดคิ้วแน่น “เธอไม่ได้เรื่องที่ไหนกัน”
ตอนสงครามแห่งสามผู้วิเศษไม่มีใครเข้มแข็งไปกว่าตี้อู่เย่ว์อีกแล้ว
พวกเขามีชีวิตอยู่มานาน มีแค่เธอที่อายุน้อยอย่างแท้จริง
“หึ ฉันต้องไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว” ตี้อู่เย่ว์เบือนหน้าหนี “ตอนนี้ฉันยังมีหนี้สินท่วมหัวด้วย”
ซีซาร์ “…”
เขาเม้มริมฝีปากบาง อยู่ๆ ก็นึกเสียใจที่ตอนแรกอยากแกล้งเธอเพราะความสนุก
ในเวลาเดียวกันเขาก็เริ่มคิดอย่างจริงจังเรื่องความรู้สึกที่เขามีต่อตี้อู่เย่ว์
สนุกที่ได้แกล้งคนเด็กกว่างั้นเหรอ
ชอบเหรอ
ซีซาร์ไม่แน่ใจ
เขาคลายอกเสื้อด้วยความหงุดหงิด กดส่งข้อความออกไป
[ไปค้นมา ชอบคนคนหนึ่งมันต้องเป็นยังไง ขอแบบผู้เชี่ยวชาญตอบ]
จ็อบ : […]
จ็อบ : [นายท่านครับ ดอกรักเบ่งบานเหรอครับ]
“ฉันตัดสินใจแล้ว อย่าเอาของออกไปจากที่นี่ดีกว่า” ตี้อู่เย่ว์เดินรอบห้องหลักหนึ่งรอบ “ได้ไหมอาจารย์”
“ได้สิ เธอตัดสินใจก็พอ” อิ๋งจื่อจินพยักหน้าเบาๆ “ฉันจะไปรอพวกเธอที่จุดท่องเที่ยวเมืองโบราณ”
“อื้อ” ตี้อู่เย่ว์ส่ายมือ “เดี๋ยวเจอกันค่ะอาจารย์”
ลูคัสตะลึงอีกรอบ เขาแทบหยุดหายใจ “คุณเย่ว์เป็นลูกศิษย์ของคุณอิ๋งเหรอครับ”
“ค่ะ อาจารย์ฉันเก่งสุดยอดมาก” ตี้อู่เย่ว์เริ่มเพิ่มความแน่นหนาของค่ายกลภายในห้องสุสาน “ฉันน่าจะเรียนมาได้แค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ของอาจารย์เอง เฮ้อ อ่อนหัดจริงๆ”
ลูคัสอ้าปากค้าง
เป็นลูกศิษย์ของเทพพยากรณ์ได้ อ่อนหัดที่ไหนกัน
ตี้อู่เย่ว์วางค่ายกลเสร็จก็หยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาพยากรณ์ “ยังต้องรอพวกเขาอีกสามชั่วโมง พวกเขาช้าจริงๆ เลย บอกแล้วว่าให้มาทางนี้ก็ไม่ฟัง”
ลูคัสพยักหน้าเห็นด้วย “ดีนะที่ผมรู้ว่าคุณเย่ว์เก่งมาก”
“ฮี่ๆ ขอบคุณที่ชมนะ” ตี้อู่เย่ว์ลูบหัว “เอ๊ะ พวกเรามีสามคนพอดีเลย มาเล่นไพ่ล้มเจ้ากันไหมคุณลูคัส”
ซีซาร์เหลือบมองตี้อู่เย่ว์ พูดเสียงแข็ง “ฉันเล่นไพ่ล้มเจ้าไม่เป็น”
“อ่อๆ งั้นก็ช่าง” ตี้อู่เย่ว์ล้มเลิกความคิด “งั้นคุณลูคัสเล่นไพ่แบล็กแจ็กเป็นไหมคะ พวกเรามาเดิมพันกัน”
“เป็นครับ” ลูคัสวางโทรศัพท์มือถือลง “ผมเคยไปเล่นในบ่อนโลกใต้ดินของยุโรป เลยพอเข้าใจอยู่บ้างครับ”
“โอเคค่ะโอเค” ตี้อู่เย่ว์ดีใจมาก “งั้นพวกเรา…”
ซีซาร์ขัดจังหวะเธอ “หยิบของออกไปก็จบแล้ว ทำไมต้องรอพวกเขาอยู่ที่นี่สามชั่วโมงด้วย”
“ก็ต้องให้พวกตระกูลหลัวหน้าหงายน่ะสิ” ตี้อู่เย่ว์เริ่มแจกไพ่ “พวกเขารังแกฉันไว้ยังไง ฉันจะเอาคืน”
ซีซาร์เลิกคิ้ว ยิ้มคลุมเครือ “ใช้ได้นี่”
