คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ - บทเสริมตอนที่ 11 ตะลึง ชื่อของเทพพยากรณ์ หวั่นไหวเพราะเธอ
บทเสริมตอนที่ 11 ตะลึง ชื่อของเทพพยากรณ์ หวั่นไหวเพราะเธอ
ภายในสุสานมีเพียงแสงเทียน ขับให้ใบหน้าของเด็กสาวเหมือนมีเปลวไฟ
ลูคัส “…”
เขายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ลืมไปแล้วว่าส่งเสียงยังไง
พิธีแต่งงงานสุดอลังการที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลก ในเว็บบอร์ดเอ็นโอเคก็คุยเรื่องนี้กันอยู่นาน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างไม่มีข้อยกเว้นว่าบ่าวสาวคู่นี้ทำไมถึงได้หน้าตาดีขนาดนี้
แต่ไม่มีใครเคยเชื่อมโยงอิ๋งจื่อจินกับฟู่อวิ๋นเซินเข้ากับเว็บบอร์ดเอ็นโอเค
อย่างไรเสียสมาพันธ์ลับก็มีแค่พวกบุคคลแปลกประหลาดเท่านั้นที่เข้าร่วมได้ นักล่าบางคนถึงขั้นที่เคยไปใช้ชีวิตปลีกวิเวกบนเกาะร้าง ในสังคมปัจจุบันก็ติดต่อแค่มหาวิทยาลัยนอร์ตันกับไอบีไอ
แต่ตอนนี้ ลูคัสมองหน้าอิ๋งจื่อจิน รู้สึกเพียงว่ากำแพงมิติถูกทำลายแล้ว
อีกอย่าง เทพพยากรณ์ไม่ใช่ตาแก่ที่มีชีวิตอยู่มานานเหรอ
ได้ยินว่ายังหัวล้านด้วย ทำไมถึงกลายเป็นเด็กสาวล่ะ!
หูของลูคัสดับไปชั่วคราวอีกครั้ง
ตี้อู่เย่ว์กับซีซาร์ยังคงยืนอยู่หน้าจิตรกรรมฝาผนัง
“ฉันเข้าใจแล้ว” อิ๋งจื่อจินมองสักพักก็พยักหน้า “ตอนเด็กๆ เย่ว์เย่ว์น่าจะเคยสัมผัสกับของตกทอดขององค์หญิงคนนี้ อีกทั้งยังพกไว้เป็นเวลานาน ค่ายกลของที่นี่ก็เลยคิดว่าเธอคือองค์หญิงฉยงอวี่”
สติของลูคัสยังคงลอยไปไกล วิญญาณก็ล่องลอย ตอบไปโดยอัตโนมัติว่า “อ๋า”
“ไม่ใช่ปัญหาใหญ่” อิ๋งจื่อจินเดินวนรอบจิตรกรรมฝาผนัง “แค่รอพวกเขาได้สติกลับมาเองก็พอแล้ว”
เธอเหลือบมองซีซาร์ แค่ดูก็รู้แล้วว่าซีซาร์ถูกดึงเข้าไปในค่ายกลด้วยเพราะอยากตรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับตี้อู่เย่ว์
เดิมทีหากเป็นตี้อู่เย่ว์คนเดียวก็หลุดออกมาได้ง่ายๆ
ปรากฏว่าพอมีซีซาร์เข้าไป กลับยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น
ไม่รู้ว่าควรด่าหรือชมเขาดี
ลูคัสพยักหน้าอย่างเบลอๆ “ดังนั้นองค์หญิงฉยงอวี่คนนี้คือ?”