“อีกอย่างคุณไม่รู้หรอกว่าข้างนอกสุสานมีคนดักรออยู่ไม่น้อย” ตี้อู่เย่ว์พูดต่อ “ฉันไม่อยากออกไปรับมือกับพวกเขา เหนื่อยจะตาย ให้ตระกูลหลัวกับตระกูลกู่จัดการ หึ ฉันจำความแค้นไว้แล้ว”
อะไรที่ให้คนอื่นทำได้ก็ไม่ต้องไปทำเองหรอก
เรื่องนี้เธอได้รับการถ่ายทอดมาจากอิ๋งจื่อจิน
แววตาของซีซาร์ขรึมลง แย่งเอาไพ่มาจากในมือตี้อู่เย่ว์อย่างไม่แคร์ “งั้นเล่นไพ่ล้มเจ้าแล้วกัน”
“เอ๊ะๆๆ!” ตี้อู่เย่ว์โมโห “งั้นก็รอฉันเล่นตานี้จบก่อนสิ”
“พอเถอะ แจกไพ่ช้าขนาดนี้” ซีซาร์ถือไพ่โป๊กเกอร์ “ฉันเอง”
ต่อมาทั้งสามคนก็เปิดโหมดเล่นไพ่ล้มเจ้า
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ หน้าผากลูคัสมีกระดาษแปะอยู่เต็ม
เขาโยนไพ่ทิ้ง ยิ้มพลางถอนหายใจ “คุณคนนี้เล่นไพ่เก่งมาก ผมยอมแพ้”
“ชมเกินไป” ซีซาร์พูด “ของเด็กๆ”
ตี้อู่เย่ว์เหลือบมองคนหนุ่มผมทอง “วันนี้คุณไม่แกล้งฉัน สงสัยดวงอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตก”
“ดีกับเธอยังไม่พอใจอีกหรือไง” ซีซาร์กอดอก “เธอเป็นพวกชอบความรุนแรงเหรอ ยัยเปี๊ยกพิการระดับสาม”
“ก็คุณชอบแกล้งฉันอยู่บ่อยๆ นี่” หูของตี้อู่เย่ว์ขยับ “พวกเขามาแล้ว”
ซีซาร์หันไปก็เห็นมีคนปีนเข้ามาจากประตูด้านข้าง
ตามมาด้วยอีกหลายคน สภาพดูไม่ได้กันทั้งนั้น
ตี้อู่เย่ว์โบกมือยิ้มทักทาย “ฮาย”
“ตี้อู่เย่ว์ ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่” เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหลัวจื่อชิวไม่อยากเชื่อ เขามองไพ่ที่กระจายอยู่บนพื้น พูดเสียงสั่น “พวกเธอนั่งเล่นไพ่กันที่นี่เหรอ”
“…”
ราวกับอากาศโดยรอบหยุดถ่ายเท
พวกเขาผ่านความเป็นความตายกว่าจะเข้ามาได้ แต่ตี้อู่เย่ว์นั่งเล่นไพ่อย่างสบายใจอยู่ที่นี่งั้นเหรอ
กู่หงซิ่วกำมือแน่น เล็บจิกเข้าฝ่ามืออย่างไม่รู้ตัว
สุดท้ายเป็นผู้อาวุโสคนนั้นที่ทำลายความเงียบ เขาพูด “ระหว่างทางคุณหนูเย่ว์เจออันตรายอะไรบ้างไหมครับ”
“ไม่มีค่ะ” ตี้อู่เย่ว์กะพริบดวงตาใสซื่อปริบๆ “พวกคุณเจออันตรายกันด้วยเหรอคะ”
พวกเขามองหน้ากัน อายจนไม่อยากพูดว่ากว่าพวกเขาจะมาถึงห้องหลักมีคนตายไปแล้วสิบสามคน
กู่หงซิ่วคลายมือออก ยิ้มประชด “ในเมื่อคุณหนูเย่ว์มาถึงห้องหลักได้อย่างสบายๆ ขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกก่อน คุณหนูเย่ว์รู้ไหมว่ามีสิบสามคนต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดแล้ว”
“บอกแล้วพวกคุณจะเชื่อเหรอ” เป็นครั้งแรกที่ตี้อู่เย่ว์รำคาญคนมาก “พูดมากอะไรขนาดนี้ ไปๆๆ ฉันไม่ใช่ผู้ชายนะที่จะเห็นใจคนสวย”