“เธอคือองค์หญิงคนสุดท้องของราชวงศ์ซย่าในตอนนั้น แต่ถูกเลี้ยงมาแบบเด็กผู้ชายตั้งแต่ยังเล็ก” อิ๋งจื่อจินเล่า “ขี่ม้ายิงธนูเป็น ต่อสู้เก่ง ตอนนั้นลั่วหนานมีข้าศึกมารุกราน เธอในวัยสิบสี่ปีเป็นฝ่ายขอมาเฝ้าด่านที่ลั่วหนาน”
“ต่อมาระหว่างต่อสู้กับศัตรูครั้งหนึ่ง เป็นเพราะการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดของทางเมืองหลวง ส่งกองหนุนมาช่วยไว้ไม่ทัน องค์หญิงฉยงอวี่สู้จนวินาทีสุดท้ายก็ถูกแทงด้วยดาบสิบแปดเล่ม”
“หลังจากเธอเสียชีวิต ชาวบ้านลั่วหนานก็สร้างสุสานแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงเธอ”
ลูคัสพูดชม “วีรสตรีหาญกล้า พลีชีพเพื่อปกป้องบ้านเมือง สุดยอดมากจริงๆ”
“นี่คือค่ายกลที่เอาไว้เล่นงานคู่รัก หลังจากถูกขังก็จะเข้าสู่ดินแดนที่คล้ายความฝัน” อิ๋งจื่อจินยกเก้าอี้เอนมานั่งลง “ไม่ยากสำหรับพวกเย่ว์เย่ว์ กลับเป็นการช่วยฝึกสติความตั้งมั่น อย่ากังวลมากเกินไป”
เธอพยากรณ์ “อีกสามสิบนาทีก็คงรู้สึกตัว”
ฟังถึงตรงนี้ลูคัสก็ไม่เป็นห่วงเท่าไรแล้ว
คำพูดของเทพพยากรณ์ยังจะหลอกลวงได้อีกเหรอ
อิ๋งจื่อจินหาวหวอด หยิบน้ำผลไม้อุ่นที่ฟู่อวิ๋นเซินเตรียมไว้ให้ออกมาค่อยๆ ดื่ม
เหมือนนึกอะไรออก เธอหันขวับ “นายอยากได้ขนมมงคลเหรอ”
ลูคัสอึ้งไปอีกรอบ พยักหน้าอย่างเกร็งๆ
อิ๋งจื่อจินล้วงออกมาจากถุงมหัศจรรย์ “อะ ให้”
ลูคัสรับไป แต่ร่างกายยังคงแข็งทื่ออยู่
เขาตะลึงจนพูดไม่ออกแล้ว
ไม่มีใครกล้าปลอมตัวเป็นเทพพยากรณ์ ถ้ากล้า หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวก็หนีไม่พ้นหรอก
อีกทั้งในหนังสือประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้บันทึกถึงองค์หญิงฉยงอวี่ละเอียดขนาดนี้
พลังของเทพพยากรณ์น่ากลัวขั้นสุดจริงๆ
หลังจากกินลูกอมไปหนึ่งเม็ดร่างกายของลูคัสก็สั่นอีกรอบ “…”
เก้าอี้เอนใหญ่ขนาดนี้ไปยกจากไหนมา!
…
อีกด้านหนึ่ง
ในที่สุดพวกหลัวจื่อชิวกับกู่หงซิ่วก็เข้าสู่ห้องสุสานห้องแรก สภาพดูไม่ได้นิดหน่อย หมดความสง่างามแบบก่อนหน้านี้
เมื่อครู่เจอฝูงค้างคาวระหว่างทาง แขนเสื้อสองฝั่งของหลัวจื่อชิวถูกทึ้งจนขาดวิ่น
ขนาดพวกเขายังเจออุปสรรคขนาดนี้ เกรงว่าทางด้านตี้อู่เย่ว์ก็คงบาดเจ็บไปแล้ว
ภายในห้องสุสานห้องนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนัง ด้านบนเป็นข้อความสมัยราชวงศ์ซย่า ยากที่จะทำความเข้าใจ
ในบรรดาคนที่มาครั้งนี้ย่อมมีนักภาษาศาสตร์มาด้วย
ชายวัยกลางคนเดินเข้าไป ทาบคัดลอกข้อความบนฝาผนังออกมาเริ่มแปล
นักทำนายและนักพยากรณ์คนอื่นๆ พากันเข้าไปรุมล้อม
หลังจากชายวัยกลางคนแปลเสร็จแล้ว หลัวจื่อชิวก็พูดขึ้น “บนนี้เขียนอะไรไว้เหรอครับ”
“บอกว่าราชวงศ์ซย่ามีองค์หญิงอยู่คนหนึ่ง” ชายวัยกลางคนพยักหน้าต่อเนื่อง “องค์หญิงคนนี้ชื่อ ‘ฉยงอวี่’ เป็นคนโปรดของจักรพรรดิราชวงศ์ซย่าในตอนนั้นมาก”
“แต่น่าเสียดายที่เธอมีชีวิตอยู่แค่สิบแปดปี”
พอชื่อนี้ออกมาก็เกิดความเงียบในทันที
“…”
องค์หญิงฉยงอวี่
ทุกคนย่อมนึกถึงคำพูดของตี้อู่เย่ว์ อึ้งกันหมด
ชื่ออาจเป็นเรื่องบังเอิญได้ แต่ปีก็ตรงกันงั้นเหรอ
หลัวจื่อชิวขมวดคิ้ว เม้มริมฝีปากเล็กน้อย ข่มความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นในใจ
ความสามารถในการพยากรณ์ของตี้อู่เย่ว์ยังเหนือกว่าเขาอีกเหรอ
กู่หงซิ่วย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา มือที่คล้องแขนเขากระชับแน่นขึ้น เธอเรียกเสียงเบา “จื่อชิว”
“ไม่มีอะไร” หลัวจื่อชิวส่ายหน้าเบาๆ “ไปเถอะ”
“เรื่องขององค์หญิงคนนี้ก็มีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์” กู่หงซิ่วบังปาก “ตอนนั้นเธอถูกส่งมาอยู่แถบลั่วหนาน ถ้าตั้งใจอ่านประวัติศาสตร์ก่อนมาก็รู้ได้ ก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นแหละ”
การเดินทางมาสุสานโบราณครั้งนี้ย่อมมีบรรดาผู้อาวุโสที่บารมีสูงส่งในวงการนักพยากรณ์มาด้วย
แค่ตี้อู่เย่ว์น่ะเหรอ
ไม่ว่าอย่างไรกู่หงซิ่วก็ไม่อยากจะเชื่อ
โดยเฉพาะที่ก่อนหน้านี้ตี้อู่เย่ว์มีความสัมพันธ์แบบนั้นกับหลัวจื่อชิว
“ในประวัติศาสตร์มีองค์หญิงตั้งหลายคนที่ถูกส่งมาอยู่แถบลั่วหนาน จะบังเอิญได้ขนาดนี้เลยเหรอ งั้นคุณลองเดามาสักคนไหม” ผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น “คุณกู่ ฝีมือสู้คนอื่นไม่ได้ก็อย่าหาข้ออ้างเลยดีกว่า”
รอยยิ้มของกู่หงซิ่วค้างเติ่ง
“หงซิ่ว เลิกพูดเถอะ” หลัวจื่อชิวขมวดคิ้ว ชักไม่พอใจ “พวกเราเพิ่งผ่านด่านแรกมา ยังเหลือสุสานอีกเจ็ดห้อง อันตรายเยอะมาก ทุกคนต้องระวังตัวให้ดี”
แต่ก็มีหลายคนที่ชักใจคอไม่ดีแล้ว
“ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าคุณหนูเย่ว์พูดถูก อีกทางหนึ่งง่ายกว่า”
“ลางไม่ดีเลยจริงๆ พวกเราเพิ่งเข้ามาได้ไม่นานก็ตายไปแล้วสามคน”
“ถ้าตามคุณหนูเย่ว์ไป ไม่แน่อาจไม่เจอเรื่องแบบนี้”
แต่ทว่าก็ได้แค่พูด พวกเขาย้อนกลับไม่ได้แล้ว ทำได้เพียงบากหน้าเดินต่อไป
…
ตี้อู่เย่ว์ยังติดอยู่ในค่ายกล
เธอใช้มุมสายตาขององค์หญิงฉยงอวี่กำลังมองภาพประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้รับการบันทึกไว้
เธอเห็นองค์หญิงฉยงอวี่เสนอตัวมาเฝ้าประจำด่าน อายุยังน้อยรับหน้าที่ปกป้องราชวงศ์ซย่าแล้ว
เธอยังเห็นแม่ทัพที่เป็นคนรักขององค์หญิงฉยงอวี่มุ่งหน้ามาลั่วหนานด้วยกัน ร่วมกันปกป้องชาวบ้าน
แต่หนึ่งพันเจ็ดร้อยหกสิบสองปีก่อนคริสต์ศักราช แม่ทัพคนนี้ก็ถูกทางเมืองหลวงสั่งให้ไปรบที่ทางใต้
“องค์หญิง โปรดรอกระหม่อมกลับมา”
เขาก้มหน้า ถวายบังคม