“เอาล่ะ หงซิ่ว คุณพูดให้น้อยๆ หน่อย” หลัวจื่อชิวพูด “ทุกคนไปลองดูนะว่าเอาอะไรออกไปได้อีกบ้าง”
ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่เขาก็รู้ว่าในความเป็นจริงคงไม่สมดั่งใจแล้ว
เห็นได้ชัดว่าตี้อู่เย่ว์มาถึงก่อนหลายชั่วโมง พวกของมีค่าจะต้องถูกเธอเอาไปหมดแล้วแน่นอน
ไม่ต้องให้หลัวจื่อชิวเตือน พวกนักทำนายกับนักพยากรณ์ก็แยกย้ายกันไปลงมือก่อนแล้ว
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“ไม่ไหว พวกเราทำลายค่ายกลของที่นี่ไม่ได้” ผู้อาวุโสส่ายหน้า “น่าแปลก ทั้งๆ ที่ผ่านมาสี่พันปีแล้ว ทำไมค่ายกลที่นี่ยังแข็งแกร่งอยู่”
ทันใดนั้นกู่หงซิ่วก็พูดขึ้น “คุณหนูเย่ว์หาเส้นทางที่แม่นยำเจอได้ก็น่าจะรู้วิธีทำลายค่ายกลด้วยหรือเปล่านะ”
“อือ ฉันทำลายได้ แต่ฉันไม่ทำ เธอจะทำไมฉัน” ตี้อู่เย่ว์ไม่สนใจ “เธอเก่งก็ทำเองสิ”
กู่หงซิ่วโมโหควันออกหู อกกระเพื่อมแรง แต่กลับต้องคงรอยยิ้มไว้ “คุณหนูเย่ว์นี่ล้อเล่นเก่งจริงๆ นะคะ”
ซีซาร์มองด้วยสายตาเย็นชา “หุบปาก”
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขาเหมือนมีน้ำแข็งมาปกคลุม จากนั้นก็มีความอาฆาตทะลวงชั้นน้ำแข็งออกมาอีกที
ดูโหดเหี้ยมในชั่วพริบตา บรรยากาศกดดัน
กู่หงซิ่วหน้าซีด เกือบยืนไม่อยู่
“ไปเถอะ” ตี้อู่เย่ว์หันไปจับมือซีซาร์โดยอัตโนมัติ “อย่าอยู่กับพวกเขาเลย เดี๋ยวซวย”
ซีซาร์ชะงัก หลุบตามองต่ำ
มือของเด็กสาวอ่อนนุ่มเหมือนขนมสายไหม
ต่อมาเขาก็ค่อยๆ จับแน่น
ไม่ว่าอย่างไรความรู้สึกแบบนี้ก็ดีมาก
แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เหมือนตี้อู่เย่ว์รู้สึกตัว สะบัดมือเขาออกทันที
ซีซาร์ “…”
ภายในสุสานห้องหลัก พวกคนตระกูลหลัวกับตระกูลกู่ลองกันอยู่นานก็ยังคงทำลายค่ายกลเอาสมบัติออกไปไม่ได้ สุดท้ายจำต้องยอมแพ้
พวกเขาก็ไม่กล้าทำรุนแรงด้วย
เพราะหากไปกระตุ้นกลไกทำลายตัวเอง พวกเขาก็คงต้องถูกฝังเป็นเพื่อนองค์หญิงฉยงอวี่แล้ว
ได้แต่เดินคอตกออกไป
ตรงจุดใกล้ทางออก ตี้อู่เย่ว์เห็นหน้าประตูมีชุดเกราะนั่งอยู่ตรงนั้น
ในชุดเกราะย่อมเหลือเพียงเถ้ากระดูกแล้ว
นึกถึงภาพประวัติศาสตร์ที่เธอได้เห็น รู้สึกเสียดแทงใจขึ้นมาทันที
“นี่จะต้องเป็นแม่ทัพคนนั้นของราชวงศ์ซย่าแน่นอน” ผู้อาวุโสรู้สึกเสียดาย “ภาพจิตรกรรมฝาผนังบันทึกไว้ว่าเขากับองค์หญิงฉยงอวี่เป็นคู่รักกัน น่าเสียดายที่ไม่ได้สมหวัง”
“ไม่ พวกเขายังได้อยู่ด้วยกัน” ตี้อู่เย่ว์เดินเข้าไปปัดฝุ่นบนดาบ “อยู่ด้วยกันไปตลอดกาลแล้ว”
หลังตาย องค์หญิงฉยงอวี่เฝ้าอยู่ที่ผืนแผ่นดินนี้ ส่วนแม่ทัพก็ปกป้องเธอ
ประวัติศาสตร์ส่วนนี้โศกเศร้าเกินไป ทุกคนต่างเงียบกันหมด
ประตูใหญ่ที่หนักอึ้งถูกเปิดออก แสงแดดสาดส่องเข้ามา
ซีซาร์เดินตามหลังตี้อู่เย่ว์ เขาพูด “เธออ่อนโยนกับคนตายขนาดนั้น ทำไม่ไม่รู้จักอ่อนโยนกับคนเป็นบ้างล่ะ”
ตี้อู่เย่ว์หยุดเดิน หันกลับไปมอง “พี่ชาย วันนี้ดูแปลกๆ จริงๆ นะ คงไม่ใช่เพราะฉันใกล้ใช้หนี้หมดแล้ว คุณไม่มีอะไรมาข่มได้เลยชักหมดสนุกหรอกนะ”
“ใช้หนี้หมดเหรอ” ซีซาร์มองต่ำ ยิ้มพลางพูด “ชีวิตนี้เธอไม่มีทางชดใช้หนี้หมดหรอก”
เขามีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนเธอก็อยู่ได้นานเท่านั้น
หนี้อายุขัยจะชดใช้ยังไง
“เหลวไหล!” ตี้อู่เย่ว์นับนิ้ว “ฉันคำนวณแล้ว ไว้ฉันไปส่งมอบภารกิจที่สมาคมโหราศาสตร์เสร็จ ไม่นานก็ชดใช้ได้หมดแล้ว อย่าคิดจะหลอกฉันอีก”
พวกเขาเดินออกไป
คนอื่นๆ อยู่ในสภาพดูไม่ได้ ใบหน้าห่อเหี่ยว ยกเว้นพวกตี้อู่เย่ว์
และก็เหมือนที่ตี้อู่เย่ว์คาดการณ์ไว้ ข้างนอกมีคนมามุงอยู่ไม่น้อย รอเก็บตกผลพลอยได้
แต่พอพวกเขาเห็นคนที่ออกมามือเปล่ากันหมดก็แอบสงสัย
เวลานี้ประตูหินด้านหลังได้ปิดลงดัง ตึง ทางเข้าหายไป
“สุสานโบราณปิดตลอดกาลแล้ว” ตี้อู่เย่ว์ยักไหล่ “ถ้าพวกคุณอยากได้ของล้ำค่าก็เข้าไปเองแล้วกัน”
เธอไม่อยากให้องค์หญิงฉยงอวี่กับแม่ทัพถูกรบกวนหลังตายอีก
ต่อไปก็ไม่มีทางมีคนหาสุสานโบราณแห่งนี้เจออีก
ตี้อู่เย่ว์ปัดฝุ่นบนตัว เดินฮัมเพลงออกไป
ทิ้งพวกนักทำนายกับนักพยากรณ์ที่รู้สึกไม่ยอมเอาไว้
หลัวจื่อชิวหันมองกู่หงซิ่ว ดึงแขนตัวเองออกเป็นครั้งแรก
มือของกู่หงซิ่วคว้าอากาศ รู้สึกใจคอไม่ดี “จื่อชิว?”
“ผมคว้าน้ำเหลวจากการเข้าสุสานในวันนี้” หลัวจื่อชิวพยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปกติ “ผมกลับไปต้องถูกคณะผู้อาวุโสลงโทษแน่นอน หงซิ่ว ขอผมอยู่เงียบๆ หน่อยนะ”
รอยยิ้มของกู่หงซิ่วค่อยๆ หายไป “จื่อชิว คุณห้ามลืมสัญญาของพวกเรานะ”
หลัวจื่อชิวแค่พยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก
กู่หงซิ่วก็รู้สถานการณ์ ไม่ตามไป
เธอหันไปมองตามหลังตี้อู่เย่ว์ด้วยสายตาไม่พอใจ
พอหลัวจื่อชิวกลับถึงบ้านตระกูลหลัวก็ยังคงหงุดหงิด
“จื่อชิว เป็นไงบ้าง” พ่อหลัวเดินออกมา “สนิทสนมกับคุณหนูหงซิ่วขึ้นบ้างไหม ไปเข้าสุสานโบราณครั้งนี้ได้สมบัติอะไรกลับมาบ้าง”
“พ่อครับ ผมคิดว่า ถอนหมั้นเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมาก” หลัวจื่อชิวข่มอารมณ์ในใจไม่อยู่ ทันใดนั้นได้พูดขึ้น “พวกเราไปขอหมั้นกับตระกูลตี้อู่เถอะครับ”
mayjj2601
คิดว่าเย่วเย่วเป็นของเล่นหรือไง ซีซาร์ จัดให้หนักเลย