เขารักเธอมาก แต่กลับมีหลายสาเหตุทำให้พูดออกไปไม่ได้
“ได้ ข้าจะรอเจ้า”
เธอเองก็มีใจให้เขา แต่บ้านเมืองไม่สงบ ข้าศึกยังไม่ตาย ความรักของหนุ่มสาวจึงเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับเธอ
แต่ยังไม่ทันที่แม่ทัพจะได้กลับมาสู่ขอเธอ เธอก็เลือกที่จะพลีชีพหลับใหลอยู่ในดินแดนอันกว้างใหญ่นี้ไปตลอดกาลแล้ว
หลังจากดูชีวิตองค์หญิงฉยงอวี่ในความฝันจบ ค่ายกลที่แสนยาวนานก็ถูกพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ตี้อู่เย่ว์ตกใจตื่น เหงื่อแตกชุ่มท่วมตัว
เธอเอามือเช็ดเหงื่อ ในใจยังหวาดกลัวไม่หาย หัวใจเต้นแรง
เธอประมาทเกินไปจริงๆ
ตลอดทางที่มานี้ราบรื่นมาก นึกไม่ถึงว่าพอใกล้ถึงห้องหลักของสุสานแล้วกลับเจอเรื่องแบบนี้
“ตื่นแล้วเหรอ” อิ๋งจื่อจินหยิบกระดาษทิชชู่ออกมายื่นให้ “เช็ดเหงื่อก่อน”
ตี้อู่เย่ว์พูด “อาจารย์ ฉันทำให้อาจารย์ผิดหวัง”
“ไม่โทษเธอ” อิ๋งจื่อจินส่ายหน้าเล็กน้อย “เป็นเพราะเธอเคยพกหยกแขวน”
“หยกแขวนเหรอ” ตี้อู่เย่ว์นึก “นั่นคือหยกขององค์หญิงฉยงอวี่เหรอ”
หยกแขวนชิ้นนั้นถูกเธอทำแตกตอนอายุสิบห้า
ตี้อู่ชวนบอกว่ามันช่วยให้เธอพ้นเคราะห์มาแล้วครั้งหนึ่ง
ตี้อู่เย่ว์เจอเคราะห์มากมายมาตั้งแต่เด็ก มีดวงชะตาที่ต้องอายุสั้น
หลังจากที่อิ๋งจื่อจินเปลี่ยนดวงชะตาให้เธอ ชีวิตเธอถึงราบรื่นขึ้น
“ใช่” อิ๋งจื่อจินหันไปมองซีซาร์ “นายก็เหงื่อออก เช็ดหน่อย”
ซีซาร์รับมา แต่กลับเงียบแบบที่เห็นได้ยาก เขายังคงมองภาพวาดฝาผนัง
แขนสั่นเล็กน้อย
เขาหลุบตาลง ดวงตาเริ่มแดง
ตี้อู่เย่ว์ดูภาพประวัติศาสตร์โดยผ่านมุมมองขององค์หญิงฉยงอวี่ ส่วนเขาเป็นแม่ทัพคนนั้น
ฉากสุดท้ายหยุดที่แม่ทัพคุกเข่าหน้าศพองค์หญิงฉยงอวี่ น้ำตาท่วมท้น
ลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ ก็เพราะยังไม่ถึงคราวเสียใจ
แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย
ซีซาร์ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ
ไม่เหมือนชีวิตจริง เขาสามารถให้หลิงเหมียนซีใช้การร่วมชีวิตช่วยตี้อู่เย่ว์ให้กลับมาได้
แม่ทัพคนนั้นกลับสูญเสียองค์หญิงไปตลอดกาล
แต่ถ้าไม่มีพลังพิเศษร่วมชีวิตล่ะ
ซีซาร์ไม่ขอคิดต่อ เขาขมวดคิ้ว
“ไปเถอะ” ตี้อู่เย่ว์ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว “อาจารย์ ห้องหลักของสุสานมีของล้ำค่าเยอะเลยใช่ไหม”
“เยอะพอสมควร ฉันยังไม่ได้ดูให้ละเอียด” อิ๋งจื่อจินลูบศีรษะตี้อู่เย่ว์ “เดี๋ยวเธอไปดูเองแล้วกัน”
“ได้เลย” ตี้อู่เย่ว์ปัดก้นยืนขึ้น พอก้าวออกไปทันใดนั้นแข้งขาก็อ่อนแรง ทรุดลง “ไอ๊หยา”
เธอกุมหัวตัวเอง “ปวดๆ”
ค่ายกลอันนี้ขังเธอไว้นานมาก ขาชาไปหมด
แต่ยังไม่ทันที่ตี้อู่เย่ว์จะลุกขึ้นก็มีมือมาประคองเอวเธอไว้ จัดการอุ้มเธอขึ้นมา
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของคอร์นฟลาวเวอร์โชยมาเตะจมูก
“คะ…คะคุณเข้าใกล้ฉันอีกแล้ว ละละแล้วอุ้มฉันทำไม” ตี้อู่เย่ว์ลนลาน รีบหดตัว “ฉะฉะฉันเดินเองได้”
ถึงแม้เธอจะไม่ชอบคนใบหน้าตะวันตกแบบซีซาร์ แต่ก็ต้องพูดเลยว่าพออยู่ด้วยกันมาครึ่งเดือนกว่าเธอก็ขอยอมรับในความหน้าตาดีของเขา
มิน่าถึงถูกเรียกว่า ‘อพอลโลแห่งฟลอเรนซ์’
ถ้าซีซาร์เข้าวงการบันเทิงของยุโรป พวกคนหล่อที่ถูกยอมรับในระดับนานาชาติจะต้องกระเด็นตกหมดแน่
“เห็นเธอเดินไม่ไหว ฉันเลยช่วย” ซีซาร์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถือเป็นการตอบแทนที่เมื่อกี้ช่วยปกป้องฉัน”
“ไม่เอา” ตี้อู่เย่ว์ขัดขืน “ไม่สู้ช่วยลดหนี้ให้ฉันอีกหน่อย”
“ขัดขืนไปก็เท่านั้น”
“เกินไปแล้วนะ”
ตี้อู่เย่ว์โมโหแก้มป่อง เบือนหน้าหนีไม่สนใจเขา
มีคนมาเป็นเท้าให้ฟรีๆ เธอจะไม่ถือสาหาความแล้วกัน
อิ๋งจื่อจินหรี่ตามอง
ครั้งนี้เธอไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะ
โทรศัพท์มือถือสั่นสองที อิ๋งจื่อจินกดรับ “ฮัลโหล”
“เยาเยา” น้ำเสียงของฟู่อวิ๋นเซินเรื่อยเปื่อย “แยกกันไปหนึ่งชั่วโมงเลยโทรมาถามสถานการณ์หน่อย”
“พอไหว ทุกอย่างราบรื่นดี” อิ๋งจื่อจินตั้งใจครุ่นคิด อยู่ๆ ก็พูดขึ้น “ฉันว่าฉันขาดทุนที่ยกเย่ว์เย่ว์ให้”
“หืม?” ฟู่อวิ๋นเซินเลิกคิ้ว “เรื่องแบบนี้ต้องดูความยินยอมของพวกเขาด้วยไม่ใช่เหรอ”
อิ๋งจื่อจินมองซีซาร์พลางครุ่นคิด “เอาเป็นว่าฉันไม่มีทางเตรียมเงินไว้ให้เขาแน่”
ลูคัสเดินตามหลัง ยังซ่อมตัวเองจากการช็อกหนักไม่หาย
พวกบอสในเว็บบอร์ดเอ็นโอเครอกันนานแล้วก็ยังไม่เห็นรูปถ่ายสักรูป ชักทนไม่ไหว
[@เชิญมากินยา หายไปไหน]
[ลูกพี่ อย่าเอาสามีฉันไปครองคนเดียวสิ รีบเอารูปมาให้ดูไวๆ สามีฉันอนุญาตแล้ว]
[คงไม่ได้แอบหนีไปแล้วใช่ไหม ไม่มีน้ำใจเลย @เดวิล ไปจัดการเขาหน่อย แย่งรูปถ่ายของสามีฉันกลับมาให้ด้วยนะ]
พวกเขารู้ว่าตระกูลแพชช์ถูกทำลาย ตระกูลลอเรนท์ก็แค่ตามไปปิดท้าย
คนที่กำจัดตระกูลแพชช์จริงๆ คือเดวิลนักฆ่าอันดับหนึ่งกับนักปรุงยาพิษอันดับหนึ่ง สองคนนี้ที่บังเอิญเจอกัน
จากนั้นก็ ‘พรึ่บ’ ตระกูลแพชช์จบสิ้น
เดวิลเผชิญหน้ากับนักปรุงยาพิษอันดับหนึ่งได้สบายๆ ย่อมรับมือกับนักปรุงยาพิษอันดับสามได้ไม่มีปัญหา
มีเสียงติ๊ดๆ ดังต่อเนื่องทำให้ลูคัสได้สติกลับมาจากความตะลึง
เขารีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา ถ่ายภาพอิ๋งจื่อจินด้วยมือที่สั่น จากนั้นก็อัปโหลดขึ้นเว็บบอร์ดเอ็นโอเค
ทำการแท็กเรียกพวกไอดีที่ไปรับขนมมงคลจากวีนัสกรุ๊ป
[เชิญมากินยา : เอ่อคือไม่ต้องหยิบขนมมงคลให้ฉันแล้วนะ ฉันเพิ่งได้จากบอส]
[เชิญมากินยา : (รูปภาพ)]
tom110
ลูคัส ลอเรนท์ เป็นญาติกับซีซาร์ไหม